มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เรื่องของบุญคุณ บุญคุณคืออะไร ?




เรื่องของบุญคุณ บุญคุณคืออะไร ?


โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


บุญคุณ คือการที่คนหนึ่งกระทำประโยชน์แก่คนอื่นด้วยจิตใจประกอบด้วยศรัทธา หรือเมตตากรุณา โดยมิได้หวังผลตอบแทน หรือหากจะหวัง ก็มิได้ตั้งกฏเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าว่า จะต้องเอาเท่านั้นเท่านี้

เช่น มารดาบิดาให้กำเนิดแก่บุตรเลี้ยงดูบุตร ชื่อว่ามีคุณแก่บุตร แต่พ่อค้าขายของให้แก่ลูกค้า โดยตั้งราคาสิ่งของไว้ล่วงหน้า และเรียกร้องเอาสิ่งตอบแทนจากลูกค้าทันที ไม่ชื่อว่ามีบุญคุณแก่ลูกค้า หมอที่รักษาคนไข้ด้วยความจำเป็นเพราะหน้าที่บังคับ ถ้าไม่รักษาเขาจะปลดออกจากงาน จำต้องทำตามหน้าที่ดังนี้ ไม่ชื่อว่ามีบุญคุณแก่คนไข้

มีการถกเถียงกันมาก เกี่ยวกับปัญหาที่ว่า การกระทำอย่างไรจึงจัดเป็นบุญคุณ อย่างไรไม่จัดเป็นบุญคุณ บางคนเห็นว่า การทำประโยชน์แก่ผู้อื่นตามหน้าที่ที่เขากำหนดให้ ไม่จัดเป็นบุญคุณ บางคนก็เห็นเลยไปถึงว่า มารดาบิดามีหน้าที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตร ฉะนั้น การให้กำเนิดและเลี้ยงดูบำรุงบุตรของมารดาบิดา ก็ไม่จัดเป็นบุญคุณ เป็นเพียงการทำตามหน้าที่ที่สังคมกำหนดให้เท่านั้น

การทำตามหน้าที่อย่างเสียไม่ได้ ทำพอมิให้เขาตำหนิ ไม่มีความเลื่อมใสยินดีในการกระทำนั้น ไม่มีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานของใจ จัดว่าเป็นบุญคุณยังไม่ได้ แต่สำหรับพ่อแม่นั้น แม้จะยอมรับว่า เป็นการทำตามหน้าที่ ก็ต้องจัดว่าเป็นบุญคุณ เพราะพ่อแม่ย่อมให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตรด้วยความยินดี และมีเมตตากรุณาต่อลูกอย่างสูง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 10:21:17 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

พ่อแม่มีคุณอย่างไร ?

โบราณแนะนำไว้ว่า เมื่อหาทรัพย์ได้แล้ว ก่อนอื่นที่ต้องแบ่งทรัพย์ออกใช้หนี้เก่าเสียก่อน เพราะทุกคนเกิดมาจัดว่าเป็นลูกหนี้เขาทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่เกิดมาอย่างอิสระไม่มีหนี้สินติดตัว พูดอย่างนี้ บางคนอาจจะเถียงว่าตนไม่เป็นหนี้ใคร เพราะไม่เคยไปกู้ยืมเงินทองสิ่งของใครมาจับจ่ายใช้สอยเลยในชีวิต แม้จะไม่เคยไปกู้ยืมเงินทองใครมาใช้เลย ก็ยังจัดว่าเป็นลูกหนี้เขา อาจจะไม่เคยกู้ยืมเงินทองใคร แต่ได้กู้ยืมของที่มีค่าสูงกว่าเงินทองมาใช้ อะไรเล่ามีค่าสูงกว่าเงินทอง ?

อวัยวะร่างกายมีค่าสูงกว่าเงินทอง

สิ่งใดที่ใช้เงินทองซื้อเอาไม่ได้ สิ่งนั้นชื่อว่ามีค่าสูงกว่าเงินทอง วัตถุทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก เกือบไม่มีสิ่งใดที่ซื้อเอาไม่ได้ด้วยเงิน แม้แต่วิชาความรู้ก็อาจใช้เงินซื้อเอาได้ แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เงินซื้อเอาไม่ได้

สมมติว่า มีชายคนหนึ่งเอาเงินจำนวนมากมายมาให้เรา แล้วก็บอกว่า ฉันต้องการขาของท่านข้างหนึ่ง ตัดขาให้ฉันเสียเถอะ ดังนี้ เราจะยอมตัดขาให้เขาหรือไม่?
เชื่อว่าไม่มีคนที่ยังมีสติบริบูรณ์คนใดจะยอมเสียขาของตน เพื่อเงินจำนวนนั้น นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ขามีค่าสูงกว่าเงิน อวัยวะอื่นๆ เช่น แขน ตา หู เป็นต้น ก็ล้วนแต่มีค่าสูงกว่าเงินทองทั้งนั้น เพราะเป็นของหายาก เมื่อเสียไปแล้วก็หาใหม่ไม่ได้ ถึงจะมีเงินทองมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจหาซื้อเอาได้ เพราะไม่มีร้านขายขา ไม่มีร้านขายตา

ถ้าสมมติว่ามีตาขายตามตลาด และตานั้นมีคุณสมบัติเหมือนตาธรรมชาติทุกอย่าง แม้จะตั้งราคาไว้สูงเพียงใด พวกคนตาบอดก็คงจะพยายามขวนขวายหาเงินมาซื้อเอาจนได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 10:26:24 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : )


  สลักธรรม 2

ชีวิตมีค่าสูงสุด

แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีค่าสูงกว่าอวัยวะใดๆ ในร่างกาย มีค่าสูงสุด คนทุกคน สัตว์ทุกตัว รักและหวงแหนที่สุด สิ่งนั้นคืออะไร ? สิ่งนั้นคือชีวิต แข้งขา ตีน มือ จัดว่ามีค่าสูงอยู่แล้ว แต่เมื่อเอามาเทียบกับชีวิต แข้งขาตีนมือก็มีค่าเพียงเล็กน้อย

สมมติว่าเป็นแผลที่ขาไปให้หมอตรวจ หมอแนะนำว่า ต้องตัดขาทิ้ง มิฉะนั้นจะต้องตายหรือเสียชีวิต เมื่อเผชิญปัญหาเช่นนี้เข้า ทุกคนจะต้องยอมเสียขา เพื่อเอาชีวิตไว้ เพราะชีวิตมีค่าสูงสุด ถ้าเพื่อรักษาชีวิตไว้แล้ว คนอาจจะสละสิ่งใดๆ ได้ทั้งหมด มักจะกล่าวว่า “ไม่เป็นไร เราไม่ตายก็ดีถมไปแล้ว เมื่อชีวิตยังมีอยู่ก็หาเอาใหม่” นี้นับว่าเป็นการกล่าวที่มีเหตุผลควรฟังมากทีเดียว ผู้ใดประสบภัยพิบัติจนหมดเนื้อหมดตัวแล้วกล่าวว่า “ตายเสียดีกว่า” นั้นเป็นคนคิดสั้น ไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต ยอมเอาชีวิตไปแลกกับวัตถุข้าวของนอกกายซึ่งเท่ากับเอา “พิมเสนไปแลกกับเกลือ” คนฉลาดย่อมไม่กล่าวและไม่ทำอย่างนั้น

คนและสัตว์กลัวความตายมากที่สุด เพราะความตายหมายถึงการสูญเสียชีวิต เราอาจกลัวอาวุธ กลัวคนร้าย กลัวสัตว์ร้าย เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราตายได้ ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้ตายได้ จะไม่มีใครกลัวเลย ถ้ามีใครมายื้อแย่งเอาแข้งขาตีน มือของเราไป หรือทำให้เราเสียอวัยวะพิกลพิการไป เราจะโกรธแค้นยิ่ง ถ้าใครมายื้อแย่งเอาชีวิตของเราไป เราจะโกรธแค้นอย่างสูงสุด เราหวงแหนชีวิตเช่นใด คนอื่นและสัตว์อื่นก็เช่นนั้น เพราะเหตุนั้น การทำลายชีวิตกันจึงเป็นบาปอันหนัก พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามมิให้ทำลายชีวิตของคนอื่น สัตว์อื่น

จากเหตุผลดังกล่าวมานี้ จึงเห็นได้ว่า ชีวิตและร่างกายมีค่าสูงกว่าทรัพย์สินใดๆ ชีวิตร่างกายเป็นยอดของโลกียทรัพย์ทั้งปวง แล้วชีวิตร่างกายนี้ เราได้มาจากไหน ? ใครเป็นผู้ให้เรามา มีคนสองคนเท่านั้นให้เรามา คนสองคนนั้น คือมารดาบิดา เรามีร่างกายครบอาการ ๓๒ บริบูรณ์

เรามีชีวิตความเป็นอยู่ในโลกอันตระการตาในบัดนี้ เพราะอาศัยมารดาบิดาแท้ๆ ทีเดียว ฉะนั้น มารดาบิดาจึงมีคุณแก่ลูกอย่างสูงสุด ผู้ใดกล่าวว่า มารดาบิดาไม่มีบุญคุณ ผู้นั้นเท่ากับยืมทรัพย์ของท่านมาใช้ แล้วโกงว่าไม่ได้ยืม เป็นบาปอันหนัก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 10:32:02 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : )


  สลักธรรม 3

ในอรรถกถามังคลัตถทีปนี ท่านกล่าวไว้ว่า มารดาบิดาเป็นพรหม เป็นบุพพเทพ เป็นบุพพาจารย์ เป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร มีคำบรรยายดังต่อไปนี้

มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร

ธรรมดาพรหมย่อมมีธรรม ๔ ประการ ที่เรียกว่าพรหมวิหาร ๔ ประจำใจคือ เมตตา-ความเป็นผู้มีใจรัก และหวังดีต่อหมู่สัตว์ กรุณา -ความสงสารเห็นใจคิดจะช่วยเหลือ มุทิตา-ความพลอยยินดีส่งเสริม เมื่อเขาได้ดี อุเบกขา-ความมีใจยุติธรรมเที่ยงตรง

มารดาบิดาชื่อว่า เป็นพรหมของบุตร เพราะท่านมีธรรม ๔ ประการนี้ต่อบุตรมารดาบิดาย่อมมีความรักใคร่ในบุตรของตนอย่างสูงสุด เริ่มตั้งแต่บุตรอยู่ในครรภ์เป็นต้นไป หวังดีต่อบุตร พยายามทุกวิถีทาง ที่จะให้มีความสุขและเป็นคนดี แม้บุตรจะกลายเป็นคนเลวร้ายสักเพียงใด ก็ยากที่จะตัดความรัก ความอาลัยเสียได้ ฉะนั้น จึงชื่อว่ามีเมตตาแก่บุตร

เมื่อเห็นบุตรค่อยๆ เติบโตขึ้น สามารถวิ่งไปมาเล่นได้ก็ดี เห็นบุตรอ้วนท้วนแข็งแรง ไม่มีโรคก็ดี เห็นบุตรประสบผลสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ย่อมเกิดความบันเทิงเบิกบานใจ พลอยชื่นชมยินดีด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ามีมุทิตาต่อบุตร

เมื่อมารดาบิดา เห็นบุตรมีครอบครัวแยกไปอยู่ต่างหาก สามารถประกอบการงานเลี้ยงตนและครอบครัวให้มีความสุขได้แล้ว ย่อมเกิดความเบาใจ ความสบายใจ นี้ชื่อว่าบิดามารดามีอุเบกขาต่อบุตร

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 10:36:22 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : )


  สลักธรรม 4

บิดามารดาเป็นบุพพเทพของบุตร

เทพหรือเทวดา มี ๓ ชนิด คือ สมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ ได้แก่พระราชามหากษัตริย์ อุปัตติเทพ เทวดาที่เกิดผุดขึ้น ได้แก่เทวดาจริงๆ ที่อยู่ในสวรรค์ และที่อื่นๆ วิสุทธิเทพ-เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่พระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลส เหตุปัจจัยทั้งหมดแล้ว

มารดาบิดาชื่อว่าเป็นบุพพเทพ ซึ่งแปลว่าเทวดาก่อน เพราะท่านมีอุปการะแก่บุตรก่อนเทวดา พวกอื่นและบุตร รู้จักมารดาบิดาก่อนเทวดาอื่นๆ อีกอย่างหนึ่ง วิสุทธิเทพคือ พระอรหันต์ ย่อมไม่คำนึงถึงความผิดของพาลชน หวังแต่ความสุขความเจริญแก่คนอื่น ปฏิบัติเพื่อความสุขความเจริญของคนอื่น ใครได้ทำบุญในวิสุทธิเทพ ย่อมได้ผลานิสงส์มาก มารดาบิดาก็เช่นเดียวกัน ท่านไม่คำนึงถึงความผิดของบุตร ปฏิบัติเพื่อความสุขความเจริญแก่บุตรอย่างเดียว ผู้ใดปฏิบัติบำรุงมารดาบิดาด้วยดี ผู้นั้นย่อมได้บุญกุศลมาก

มารดาบิดาเป็นบุพพาจารย์ของบุตร

บุพพาจารย์แปลว่า “อาจารย์เบื้องต้น อาจารย์คนแรก” อาจารย์มีหน้าที่สั่งสอนความรู้ และอบรมความประพฤติแก่ศิษย์ แต่ศิษย์จะไปศึกษาเล่าเรียนกับครูอาจารย์ก็ต่อเมื่อโตพอสมควรแล้ว และมีความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว บุคคลที่ทำหน้าที่สั่งสอนอบรมในเบื้องต้น ก็คือ มารดาบิดา มารดาบิดาเฝ้าสั่งสอนบุตร ให้รู้จักพูด ให้รู้จักเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ถูกต้อง ให้รู้จักยืน เดิน นั่ง นอน อาบน้ำ รับประทานอาหาร ถ่าย และอื่นๆ อีก จนบุตรเจริญเติบโตเป็นผู้เป็นคนพร้อมที่จะเรียนวิชาการจากอาจารย์ หรืออยู่ในสังคมมนุษย์ได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น มารดาบิดาจึงชื่อว่าเป็นบุพพาจารย์ของบุตร

มารดาบิดาเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร

อาหุไนยบุคคล แปลว่า บุคคลผู้ควรรับของที่เขานำมาบูชา พระสงฆ์จัดเป็นอาหุไนยบุคคลของประชาชน ควรรับของบูชาจากประชาชน เพราะเป็นผู้ทรงศีลธรรมอันสูง ประชาชนบูชาแล้วย่อมเป็นบุญเป็นกุศล มารดาบิดา ชื่อว่าเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร ควรรับของบูชาจากบุตร เพราะเป็นผู้มีอุปการคุณสูงสุดแก่บุตร ไม่มีใครเทียมเท่า

มารดาบิดาใครมีบุญคุณมากกว่ากัน ?

เป็นการยากที่จะกล่าวว่า ใครมีคุณมากกว่าใคร มารดาต้องลำบากในการรักษาบริหารครรภ์ บิดาก็ลำบากในการทำงาน หาทรัพย์มาบำรุงเลี้ยงทั้งมารดาและบุตร มารดาต้องได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสในการคลอดบุตร แต่ในเวลามารดาคลอดบุตร บิดาโดยทั่วไปก็ไม่อาจนั่งสบายใจอยู่ได้ เพราะจิตใจเป็นห่วง เป็นกังวลในมารดา เกรงว่ามารดาและบุตรจะไม่ปลอดภัย บางคนถึงกับนั่งไม่ติดที่ เพราะความกระวนกระวายใจ ฉะนั้น บิดาจึงเป็นทุกข์ไม่น้อยไปกว่ามารดา

มารดาต้องลำบากในการเลี้ยงดูบุตรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เล็กจนโต แต่บิดาก็ลำบากในการทำงานนอกบ้าน เพื่อหาทรัพย์มาบำรุงเลี้ยงดูบุตรในด้านการทำงาน มารดาและบิดาทำหนักเท่าๆ กัน ต่างกันแต่ประเภทของงานและสถานที่ทำงานเท่านั้น มารดาทำงานบ้านที่บ้าน เช่น การเลี้ยงลูก การทำกับข้าว การทำความสะอาดบ้าน และเครื่องใช้ไม้สอย ตลอดถึงเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ส่วนบิดาทำงานที่ต้องใช้กำลังกาย และกำลังความคิดภายนอกบ้าน

ส่วนด้านความรักความหวังดีที่มีต่อบุตรนั้น มารดาบิดามีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ฉะนั้น จึงเป็นการยากที่จะกล่าวว่า ใครมีบุญคุณมากกว่ากัน ถ้าจะกล่าวว่ามีเท่ากันก็คงไม่ผิดเสียทีเดียว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 10:46:03 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : )


  สลักธรรม 5

ควรตอบแทนบุญคุณมารดาบิดาอย่างไร ?

เมื่อทราบว่ามารดาบิดามีบุญคุณเช่นนี้ บุตรที่ดีย่อมตอบแทนบุญคุณมารดาบิดา โดยการกระทำ ๕ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในปาฎิกวรรคทีฆนิกายดังต่อไปนี้

๑. ท่านเลี้ยงมาแล้ว ต้องเลี้ยงท่านตอบ ในขณะที่บุตรค่อยๆ เติบโตขึ้น มารดาบิดาก็ค่อยๆ แก่ตัวลง จนในที่สุดไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงตนเองได้ ตอนนี้แหละเป็นตอนที่ท่านต้องการหนี้เก่าจากบุตร บุตรที่ดีไม่ควรปล่อยให้ท่านลำบากด้วยอาหาร ที่อยู่ เสื้อผ้า และยารักษาโรค แม้ตนจะไปมีครอบครัวอยู่ที่อื่น ก็ควรนำท่านไปอยู่ด้วย ให้อาหารให้เพียงพอ ให้เสื้อผ้าให้เพียงพอ รักษาพยาบาลเมื่อป่วยไข้ จนกว่าท่านจะตายจากไปตามอายุขัย

บางคนเมื่อมีครอบครัวแล้ว มักจะหลงใหลอยู่ในบุตรภรรยาสามีของตนจนลืมมารดาบิดาบังเกิดเกล้าของตนเอง ปล่อยให้ท่านหากินไปตามยถากรรม จนบางคนต้องเที่ยวออกขอทานเลี้ยงชีพ หรือไปขออาศัยอยู่ในวัดบริโภคอาหารที่เป็นเดนของพระก็มี บุตรเช่นนี้จัดเป็นคนเนรคุณ เป็นผู้ทำบาปอันหนัก จะต้องได้รับทุกข์อันเป็นผลของบาปในภายหลัง

๒. ทำกิจของมารดาบิดา เมื่อมารดาบิดาแก่ตัวลง ไม่สามารทำกิจการงานของท่านได้เอง บุตรที่ดียอมรับช่วงทำแทนท่านต่อไป และพยายามคิดแก้ไขปรับปรุงงานนั้นๆ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป บุตรบางคนเมื่อสิ้นบุญมารดาบิดาเสียแล้ว การงานทุกอย่างที่ท่านเคยทำมาด้วยดี เคยนำความสุขสมบูรณ์และชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล ก็หยุดชะงักและล้มละลายไปในที่สุด เพราะความเกียจคร้าน หรือความไม่เอาการเอางานของบุตร บุตรเช่นนี้เชื่อว่าไม่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ จะเป็นลูกหนี้ของท่านตลอดไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 10:50:43 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : )


  สลักธรรม 6

๓. ดำรงวงศ์สกุล มารดาบิดาทั่วไป เมื่อแก่ตัวลง ย่อมมอบทรัพย์ให้บุตรเป็นผู้รับมรดกต่อไป บุตรที่ดีย่อมรักษาทรัพย์สมบัติและเกียรติยศชื่อเสียงของตระกูลไว้มิให้เสื่อมเสีย มีแต่จะขวนขวายหามาเพิ่มเติมให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป บุตรที่ไม่ดีมักจะมั่วสุมในอบายมุขต่างๆ ผลาญมรดกของพ่อแม่ ทำลายเกียรติยศของวงศ์ตระกูล

๔. ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับมรดก ก่อนจะมอบทรัพย์สมบัติให้ใคร มารดาบิดาจะต้องพิจารณาดูเสียก่อนว่าบุตรคนใดเป็นคนดี สมควรจะรับทรัพย์มรดก เมื่อได้รับทรัพย์มรดกไปแล้ว จะสามารถรักษาไว้ได้ ไม่เอาไปผลาญเสีย ฉะนั้น บุตรควรจะปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ขยันขันแข็งในการเรียน และการงานตั้งอยู่ในโอวาท คำสั่งสอนของพ่อแม่ไม่กระทำตนเป็นนักเลงอันธพาล ก็จะชื่อว่าได้สนองบุญคุณมารดาบิดาอีกสถานหนึ่ง

๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน สี่ข้อแรกที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการกระทำในระหว่างที่มารดาบิดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็มิใช่ว่าจะเลิกแล้วกันไป บุตรที่ดีย่อมถือว่ามารดาบิดาแม้ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นเวลานาน ยังเป็นมารดาบิดาของตนอยู่ ในโอกาสอันควร เช่น ในวันเกิด หรือวันตายของมารดาบิดา ควรทำบุญให้ทานแล้วก็อุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน ถ้าไม่มีโอกาสทำเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่ทำคุณงามความดีแม้เล็กๆ น้อยๆ ก็ควรตั้งใจอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นการสนองบุญคุณมารดาบิดา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 10:54:03 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : )


  สลักธรรม 7

อุทิศส่วนกุศลถึงผู้ตายได้อย่างไร ?

การอุทิศส่วนกุศลถึงผู้ตาย ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ จึงจะสำเร็จผลแก่ผู้ตาย คือ

๑. ผู้ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ต้องถือว่าผู้ตายเป็นมารดาบิดาญาติมิตรของตนเช่นเดียวกับเมื่อยังไม่ตาย เมื่อมีการนับถือกันอยู่อย่างนี้ ก็ชื่อว่าทั้งสองฝ่ายยังมีสายสัมพันธ์ทางจิตใจต่อเนื่องกันอยู่ สายสัมพันธ์นี้แหละจะเป็นสะพานสำหรับลำเลียงบุญกุศลไปถึงผู้ตาย

๒. ผู้ตายต้องไปเกิดในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง ซึ่งยังจำต้องพึ่งพาอาศัยส่วนบุญ ที่ญาติมิตรในโลกนี้อุทิศให้ และอาจจะรู้ถึงการกระทำของผู้ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ท่านกล่าวว่า ต้องไปเกิดในกำเนิดปรทัตตูปชีวีเปรต ถ้าไปเกิดเป็นเทวดาเป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์เดียรัจฉาน จะไม่ได้รับส่วนบุญ เพราะเทวดาเป็นต้น มีปัจจัยทิพย์ของตนอยู่แล้ว

๓. ผู้อุทิศ ต้องกระทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นการให้ทาน การรักษาศีล การบำเพ็ญภาวนา การฟังธรรม เป็นต้น แล้วตั้งใจอุทิศอย่างจริงใจ ถ้าเป็นการกระทำที่เป็นบาป จะอุทิศไม่ถึง เพราะผู้ตายไม่ยินดีรับ

๔. ผู้ตาย เมื่อได้ทราบถึงการกระทำของญาติมิตรในโลกนี้แล้ว ต้องมีใจยินดีอนุโมทนาสาธุการด้วย ถ้าไม่ยินดี ก็ไม่ได้รับส่วนบุญ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 10:57:38 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : )


  สลักธรรม 8

ผู้ตายได้รับอะไร?

บางท่านเข้าใจว่า ญาติมิตรอุทิศสิ่งใดไปให้ ผู้ตายก็จะได้รับสิ่งนั้น เช่น อุทิศอาหารไปให้ ผู้ตายก็ได้รับอาหาร ตามความจริง อาหารและวัตถุใดๆ ไม่สามารถละล่องลอยไปสู่ผู้ตายได้เลย สิ่งที่ผู้ตายได้รับก็คือความสุขใจ ความปลาบปลื้มยินดี ความอิ่มเอมใจอันเกิดขึ้น เมื่อได้ทราบมาว่า บุตรธิดาญาติมิตรในเมืองมนุษย์ ทำความดีแล้วอุทิศถึงตน เมื่อได้ความสุขแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดอีก เพราะความสุขใจย่อมเป็นยอดของทรัพย์ทั้งปวง

การที่คนพยายามแสวงหาทรัพย์ต่างๆ ก็เพื่อเอาความสุขใจจากมัน ถ้าสามารถมีความสุขใจได้ โดยไม่ต้องอาศัยทรัพย์ คนจะไม่ต้องการทรัพย์เลย

การกระทำของคนหนึ่ง ส่งผลถึงคนอื่น

เพื่อแสดงให้เห็นว่า อุทิศกุศลถึงกันได้อย่างไร จะขอยกตัวอย่างดังนี้

ชายคนหนึ่งส่งบุตรไปเรียนที่กรุงเทพฯ โดยที่เขายังถือว่าบุตรนั้นเป็นบุตรของตนจริงๆ ต่อมาได้ทราบว่า บุตรของตนประพฤติตนเป็นคนดี ขยันเรียน และทำการงาน สอบไล่ได้ที่ ๑ เป็นที่รักของครูอาจารย์ เมื่อได้ทราบเช่นนี้ ผู้เป็นบิดามารดาจะรู้สึกอย่างไร ? ย่อมเกิดความสุขใจ ความอิ่มเอิบใจอย่างไม่มีปัญหา

นี้แสดงให้เห็นว่า การกระทำของคนคนหนึ่งในที่แห่งหนึ่ง อาจส่งผลคือความสุขไปยังอีกคนหนึ่งในที่อื่นได้ การอุทิศกุศลไปให้ผู้ตายก็เช่นเดียวกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2552 , 11:01:55 น.] ( IP = 58.9.142.69 : : )


  สลักธรรม 9


วันนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สมควรทราบและทำความเข้าใจอย่างยิ่งค่ะ

คุและนุโมค่

โดย พี่ดา [10 มิ.ย. 2552 , 11:09:23 น.] ( IP = 124.121.171.23 : : )


  สลักธรรม 10



กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ..สาธุ สาธุ สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2552 , 11:34:53 น.] ( IP = 125.27.175.47 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org