| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การปกครองตน
สลักธรรม 1เมื่อกาลเวลาผ่านไป มนุษย์ค่อยๆ เจริญขึ้น ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจพฤติกรรมสัญชาตญาณส่วนมากก็หายไป มนุษย์เริ่มแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาตามอารมณ์ หรือ Emotion ชนิดต่างๆ
อารมณ์หมายถึงความรู้สึก สะเทือนใจชนิดต่างๆ ที่ทำให้จิตใจซาบซ่านวุ่นวายผิดปกติภาพไป และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายด้วย เช่น ความโกรธ ความรัก ความเศร้า เสียใจ ความขุ่นเคือง เป็นต้น มนุษย์ในยุคดังกล่าวนี้ ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอารมณ์อย่างสิ้นเชิง เมื่ออารมณ์ชนิดใดเข้าครองใจ ก็แสดงพฤติกรรมาออกมาจากอารมณ์ชนิดนั้น เช่น เมื่อมีสิ่งใดหรือคนใดทำให้โกรธ เขาก็แสดงความโกรธออกมาอย่างเต็มที่ แล้วก็ตรงเข้าทำร้ายสิ่งนั้นคนนั้นทันที เมื่อเกิดรักคนใดขึ้นมา ก็ตรงเข้าฉุดคร่าอนาจารทันที กลัวสิ่งใดขึ้นมา ก็แสดงความกลัวจนตัวสั่นแล้วก็วิ่งหนี เมื่อเกิดความขบขัน สนุกสนานก็หัวเราะ กระโดดโลดเต้นจนพอแก่ใจ ดังนี้เป็นต้น
พฤติกรรมเช่นนี้มีปรากฏอยู่ในสังคมชั้นสูงทั่วไป และแม้ในเด็กๆ ที่พ้นจากความเป็นทารกแล้ว ก็มีการแสดงพฤติกรรมตามอารมณ์ออกมาอย่างแจ่มชัด เช่น เด็กๆ เมื่อโกรธก็แสดงออกมาทันที มีการทุบ ต่อย ตบตี แม้แต่มารดาบิดาของตนเอง เมื่อกลัวก็แสดงกลัวออกมาตรงๆ เป็นอันว่าเด็กๆ ทำอะไรตามอารมณ์ ไม่มีการยับยั้งอารมณ์ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม รู้เห็นอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงรักษาความสงบไม่ได้ ดังมีเรื่องเล่าว่า
วันหนึ่งพ่อกับลูกเดินเกี่ยวก้อยกันไปเที่ยวเล่นตามถนน พบชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา พร้อมด้วยลูกชายเช่นเดียวกัน ลูกชายจึงถามว่า พ่อครับ เด็กคนนั้นทำไมจึงอ้วนนัก พ่อตอบว่า ก็พ่อเขาอ้วน เขาก็อ้วนเหมือนพ่อละซี แล้วก็เดินต่อไปอีก ในไม่ช้าก็มีชายอีกคนหนึ่ง พร้อมด้วยลูกเหมือนคนก่อน ลูกชายจึงถามว่า คุณพ่อครับ ทำไมเด็กคนนั้นจึงเตี้ยเหลือเกิน พ่อก็ตอบตามแบบฉบับว่า ก็พ่อเขาเตี้ย เขาก็เตี้ยเหมือนพ่อละซี ลูกชายทำหน้าฉงนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้นอย่างหน้าตาเฉยว่า เอ๊! งั้นคุณพ่อหัวล้าน ทำไมหนูไม่หัวล้านอย่างคุณพ่อล่ะ! ทำเอาคุณพ่อสะอึกไปทีเดียว นี้แสดงให้เห็นว่า เด็กๆ ทำอะไรตามอารมณ์ตามความรู้สึกนึกคิดอย่างแท้จริง
ต่อมาเมื่อมนุษย์มีจิตใจเจริญขึ้น ก็เริ่มรู้จักใช้สติปัญญาเป็นเครื่องดำเนินชีวิต รู้จักคิดค้นเหตุผลของสิ่งต่างๆ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่โพรงไม้ ถ้ำ หรือกระท่อมง่ายๆ มาเป็นตึกรามบ้านเรือน อันสะดวกสบายสวยงาม ตั้งแต่การเดินด้วยเท้าเปล่ามาเป็นรถยนต์ รถไฟ ตลอดถึงเครื่องบิน จากใบไม้ เปลือกไม้ หนังสัตว์ มาเป็นเสื้อผ้าแพรพรรณอันสวยงาม
สังคมมนุษย์เป็นสังคมไม่หยุดยั้ง มีแต่ปรับปรุงให้เจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ การพูดปากเปล่าไม่ดังพอ ก็ประดิษฐ์เครื่องขยายเสียงขึ้นใช้ อากาศร้อนก็ประดิษฐ์พัดลมขึ้นใช้ ความเจริญก้าวหน้าทั้งหมดนี้ เพราะอาศัยสติปัญญาแท้ๆ สัตว์เดียรัจฉานขาดปัญญา จึงไม่มีการปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้น หมื่นปีแสนปีเป็นมาอย่างไร เวลานี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ลิงก็ยังคงถูกคนจับมาเล่นละคร ควายวัว ช้างม้าก็ยังคงถูกมนุษย์จับมาใช้งาน ไม่เคยปรากฏว่าลิงเมืองไหนสร้างบ้านเรือนขึ้นอยู่ ไม่เคยปรากฏว่าวัวควายรวมกันตั้งสหบาลขอค่าแรงจากคน
คนเราเมื่อพ้นจากวัยเด็กแล้ว ก็ใช้ปัญญาในชีวิตประจำวันเป็นส่วนใหญ่ รู้จักยับยั้งอารมณ์ ปิดบังอารมณ์เพื่อความราบรื่นของสังคม คนป่าในสมัยก่อน เมื่อโกรธขึ้นมา อาจจะแสดงความโกรธออกมาทางหน้าตาท่าทางอย่างเต็มที่ แล้วก็ตรงเข้าพิฆาตเข่นฆ่าศัตรูโดยตรง แต่คนมีปัญญาเมื่อโกรธขึ้นมาก็รู้จักซ่อนไว้ภายใน ไม่แสดงออกมาภายนอก บางทีทั้งๆ ที่โกรธเต็มที่ก็ยังพยายามทำเป็นยิ้มอยู่ได้ การทำร้ายศัตรูก็มีพิธีรีตอง มีกลอุบายอันแนบเนียน ไม่ตรงเข้าทุบตีทันทีเหมือนแต่ก่อน เมื่อเกิดรักใคร่ขึ้นมาก็มีการใช้กลอุบายเกี้ยวพาราสี ด้วยโวหารสำนวนไพเราะ
มีการออเซาะประเล้าประโลมจนเขาเห็นใจ แล้วก็มีการสู่ขอการแต่งงานกันอย่างเป็นระเบียบ นี่เป็นวิธีการของผู้ใช้ปัญญา แต่ก็มิได้ใช้ปัญญากันทุกคนไป
บางคนอาจตกเป็นทาสของอารมณ์ แล้วใช้วิธีดึกดำบรรพ์ก็มีอยู่เสมอๆ อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันนี้เป็นยุคแห่งสติปัญญา คนได้ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ยังผลให้โลกเจริญขึ้นอย่างมากมายโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มิ.ย. 2552 , 08:30:30 น.] ( IP = 58.9.149.54 : : )
สลักธรรม 2เหตุผลกับอารมณ์
แม้ว่าเราจะได้ผ่านวิวัฒนาการมาถึงขั้นใช้สติปัญญากันแล้วก็ตาม อารมณ์ก็หาได้สิ้นบทบาทไปจากชีวิตประจำวันของเราเสียทีเดียวไม่ นักจิตวิทยายอมรับว่า คนเรายังใช้อารมณ์อยู่ในชีวิตประจำวันถึง ๗๕% มากกว่าปัญญาเสียอีก ฉะนั้น ควรจะได้ศึกษาเรื่องนี้ให้เข้าใจบ้างตามสมควร
สติปัญญาคืออะไร ?
สติปัญญา ถ้าจะพูดกันอย่างง่ายๆ ก็ได้แก่การรู้จักใช้เหตุผลในการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา พูดถึงสภาพจิตใจในขณะที่สติปัญญาครอง จิตใจจะมีสภาพสงบเป็นปกติ คล้ายกับพื้นน้ำที่ราบเรียบ การคิดซึ่งเป็นของจิตใจ ก็จะเป็นไปอย่างมีระเบียบ ลึกซึ้งสุขุมละเอียดถี่ถ้วน สภาพของจิตใจเช่นนี้ เมื่อแสดงออกมาเป็นคำพูด ก็เป็นคำพูดที่เรียบร้อย ราบรื่น น่าฟัง เมื่อแสดงออกมาเป็นการกระทำ การกระทำนั้นก็เรียบร้อยละเอียด ไม่ค่อยมีการผิดพลาด ผลงานที่เกิดจากสติปัญญาจะเป็นงานประณีตเสมอ เช่น เครื่องจักร เครื่องยนต์ เป็นต้น
อารมณ์คืออะไร ?
อารมณ์นั้นมีลักษณะตรงกันข้ามกับสติปัญญาทุกประการ จิตใจที่อารมณ์เข้าครอบครองจะผิดปกติภาพไป เช่น อารมณ์โกรธเข้าครอบครองจิตใจ จะเดือดพล่านคล้ายกับน้ำที่กำลังเดือดไม่มีความสงบ ความคิดที่เกิดจากจิตใจ เช่นนั้น จะสับสนวุ่นวาย จับต้นชนปลายไม่ติด ลำดับความคิดผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อพูดคำพูดจะรุนแรงสั่นเครือ จับต้นชนปลายไม่ติด ไม่น่าฟัง เมื่อกระทำการ กระทำจะรุนแรง เป็นไปในทางทำลายมากกว่าทางสร้างสรรค์ ผลที่ได้รับก็มักจะเป็นความย่อยยับเสียหาย ฉะนั้นอารมณ์เข้าครองใจ มักจะเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มิ.ย. 2552 , 08:35:33 น.] ( IP = 58.9.149.54 : : )
สลักธรรม 3เหตุผลกับอารมณ์เป็นศัตรูกัน
เพราะอารมณ์กับเหตุผล มีลักษณะตรงกันข้ามเช่นนี้แหละ จึงเป็นศัตรูต่อกันอย่างสำคัญ อยู่ด้วยกันไม่ได้ เมื่อเหตุผลครองใจ อารมณ์ก็อยู่ไม่ได้ เมื่ออารมณ์ครองใจ เหตุผลก็อยู่ไม่ได้ต้องหนีไป ถ้าจะเปรียบก็เหมือนมืดกับสว่าง ถ้ามีแสงสว่างแล้วมืดไม่อยู่ แม้จะปิดประตูหน้าต่างกันไว้อย่างไรๆ ก็ไม่อยู่ แต่เมื่อไม่มีแสงสว่างแล้ว มืดก็เข้ามาแทนทันที แม้จะปิดกั้นไว้ก็ไม่ฟังเสียง ต้องเข้ามาจนได้ จิตใจของคนเราเปรียบเหมือนห้อง มืดเปรียบเหมือนอารมณ์ สว่างเปรียบเหมือนเหตุผล หน้าที่ของเราคือการจัดว่าจะให้มืดหรือสว่างครองห้อง คือใจเราระหว่างมืดกับสว่างจะเลือกเอาอันไหน?
เป็นธรรมดาว่า ทุกคนชอบสว่าง ไม่ชอบมือ เพราะมืดไม่ดีหลายอย่าง เช่น เราอยู่ในห้องมืด ในเวลาไฟเสียไม่มีแสงไฟ รู้สึกว่ามันอึดอัดไม่เป็นอันทำอะไร จะเดินไปเดินมาก็ลำบาก เพราะอาจจะไปโดนอะไรเข้า เกิดการแตกเสียหายเข้าก็ได้ ทำให้เราได้รับบาดเจ็บก็ได้ จะดูหนังสือหรือทำการงานอะไรก็ไม่ได้ ถ้าขืนทำในความมืดเป็นผิดหมด
ยิ่งกว่านั้น ในความมืดยังเต็มไปด้วยภัย อาจมีสัตว์ร้าย เช่น งู หรือคนร้ายแอบแฝงเข้ามาทำร้ายเราได้ เพราะเหตุนี้ คนเราจึงไม่ชอบความมืด มีคนจำพวกเดียวที่ชอบมืด คือขโมยเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ต้องมีไฟฉายขนาดเล็กติดตัว
ส่วนสว่างนั้น ใครๆ ก็ชอบ เพราะทำให้มองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเจน จะอ่านหนังสือ เขียนหนังสือหรือทำการงานอะไรก็สะดวก อันตรายใดๆ เกิดขึ้นก็เห็นได้ มีทางป้องกันต่อสู้ได้ คนเราทุกคนมีนิสัยกลัวมืด ที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง เราอาจไปได้อย่างสบายในกลางวัน แต่พอถึงกลางคืนไปไม่ได้
การใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์
อารมณ์แต่ละชนิด มีอิทธิพลเหนือจิตใจของคนอย่างมาก ผู้ฉลาดจึงใช้วิธีเร้าอารมณ์คนเพื่อผลประโยชน์ของตน เช่น คนที่พูดดี มีเหตุผล มีวาทศิลป์ดี คู่ต่อสู้จะพยายามเร้าอารมณ์โกรธให้เกิดขึ้น เมื่อคนนั้นโกรธแล้ว ก็จะเสียสมาธิ เสียเหตุผล พูดจาไม่เป็นระเบียบ เป็นช่องทางที่จะเอาชนะได้ง่าย
มีเรื่องเล่าว่า ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจันทเถร วัดบรมนิวาส เคยเทศน์คู่กับพระราชาคณะผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ตอนหนึ่งพระเถระรูปนั้นพยายามจะต้อนท่านเจ้าคุณอุบาลีให้จน ด้วยการคาดคั้นให้ท่านชี้ตัวโทสะให้เห็น ว่าโทสะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ท่านเจ้าคุณอุบาลี ซึ่งทำท่าว่าจนในตอนแรก ได้ปฏิภาณตอบว่า ตัวความโกรธหัวล้านนิดหน่อย บังเอิญพระเถระรูปนั้นหัวล้าน ประชาชนที่ฟังต่างหัวเราะชอบใจ ท่านจึงโกรธใหญ่จนหน้าแดงก่ำ ท่านเจ้าคุณอุบาลีได้ท่าจึงบรรยายลักษณะหน้าตาความโกรธได้อย่างดี และในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม
ในการเทศนาคราวนั้น แม้การต่อสู้ด้วยกำลังกาย เช่นการชกมวย บางทีคู่ต่อสู้ก็มักจะใช้อุบายยั่วให้อีกฝ่ายหนึ่งโกรธเสียก่อน แล้วก็หาทางปราบทีหลัง ในวงการจารกรรม เขาใช้ผู้หญิงสาวๆ สวยๆ เป็นเครื่องล่อบุคคลผู้กำความลับให้เปิดเผยความลับแก่เขา เมื่อคนสำคัญเหล่านั้นเกิดความรัก ความหลงใหลขึ้นมา แล้วก็เปิดเผยความลับอย่างไม่อั้น ในการเจรจาบางครั้ง เขาก็เชิญคู่เจรจาไปรับประทานอาหาร แต่ยังไม่รับประทานจนกว่าจะตกลงกันได้ ฝ่ายหนึ่งไม่รู้ตัวเมื่อเกิดความหิวขึ้นมามากๆ ก็เลยยินยอมตกลง
มหาตมคานธีเองเคยใช้วิธีนี้มาแล้วในแอฟริกาใต้ ตอนไปเที่ยวเจรจาขอเงินบำรุงพรรค Natal Indian Congress ของเขากับพวกสมาชิก คนฉลาดรู้จักใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติต่อคนอื่น ย่อมได้ประโยชน์เสมอ แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้ไม่ฉลาดตกเป็นทาสของอารมณ์ย่อมเสียผลประโยชน์โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มิ.ย. 2552 , 08:43:39 น.] ( IP = 58.9.149.54 : : )
สลักธรรม 4การปกครองคนกับอารมณ์
การปกครองก็คือการคอยดู แล้วก็ควบคุมจัดแจงให้เป็นไปในทางที่ชอบ การปกครองมีลักษณะเหมือนการขับเกวียน ผู้ขับจะต้องนั่งมองดูเส้นทางที่จะไปดูสภาพของหนทางข้างหน้า รู้จักสภาพของเกวียน รู้จักกำลังของวัวที่ลากเกวียนแล้วค่อยๆ ขับไป คอยบังคับวัวให้เข้าลู่ทาง รู้จักหลบหลีกทางไม่ดี ขับเร็วเมื่อทางดีขึ้น ขับช้าลงเมื่อถึงทางไม่ดี รู้จักซ่อมแซมเกวียนเมื่อชำรุด รู้จักปลดปล่อยวัวให้พักเมื่อเหนื่อย ให้อาหารวัวเมื่อหิว ถ้าวัวไม่ดีก็ขายเสีย หาวัวใหม่ที่ลากเกวียนดีๆ มาเทียมแทน
ตัวของเราเปรียบเหมือนเกวียน อารมณ์และเหตุผลเปรียบเหมือนวัว สติเปรียบเหมือนคนขับเกวียนในการปกครองตน สติต้องทำหน้าที่คอยดูแลว่า ขณะนี้อารมณ์หรือเหตุผลกำลังลากเกวียนแห่งชีวิตของเรา ถ้าพบว่าเหตุผลกำลังครองใจ ก็จงขับเกวียนแห่งชีวิตไปเถิด รับรองว่าเกวียนแห่งชีวิตจะดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้ถนนแห่งชีวิตจะขรุขระก็ไม่เป็นไร เพราะเหตุผลเป็นวัวที่ดีเสมอ
แต่ถ้าทราบว่าอารมณ์กำลังครองใจให้ระมัดระวัง ถ้าเป็นไปได้ให้หยุดเกวียนชีวิตไว้เสียชั่วคราวก่อน เพราะวัวอารมณ์เป็นวัวพยศ มันจะพาเกวียนวิ่งไปอย่างบ้าระห่ำ ไม่คำนึงว่าทางชีวิตจะดีหรือไม่ ไม่คำนึงว่าเกวียนชีวิตจะอยู่ในสภาพอย่างไร ถ้าขืนปล่อยให้วัวอารมณ์ลากต่อไป เกวียนชีวิตพังแน่ ถ้าเกวียนชีวิตไม่พัง มันก็จะวิ่งเปะปะไปเหยียบคนอื่น หรือทรัพย์สมบัติของคนอื่นเสียหาย ฉะนั้นทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้คนมีสติ คือความตื่นตัวไม่เผลอ และให้มีสัมปชัญญาคือความรู้ตัว รู้ว่าเวลานี้จิตใจเรามีสภาพอย่างไร มีอารมณ์ครองหรือมีเหตุผลครอง ปากกำลังพูดอะไร กายกำลังทำอะไร ถ้ารู้ตัวอยู่เช่นนี้ คนจะรู้จักระงับยับยั้ง ไม่เผลอทำความผิดนี้ คือการปกครองตนตามหลักพุทธศาสนาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มิ.ย. 2552 , 08:48:56 น.] ( IP = 58.9.149.54 : : )
สลักธรรม 5คุณค่าของเหตุผล
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุผล (Rationality) คือคุณสมบัติซึ่งมีอยู่เฉพาะในพวกมนุษย์ และมนุษย์ได้อาศัยเหตุผลนี้เองสร้างโลกให้เจริญขึ้น เอาชนะสัตว์อื่นๆ และธรรมชาติได้ ถ้าขาดเหตุผลเสียอย่างเดียว มนุษย์ก็คงไม่แตกต่างไปจากสัตว์
พระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการมุ่งเสริมเหตุผลและปราบปรามอารมณ์ โดยเฉพาะกิเลสตัณหาทั้งหลายนั้นมิใช่อะไรอื่น คืออารมณ์นั่นเอง ต่างกันแต่ความเข้มข้นรุนแรงเท่านั้น เช่น ความโกรธอาจจะรุนแรง แต่ความหลงอาจจะอ่อนละเอียดจนสังเกตแทบไม่ได้
คำสอนทางพุทธศาสนามีหลายชั้น แต่ละชั้นก็เหมาะสำหรับปราบอารมณ์ขนาดต่างๆ เช่น
ศีลปราบอารมณ์ และการกระทำตามอารมณ์ อย่างหยาบ-รุนแรง
สมาธิปราบอารมณ์อย่างกลาง ซึ่งอยู่ภายในจิตใจ
ปัญญา ปราบอารมณ์อย่างละเอียด
เมื่อเราจะเริ่มปราบอารมณ์ ก็เริ่มด้วยศีลก่อน เพื่อปราบอารมณ์หยาบๆ ซึ่งจะเป็นภัยร้ายแรงแก่ตนและคนอื่น เมื่อรักษาศีลได้ดี อารมณ์หยาบๆ และการกระทำชั่วหยาบๆ ก็จะระงับ ทำให้ใจสงบเหมาะที่จะเริ่มขั้น ๒ คือสมาธิได้
เมื่ออบรมสมาธิได้แก่กล้าแล้ว สมาธิจะทำหน้าที่กำจัดอารมณ์อย่างกลางในจิตใจให้ระงับดับหายไป จะเหลือแต่ใจที่สะอาดสงบสุขอย่างประณีต ตามธรรมชาตินั้นใจยิ่งสงบระงับมากเท่าไร เหตุผลก็ยิ่งแจ่มใสใช้การได้ดีมากขึ้นเพียงนั้น ความแจ่มใสสว่างไสวของจิตใจนั่นเอง คือปัญญา ปัญญานี้ เมื่อเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว เราต้องพัฒนาให้มากขึ้นโดยลำดับ โดยการใช้ปัญญานั้นพิจารณาดูสภาพความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ
ปัญญายิ่งแก่กล้าขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลายมากขึ้นเท่านั้น เมื่อทราบความจริงแท้ของสิ่งต่างๆ แล้ว ก็เกิดเป็นวิชาคือความรู้จริงเห็นแจ้ง เมื่อรู้จริงเห็นแจ้งแล้ว ก็จะเกิดวิมุติ คือความหลุดพ้นจากอารมณ์ทุกชนิด เมื่อจิตใจหลุดพ้นเด็ดขาดแล้ว ก็จะเกิดความรู้ขึ้นว่าหลุดพ้นแล้ว เรียกว่าวิมุติญาณทัสสนะ จิตใจจะเหลือแต่ความสงบสุข ความสว่างไสวด้วยปัญญา และความสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดจะมาทำให้มัวหมองได้อีก ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ใดๆ อีกนั่นแล คือจุดประสงค์สูงสุดในพระพุทธศาสนา
ผู้ที่ได้บรรลุถึงขั้นนี้แล้ว ท่านเรียกว่าพุทโธ ผู้รู้แล้วบ้าง เรียกว่าอรหํ ผู้ไกลจากกิเลสบ้าง เรียกว่าขีณาสพ ผู้สิ้นอาสวะ (อารมณ์อันละเอียด) แล้วบ้าง
เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นยอดแห่งความเจริญทางจิตของมนุษย์เป็นความเจริญที่ล้ำยุค เกินหน้าความเจริญโดยธรรมชาติไปไกลทีเดียว ทั้งๆ ที่พุทธศาสนาเกิดขึ้น ๒,๕๐๐ ปีเศษมาแล้ว ในสมัยที่โลกกำลังเริ่มต้นยุคเหตุผลเท่านั้นเองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มิ.ย. 2552 , 08:56:48 น.] ( IP = 58.9.149.54 : : )
สลักธรรม 6ถ้าจะจัดแบ่งระยะความเจริญทางจิตใจของมนุษย์ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงยุคพุทธศาสนาจะได้ดังนี้
๑. ยุคที่ ๑ มนุษย์ใช้สัญชาตญาณในการดำเนินชีวิต (เวลานี้ยังมีอยู่ในสัตว์ชั้นต่ำและทารกเกิดใหม่)
๒. ยุคที่ ๒ มนุษย์ใช้อารมณ์ในการดำเนินชีวิต (เวลานี้ยังมีอยู่ในสัตว์ชั้นสูงในเด็กๆ และในมนุษย์ชั้นต่ำ)
๓. ยุคที่ ๓ มนุษย์พยายามใช้เหตุผลบ้าง แต่ก็ตกอยู่ภายใต้อารมณ์ประมาณ ๗๕ % (ได้แก่คนธรรมดาทั่วไปในสมัยปัจจุบันนี้)
๔. ยุคที่ ๔ มนุษย์ใช้เหตุผลถึง ๗๕% ใช้อารมณ์เพียง ๒๕% เท่านั้น (ยุคนี้ยังไม่มาถึง มีเฉพาะพระอริยบุคคลขั้นต้นเท่านั้น)
๕. ยุคที่ ๕ มนุษย์ปราบอารมณ์ได้เด็ดขาด ใช้เหตุผลบริสุทธิ์อย่างเดียว(ยุคนี้ยังมาไม่ถึง มีเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น)
จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันนี้ ความเจริญทางจิตใจของมนุษย์ที่ดำเนินมาโดยธรรมชาติหรือตามหลักวิวัฒนาการ เพิ่งมาถึงยุคที่ ๓ เท่านั้น แต่ทางพุทธศาสนาได้ค้นพบความเจริญถึงขั้นที่ ๕ ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายแล้ว และพุทธศาสนิกชนเป็นอันมากที่ปฏิบัติตามหลักศีลสมาธิ ปัญญาได้ครบบริบูรณ์ ได้บรรลุถึงความเจริญทางจิตใจ ขั้นที่ ๕ แล้ว
เพราะฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักพัฒนาจิตใจของมนุษย์ไว้อย่างล้ำยุคและน่าอัศจรรย์
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มิ.ย. 2552 , 09:02:30 น.] ( IP = 58.9.149.54 : : )
สลักธรรม 7
ติดตามมาศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องดีๆ ต่อ
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาฝากโดย น้องกิ๊ฟ [17 มิ.ย. 2552 , 14:54:40 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |