| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คำถาม - คำตอบวิปัสสนา
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ถาม ผู้ที่ปฏิบัติธรรมนั้นอย่างน้อยแล้วควรจะต้องไปปฏิบัติทุกปี เพราะยังมีกิเลสอยู่มาก จึงทำให้คิดว่า การมาครั้งนี้น่าจะไม่ได้ประโยชน์ในการปฏิบัติ เพราะยังไม่ทราบว่าปฏิบัติไปเพื่ออะไร
ตอบ ไม่จำเป็นว่าผู้ปฏิบัติธรรมนั้นอย่างน้อยจะต้องไปปฏิบัติทุกปี จะข้ามปีหรือบางทีมาปฏิบัติปีละ ๑๒ ครั้งก็ได้ ขอยกตัวอย่างของลูกศิษย์คนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นแอร์โฮสเตส เขาจะพยายามล๊อกเวลาที่จะหาวันหยุดติดกันสัก ๕ วันแล้วก็มาเข้าปฏิบัติเดือนเว้นเดือน และเวลาที่เขาไม่ได้มา คือเวลาช่วงเวลาที่ต้องบินไปแระเทศต่างๆ เขาบอกว่า จะมีโรงแรมให้พัก พออาบน้ำอาบท่าแล้วก็ตั้งใจว่าห้องที่เค้าพักนี่แหละเป็นห้องปฏิบัติ กรรมฐาน
จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดว่าอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือปีละครั้ง ขอให้ดูที่ความพร้อมดีกว่า ถ้าทำแล้วเห็นประโยชน์คือ มีสติดีขึ้น ปัญญาดีขึ้น มีความสบายใจดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็จะผลักดันให้เราวิ่งเข้าหาผลนั้นเอง แต่ถ้าเราตั้งขอบเขตจำกัดวางรั้วไว้ ก็เป็นธรรมดาที่มักจะชอบออกนอกลู่นอกทาง ฉะนั้น จริงอยู่ที่เรามีกิเลสมากจริงๆ แต่เมื่อเรามีโอกาสมาที่นี่ เราก็ตั้งเจตนาว่าไปเพื่อดับกิเลส ไปเพื่อละกิเลส ไปเพื่อถ่ายถอนกิเลส ก็จะมีเป้าหมายในการมา
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:33:58 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 2
ถาม ปกติคนเรานั้นการลุกขึ้น ยืน เดิน นั่ง นอน ก็จะทำโดยจิตสั่งเป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว ที่เป็นไปตามความพอใจ หรือความอยาก แต่การมาฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นการตัดความไม่พอใจความอยากออกไปให้เหลือเพียงแต่ความจำเป็น แต่ให้เป็นอัตโนมัติเหมือนเดิมโดยใช้สติเป็นตัวกำกับถูกต้องหรือไม่
ตอบ ใช่ค่ะ ที่ปกติคนเราจะเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นไปโดยอัตโนมัติก็จริง แต่มีกิเลสแอบแฝงอยู่อย่างอัตโนมัติเหมือนกัน จะยกตัวอย่างให้เห็นว่ามีความอัตโนมัติด้วยกิเลสอย่างไร เช่น เมื่อเราสั่งอาหารมารับประทาน พอเขานำมาเสิร์ฟบนโต๊ะจนครบแล้ว ถ้าหากเราชอบชนิดไหนมือเราก็จะไปตรงนั้นบ่อยเลย เป็นความอัตโนมัติด้วยโลภะคือความยินดี ซึ่งเราไม่รู้ตัวหรอกค่ะ ถ้าหากไม่มีผู้มาบอกให้เราทราบ
ฉะนั้น การกระทำทั้งหลายในอดีตที่ผ่านมาเราทำโดยอัตโนมัติ และเป็นอัตโนมัติที่มีกิเลส ซึ่งตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ตราบนั้นไม่มีวันสิ้นสุดไปจากความทุกข์ถึงซึ่งพระ นิพพานไม่ได้
เราจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ที่เราอยู่อย่างอัตโนมัตินั้นเป็นอัตโนมัติโดยกิเลส แต่เมื่อมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่นี่ก็คือให้รู้ว่า ทำด้วยความจำเป็น ไม่ได้ให้ทำแบบอัตโนมัติด้วยกิเลส แต่ก็มีเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงยเหมือนปกติ คือเมื่อมีจิตคิดจะเดิน การเดินก็เกิดขึ้น เป็นอัตโนมัติจากจิตสั่ง แต่จิตนั้นถูกควบคุมด้วยสติสัมปชัญญะเข้าไปด้วย เป็นการปฏิเสธหรือไล่กิเลสออกไปแล้ว จึงเป็นความแตกต่างกันระหว่างการ เดินด้วยกิเลสกับเดินด้วยสติสัมปชัญญะ
ซึ่งเราเองนี่แหละที่จะเป็นผู้สามารถสำเหนียกหรือเข้าไปรู้ได้ว่าเราทำเพื่ออะไร? เราทำไปทำไม? ที่เราอยากนั่งนี่นั่งเพื่ออะไร? เราจึงต้องไปบล็อกกิเลสเสียก่อนคือไปป้องกันเสียก่อนในช่วงรอยต่อระหว่างช่วง เหมือนกับเป็นการที่มีครูมาคอยสอนใจตนเอง มาคอยตรวจสอบตนเองว่า อันนี้อย่าทำนะ.. อันนี้ทำได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วเราก็จะอัตโนมัติโดยกิเลสอยู่เสมอ
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี่เมื่อเข้าล็อคพอสมควรแล้ว เช่น เราสังเกตว่า นั่งก็รู้ว่านั่ง หรืออย่างหิวน้ำ.. โดยธรรมชาติก็ต้องดื่มน้ำ แต่ดิฉันรู้ก่อนว่านี่หิวแล้ว เป็นการรู้สึกตัวว่ามีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ตัดความอัตโนมัติโดยกิเลสออกไป ด้วยการมีสติระลึกรู้ก่อนว่าทำไปเพื่ออะไร ..ทำก็เพราะหิวน้ำ มีอาการคอแห้ง แล้วจึงหยิบแก้วขึ้นมาดื่มน้ำ
ก็จะเห็นว่าเป็นการทำงานทีละอย่างๆ เวลาจะดื่มน้ำก็ไม่ต้องพูด ไม่ต้องดูอะไรรอบๆ ตัว เพียงแต่ตั้งใจดื่มน้ำ การกระทำเช่นนี้ก็คือการมีลีลาชีวิต มีจังหวะให้กับชีวิต ให้เห็นการทำงานที่เกิดขึ้นแต่ละช็อตๆ เหมือนดิฉันบอกว่าให้มองรถไฟ ..รถไฟนั้นมีจริง แต่รถไฟเกิดขึ้นจากโบกี้ต่อกับโบกี้ จึงเรียกว่ารถไฟ ซึ่งสิ่งที่นำมาต่อกันนี่มันเป็นภาพพรางตา ให้เราเห็นว่ามันยาว แท้ที่จริงมันมีแต่ละช็อตๆของขาคือแต่ละโบกี้
ฉะนั้นชีวิตแต่ละช็อตในรูป-นามเองจึงมีลวดลายของนาม-รูป ก็คือในรูป-นามนั้นมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และบังคับบัญชาไม่ได้ นี่คือลักษณะไตรลักษณ์ ถ้าผู้ปฏิบัติได้เข้าไปเห็นพระไตรลักษณ์นี่ก็จะคลายจากความกำหนัด ปราศจากความทุกข์ ไม่สะสมกองกิเลส เป็นเหตุทำให้ถึงพระนิพพาน แต่ตราบใดที่ยังไม่เห็นไตรลักษณ์ก็จะคิดว่าเป็นตัวตน เพราะว่ามีเครื่องปิดบัง
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:34:17 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 3
เครื่องปิดบังไม่ให้เราเห็นไตรลักษณ์มีอยู่ ๓ อย่าง คือ สันตติปิดบังอนิจจัง อริยาบถปิดบังทุกขัง ฆนสัญญาปิดบังอนัตตา
สันตติปิดบังอนิจจัง ..อนิจจังก็คือความไม่เที่ยง สันตติคืออะไร? สันตติคือการเกิดสืบต่อกันโดยไม่ขาดสาย เส้นตรงที่เราขีดลากไปบนกระดานนั้น เมื่อเราเห็นเราก็บอกว่าเส้นตรง นี่คือภาพลวงตาเพราะแท้ที่จริงคือจุดไข่ปลาเล็กๆ ที่ลากแต่ละจุดๆต่อกันไปเพียงแต่อาศัยความไวเท่านั้นเอง หรืออย่างภาพยนตร์ที่เราเห็นก็คือฟิล์มแต่ละฟิล์ม ท่าทางที่ยกแต่ละท่าทางแต่อาศัยความไวจึงทำให้เหมือนกับตัวละครที่เดินไปมาได้ ถกเถียงกันได้ การสืบต่อเหล่านี้เป็นภาพปิดบังตาปิดบังใจเรา
สันตติเป็นการเกิดขึ้นสืบต่อแทนความดับโดยความรวดเร็วปิดบังอนิจจังคือความไม่เที่ยง แท้ที่จริงความไม่เที่ยง ..มีอยู่ คือ เมื่อเกิดแล้วก็ดับ แต่ละสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่อันเดิม โบกี้นี้ก็ไม่ใช่โบกี้นั้น แต่เพราะความไวในการลากจึงทำให้เห็นว่ารถไฟยาว แท้ที่จริงเป็นการเชื่อมต่อของแต่ละโบกี้แต่ละโบกี้ แต่ถ้าหากเราได้เข้าไปเพ่งพิจารณาแล้วสมมุติว่าเราได้เห็นช่องว่างระหว่างขบวน เราจะทราบว่าแต่ละโบกี้ไม่ใช่อันเดียวกัน รถไฟไม่ได้มีความยาว เพราะเราได้เห็นลักษณะเฉพาะตน นั่นคือการเห็นความจริง
อิริยาบถปิดบังทุกขัง .. อิริยาบถที่เรามี เช่น เดิน ยืน นั่ง นอน ปิดบังความทุกข์ เพราะชีวิตเราเป็นทุกข์จะตาย ถ้าคิดว่านั่งสบาย ก็นั่งไปนานๆสิคะ หรือคิดว่า นอนสบายก็นอนไปนานๆ สิคะ ทำไมเราจึงไม่อยู่แต่ในห้องนอน ทำไมจึงต้องออกมา ก็เพราะเราอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้แล้ว มันทุกข์แล้ว จึงทนอยู่ไม่ได้ หรือแม้กระทั่งขณะที่หลับทำไมเราต้องพลิกตัว เพราะทุกข์มันเบียดเบียนเข้าไป ทำให้เกิดความชาบ้าง เลือดลมเดินไม่สะดวก นี่คือทุกข์ทั้งนั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งนั้นที่ตั้งอยู่ แล้วทุกข์ทั้งนั้นที่ดับไป
แต่ความที่เรามีอิริยาบถ เช่น นั่งอยู่นี่เมื่อยแล้ว พอเปลี่ยนท่าไปหน่อยก็หายเมื่อยแล้ว ..นี่แหละค่ะ อิริยาบถใหม่ปิดบังอิริยาบถเก่า อิริยาบถเก่าเป็นทุกข์ พอมีอิริยาบถใหม่ก็คิดว่าทุกข์ไม่มีแล้ว แท้ที่จริงเป็นการเริ่มต้นของความทุกข์อีกแล้วต่างหาก คือทุกข์ใหม่กำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว กำลังเริ่มต้นไปสู่ความสุกงอมคือเมื่อยอีกแล้วนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:34:36 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 4
ฆนสัญญาปิดบังอนัตตา .. อย่างกระเช้าดอกไม้ที่อยู่บนโต๊ะนี้ แต่เราดึงดอกไม้แต่ละก้านออกมา แต่ละก้านนั้นก็ไม่มีสภาพเป็นกระเช้าดอกไม้แล้ว หรือถ้าเด็ดออกมาหนึ่งกลีบ กลีบนี้ก็ไม่ใช่ดอกไม้แล้ว แต่เพราะสิ่งเหล่านี้มาประชุมรวมกัน แล้วก็ปักอยู่ในที่ที่เดียวกัน เราก็เรียกว่ากระเช้าดอกไม้ ฉันใดก็ฉันนั้น ร่างกายของเรามีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ปถวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คันธะ รสะ โอชะ สารพัดรูปที่มาประชุมกัน มีศีรษะ มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่มาประชุมกันจึงเรียกว่าคน เรียกว่าเป็นตัวเรา
แต่ถ้าตัดผม ตัดเล็บ หรือตัดเล็บออกมา ชิ้นส่วนเหล่านี้จะเป็นเราอีกไหมคะ? อย่างเราไปตัดผมที่ร้าน เราก็ไม่เคยนำกลับมาเพราะคิดว่า นี่คือฉันเอง ของฉัน แต่พอตัดเสร็จแล้วเราก็กลับบ้าน คนที่รักกันมากขนาดไหน พอตายแล้วก็ไปคนเดียว เพราะฉันไม่ลงโลงไปกับเธอ แม้กระทั่งรูปก็อย่าเอาฉันไปคู่ด้วย ขอให้ไปที่ชอบๆเถิด ..ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะเรารักตัวเองมากที่สุด นี่ไง! คือความประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ประชุมกันเป็นอิริยาบถน้อยใหญ่ ทำให้เราคิดว่าเป็นเราคนเดียว แท้ที่จริงแล้วคือการประชุมกันของปถวี อาโป เตโช วาโย ซึ่งการประชุมกันเหล่านี้ปิดบังอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตามีอยู่ แต่หามีผู้รู้ไม่ จึงพาหลงฟั่นเฟือนไปตามอาการ วิปลาสธรรมจึงเกิดขึ้น ทำให้จิตยึดมั่นถือมั่น อุปาทานขันธ์จึงเกิดขึ้นจากความยึดมั่นถือมั่นนั้น
นี่ไงคะ.. นอกจากเรามีตัณหาคือความต้องการและโลภะแล้ว เรายังมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นฉันเป็นของๆฉัน พระพุทธองค์จึงทรงให้เรามาพิจารณาความจริงเพื่อถ่ายถอนความเห็นผิด ..นั่งก็ไม่ใช่เดิน เดินก็ไม่ใช่ยืน ยืนก็ไม่ใช่นอน แล้วนั่งเดินยืนนอนก็เป็นเพียงรูปธรรม ความรู้สึกก็เป็นนามธรรมที่ไม่ใช่รูป เป็นคนละอย่างกันหมดเลย เหมือนการที่มากระจายชีวิตให้เห็นว่า มันไม่ใช่ตัวเราคนเดียว แต่เป็นอาการของสิ่งนี้ขึ้นมาทำงาน
เหมือนเปียโนที่มีคีย์บอร์ดมากมาย แต่พอเราเล่นเราก็ต้องกดไปทีละคีย์ๆ ตามโน้ตที่เขาวางไว้ เพราะแต่ละอันนั้นมีเสียงเป็นเอกลักษณ์ เช่น โดมีมี เรฟาฟา แต่เพราะนักดนตรีเขากดคีย์ได้เร็ว เราก็เลยฟังว่าเป็นทำนอง แต่จริงๆแล้วเขากดทีละคีย์ และเมื่อเขากดเสียงโดมันจะเป็นเสียงซีไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น เดินจะเป็นนั่งก็ไม่ได้ รูปจะเป็นนามก็ไม่ได้ ฉันใดฉันนั้น การที่เราไม่เท่าทันเพราะความไวของชีวิตของจิต ของสภาพธรรม ที่เกินตาเนื้อเราจะเห็นได้ แต่ไม่เกินตาใจที่จะพิสูจน์ค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:35:03 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 5
ถาม การนั่งสมาธิโดยใช้หลักอานาปานสติ คือการกำหนดรู้เฝ้าดูลมหายใจเข้าออกโดยใช้สติกำกับเช่นกัน จึงอยากทราบว่าแตกต่างกับการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างไร
ตอบ การกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกเพื่อทำสมาธินั้นจะมีผลคือกำจัดความฟุ้ง ทำให้จิตนี้ทำงานเป็นหนึ่ง แต่เราก็ทำงานเป็นหนึ่งไม่ได้ตลอด การทำสมาธิก็เหมือนกับการที่เราหลบจากแดดได้เพียงชั่วคราว แล้วเราก็ต้องไปเผชิญกับแสงแดดเหล่านั้นอีก โดยที่เราไม่รู้ว่าที่กระทบคือวิบากที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม
สิ่งที่เราเห็นต่างๆนาๆได้ยินต่างๆนาๆเป็นวิบากคือผลของกรรมเท่านั้นเอง และเมื่อพบแล้วก็ดับไป แต่จิตเราไม่รู้ว่า เราอุปาทานว่าเขาทำ เขาว่า เขารู้ เขารัก เราไม่เคยช่างเขาเถิดนะหัวใจกันเลย การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นการกระทำที่ช่างเขาเถิดนะหัวใจ เขาทำเราไว้อย่างไร เขาก็จะได้อย่างนั้นวันหนึ่ง กรรมใครกรรมมัน เขากับเราไม่เหมือนกัน
การทำสมาธิ.. มีการดูลมหายใจ จิตเป็นสมาธิ สมาธิเกิดผลก็คือ จิตสงบ มีเกิดอำนาจ และถ้าทำติดต่อกันไปนานๆ หลายๆชาติ ท่านก็จะได้ฌานจิต
ซึ่งต่างกับวิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนาไม่ได้ให้กำหนดลมหายใจแต่ให้รู้ได้ เช่นรู้สึกว่าวันนี้อึดอัดหายใจไม่สะดวก หรืออยู่ที่นี่ต้นไม้เยอะดีหายใจปลอดโปร่ง ถามว่าใครรู้ ? จิตรู้ จิตเป็นนาม คือนามรู้ เรา ไม่มีสิทธิ์รู้ ท่านลองชี้ไปสิคะว่า เรา อยู่ตรงไหน? นี่หู นี่นิ้ว นี่ศีรษะ ไม่มีเราเลย แต่เมื่อมารวมกันเราอุปโลกน์ว่าเป็นเราอย่างที่กล่าวไปแล้ว และขอยกตัวอย่างเรื่องการเห็นมาพิสูจน์อีกครั้ง การเห็นจะต้องมีจักขุวิญญาณ มีรูปารมณ์ มีอาโลกะ มีมนสิการะ จึงเกิดการเห็น และใครเห็น.. จิตเห็น.. จิตเป็นนาม และไม่ว่าจะเห็นอะไรก็แล้วแต่ ก็จิตเห็นทั้งสิ้น เป็นการปฏิเสธความเห็นผิดว่า ตัวเราเห็น หรือลูกตาเห็น
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:35:19 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 6
หลังจากวันนี้ไปแล้วเวลามีใครถามท่านว่ารู้อะไรมาบ้าง ท่านก็อาจได้ว่าไปเจออาจารย์สอนพระอภิธรรมมา เขาสอนเรื่องการเห็นว่าจิตเห็น แล้วการเห็นก็ประกอบด้วย เหตุใหญ่ๆ ๔ อย่าง คือ มีจักขุวิญญาณ มีรูปารมณ์ มีอาโลกะ มีมนสิการะ ..ท่านก็ได้ข้อมูลเข้าไปใหม่แล้วในเหตุผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการของพระพุทธศาสนา
ฉะนั้น ที่ถามว่าต่างกันไหม? ต่างกันค่ะ เพราะว่าการทำสมาธิยังมีกิเลสหนุนหลัง คือ อยากสงบ อยากได้ฌาน อยากได้ตาทิพย์หูทิพย์ แล้วทำเองโดยที่ไม่มีใครชักชวน ก็ไม่ต่างไปจากโสมนัสสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตดวงที่๑ ที่มีโลภะโดยไม่มีใครชักชวน หรืออาจมีผู้พูดนำทางก็เป็นชนิด โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ จิตที่มีความยินดีประกอบไปด้วยความเห็นผิด มีคนชักชวน ซึ่งก็หนีไม่พ้นกิเลส
แต่การที่ท่านมาปฏิบัติวิปัสสสนากรรมฐาน ที่ดิฉันบอกว่าอย่าทำอะไรทั้งสิ้นโดยไม่จำเป็น อย่าในที่นี้ก็คือหย่าขาดจากกิเลส เมื่อท่านหมั่นบอกหย่าเขาบ่อยๆ อีกหน่อยท่านได้จดทะเบียนใบหย่าแน่เลย ตอนที่ท่านเป็นพระอริยะเจ้า ..พระโสดาบันได้ใบหย่าจากกิเลสใบแรก พระสกทาคามีได้ใบที่ ๒ พระอนาคามีได้ใบที่ ๓ และพระอรหันต์นั้นนายอำเภอตีทะเบียนจำหน่ายว่าไม่ต้องกลับมาเกิดแล้ว
แต่ทุกวันนี้ เรากับกิเลสเหมือนตกอยู่ในสภาพที่ว่า ไม่มีวันที่เราจะพรากจากกัน ท่านเคยเห็นปาท่องโก๋ไหมคะ ท่านกับกิเลสก็เป็นแบบนั้นรวมทั้งดิฉันด้วย
ในวันนี้เรามามีชีวิตอยู่คนเดียว ทานคนเดียว เป็นคนเดียว เราไม่เป็นปาท่องโก๋กับกิเลส จึงต้องใช้ชีวิตให้เต็มที่ ใช้ชีวิตให้มีพลัง และพลังอะไรจะสำคัญเท่ากับพลังสติ พลังปัญญา
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:35:38 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 7
ถาม อำนาจกรรมกว้างขวางขนาดไหน?
ตอบ เรื่องของกรรมถ้าจัดเป็นเครือข่ายก็เป็นชนิด World Wide Web เลยค่ะ และจิตของเราประเมินไม่ได้ว่ากี่กิ๊กกะไบท์ เพราะสามารถเก็บข้อมูลได้หมดเลย และก็ไม่ต้องไปถึงชาติที่แล้ว เอาแค่ชาตินี้ก็พอที่เราจำสิ่งต่างได้มากมายมาตั้งแต่เล็ก เราสามารถจำได้ว่ามีปลาชื่ออะไรบ้าง เช่น ปลาทู ปลาบู่ ปลาหมอ ปลาสลิด ภาษาอังกฤษหมวด a มีอะไรบ้าง หมวด b มีอะไรบ้าง นี่เป็นการแสดงว่า memory ของเรามีเยอะ ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่ามันจะล้นหรือจะโหลด CPU จะพัง
กรรมคือการกระทำ เมื่อมีการกระทำออกไปทางกาย วาจา และใจ เช่นที่พูดนี่เป็นกรรมทางวาจา แต่กายกับวาจาต้องมีใจสั่ง มีจิตคิดจะพูด มีจิตคิดจะทำ ฉะนั้นการกระทำกรรมจึงมีทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเกิดขึ้นอยู่เสมอ และกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมนี้ก็มีทั้งเป็นกุศลและอกุศล เป็นอกุศลก็เรียกว่าอกุศลกายกรรม อกุศลวจีกรรม อกุศลมโนกรรม ถ้าเป็นกุศลก็เรียกว่า กุศลกายกรรม กุศลวจีกรรม กุศลมโนกรรม
กรรมคือการกระทำ ย่อมต้องมีผลของกรรม เช่นจะเปรียบว่า มือสองข้างที่ตีลงไปนี้เปรียบเสมือนการกระทำกรรม เป็นการกระทำ เมื่อตั้งใจเอามือตีกัน ซึ่งดิฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้เสียงเกิดเลย แต่ผลจากการที่มือมากระทบกันเกิดเสียงเองเป็นผล ..การตีเป็นเหตุ เสียงเป็นผล แล้วมีทันที ไม่ใช่พอตีมือปุ๊บ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมีเสียงดัง ก็เป็นไปไม่ได้ ..เมื่อตีปุ๊บเสียงก็ดังทันที แต่ถ้าตีค่อย.. เสียงก็ค่อยลง ถ้าตีแรง..เสียงก็ดังมาก เป็นการกระทำกรรมหนักกรรมเบาแต่มีผลทั้งสิ้น
อำนาจของกรรมนั้นวิจิตรมาก สามารถเก็บและสะสมอำนาจไว้ไม่หายไปไหน เพราะจิตมีอำนาจที่จะเก็บสะสมกรรมและให้ผลของกรรมเกิดขึ้นไป นอกจากนี้อำนาจกรรมยังแบ่งออกเป็นชนกกรรม เป็นอำนาจที่ทำให้เกิด เช่นครุกรรมเป็นต้น คำว่าครุกรรมคือกรรมหนักให้ผลทันที ไม่มีอะไรมาแซงให้ผลได้ เช่นในฝ่ายดีคือ ผู้ทำฌาน หรือบางท่านทำฌานแล้วคือเพิกรูปทิ้ง เพราะคิดว่ามีรูปธรรมจึงเป็นทุกข์ แต่บางลัทธิบอกว่าก็เพราะมีจิตนี่แหละ รูปมันไม่รู้อะไรเลย แต่จิตนี่นามนี่ มันเป็นตัวรับรู้ก็เพิกนามทิ้ง ..ผู้ที่ทำฌานได้ ถือเป็นกรรมและเป็นมหัคคตกุศลด้วย เป็นกุศลที่ประณีตขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งจากกามาวจรกุศล ..จัดเป็นครุกรรม เมื่อเขาตายปุ๊บครุกรรมก็ส่งผลทันทีไม่มีแรงกรรมอย่างอื่นเลยที่จะมาแทรกแซงได้ เขาต้องเกิดเป็นอรูปพรหม เป็นรูปพรหม เป็นอสัญญสัตตาพรหมหรือที่เรียกว่าพรหมลูกฟัก เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ๕๐๐ มหากัป และเมื่อสิ้นอายุแล้วก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่อไปอีก
ส่วนครุกรรมฝ่ายไม่ดี คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ให้แตกคณะ และทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต บุคคลที่ทำกรรมเช่นนี้ต่อให้ทำกุศลมากขนาดไหนและมีใครมาบอกก่อนตายว่า ..อรหัง พุทโธ ธัมโม พุทธายะ .. ก็ไม่มีทางหนีแรงครุกรรมพ้น เมื่อตายแล้วก็อบายภูมิคือนรกเป็นที่ไปอย่างแน่นอน
ก็เหมือนกับการที่เราขว้างปาข้าวของ ถ้าเรายืนอยู่บนตึกคอนโดมีเนียมสูงสัก ๓ ชั้น แล้วมือข้างหนึ่งถือสำลีกับอีกข้างหนึ่งถือก้อนหินไว้ เมื่อทิ้งของลงมาแล้วก้อนหินก็จะตกถึงพื้นก่อนเพราะมีน้ำหนักมากกว่า ก็เช่นเดียวกันกับกรรมที่ฝ่ายไหนมีอำนาจที่มีน้ำหนักมากก็ต้องให้ผลก่อนแน่นอน
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:35:55 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 8
กรรมเป็นเรื่องสากล.. จะนับถือศาสนาพุทธหรือไม่นับถือศาสนาพุทธย่อมต้องได้ผลทั้งสิ้นเหมือนกัน มีการเวียนว่ายตายเกิดใน แหล่งกำเนิดมี ๔ ที่ คือเกิดในครรภ์มารดา เกิดในฟองใข่ เกิดในของโสโครก และเกิดเป็นโอปปาติกะโดยไม่ต้องอาศัย ๓ แหล่งข้างต้นแต่อาศัยบาปและบุญ อย่างพวกเรานั้นจัดเป็นผู้ที่เกิดในครรภ์มารดา และ การเกิดอยู่ในครรภ์มารดา ก็ไม่ใช่จะมีมนุษย์อย่างเดียว เพราะปลาวาฬก็เกิดได้ งูก็เกิดได้
พวกที่เกิดในครรภ์มารดาก็มีทั่วโลก แต่แบ่งแยกชนเผ่าพันธุ์เท่านั้นเอง แต่ก็มีรูปนามขันธ์ ๕ เหมือนกัน คือ มีรูป มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อย่างดิฉันนั่งอยู่นี่มีรูป และถ่ายรูปได้ และ ถ้าตรงนี้มีสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง ดิฉันก็ไม่ต่างไปจากสุนัขเลย ที่พอช่างกล้องถ่ายปุ๊บก็มีรูปติดปั๊บ เพียงแต่มีชื่อต่างกันไปตามสมมุติเท่านั้น หรืออย่างดิฉันก็มีความสุขทุกข์ พออากาศร้อนมากๆ ก็เกิดทุกขเวทนา และถ้าเอาน้ำร้อนไปลวกสุนัข สุนัขก็มีทุกขเวทนาได้เหมือนกัน หรือพอดิฉันได้กินดีสุขเวทนาก็เกิดได้ สุนัขก็เกิดสุขเวทนาจากการดินได้เหมือนกัน
หรืออย่างดิฉันเรียกสุนัขว่าเจ้าแต้มมานี่ สุนัขก็เข้ามาหาเพราะจำได้ นั่นก็คือ ดิฉันก็จำเขาได้ เขาก็จำดิฉันได้ ซึ่งก็มีความจำเหมือนกัน มีความรู้สึกสุขทุกข์พอใจไม่พอใจเหมือนกัน แล้วที่รู้ได้ จำได้ก็ต้องมีวิญญาณเหมือนกัน ฉะนั้น ดิฉันกับสุนัขและทุกคนที่มีขันธ์ ๕ ไม่ต่างกันเลย แต่ต่างกันด้วยอำนาจกรรมที่จำแนกคนให้มีสูงต่ำดำขาว เป็นสัตว์ชนิดใดเท่านั้นเอง
กรรมจำแนกสัตว์ให้เป็นไปด้วยอำนาจของกรรม ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครนับถือศาสนาใดหนีไม่พ้นกรรม คนเราอาจจะเก่งเกินกัน คือทุกคนมีความสามารถเก่งไม่เท่ากัน แต่คนเก่งในโลกนี้ ก็ไม่เก่งเกินกรรม ..เมื่อถึงเวลาตายก็ต้องตาย แล้วคนเราทำไมถึงต้องตาย ก็เพราะอำนาจกรรม
ทุกท่านนั่งอยู่ที่นี่ท่านต่างก็ต้องตาย และความตายก็มีเหตุที่จะทำให้อยู่ ๔ อย่างเท่านั้น คือ ๑ หมดกรรม ๒ หมดอายุขัย ๓ หมดทั้งกรรมหมดทั้งอายุขัย ๔ มีกรรมมาตัดรอน อุปเฉทกรรม ..ก็ขอเอาชีวิตท่านมาเป็นตะเกียงน้ำมันเพื่อที่จะอธิบาย
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:36:13 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 9
ตะเกียงน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่ซึ่งต้องประกอบไปด้วยตัวตะเกียง มีน้ำมัน มีไส้ และมีไฟ
ไฟที่กำลังติดอยู่ในตะเกียงนี้ ..ถ้าน้ำมันหมด ไฟก็ดับ เรียกว่าหมดกรรม เพราะน้ำมันเปรียบเสมือนกรรมที่หล่อเลี้ยงอยู่
ไฟที่กำลังติดอยู่ในตะเกียงนี้ ..ถ้าไส้ตะเกียงหมดไฟก็ดับ เรียกว่าหมดอายุขัย เพราะไส้ตะเกียงเปรียบเสมือนอายุขัย
ไฟที่กำลังติดอยู่ในตะเกียงนี้ ..ถ้าน้ำมันหมดและไส้ตะเกียงก็หมดไฟก็ดับ เรียกว่า หมดทั้งกรรมหมดทั้งอายุขัย
ไฟที่กำลังติดอยู่ในตะเกียงนี้ ..น้ำมันก็ยังอยู่ ไส้ก็ยังอยู่ แต่มีลมพัดกรรมโชกมาไฟก็ดับ เรียกว่า มีกรรมมาตัดรอน อุปเฉทกรรมหรืออุปฆาตกรรมนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:36:36 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : )
สลักธรรม 10
นี่ละค่ะคือคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีอะไรที่วิเศษกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าอีกแล้ว และไม่มีคำถามไหนที่หาตอบไม่ได้ หลักวิชาการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดเป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่สามารถค้นพบได้ เหนือยิ่งกว่าวิชาการใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราใช้ชีวิตชาตินี้มาศึกษาเล่าเรียนเสียก่อนก็จะพบสิ่งต่างๆ ได้
อย่างดิฉันเองนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดี แม้จะดูเหมือนโชคไม่ดีเพราะเป็นคนป่วย แต่ป้วยเฉพาะร่างกายเท่านั้น แต่จิตใจได้ถูกปลูกฝังให้รู้เหตุรู้ผลว่า ทำไมจึงต้องเป็นแบบนี้? ต้องเจ็บป่วยแบบนี้? ทำไมเขากับเราจึงไม่เหมือนกัน?
เพราะคำถามเหล่านี้มีคำตอบพร้อมในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จึงทำให้รู้สึกว่าโชคดี ที่ความรู้เหล่านี้ทำให้เรายืนได้อยู่บนโลกได้อย่างเข้าใจ และทำให้เกิดความร่มเย็น เพราะสิ่งที่เราได้รับเป็นวิบากที่เราทำมาเอง เราเคยทำกรรมแห่งการฆ่าและผลของการฆ่าสัตว์มี ๙ ประการ คือ ทุพพลภาพ รูปไม่งามกำลังกายไม่ดี กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าฆ่าตัวเองหรือถูกฆ่าได้ มีความพินาศในบริวาร และอายุสั้น
แล้วพอเรารู้แล้วว่า ผลของการฆ่าเป็นอย่างนี้ เราเอาผลมาเทียบเคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง เช่น เกิดมาทุพพลภาพ.....ข้อนี้ เราไม่มี แต่กำลังกายไม่ดี ...ข้อนี้ เรามี ก็เพราะเราเคยฆ่าสัตว์ไว้
หรือถ้าหากเราเคยพูดปดก็จะส่งผลให้ฟันไม่เรียบ พูดไม่ชัด มีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง มีไอตัวร้อนจัด ลูกนัยน์ตาไม่อยู่ในระดับปกติ เราก็ลองนำผลเหล่านั้นมาสำรวจตัวเองสิว่า ..ฟันเรียบไหม? สายตาดีไหม? ฉะนั้น ความรู้เหล่านี้ก็จะทำให้เราประเมินตัวเองได้ว่า ชาติที่แล้วเราได้โกหกหรือไม่ได้โกหก และเราก็สามารถเอาผลนี้ไปพิสูจน์ผู้อื่นได้ด้วยโดยไม่ต้องไปบอกเขา ก็จะทำให้รู้เลยว่าเขาเคยทำบาปอะไรมาบ้าง ที่เรามองก็เพื่อรู้ว่ามีผลของบาปชนิดนั้นชนิดนี้มาปรากฏที่คนนั้นนี้โดยที่ไม่ได้ว่าเขา แต่เป็นความสามารถพิเศษที่ทำให้เรามองทะลุถึงเหตุและผลได้
โดย น้องกิ๊ฟ [8 มิ.ย. 2552 , 08:36:53 น.] ( IP = 58.9.102.186 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |