มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศีล ๕




ศีล ๕ อีกที

โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


กรุงเทพฯ ซึ่งเรียกกันว่า เมืองล่างหรือเมืองไทย ต้องเดินด้วยเท้าเปล่า บุกป่าฝ่าดงจากขอนแก่นไปบ้านไผ่ เมืองพล เมืองคง ถึงโคราช จากโคราชไปกุดจิก สูงเนิน สีคิ้ว ปากช่อง จากปากช่องข้ามเขาใหญ่ไปเทือกเขาดงพญาเย็นไปยังนครนายก ต่อจากนั้นก็ไปกรุงเทพฯ อยุธยา สระบุรี และจังหวัดอื่นๆ ตั้งแต่ขอนแก่นถึงกรุงเทพฯ ต้องใช้เวลาประมาณ ๒ เดือน หรือ ๖๐ วัน

แต่ทุกวันนี้ เรามีรถเร็ววิ่งปราดจากขอนแก่นถึงกรุงเทพฯ ภายในครึ่งวัน หรือ ๑๒ ช.ม.เท่านั้น ออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้า เย็นก็ถึงขอนแก่นแล้ว แต่ก่อนต้องใช้เวลาถึง ๖๐ วัน แต่เดี๋ยวนี้เพียงวันเดียว ลองคิดเปรียบเทียบกันดู และยิ่งกว่านั้น การเดินทางไปเมืองล่างสมัยก่อน ยังเต็มไปด้วยอันตรายนานาประการ บางทีก็ถูกโจรปล้น ถูกสัตว์ร้ายในป่าทำร้าย เกิดโรคไข้ป่าตายเสียในระหว่างทางก็มากมาย

ฉะนั้น ผู้ที่จะไปถึงเมืองล่าง และกลับมาได้โดยปลอดภัย จะต้องเป็นผู้มีร่างกายแข็งแรง และมีความสามารถทุกๆ ด้าน จะต้องอยู่ยงคงกระพัน มีดฟันไม่เข้า ปืนยิงไม่ถูก ตามหลังตามขาจะต้องมีตัวอักขระคาถาอาคมและเลขยันต์ต่างๆ เพราะฉะนั้น คนเก่าๆ จึงมีหลังลายขาลายเต็มไปด้วยอักขระต่างๆ เพื่อป้องกันตัว เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เป็นหัวหน้าจะต้องเก่งกล้าเป็นพิเศษ จะต้องเป็นนายร้อย ถ้าใครได้รับตำแหน่งนายร้อย ก็จัดว่าสำคัญมากทีเดียว

แต่ทุกวันนี้การเดินทางสะดวกสบาย ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวโจรปล้น ไม่ต้องกลัวสัตว์ร้าย ไม่ต้องกลัวโรคภัย ไม่ต้องกลัวอดอาหารหรือน้ำ ตามสถานีมีขาย บนรถก็มีขาย ไม่ต้องสักหลังสักขา แม้จะไม่มีพระติดตัวสักองค์ก็ไปกรุงเทพฯ ได้โดยปลอดภัย นี้แสดงให้เห็นความเจริญทางคมนาคม นอกจากรถไฟเรายังมีรถยนต์ มีทั้งเครื่องบินทั้งแบบธรรมดาและแบบไอพ่น เฮลิคอปเตอร์ เวลานี้ยานพาหนะเหล่านี้ยังมีน้อยราคาแพงมาก ต่อไปเมื่อโลกเจริญขึ้น เฮลิคอปเตอร์มีมากมายเหมือนรถจักรยาน ราคา ๓๐๐ – ๔๐๐ เราคงได้ขี่เฮลิคอปเตอร์มาโรงเรียนกันแน่นอน เวลานี้ในอเมริกาเขาขี่เฮลิคอปเตอร์ไปทำงานกันแล้ว นี้เป็นความเจริญด้านคมนาคม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2552 , 08:28:15 น.] ( IP = 58.9.147.199 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในด้านการสื่อสาร แต่ก่อนเราไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับโลกภายนอก เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นที่ชุมแพ กว่าจะมาถึงขอนแก่น ก็กินเวลาหลายวัน แต่ปัจจุบันนี้ เรามีวิทยุ มีโทรเลข โทรศัพท์ หนังสือพิมพ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ในอังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออิตาลี เขาเปลี่ยนรัฐบาลกันอย่างไร เขาเลือกตั้งกันอย่างไร เขาปราบไข้หวัดใหญ่กันอย่างไร เขาทดลองปรมาณูกันอย่างไร เขาสไตรก์กันอย่างไร เราอาจรู้ได้ทันที ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง คล้ายๆ กับว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในบ้านเราเอง โลกทุกวันนี้ กลายเป็นหมู่บ้านเดียวกัน

เฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา คนสมัยนี้มีความรู้กว้างขวางกว่าสมัยก่อน เมื่อก่อนโรงเรียนยังไม่มี ผู้อยากมีความรู้ ต้องไปฝากตัวอยู่กับพระในวัด เรียนหนังสือกับพระ เรียนหนังสือไทยพออ่านออกเขียนได้ เรียนเลขพอบวกลบคูณหารได้ เรียนดาราศาสตร์พอรู้พระอาทิตย์พระจันทร์ เรียนวิชาแพทย์พอรู้ยาสมุนไพร เท่านี้ก็พอแล้ว ออกไปทำราชการได้เป็นพระยา
นาหมื่นกันมากมาย

ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ความรู้ของคนเรา ขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ เกิดมาทีแรกก็รู้เพียงพ่อแม่พี่น้องภายในครอบครัว ฯลฯ

เมื่อเจนจบหมดโลกนี้แล้ว ความรู้ของเราก็ขยายจากโลกนี้ไปสู่พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ เกตุ พระยม มฤตยู เราอาจทราบได้ว่า พระอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกเรา ๙๓ ล้านไมล์ เคลื่อนที่ไป ๑๒ ไมล์ต่อ ๑ วินาที โตกว่าโลกเรา ๑ ล้านสามแสนเท่า หนักกว่าโลก ๒๓๒,๐๐๐ เท่า มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘๖๐,๐๐๐ ไมล์ หมุนรอบตัวเองครั้งหนึ่งกินเวลา ๒๕ วัน มีอุณหภูมิที่ผิวพื้น ๑๑,๐๐๐ องศาฟาเรนไฮต์

เราทราบดีว่า พระจันทร์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒,๑๖๒ ไมล์ มีขนาดเล็กกว่าโลก ๔ เท่า อยู่ห่างจากโลก ๒๓๙,๐๐๐ ไมล์ เบากว่าโลก ๘๓ เท่า พระจันทร์ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง สุริยุปราคา จันทรุปราคา อย่างไรเราก็รู้ดี นอกจากนี้ เราก็รู้ดาวอื่นๆ อีกมากมายห่างจากระบบสุริยจักรวาลของเราออกไปอีก ตั้งล้านๆ ไมล์ เช่นดาว Proxima Centaury ดาวแอนตาเรส (Antares) เป็นต้น เราก็ทราบดี เป็นอันว่าความรู้ของคนเราห่างจากตัวเราออกไปเรื่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2552 , 08:33:14 น.] ( IP = 58.9.147.199 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้เราลืมสิ่งหนึ่งไป ลืมเสียสนิททีเดียว ลืมอะไร ลืมตัวเราเอง อันที่จริงก็ไม่น่าจะลืม เพราะว่าเราอยู่กับตัวเราตลอดเวลา สิ่งที่อยู่ใกล้เราที่สุดก็คือตัวเราเอง แต่ว่าเราลืม ลืมอย่างไร?

ประการแรกที่สุด เราไม่รู้ว่า เราดีเท่าไร เลวเท่าไร คนส่วนมากมักจะเข้าใจว่า ตนดีที่สุดแล้ว ตนเก่งแล้ว ตนถูกต้องแล้ว เหมาะสมแล้ว ความคิดเช่นนี้มีอยู่แทบทุกคน บางคนก็แสดงออกมา โดยการคุยโอ้อวดความเก่งกล้าสามารถของตน บางคนก็แสดงออกมา โดยการวางท่าทาง

บางคนก็ไม่แสดงออก ทำทีเป็นนั่งนิ่งอมภูมิ แต่ก็ยังเข้าใจว่าตัวดีที่สุดอยู่นั่นเอง เราอาจจะพิสูจน์ดูได้ โดยวิธีง่ายๆ เช่น สมมติว่า เพื่อนเราคนหนึ่งรูปร่างก็พอไปวัดไปวากับเขาได้ เราลองยอเขาดูซิว่า แหมคุณมีรูปร่างสง่างามจริงๆ ทำอย่างไรผมจะมีรูปร่างอย่างคุณ เขาพูดกันทั่วๆ ไปว่า คุณร่างสมาร์ทที่สุดในชั้น แล้วลองสังเกตดู เขาจะแสดงความพออกพอใจออกมานอกหน้า ยิ้มกริ่มทันที ปะเหมาะเคราะห์ดีอาจจะพาเราไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเสียอีก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าคำชมเชยของเรา มันไปถูกกับความรู้สึกนึกคิดของเขาพอดี เขานึกว่าเขาเก๋อยู่แล้ว เมื่อเราไปเสริมเข้าอีกก็เลยได้ใจใหญ่

หรือว่าคนคนหนึ่งแก่แล้ว เราลองชมเขาซิว่า แหม คุณลุงมีอายุก็มากแล้ว แต่ยังกระชุ่มกระชวยแข็งแรงอยู่มาก ถ้าให้ผมทายอายุ ผมจะทายว่า ๓๐ เป็นอย่างมาก คุณลุงจะยิ้มแฉ่งทีเดียว ดีไม่ดีเราอาจจะได้สตางค์ใช้ฟรีๆ เสียอีก เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คนเราล้วนคิดว่าตัวเก่งตัวดีทั้งนั้น เวลาเราไปดูเขาชกมวย ทุกคนดูเหมือนจะเป็นครูมวยทั้งนั้น วิพากษ์วิจารณ์เสียงใสทีเดียวว่า ไอ้ ร.ส.พ. คนนั้นมันน่าจะชกหมัดตรงอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่เคยชกมวยเลย ถึงให้ขึ้นชกก็มีหวังถูกเขาน็อกหามลงในยกแรก บางทีเราก็ดูเขาแสดงละคร เราก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า ควรแสดงอย่างนั้นอย่างนี้ เราฟังคนอื่นพูด เราก็ตำหนิว่าน่าจะพูดอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เราเองพูดไม่เป็น เพียงให้ขึ้นยืนพูดหน้าชั้นเท่านั้น เป็นอัมพาตไปครึ่งตัวแล้ว นี้ก็แสดงให้เห็นว่า คนเราเข้าใจว่าตัวดีกว่าคนอื่นเสมอ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2552 , 08:37:55 น.] ( IP = 58.9.147.199 : : )


  สลักธรรม 3

อีกวิธีหนึ่งสำหรับพิสูจน์ก็คือว่า ลองติเขาดู ทุกคนไม่ชอบติ เมื่อถูกติทั้งๆ ที่เป็นความจริง ก็ไม่พอใจ เช่น คนคนหนึ่งรูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่ เราลองไปพูดให้เขาได้ยินซิว่า แหมแกนี่รูปร่างใช้ไม่ได้เลย เกิดมาชาตินี้เห็นจะหาเมียยากเสียแล้ว สังเกตดูซิว่า เขาจะเป็นอย่างไร แน่นอน เขาจะแสดงความไม่พอใจออกมาทันที ดีไม่ดีเราอาจจะถูกแจกหมากเจ็บตัวเปล่าๆ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า คำติของเราไปขัดกับความรู้สึกนึกคิดของเขาเข้า เข้าใจดีว่าเขาดีแล้ว แต่เราไปขัดคอเขาจึงไม่พอใจ

การคิดว่าตนดีแล้ว เก่งแล้ว เหมาะแล้วนี้เกิดจากการลืมตัว ไม่ได้ศึกษาค้นคว้าตัว ไม่ได้เปรียบเทียบตัวกับคนอื่นด้วยใจเป็นธรรม จึงเข้าใจว่าตัวดีเสมอ การเข้าใจเช่นนี้จัดว่าเสียหายเหมือนกัน เพราะเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิมานะ ถือตนไม่ยอมรับฟังคำตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น ทำให้เราพอใจเพียงแค่นั้น แล้วก็ไม่คิดหาทางปรับปรุงตนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ตรงกันข้าม อีกพวกหนึ่งลืมตัวไป เข้าใจว่าตนเป็นคนเลวที่สุด แย่ที่สุด อาภัพที่สุด เกิดความย่อท้อถอยหลัง ไม่คิดสู้ ไม่คิดจะเอาดีให้ทันเพื่อนๆ เขา ได้แต่นั่งเศร้าบ่นปรับทุกข์กับตนเองว่า เราเกิดมามีกรรม เป็นคนอาภัพอัปภาคย์ทำอะไรไม่สำเร็จ พบอุปสรรคนิดหน่อยก็บ่นว่า เรามีกรรม เข้าโรงเรียนสอบตกก็บ่นว่า เราก็กรรม ลาออกจากโรงเรียนไปทำงาน นายบ่นว่าให้นิดหน่อยก็บ่นว่า เรามีกรรม ลาออกจากงานไปถีบสามล้อ ตากแดดตากฝนหน่อยก็บ่นว่า เรามีกรรม ฯลฯ หยุดถีบสามล้อเข้าไปบวช ตอนเย็นหิวข้าวหน่อยก็บ่นว่า เรามีกรรม สึกออกมาไปแต่งงานถูกพ่อว่านิดหน่อยก็บ่นว่า เราเกิดมามีกรรม หนีไปขอทาน ไม่มีคนให้ทานก็บ่นว่า เรามีกรรม ตายไปเป็นผีก็ยังบ่นว่า เราเกิดมาเป็นผีมีกรรมนั่นเอง คนประเภทนี้ก็ลืมตัวอีกเหมือนกัน เข้าใจว่าตัวเลวเกินไป เลยไม่คิดจะทำให้ดีขึ้น จัดเป็นความเสียหายอีกเหมือนกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2552 , 08:41:37 น.] ( IP = 58.9.147.199 : : )


  สลักธรรม 4

อีกประการหนึ่งที่ว่าคนเราลืมตัวนั้น เพราะรู้จักค่าไม่รู้จักราคาของตัวเอง ไม่รู้ว่าราคาของตนอยู่ที่ไหน ทำอย่างไรตนจึงจะมีราคา? ถ้ามีคนมาถามซื้อบุหรี่ เราบอกเขาทันทีว่า ๓.๕๐ บ. หรือ ๒.๕๐ ฯลฯ แต่ถ้ามีใครมาถามซื้อตัวเราว่า ตัวท่านนี้จะขายเท่าไร เราจะงงไปทีเดียว บอกเขาไม่ได้ พ่อเราก็ไม่ได้เขียนป้ายผูกคอไว้เสียด้วยว่า ๕๐๐ บาท คิดๆ ไปก็คล้ายๆ กับว่า เราไม่มีราคาอะไรเลย สู้แต่สัตว์เดียรัจฉานก็ไม่ได้ สัตว์ต่างๆ พอเกิดมามันมีราคาประจำตัวเสร็จ ไข่ใบนั้นราคา ๗๕ สตางค์ ไก่ตัวนั้นราคา ๕ บาท หมูตัวนั้น ๓๐๐ บาท วัวตัวนั้น ๑,๐๐๐ บาท ปลาทูตัวนั้น ๕๐ สตางค์ เป็ดตัวนั้น ๔ บาท หอยตัวนั้น ๑๐ สตางค์ กบตัวนั้น ๑ บาท มีราคาเสร็จ แต่คนเราไม่มี สัตว์เดียรัจฉานทุกส่วนในตัวมันมีราคาหมด

เช่น วัวควาย พอตายลงปั๊บ หนังมันก็ขายได้ เขาเอาไปฟอกทำเครื่องใช้ได้หลายอย่าง เอาไปทำเข็มขัดคาดเอวสวยงามดี ในตัวเรามีหนังวัวหนังควายติดอยู่ทุกคน บางทีก็เอาไปทำรองเท้าใส่กันหนามกันโคลนได้ดี เอาไปทำกระเป๋าใส่หนังสือมาโรงเรียน ทำกระเป๋าใส่เสื้อผ้า เอาไปทำอานม้าอานจักรยานนั่งสบายกันดี เอาไปทำนวมชกมวย เป็นแชมเปี้ยนตะวันออกไกล เอาไปหุ้มกลองเพลกลองรำวง ฯลฯ เนื้อของมันเอาทำอาหารได้หลายอย่าง ขี้ของมันก็ไม่ทิ้ง ฯลฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2552 , 09:14:19 น.] ( IP = 58.9.147.199 : : )


  สลักธรรม 5

คนเรานั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็มีค่าดีดอก รักกันหวงแหนกัน ราคาก็ดี ยิ่งสวยมากก็ยิ่งแพงมาก คนหนึ่งๆ ก็หลายพัน จากกันก็คิดถึง ดูรูป จดหมายทุกชั่วโมง ค่าคนอยู่ที่ไหน อยู่ที่เดียวเท่านั้น อันเดียวเท่านั้น อยู่ที่ไหน? อยู่ที่ลมหายใจ พอสิ้นลมหายใจก็หมดกัน

หรือจะว่าเรามีร่างกายเหมาะสม อย่าเพิ่งคุย เราอาจจะมีหนัง แต่ก็ไม่หนาแน่นพอที่จะป้องกันหนาวร้อนได้ เรามีขน แต่ก็หร็อมแหร็มเต็มที เรามีเล็บ แต่ไม่แข็งแรง พอจะใช้อาวุธป้องกันตัวได้ นอกจากใช้เกาหลัง ฉีกกระดาษเท่านั้น เรามีตา แต่ก็มีสมรรถภาพจำกัด เรามีกำลังแต่สู้ช้างม้าวัวควายไม่ได้ เรามีความเร็ว แต่สู้ม้าไม่ได้ ฉะนั้นคนเราจึงเป็นสัตว์อ่อนแอที่สุด ซ้ำยังไม่มีค่าในตัวเสียด้วย

แต่อย่าตกใจ ค่าของเรามีอยู่ แต่ค่าของเราไม่ได้อยู่ที่รูปร่าง คนรูปร่างดีแต่ค่าต่ำก็มี คนรูปร่างไม่ดี แต่ค่าสูงก็มี (นะโปเลียน, โซเครตีส มหาตมคานธี) ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ชื่อ (นายประเสริฐ) ค่าของคนอยู่ที่ไหน? อยู่ที่คนมีดี ถ้ามีดีในตัว แล้วมีค่ามีราคา ถ้ามีดีน้อย ก็มีค่าน้อย มีดีมากก็มีค่ามาก ไม่มีดีเลยก็ไม่มีค่าอะไรเลย คนไม่มีค่าเห็นไหม นักโทษเรือนจำ ฯลฯ คนมีค่า เช่น พระพุทธเจ้า ฯลฯ

ทำอย่างไรจึงจะดี นี่เป็นปัญหาสำคัญยิ่ง ทุกคนอยากได้ดี อยากมีดี อยากเป็นดี แต่เราจะหาดีได้ทีไหน? ดีไม่มีรูปร่างตัวตน ไม่มีวางขายตามตลาด เราะจะไปซื้อหาเอาไม่ได้ แม้จะมีเงินมากเท่าไหร่ ก็ซื้อไม่ได้ สมมติว่าเราเห็นคนคนหนึ่ง ที่เขายกย่องนับถือกันว่าดีที่สุด เราต้องการดีจึงเข้าไปหาเขา แล้วบอกว่า ผมต้องการดีจากท่าน ขายดีให้ผมสัก ๒ กิโลเถอะ ดังนี้ก็ไม่ได้ เพราะดีไม่มีตัวตน หรือเราเห็นว่า คนหนึ่งเขาดี เราอิจฉาเขา อยากจะทำลายดีเขาเสีย จึงเอาปืนไปยิงเขาตาย ก็ทำได้แต่ตัวเขาเท่านั้น ดีของเขายังอยู่ ดีไม่ตายตามไปด้วย ดีของเขายังติดอยู่บนริมฝีปากของทุกคน ดีเป็นของซื้อหาเอาไม่ได้ด้วยเงิน และทำลายไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ดีอยู่ที่ไหน? ดีไม่ได้อยู่ในวัด เพราะวัดไม่ดีก็มี ดีไม่ได้อยู่ในพระสงฆ์สามเณร เพราะพระสงฆ์สามเณรที่ไม่ดีก็มี ดีไม่ได้อยู่ในหนังสือ ไม่ได้อยู่ในตู้ ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้อยู่ที่ไหนๆ ทั้งหมด แต่อยู่ที่ตัวเราทุกคนนี้เอง อยู่ที่มือบ้าง อยู่ที่ปากบ้าง อยู่ที่ขาบ้าง อยู่ที่ใจบ้าง พูดง่ายๆ ว่าอยู่ที่ตัวเราทุกคน ถ้าต้องการดีต้องหาที่ตัวเรานี้เอง ในตัวเรานี้มีทั้งดีมีทั้งเสีย แต่ไม่มีโดยธรรมชาติ เราต้องสร้างเอง เช่น สมมติว่ามือของเรานี้ ถ้าเราเองไปทำงาน เอาไปอ่านหนังสือ เอาไปเขียนหนังสือ เอาไปไหว้พระ ไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ ก็กลายเป็นมือดีไป

ถ้าเราเอาไปจับค้อนตีหัวเขา เอาไปลักของเขา เอาไปจับเหล้าดื่มก็กลายเป็นมือชั่วไป ปากของเราถ้าเอาไปพูดคำสัตย์คำจริง คำไพเราะอ่อนหวาน คำประสานสามัคคี คำมีสาระประโยชน์ ก็กลายเป็นปากดีไป ตรงกันข้าม ถ้าเราเอามันไปโกหกหลอกลวง เอาไปด่าคนนั้นคนนี้ เอาไปซุบซิบนินทาคนอื่น เอาไปพูดหยาบคาย คำยุยงส่งเสริมให้เขาแตกกัน ปากของเราก็เป็นปากเสียไป ใจของเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราใช้ให้มันคิดแต่หาทางดี มันก็เป็นใจดี ถ้าเราใช้ให้มันคิดในทางเสีย ก็เป็นใจเสีย

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2552 , 09:50:51 น.] ( IP = 58.9.147.199 : : )


  สลักธรรม 6

ฉะนั้น ดีหรือชั่วมีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน แต่คนชั่วเป็นคนโง่ เขาเก็บเอาความดีไว้เสีย เอาแต่ชั่วออกมาใช้ เอาแต่ชั่วออกมาอวดคนอื่น เลยกลายเป็นคนชั่วไป คนดีเขาเป็นคนฉลาด เขาเก็บเอาชั่วไว้เสีย นำแต่ดีออกมาใช้ นำแต่ดีออกมาอวดคนอื่น เขาจึงกลายเป็นคนดีไป

เมื่อเราอยากเป็นคนดี เก็บเอาความชั่วไว้ อย่านำออกมาแสดง ถ้าเราทำชั่วเป็นคนชั่วอยู่แล้ว ก็ล้างความชั่วนั้นออกจากตัวเสีย

ความชั่วมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าท่านชี้แจงไว้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญ คือ การทำลายชีวิตของคนอื่น สัตว์อื่น ก็เป็นความชั่วร้ายอย่างหนึ่ง การถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ โดยการลักก็ดี ปล้น โกง วิ่งราว ยักยอกก็ดี การเป็นชู้สู่สาวแบบผิดประเพณีในลูกเมีย การพูดโกหกหลอกลวง การดื่มเหล้าเมาสุรา เอะอะอาละวาด ตีหัวหมา ปาหัวเจ๊ก เขกหัวไทย ไสหัวฝรั่ง นั่งหัวแขก เหล่านี้เป็นความไม่ดีทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ เรียกว่าศีล ๕ ใครเว้นได้ไม่ทำ คนนั้นก็เป็นคนดี ใครขืนทำ คนนั้นก็เป็นคนชั่ว เป็นคนไม่มีศีล

ความชั่วนั้น โบราณพ่อแม่ของเราท่านเรียกว่า ขี้ เช่น คนลักของเขาก็เรียกว่า ขี้ลัก ขี้ขโมย ขี้เหล้า ขี้ฝิ่น ขี้โกหก ขี้ฉ้อ ขี้โกง ขี้เกียจ ขี้คร้าน เป็นต้น ขึ้นชื่อว่าความไม่ดี ท่านเอาขี้ไปใส่ไว้หมด ทำไมท่านจึงเรียกความชั่วว่าขี้ ทั้งๆ ที่ความชั่วไม่มีตัวไม่มีตน จับต้องลูบคลำดูไม่ได้ ฯลฯ ก็เพราะมันเหม็นเหมือนขี้

เมื่อรู้ว่าความชั่วเป็นขี้เช่นนี้แล้ว ก็ลองสำรวจตรวจดูตัวเองซิว่า เวลานี้มีขี้อะไรติดอยู่ที่เราบ้าง ขี้เกียจมีไหม ขี้ลักขี้ขโมยมีไหม ขี้โกหกหลอกลวง ขี้เหนียว ขี้เหล้า ขี้ยามีไหม ถ้ามีครบทุกขี้ก็หมายความว่า ในตัวเราเต็มไปด้วยขี้ตั้งสิบๆ กอง ถ้ามีเพียงสองขี้ ก็มีเพียงสองทาง เหม็นน้อยหน่อย แต่ขึ้นชื่อว่าขี้ต้องเหม็น

ฉะนั้นอย่าเอาไว้ล้างออกเสียหมด อย่าให้ความชั่วใดๆ มาติดตัวเป็นอันขาด ถ้าเราล้างชั่วออกหมดได้ เราก็กลายเป็นคนสะอาดผุดผ่องสบายกายสบายใจ ดุจเราได้อาบน้ำถูสบู่ ล้างเหงื่อไคล และความสกปรกทั้งปวงออกแล้ว กลายเป็นคนสะอาดสบายใจ

ยิ่งกว่านั้นเรายังจะมีค่าสูง เป็นศิษย์ที่ดีของครู เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ ไปอยู่ไหนๆ เขาก็เต็มใจให้อยู่ เมื่อจากไปเขาก็อาลัยคิดถึง ตรงกันข้าม ถ้าเราชั่วไปอยู่ไหนๆ เขาก็ไม่อยากให้อยู่ ต้องส่งเข้าไปอยู่ในตะราง เมื่อจากไป เขาอนุโมทนาสาธุการ เขาแช่งชักหักกระดูกให้ตายทุกวัน


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2552 , 09:55:40 น.] ( IP = 58.9.147.199 : : )


  สลักธรรม 7


เรื่องของศีล ๕ ในวันนี้ อ่านแล้วได้รับทั้งความรู้และความเพลิดเพลินในอรรถรสเป็นอย่างมากค่ะ

ศีลเท่านั้นที่จะช่วยขจัดสิ่งเหม็นต่างๆ หรือขี้ต่างๆ ออกไปจากตัวเราได้

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะน่ารู้มาให้ได้อ่านเป็นประจำ ....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [16 มิ.ย. 2552 , 10:18:00 น.] ( IP = 124.121.178.249 : : )


  สลักธรรม 8

เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพของคนที่ใช้ได้ง่ายและรู้ผลเร็วที่สุดก็คือ ศีล ๕ นี่เอง

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะที่นำมาฝาก

โดย น้องกิ๊ฟ [16 มิ.ย. 2552 , 11:00:41 น.] ( IP = 125.27.177.96 : : )


  สลักธรรม 9

ได้เห็นคุณประโยชน์ของ ศีล ๕ ว่ามีคุณอนันต์ เช่นนี้เอง
กราบขอบพระคุณมากค่ะ กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [16 มิ.ย. 2552 , 17:27:42 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.64 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org