มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธศาสนิกชน ๓ ประเภท




พุทธศาสนิกชน ๓ ประเภท

โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


เท่าที่สังเกตดู พุทธศาสนิกชนที่นับถือพุทธศาสนาอยู่ทุกวันนี้ มีอยู่ ๓ จำพวก ตามลักษณะการนับถือ คือ

๑.พวกที่หนึ่ง นับถือตามบรรพบุรุษ นับถือตามประเพณี ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ พี่ น้อง นับถือก็นับถือตาม ทำอะไรก็สักแต่ว่าทำตามประเพณี ทำบุญให้ทานตามประเพณี ถึงคราวบวชก็บวชตามประเพณี แต่ไม่สนใจ ไม่มีความรู้ในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่พูดถึงศาสนา ไม่สนใจศาสนา เมื่อมีการกรอกข้อความลงในแบบฟอร์มต่างๆ ที่ต้องการทราบศาสนานั้นแหละ จึงจะหวนคิดถึงศาสนาทีหนึ่ง คนนับถือศาสนาแบบนี้มีไม่น้อยทีเดียว ผล-เนื่องจากไม่สนใจ ไม่มีความรู้ทางศาสนา คนประเภทนี้ จึงไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ จากศาสนาเลย เห็นไปว่า ศาสนาไม่มีประโยชน์ ไม่จำเป็นแก่ชีวิต ศาสนาเป็นเรื่องของคนแก่ ของพระสงฆ์องคเจ้าในวัด ไม่เหมาะสำหรับคนสมัยใหม่ แล้วก็เมินเฉยต่อศาสนา แม้ถึงคราวจะต้องทำกิจทางศาสนา ก็ทำอย่างเสียไม่ได้ นี้เป็นพุทธศาสนิกชนประเภทหนึ่ง

๒. พวกที่สอง นับถือศาสนาด้วยศรัทธาความเชื่อ อะไรๆ ก็เชื่อตะบันไปไม่ต้องพิจารณาเหตุผลกันละ พระท่านว่าอย่างไร คัมภีร์สอนไว้อย่างไร ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับศาสนามีอย่างไร เชื่อทั้งหมด ถือว่าศักดิ์สิทธิ์หมด ดีหมด แล้วก็เคารพเชื่อฟังปฏิบัติตามด้วยความเกรงกลัว คนจำพวกนี้ถือศาสนาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อาจดลบันดาลให้ตนสุข หรือทุกข์ได้
ผล-เนื่องจากมีความเคารพเกรงกลัว จึงปฏิบัติตามด้วยดี ไม่กล้าละเมิดนับว่าดีเหมือนกัน แต่ก็มีข้อเสียในตอนที่ถือเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มีการกราบไหว้วิงวอน บนบานศาลกล่าวต่างๆ ซึ่งไม่ใช่วิธีการทางพุทธศาสนา

๓. พวกที่สาม นับถือด้วยปัญญา คือ ไม่เชื่ออย่างงมงาย ได้ยิน ได้ฟัง ได้พบเห็นอะไรแล้ว ไม่ปลงใจเชื่อทีเดียว ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผลรอบคอบเสียก่อน เมื่อพบความจริงเป็นที่พอใจแล้ว จึงยอมเชื่อ ผลคนจำพวกนี้ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ แต่เมื่อเชื่อแล้วก็ไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลง ในด้านปฏิบัติ คนจำพวกนี้จะถือหลักเหตุผล และหลักธรรมเป็นสำคัญ ไม่ทำสิ่งใดอย่างงมงาย

(ในพุทธศาสนิกชน ๓ จำพวก ดังกล่าวมานี้ จำพวกที่นับถือด้วยปัญญา จัดว่าถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 มิ.ย. 2552 , 06:44:40 น.] ( IP = 58.9.135.23 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เปรียบเทียบพุทธศาสนิกชน ๓ ประเภท

ในชน ๓ จำพวกนี้ จำพวกแรกที่ไม่สนใจศาสนา ไม่ได้รับประโยชน์จากศาสนาเห็นว่าศาสนาไม่มีประโยชน์นั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เหมือนคนที่ต้องการแก่นไม้ แบกมีดขวานเข้าไปในป่า แต่ไม่สนใจที่จะหาแก่นไม้ เลยแบกมีดขวานกลับออกมา แล้วก็บอกว่า ป่านี้ไม่มีแก่นไม้

จำพวกที่สอง ที่ถือศาสนาด้วยศรัทธา อะไรๆ ก็เชื่อหมดนั้น เปรียบเหมือนคนต้องการแก่นไม้ ถือมีดขวานเข้าไปในป่า แล้วก็ไปเก็บเอาสะเก็ดไม้ เปลือกไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ กลับออกมา

จำพวกที่สาม ที่ถือศาสนาด้วยปัญญา เชื่อและปฏิบัติอย่างมีเหตุมีผลนั้น เปรียบเหมือนคนต้องการแก่นไม้ ถือขวานเข้าไปในป่า ตัดต้นไม้ลง เอาสะเก็ดออก ลอกเปลือกออก ถากกระพี้ออก แล้วก็แบกเอาแก่นไม้ออกมา ย่อมได้รับผลประโยชน์ตามที่ตนต้องการ

จากการเปรียบเทียบนี้ ก็พอจะเห็นได้ว่า พวกไหนนับถือศาสนาอย่างถูกต้อง ควรถือเป็นแบบอย่าง

พุทธศาสนาเปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่

ธรรมดาต้นไม้ใหญ่ย่อมมีทั้งสะเก็ด มีเปลือก มีกระพี้ มีแก่น มีกิ่ง มีใบ มีดอก มีผล จำพวกอิทธิปาฏิหาริย์ เครื่องราง ของขลัง น้ำมนต์ พิธีกรรมต่างๆ จัดว่าเป็นเปลือกหรือสะเก็ดของพระพุทธศาสนา ผู้ที่ต้องการแก่นไม่ควรติดอยู่เพียงแค่นี้ ควรผ่านสิ่งเหล่านี้เข้าไปให้ถึงแก่น แก่นของพุทธศาสนา คือ สัจธรรม หรือของจริง ของแท้ ไม่ใช่ของย้อม ของปลอม ของเทียม สิ่งใดปลอมหรือเทียม สิ่งนั้นไม่ใช่สัจธรรม ไม่ใช่พุทธศาสนา แก่นของพุทธศาสนา คือ ของจริง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 มิ.ย. 2552 , 06:50:53 น.] ( IP = 58.9.135.23 : : )


  สลักธรรม 2

ลักษณะของสิ่งทั้งหลาย

สิ่งทั้งหลายมีลักษณะ ๒ อย่าง คือ ลักษณะภายนอกที่ปรากฏแก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา ๑ ลักษณะภายในอันเป็นความจริงนั้นอย่าง ๑ ตัวอย่าง เช่น เราเดินไปตามทางเปลี่ยวในเวลาค่ำคืนมืดสลัวๆ เพื่อนของเรานึกสนุกเลยห่มผ้าลายคลุมตลอดร่างไปแอบอยู่บนต้นไม้ข้างทางที่เราจะผ่าน พอเราเดินไปจวนถึง ก็รีบกระโดดลงนั่งขวางทางไว้ เราดูท่าทีแล้ว เข้าใจว่าเป็นผีหลอก ท่าทีภายนอก หรือท่าทีของผีหลอกนี้แหละ คือความลวง ไม่ใช่ความจริง ความแท้จริงนั้น สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่หลอก แต่เป็นเพื่อนของเราเอง อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น เราเดินไปตามถนน พอเชือกวางขวางทางไว้ เข้าใจว่าเป็นงูท่าทีที่ปรากฏแก่เรา คือ งูนั้น คือ ความลวง ความจริงงูนั้นก็คือเชือกเส้นหนึ่งเท่านั้นเอง สิ่งทั้งหลายในโลกก็มีลักษณะดังกล่าวนี้ คือ มีทั้งลักษณะลวงภายนอก และลักษณะความจริงภายใน

คนส่วนมากไม่รู้ความจริง

ขณะแรกที่เราเห็นสิ่งทั้งหลาย เราจะเห็นลักษณะภายนอกซึ่งเป็นมายาเสียก่อน คนส่วนมากเมื่อเห็นมายานั้นแล้ว ก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เข้าใจว่านั่นแหละคือความจริง ไม่อยากศึกษาค้นคว้าลงไปให้ถึงความจริง ก็เลยไม่รู้ความจริงแท้ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า คนส่วนมากมีอวิชชา คือ ไม่รู้เป็นพื้นฐานของใจไม่รู้อะไร คือ ไม่รู้ความจริงแท้ของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง

อิทธิพลของความรู้และไม่รู้

การรู้ความจริงและการไม่รู้ความจริงนั้น มีความสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิตและส่งผลสะท้อนอย่างมากมายแก่สังคม ฉะนั้น ในหลักดำเนินชีวิตที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ ที่เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘ นั้น ท่านจึงตั้งสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบไว้เป็นอันดับแรก เพราะคนเราย่อมทำ พูด คิด ตามความเห็น ถ้าความเห็นถูกต้อง การดำเนินชีวิตก็ถูกต้องไปด้วย ถ้ามีความเห็นผิด การดำเนินชีวิตก็ผิดด้วย

เช่นคนคนหนึ่งเกิดล้มเจ็บลง ไม่รู้ว่าความเจ็บป่วยของตัวเกิดมาจากอะไร ไม่รู้ความจริง ก็เลยเข้าใจว่า ผีบ้าน ผีเรือน ผีไร่ ผีนา เทพารักษ์ ศาลพระภูมิมาทำให้เจ็บป่วยแล้วก็แก้ไข โดยการบนบาน บวงสรวงด้วยดอกไม้ธูปเทียนหัวหมูบายศรี เหล้ายาปลาปิ้ง กระดาษทอง ซึ่งไม่มีผลแต่อย่างใด

คนบางพวกเข้าใจว่า ฝนตกมาจากสรวงสวรรค์ มีเทวดาเป็นเจ้าของฝน ถ้าท่านพอใจก็ปล่อยฝนลงมา ถ้าไม่พอใจก็ไม่ปล่อย เมื่อเห็นฝนไม่ตกก็เข้าใจว่า เทวดาโกรธเคือง จึงไม่ยอมปล่อยฝนลงมา เมื่อมีความเห็นเช่นนี้ ก็พยายามเอาอกเอาใจเทวดา โดยการบวงสรวงวิงวอนสวดคาถาปลาช่อน ขอฝนแห่นางแมว แต่แล้วก็ไม่ได้ผลแน่นอน

พวกอินเดียเห็นว่าพระศิวะเป็นเจ้าเป็นใหญ่ในสากล อาจดลบันดาลให้ใครรวยก็ได้ จนก็ได้ สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ พวกอินเดียก็พยายามเอาอกเอาใจพระศิวะ โดยการบูชายัญด้วยอาหาร ดอกไม้ธูปเทียนบ้าง ฆ่าสัตว์บูชาบ้าง ในสมัยก่อนถึงกับฆ่ามนุษย์บูชายัญ แต่แล้วก็ไม่ได้ผลแน่นอน ประเทศอินเดียก็คงมีสถิติคนขอทานสูงสุดในโลกอย่างเดิม บางพวกก็พยายามจะบังคับพระศิวะเจ้าให้อยู่ในอำนาจของตน โดยการบำเพ็ญตบะทรมานตน ให้ลำบากโดยวิธีต่างๆ แต่ผลที่สุดก็ตายเปล่าๆ พระศิวะไม่รู้เรื่องราวเลย

อุทาหรณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความเห็นเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเห็นถูก ทุกสิ่งถูกหมด ถ้าเห็นผิด ทุกสิ่งผิดไปหมด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 มิ.ย. 2552 , 06:59:06 น.] ( IP = 58.9.135.23 : : )


  สลักธรรม 3

หน้าที่ของพุทธศาสนิกชน

หน้าที่ของพุทธศาสนิกชน คือ การพยายามรู้ความจริง สร้างวิชา คือ รู้แจ้งเห็นจริงให้เกิดขึ้นในใจ เมื่อรู้ความจริงอย่างแจ้งชัดแล้ว ความหลงใหลเมามัว ความโลภ ความโกรธ ความหลงจะลดน้อยลง และจะหายไปในที่สุด การรู้ความจริง ย่อมมีอิทธิพลเหนือจิตใจมากมาย เหมือนคนรู้ว่าผีหลอกนั้น มิใช่ผีจริง เป็นแต่เพียงเพื่อน หรือรู้ว่านั่นมิใช่งูจริง เป็นแต่เพียงเชือก พอรู้ความจริงเท่านั้น ความสะดุ้งหวาดกลัวจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง จะเกิดความสบายใจอย่างสูง นี้คือผลของการรู้ความจริง ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงสอนให้ค้นคว้าหาสัจธรรมให้พบความจริง หน้าที่อันแท้จริงของพุทธศาสนิกชน คือ การหาความจริง

เหตุที่คนไม่รู้ความจริง

การที่คนไม่รู้ความจริง เพราะมูลเหตุหลายอย่างที่สำคัญ ก็คือ

๑. คนเราไม่ค่อยชอบของจริง เพราะของจริงไม่สนุกสนาน ไม่ตื่นเต้นโลดโผน ไม่เร้าให้เกิดอารมณ์ คนเรามีนิสัยชอบสนุกสนาน ชอบสิ่งที่เร้าอารมณ์ให้เกิดความตื่นเต้น ดีใจ เสียใจ โศก เศร้า ขำขัน แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของหลอกๆ ก็ชอบ เช่น ลิเก ภาพยนตร์ ละคร หนังสือ นวนิยายเริงรมย์ เหล่านี้เป็นของหลอกเราก็รู้ แต่คนก็ชอบให้เขาหลอก ยอมเสียสตางค์ให้เขาหลอก โรงหนังโรงละครเกิดขึ้นยังกับดอกเห็ดในฤดูฝน คนเต็มแน่นแทบทุกโรง ทุกโปรแกรม

วันพระ ท่านหยุดให้ไปฟังสัจธรรมเสียบ้างไม่ไป ไปเสียสตางค์ให้เขาหลอกตาโรงหนังดีกว่า ตามวัดตามวาก็คงมียายแก่นั่งสัปหงก ฟังสัจธรรมอยู่ไม่กี่คน ทางการเห็นว่าการไปวัดไปวาอาจจะลำบาก จึงเอาพระไปเทศน์ทางวิทยุในวันพระ ให้ประชาชนเปิดฟังตามบ้าน แต่ก็เปล่าอีก พอเจ้าหน้าที่ประกาศว่า ต่อไปนี้ขอพุทธศาสนิกชน ได้โปรดตั้งใจคอยฟังพระธรรมเทศนาเท่านั้น รีบหมุนไปหาสถานีอื่นที่มีลิเกบ้าง มีเพลงไทยสากลเพราะๆ ขับร้องโดยรวงทองบ้าง ถ้าสถานีอื่นไม่มีก็เป็นอันว่าปิดวิทยุกัน ปล่อยให้พระเทศน์แสดงสัจธรรมอยู่องค์เดียวที่ห้องส่งโน้น

หนังสือนวนิยายต่างๆ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แบบพิมพ์ไม่ทัน แต่หนังสือว่าด้วยสัจธรรมขายไม่ออก ต้องพิมพ์แจกในงานศพ รับไปแล้วก็อ่านเสียเมื่อไร ทิ้งไว้ที่มุมห้องนั่นแหละ เมื่อเห็นว่าตัวอายุ ๗๐ – ๘๐ จะไปไม่รอดแล้วนั่นแหละ จึงหยิบมาอ่านเสียบ้าง พออ่านจบก็ไปเลยพอดี

ศีลๆ ธรรมๆ เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ซึ่งเป็นความจริงแล้ว ดูเหมือนว่า ทำให้จิตใจหดหู่อย่างไรชอบกล จะหลับเสียให้ได้ แต่พอได้ยินโปรแกรมหนัง ละคร รำวง ลีลาศ แล้วหูผึ่งทีเดียว เมื่อไม่สนใจในความจริง ไม่กล้าเผชิญความจริงเช่นนี้ คนเราก็ตกอยู่ในห้องมืด คือ อวิชชาต่อไป ยินดีอยู่ในของหลอกๆ ในภาพมายาต่อไป ผลที่ได้รับก็คือ สะเก็ดหรือเปลือก ไม่ได้แก่นไม้ ไม่พบแก่นชีวิต เกิดมาสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นวันๆ ไปแล้วก็ตายไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 มิ.ย. 2552 , 07:05:38 น.] ( IP = 58.9.135.23 : : )


  สลักธรรม 4

๒. คนเรามักจะมองสิ่งต่างๆ ด้านเดียว พบแต่ด้านเดียว ซึ่งยังไม่ใช่ความจริง เรามักจะเลือกมองแต่ด้านที่เราชอบใจ หรือมองตามทรรศนะของตัวเอง เมื่อมองด้านเดียว ก็เข้าใจว่าทุกสิ่งมันมีด้านเดียว เข้าใจอยู่ด้านเดียว คิดอยู่ด้านเดียวนั้น ไม่ได้เตรียมตัวไว้เพื่อด้านอื่น เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดแสดงด้านอื่นให้เราดูบ้าง เนื่องจากไม่ได้ปรับพื้นฐานของใจเตรียมรับไว้ จึงเกิดความผิดคาดอย่างมากมาย

เช่นเมื่อตัดสินใจทำอะไรลงไปสักอย่าง ก็มักจะมองแต่ในด้านผลสำเร็จ ปักใจเชื่อมั่นลงไปว่า จะต้องสำเร็จนี้ เชื่อว่ามองในด้านเดียว เมื่อประสบความล้มเหลวเข้า เพราะตัวไม่ได้เตรียมใจไว้จึงเกิดทุกข์ระทมตรมใจอย่างมากมาย

เมื่อเล่นกีฬาหรือแข่งขันอะไร ก็มักจะมองแต่ในด้านชนะ มุ่งมั่นว่าตนจะต้องชนะ เตรียมการที่จะฉลองชัยชนะ พอประสบความพ่ายแพ้เข้าก็เกิดทุกข์ใหญ่ เมื่อสอบไล่ก็มักจะมองแต่ในแง่ดี เมื่อเกิดสอบตกขึ้นก็ระทมทุกข์อีก เมื่อเกิดปัญหารักขึ้นมาในใจ ก็สร้างความหวังขึ้นไว้ ๑๐๐ % ว่า ความหวังของตนจะต้องสำเร็จ ครั้นเกิดความผิดหวังขึ้นก็ตรมใจอีก ตรมใจเอามากๆ ถึงกับไม่อยากอยู่เป็นคน แล้วก็ทำลายตนเองโดยวิธีต่างๆ เหล่านี้เกิดจากการมองสิ่งต่างๆ ด้านเดียว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 มิ.ย. 2552 , 07:09:05 น.] ( IP = 58.9.135.23 : : )


  สลักธรรม 5

๓ .คนเรามักจะมองสิ่งต่างๆ ด้วยจิตใจไม่บริสุทธิ์ มองด้วยจิตใจที่ปกคลุมไว้ด้วยความ โลภบ้าง ความโกรธบ้าง ความหลงบ้าง

ใจเปรียบเหมือนดวงตา สิ่งเหล่านี้เปรียบเหมือนแว่นตาสีต่างๆ ที่พรางตาไว้ ทำให้เห็นสิ่งต่างผิดไปจากความจริงๆ ทหารญี่ปุ่นเอาหญ้าแห้งให้ม้ากิน ม้าไม่กิน จึงเอาแว่นสีเขียวใส่ให้ ม้ามองเห็นหญ้าเขียวๆ ก็เข้าใจว่าหญ้าสด เลยกินเข้าไปจนเต็มอิ่มของสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามองด้วยแว่นตาสีต่างๆ ก็จะเห็นเป็นสีต่างๆ ไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 มิ.ย. 2552 , 07:12:06 น.] ( IP = 58.9.135.23 : : )


  สลักธรรม 6

คุนุโมค่

โดย พี่ดา [10 มิ.ย. 2552 , 10:42:22 น.] ( IP = 124.121.171.23 : : )


  สลักธรรม 7



กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2552 , 11:09:14 น.] ( IP = 125.27.175.47 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org