| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มหาโมรชาดก
สลักธรรม 1พญานกยูงทองดำริว่า ตรงนี้เป็นที่อันสำราญของเรา จึงพักอยู่ตรงนั้นจนถึงรุ่งเช้าก็ลุกออกจากถ้ำมาเกาะที่ยอดเขาแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เห็นสุริยมณฑลกำลังอุทัย ก็สวดปริตรเพื่อขอความคุ้มครองป้องกันตนในเวลากลางวันว่า "อเทตยญฺ จกฺขุมา เอกราชา พระเจ้าองค์เอก ทรงพระจักษุพระองค์นี้กำลังอุทัยฯ" ดังนี้เป็นต้น แล้วร่อนลง ณ ที่หากินไปเที่ยวหากิน
ตอนเย็น จึงมาเกาะที่ยอดเขาบ่ายหน้าทางทิศตะวันตก เพ่งดูสุริยมณฑลอันอัสดง สวดพระปริตรเพื่อขอความคุ้มครองป้องกัน ในเวลากลางคืนว่า "อเทตยญฺ จกฺขุมา เอกราชา พระเจ้าองค์เอก ทรงพระจักษุพระองค์นี้ กำลังเสด็จออกไป" ดังนี้เป็นต้น
ในครั้งนั้น มีนายพรานผู้หนึ่งท่องเที่ยวไปในราวป่า เห็นพญายูงทองนั้นจับอยู่เหนือยอดเขา และเมื่อเวลาจวนจะตายนายพรานบอกลูกไว้ว่า "พ่อเอ๋ย ในราวป่าตรงทิวเขาที่ ๔ มีนกยูงทอง ถ้าพระราชาตรัสถาม ก็กราบทูลให้ทรงทราบ"
อยู่มาวันหนึ่ง พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ทรงพระนามว่า เขมา ทรงพระสุบินในเวลาใกล้รุ่งว่า เห็นนกยูงมีสีเหมือนสีทองกำลังแสดงธรรม พระนางทรงให้สาธุการในการสดับธรรมนั้น และเมื่อนกยูงแสดงธรรมเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นบินไป พระนางทอดพระเนตรเห็นพญายูงทองกำลังบินไป ก็ตรัสสั่งให้ คนทั้งหลายช่วยกันจับพญานกยูงนั้นให้ได้ ขณะที่กำลังตรัสอยู่นั่นแหละก็ทรงตื่นขึ้น
ครั้นทรงตื่นแล้วจึงทรงทราบว่าเป็นความฝัน ทรงดำริต่อไปว่า ครั้นจะกราบทูลพระราชาว่าฝันไป พระราชาก็คงจะทรงเอาพระหฤทัยใส่ จึงทรงบรรทมต่อประหนึ่งทรงแพ้พระครรภ์
ครั้งนั้น พระราชาเสด็จเข้ามาใกล้พระนางตรัสถามว่า "นางผู้เจริญใจ เธอไม่สบาย เป็นอะไรไปเล่า"
พระนางกราบทูลว่า "ความแพ้ครรภ์บังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน พระเจ้าค่ะ"
พราะราชาตรัสถามว่า "เธอต้องการสิ่งใดเล่า จ๊ะ นางผู้เจริญ"
พระนางกราบทูลว่า "ข้าแต่ทูลกระหม่อม เกล้ากระหม่อมฉันปรารถนาจะฟังธรรมของพญานกยูงทอง พระเจ้าค่ะ"
พระราชารับสั่งว่า "นางผู้เจริญใจเอ๋ย ฉันจักหาพญายูงทองอย่างนี้ ได้จากไหนเล่า"
พระนางกราบทูลว่า "ข้าแต่ทูลกระหม่อม แม้เกล้ากระหม่อมฉันมิได้สมปรารถนา ชีวิตของเกล้ากระหม่อมฉันเป็นอันไม่มีละ พระเจ้าค่ะ"
พระราชาตรัสปลอบว่า "นางผู้เจริญใจ อย่าเสียใจเลยนะ ถ้ามันมีอยู่ ณ ที่ไหน เธอต้องได้แน่นอน"
โดย ศาลาธรรม [16 มิ.ย. 2552 , 13:57:24 น.] ( IP = 125.27.172.17 : : )
สลักธรรม 2พระราชาได้ตรัสถามหมู่อำมาตย์ว่า "แน่ะพ่อเอ๋ย เทวีปรารถนาจะฟังธรรมของนกยูงทอง อันนกยูงมีสีเหมือนสีทองน่ะ มีอยู่หรือไม่"
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า "ขอเดชะ พวกพราหมณ์คงจักทราบ พระเจ้าข้า"
พระราชาตรัสให้หาพวกพราหมณ์มาเฝ้าแล้ว มีพระดำรัสถามว่า "นกยูงมีสีเหมือนสีทองน่ะ มีอยู่หรือไม่"
พวกพราหมณ์พากันกราบทูลว่า "ข้าแต่พระมหาราช สัตว์เดียรัจฉานเหล่านี้คือ ในจำพวกสัตว์น้ำ ปลา เต่า ปู ในจำพวกสัตว์บก มฤค หงส์ นกยูง นกกระทา มีสีเหมือนสีทองมีอยู่ แม้มนุษย์ทั้งหลายเล่า ก็มีสีเหมือนสีทองมีอยู่ ทั้งนี้ มีมาในคัมภีร์ลักษณมนต์ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระเจ้าข้า"
พระราชาทรงเรียกพวกบุตรพรานในแว่นแคว้นของพระองค์มาประชุมกันแล้วรับสั่งว่า "พวกเธอเคยเห็นนกยูงทองบ้างไหม"
บุตรพรานคนที่บิดาเคยเล่าให้ฟังกราบทูลว่า "ถึงข้าพระองค์จะไม่เคยเห็น แต่บิดาของข้าพระองค์บอกไว้ว่า นกยูงทองมีอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งพระเจ้าข้า"
พระราชาตรัสกับเขาว่า "สหายเอ๋ย เธอจะเป็นคนให้ชีวิตแก่ฉันและเทวี เพราะฉะนั้น เธอจงไปยังที่นั้นจับมัดนกยูงทองนั้นนำมาเถิด" แล้วทรงประทานทรัพย์เป็นอันมากให้แก่บุตรพรานผู้นั้นเพื่อออกเดินทางไป
เมื่อบุตรพรานนำทรัพย์ที่ได้รับไปให้แก่ลูกเมียแล้ว จึงออกเดินทางไปยังที่พญายูงทองอาศัยอยู่ เมื่อได้เห็นพระมหาสัตว์แล้ว ก็ทำบ่วงดักรอว่า วันนี้คงติด วันนี้คงติด แต่ก็ไม่ติดสักที จึงดักรออยู่จนตายไป ฝ่ายพระเทวีเมื่อไม่ได้ดังพระปรารถนาก็สิ้นพระชนม์ไป
พระราชาทรงกริ้วว่า เพราะนกยูงทองตัวนี้เป็นเหตุ เมียรักของเราจึงต้องสิ้นพระชนม์ ทรงมีพระหฤทัยเป็นไปในอำนาจแห่งเวร ทรงให้จารึกไว้ในแผ่นทองว่า ที่ทิวเขาที่สี่ในป่าหิมพานต์ มีนกยูงทองอาศัยอยู่ บุคคลได้กินเนื้อของยูงทองแล้วนั้น จะไม่แก่ไม่ตาย แล้วบรรจุหนังสือนั้นไว้ในหีบไม้แก่น เสด็จสวรรคตไป
โดย ศาลาธรรม [16 มิ.ย. 2552 , 13:57:48 น.] ( IP = 125.27.172.17 : : )
สลักธรรม 3เมื่อกษัตริย์องค์ต่อมาได้เป็นพระราชาแล้ว ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นอักษรในแผ่นทองก็ทรงดำริว่า เราจักเป็นผู้ไม่แก่ไม่ตาย ทรงส่งให้พรานผู้หนึ่งไปเพื่อจับพญายูงทอง แต่พรานที่ถูกส่งไปก็ตายเสียในที่นั้นเหมือนคนก่อน แม้เวลาจะล่วงเลยไปถึง ๖ รัชกาลแล้วก็ ลูกพรานทั้ง ๖ ช่วงก็ตายในป่าหิมพานต์นั้นเอง
ครั้นถึงพรานคนที่ ๗ ซึ่งพระราชาองค์ที่ ๗ ทรงใช้ไปก็คิดว่า "เราจักจับนกยูงทองนั้นได้ในวันนี้ ในวันนี้แน่นอน" แต่เวลาก็ล่วงไปถึง ๗ ปี ก็ยังไม่สามารถจะจับนกยูงทองตัวนั้นได้ จึงคิดว่า ทำไมเล่าหนอ บ่วงจึงไม่รูดรัดเท้าของพญายูงทองนี้ จึงคอยกำหนดดูพญานกยูงทองนั้นจนได้เห็นการเจริญพระปริตรทุกเย็นทุกเช้า
พรานก็กำหนดได้โดยนัยว่า ในสถานที่นี้นกยูงตัวอื่นไม่มีเลย อันพญายูงทองตัวนี้คงประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยอานุภาพแห่งพรหมจรรย์ และด้วยอานุภาพแห่งพระปริตร บ่วงจึงไม่ติดเท้าของพญายูงทอง
ครั้นแล้วพรานนั้นจึงเข้าไปยังชายป่าดักนางยูงได้ตัวหนึ่งนำมาฝึกฝนให้ขันในเวลาดีดนิ้วมือ ให้ฟ้อนในเวลาตบมือ .. แล้วก็พาไปยังที่พญายูงทองอาศัยอยู่ และมาทำบ่วงดักไว้ก่อนเวลาที่พระโพธิสัตว์จะเจริญปริตร จากนั้นก็ดีดนิ้วมือให้นางนกยูงขัน
เมื่อพญายูงทองได้ฟังเสียงของนางนกยูงแล้วกิเลสที่ราบเรียบไปตลอดเวลา ๗๐๐ ปี ก็ฟุ้งขึ้นทันทีทันใด เป็นเหมือนอสรพิษที่ถูกตีด้วยท่อนไม้แล้วแผ่พังพาน มีความกระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลสจนไม่สามารถจะเจริญพระปริตรได้ จึงบินหานางนกยูงโดยเร็ว พอถลาลงจากอากาศก็สอดเท้าเข้าไปในบ่วงเสียเลย บ่วงที่ไม่เคยรูดตลอด ๗๐๐ ปี ก็รูดรัดเท้า ในขณะนั้นทันที
ลูกนายพรานเห็นพญายูงทองนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ที่ปลายคันแล้วคิดว่า "ลูกนายพราน ๖ คน ไม่สามารถที่จะดักพญายูงทองนี้ได้ ถึงตัวเราก็ไม่สามารถดักได้ ๗ ปี วันนี้เวลาอาหารเช้า พญายูงอาศัยนางนกยูงเป็นสัตว์กระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลส จึงไม่อาจเจริญปริตรได้ แล้วมาติดบ่วงแขวนต่องแต่งเอาหัวลงอยู่อย่างนี้ แม้พญายูงทองเป็นสัตว์มีศีลถึงปานนี้ ก็ยังถูกเรากระทำให้ลำบากเสียแล้ว การน้อมนำสัตว์มีคุณเช่นนี้เข้าไปเพื่อเป็นบรรณาการแด่พระราชาจึงไม่ควรเลย เราไม่ต้องการสิ่งที่พระราชาทรงพระราชทานให้แล้ว เราจักปล่อยพญายูงทองไปเสียดีกว่า
จากนั้นก็หวนคิดว่า พญายูงทองนี้มีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง เมื่อเข้าไปใกล้แล้วอาจคิดว่าเราจะเข้าไปฆ่า และอาจกลัวตายดิ้นรนมากจนทำลายเท้าหรือปิกเสียได้ แต่ถ้าเราไม่เข้าไปใกล้แล้วตัดบ่วงให้ขาดด้วยคมศร พญายูงทองก็อาจหนีไปตามชอบใจได้ คิดดังนี้แล้ว ลูกนายพรานจึงยังคงยืนอยู่ในที่ซ่อน ยกธนูขึ้นสอดลูกศรแล้วจ้องอยู่อย่างนั้น
โดย ศาลาธรรม [16 มิ.ย. 2552 , 13:58:12 น.] ( IP = 125.27.172.17 : : )
สลักธรรม 4ฝ่ายพญายูงทองคิดว่า "พรานผู้นี้ทราบวิธีการที่จะทำให้เรากระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลสแล้วจึงดักจับได้ง่ายดาย แต่ในขณะนี้กลับไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามาจับเลย เขาซุ่มอยู่ตรงไหนเล่า "
เมื่อมองดูรอบๆ ข้างก็เห็นว่าลูกนายพรานยืนถือธนูเล็งอยู่ก็สำคัญว่า ลูกนายพรานคงคิดจะฆ่าให้ตาย จึงสะดุ้งกลัวต่อความตายเป็นล้นพ้น.
พญายูงทองจึงกว่าววอนขอชีวิตว่า "ดูก่อนสหาย ถ้าท่านคิดจับข้าพเจ้าเพราะเหตุแห่งทรัพย์แล้ว ท่านอย่าฆ่าข้าพเจ้าเลย จงจับเป็นแล้วนำข้าพเจ้าไปถวายพระราชาเถิด ท่านคงจะได้ทรัพย์มิใช่น้อยเลย"
นายพรานได้ยินคำวิงวอนแล้วจึงกล่าวปลอบว่า "เราผูกสอดลูกธนูใส่เข้าในแล่ง มิได้หมายมั่นว่า จะฆ่าท่านในวันนี้เลย แต่เราจักตัดบ่วงที่ผูกรัดเท้าท่าน พญายูงทองท่านจงสบายใจเถิด"
พญายูงทองได้ยินดังนั้นก็กล่าวว่า "ท่านจึงเพียรดักข้าพเจ้ามาถึง ๗ ปี สู้อดกลั้นความหิวกระหายทั้งกลางคืนและกลางวัน เมื่อจับได้แล้วท่านกลับจะปลดปล่อยข้าพเจ้าผู้ติดบ่วงไปเสียจากบ่วงนี้เพื่ออะไร หรือเพราะในวันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติบาตหรือ หรือว่าท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง เหตุไร ท่านจึงปรารถนาจะปลดปล่อยข้าพเจ้า ผู้ติดบ่วงออกจากบ่วง เสียเล่า"
ลูกนายพรานถามว่า" ดูก่อนพญายูง ขอท่านจงบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ข้าพเจ้าขอถามความนั้นกับท่าน และเมื่อผู้นั้นจุติจากโลกนี้แล้ว จะได้ความสุขอะไร"
พญายูงทองตอบว่า "ข้าพเจ้าขอบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ผู้นั้นย่อมได้รับความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อมไปสู่สวรรค์"
ลูกนายพรานกล่าลว่า "สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายไม่มี ชีพย่อมเข้าถึงความเป็นต่างๆ กันในโลกนี้ ผลของกรรมดีและกรรมชั่วก็ไม่มีเหมือนกัน และกล่าวว่า ทานอันคนโง่บัญญัติไว้ ข้าพเจ้าเชื่อถ้อยคำของพระอรหันต์เหล่านั้น จึงเบียดเบียนนกทั้งหลายW
(พวกชีเปลือยผู้มีวาทะว่า ขาดสูญ เป็นพวกใกล้ชิดสกุลของนายพรานนั้น พวกเหล่านั้นพากันชวนนายพราน ผู้เป็นสัตว์แม้จะพร้อมด้วย อุปนิสัยแห่งปัจเจกโพธิญาณ ให้ยึดถืออุจเฉทวาทเสียได้ เพราะสังสรรค์กับพวกชีเปลือยนั้น นายพรานนั้นจึงยึดเอาว่า ผลแห่งกุศลและอกุศลไม่มี จึงฆ่าฝูงนกเสียนักหนา อันการคบหากับคนผู้มิใช่สัตบุรุษนี้ มีโทษใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ และพรานนี้สำคัญว่า พวกนั้นเท่านั้นเป็นอรหันต์ จึงกล่าวว่าข้าพเจ้าเชื่อถือถ้อยคำของพวกอรหันต์พวกนั้น)
โดย ศาลาธรรม [16 มิ.ย. 2552 , 13:58:34 น.] ( IP = 125.27.172.17 : : )
สลักธรรม 5พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้วดำริว่า เราต้องกล่าวถึงความที่ปรโลกมีอยู่แก่เขา ทั้งๆ ที่ห้อยศีรษะลงอยู่ปลายคันนั่นแหละว่า "ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่ายๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสองนั้น อยู่ในโลกนี้หรือในโลกอื่น สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวถึง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่า เป็นเทวดาในมนุษยโลกอย่างไรหรือ
ลูกนายพรานกล่าวตอบว่า "ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่ายๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้น มีอยู่ในโลกอื่นไม่มีในโลกนี้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวถึง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่า เป็นเทวดาในมนุษยโลก"
พระมหาสัตว์กล่าวว่า "สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะว่า หาเหตุมิได้ ไม่กล่าวถึงกรรม ไม่กล่าวถึงผลแห่งกรรมดีกรรมชั่ว และกล่าวถึงทานว่า คนโง่บัญญัติไว้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้มีวาทะเลวทราม ถูกท่านทำให้เห็นผิดเสียแล้วเพราะการสอนอย่างนี้แหละ"
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวอธิบายไปเรื่อยๆ ลูกนายพรานมีความเข้าใจแล้วจึงกล่าวว่า " คำของท่านนี้เป็นคำจริงแท้ทีเดียว ไฉนทานจะไม่พึงมีผลเล่า ผลของกรรมดีกรรมชั่วก็เหมือนกัน ไฉนจะไม่มีผล อนึ่ง ทานนี้จะว่าคนโง่บัญญัติขึ้นอย่างไรได้ ดูก่อนพญายูง ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จะทำอะไร ประพฤติอะไร เสพสมาคมอะไร ด้วยตบะคุณอะไร อย่างไรจึงจะต้องไม่ไปตกนรก ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด"
พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้วดำริว่า ถ้าเราจักไม่กล่าวแก้ปัญหานี้ โลกมนุษย์จักเกิดเป็นดุจว่างเปล่า เราจักกล่าวความที่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมมีอยู่ในโลกมนุษย์แก่เขา จากนั้นจึงกล่าวว่า "มีสมณะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด ประพฤติเป็นผู้ไม่มีเรือน เที่ยวไปบิณฑบาตในเวลาเช้าในกาล เว้นจากการเที่ยวไปในเวลาวิกาล ผู้สงบระงับอยู่ในแผ่นดินนี้แน่ ท่านจงเข้าไปหาสมณะเหล่านั้นในเวลาอันควร ณ ที่นั้น แล้วจงถามข้อความตามความพอใจของท่าน สมณะเหล่านั้นก็ชี้แจงประโยชน์ในโลกนี้ และโลกหน้าให้แก่ท่านว่า ด้วยกรรมชื่อนี้จะบังเกิดในโลกมนุษย์ ด้วยกรรมนี้จะบังเกิดในเทวโลก ด้วยกรรมนี้จะบังเกิดในนรกเป็นต้น เชิญถามสมณะเหล่านั้นเถิด
ครั้นพญายูงทองกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ขู่ลูกนายพรานให้กลัวภัยในนรก และด้วยความที่เขาเป็นพระปัจเจกโพธิสัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญเต็มแล้ว มีญาณอันแก่กล้าแล้ว เป็นเหมือนดอกปทุมที่แก่แล้ว ชูก้านรอการถูกต้องของแสงอาทิตย์ เมื่อฟังธรรมกถาของพญายูง ยืนอยู่ด้วยท่าเดิมนั้นแหละ กำหนดสังขารทั้งหลาย พิจารณาไตรลักษณ์ บรรลุปัจเจกโพธิญาณ
การบรรลุของท่านและการพ้นจากบ่วงของพระมหาสัตว์ได้มีในขณะเดียวกัน พระปัจเจกพุทธเจ้าทำลายกิเลสทั้งหลายแล้ว ได้เปล่งอุทานว่า "ความเป็นพรานนี้ เราละได้แล้ว เหมือนงูลอกคราบเก่าของตน หรือเหมือนต้นไม้อันเขียวชอุ่มผลัดใบเหลืองทิ้ง ฉะนั้น วันนี้เราละความเป็นพรานได้"
โดย ศาลาธรรม [16 มิ.ย. 2552 , 13:58:54 น.] ( IP = 125.27.172.17 : : )
สลักธรรม 6ครั้นท่านเปล่งอุทานนี้แล้วก็คิดว่า เราพ้นจากเครื่องพัวพันคือกิเลสทั้งปวงได้แน่นอน แต่ในที่อยู่ของเรายังมีนกถูกกักขังอยู่มาก เราจะปลดปล่อยนกเหล่านั้นได้อย่างไรหนอ จึงถามพระมหาสัตว์ว่า "พญายูงทองเอ๋ย ในที่อยู่ของข้าพเจ้า มีนกถูกกักขังอยู่เป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักปลดปล่อยนกเหล่านั้น ได้อย่างไรละ"
อันที่จริงนั้น ญาณในการกำหนดอุบายของพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมใหญ่โตกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า พญายูงทองจึงกล่าวกับท่านว่า "ปัจเจกโพธิญาณที่ท่านทำลายกิเลสทั้งปวงเสีย แล้วบรรลุด้วยโพธิมรรคใด โปรดปรารภโพธิมรรคนั้น กระทำสัจจกิริยาเถิด ธรรมดา สัตว์อันต้องจองจำในชมพูทวีปทั้งสิ้นก็จะไม่มี"
พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงทำสัจจกิริยาว่า "ถ้าเราบรรลุโมกขธรรมแล้ว คือบรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว ขอสงเคราะห์สัตว์เหล่านั้น ในอันให้ชีวิตเป็นทาน นกเหล่าใดที่เรากักขังไว้ในนิเวศน์ วันนี้ เราให้ชีวิตแก่นกเหล่านั้น ขอนกเหล่านั้นจงพ้นจากการกักขัง ไปสู่สถานที่อยู่เดิมของตนเถิด"
ทันใดนั้น นกทั้งปวงก็พ้นจากที่กักขัง พอดีกันกับเวลาที่พระปัจเจกโพธินั้นกระทำสัจจกิริยานั่นเอง ต่างร้องร่าเริง บินไปที่อยู่ของตนทั่วกัน นอกจากนี้บรรดาสัตว์ในเหย้าเรือนทุกหนแห่ง ตั้งต้นแต่แมว เป็นต้น ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ที่ได้ชื่อว่า เป็นสัตว์ต้องกักขัง ก็มิได้มีเลย
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ายกมือลูบศีรษะ ทันใดนั่นเองเพศคฤหัสถ์ก็หายไป มีเพศบรรพชิตปรากฏแทน ท่านเป็นเหมือนพระเถระมีพรรษา ๖๐ สมบูรณ์ด้วยมรรยาท ทรงอัฐบริขาร กล่าวกับพญายูงทองว่า "ท่านนั้นเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า" จึงประคองอัญชลีแก่พญายูงทอง กระทำประทักษิณแล้วเหาะขึ้นอากาศไปสู่เงื้อมผา ชื่อนันทมูล ส่วนพญายูงก็โดดจากปลายคันแร้วไปหาอาหารแล้วกลับสู่ที่อยู่ของตนดังเดิม
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความที่ นายพรานอาศัยพญายูงพ้นจากทุกข์ได้ จึงตรัสพระคาถาว่า
นายพรานถือบ่วงเที่ยวไปในราวป่า เพื่อดักพญานกยูงตัวเรืองยศ ครั้นดักพญานกยูงตัวเรืองยศได้แล้ว ก็ได้พ้นจากทุกข์เหมือนเราพ้นได้ด้วยสยัมภูญาณแล้วฉะนั้น
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม เวลาจบสัจจธรรม ภิกษุผู้อยากสึกรูปนั้นได้ดำรงในพระอรหัต แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นปรินิพพาน ส่วนพญายูงได้มาเป็น เราตถาคต แล.
จบ มหาโมรชาดก
![]()
โดย ศาลาธรรม [16 มิ.ย. 2552 , 13:59:17 น.] ( IP = 125.27.172.17 : : )
สลักธรรม 7เป็นเรื่องที่มีคุณค่ามากเลยครับ เพราะบ่งชี้ให้เห็นถึงการวางหลักชีวิตที่ตั้งมั่นไว้ดีแล้วได้ และสามารถเสียหลักได้เช่นกัน ถ้าขาดความสำรวมในอินทรีย์นั้นๆ
ดั่งนี้แล้วจึงไม่ควรประมาทขาดสติเลย เพราะจะนำความหายนะมาสู่ชีวิตได้อย่างมากมาย
ขอบพระคุณมากๆเลยครับคุณศาลาธรรมที่นำบทความมาเตือนใจกันครับโดย ทับตะวัน [16 มิ.ย. 2552 , 16:31:13 น.] ( IP = 58.9.147.199 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |