มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อุมมาทันตีชาดก







อุมมาทันตีชาดก ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา



วันหนึ่งอุกกัณฐิตภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้มองเห็นหญิงคนหนึ่งซึ่งประดับตกแต่งร่างกาย มีรูปร่างงดงามอย่างยิ่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ไม่อาจจะกลับใจหักห้ามได้

จำเดิมนั้นภิกษุนี้ก็เป็นผู้อ่อนแอเพราะโรค ร่างกายผ่ายผอมมีเส้นเอ็นขึ้นสะพรั่ง กลายเป็นคนผอมเหลือง เมื่อมีความไม่ยินดีในพระศาสนา ไม่ได้รับความสบายใจแม้จะอยู่ในอิริยาบถใด จึงละเว้นวัตรปฏิบัตร เว้นว่างจากการประกอบความเพียรในอุทเทส ปริปุจฉา และกัมมัฏฐาน

เมื่อถูกพวกเพื่อนภิกษุถามว่า "อาวุโส เมื่อก่อน ท่านมีอินทรีย์เปล่งปลั่ง มีสีหน้าผ่องใส แต่เดี๋ยวนี้ หาได้เป็นอย่างนั้นไม่ เพราะเหตุอะไรกันหนอ?"

ภิกษุนั้นตอบว่า "อาวุโส ผมไม่ยินดียิ่งในพระศาสนาเลย"

พวกเพื่อนภิกษุจึงกล่าวสอนว่า "อาวุโสเอย ! ท่านจงยินดียิ่งในพระศาสนาเถิด ธรรมดาว่า การอุบัติเกิดแห่งพระพุทธเจ้า เป็นสภาวะที่ได้โดยยาก การได้ฟังพระสัทธรรม และการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่ได้โดยยากเหมือนกัน

ท่านนั้นได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อปรารถนาจะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ได้ จึงละคนผู้เป็นญาติมีน้ำตานองใบหน้าแล้วบวชด้วยศรัทธาเพราะเหตุไร ท่านจึงตกไปสู่อำนาจแห่งกิเลสเล่า

ขึ้นชื่อว่า กิเลสเหล่านั้นมีทั่วไปแก่คนพาลทุกจำพวก ตั้งแต่สัตว์มีชีวิตไส้เดือนขึ้นไป มีอุปมาเหมือนผลไม้ กิเลสเหล่านั้นเป็นที่ตั้งแห่งวัตถุกาม กามเหล่านั้นแม้จะมีความยินดีน้อย ก็มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีมากอย่างยิ่ง

กามทั้งหลายเปรียบเหมือนร่างกระดูก กามทั้งหลายเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ กามทั้งหลายเปรียบเหมือนคบเพลิงหญ้า กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง กามทั้งหลายเปรียบเหมือนความฝัน กามทั้งหลายเปรียบเหมือนของที่ยืมเขามา กามทั้งหลายเปรียบเหมือนผลของต้นไม้ที่มีพิษ กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหอกและหลาว กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหัวงู

ท่านบวชแล้วในพระศาสนามานานขนาดนี้ยังตกไปสู่อำนาจของเหล่ากิเลสซึ่งเป็นเหตุกระทำความพินาศได้ถึงอย่างนี้เชียวหรือ"

โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:00:28 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เมื่อไม่สามารถจะให้ภิกษุนั้นรับเอาถ้อยคำของตนได้ จึงพากันนำไป เข้าเฝ้าพระศาสดายังธรรมสภา พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพาภิกษุผู้ไม่มีความปรารถนาจะมา ทำไม?"

ภิกษุพากันกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทราบว่า ภิกษุรูปนี้ เป็นผู้มีความเบื่อหน่าย เจ้าข้า"

พระศาสดาตรัสถามว่า "ที่เล่ามาเป็นความจริงหรือ"

เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า "เป็นความจริง พระเจ้าข้า" แล้วภิกษุเหล่านั้นก็เล่าเรื่องราวต่างๆ

พระศาสดาตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุ โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ตามพร่ำสอนซึ่งพระราชาผู้ครอบครองราชสมบัติอยู่ จนไม่ตกไปสู่อำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น ห้ามจิตเสียได้ ไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่สมควร" จากนั้นก็ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า สีวี ทรงครอบครองราชสมบัติ ในอริฏฐบุรีนคร พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์พระอัครมเหสีของพระราชาพระองค์นั้น พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายพากันขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า สีวิกุมาร

และในเวลานั้นบุตรของท่านเสนาบดีก็คลอดแล้วเช่นกัน พวกหมู่ญาติพากันตั้งชื่อเด็กนั้นว่า อภิปารกะ เด็กทั้งสองคนนั้นเป็นสหายกัน พอเจริญวัยมีอายุได้ ๑๖ ปี ไปยังกรุงตักกศิลา พอเล่าเรียนศิลปะจบแล้ว ก็พากันกลับมา ต่อมาเมื่อพระราชาได้พระราชทานพระราชสมบัติให้พระราชโอรสครอบครองแล้ว พระราชโอรสนั้นก็ทรงแต่งตั้งอภิปารกะไว้ในตำแหน่งเสนาบดี

ในพระนครนั้นมีบุตรสาวของท่านติริฏิวัจฉเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ เธอมีรูปร่างสวยยิ่งนัก เลอเลิศด้วยความงาม ประกอบด้วยลักษณะอันงดงาม ในวันตั้งชื่อหมู่ญาติได้ตั้งชื่อเธอว่า อุมมาทันตี

ในเวลาเธอมีอายุได้ ๑๖ ปี เธอมีผิวพรรณเกินล้ำหมู่มนุษย์ งดงาม น่าดูน่าชม ปานเทพยดาชั้นฟ้า พวกปุถุชนที่พบเห็นเธอเข้าทุกคนๆ คน ไม่สามารถจะตั้งสติได้ เป็นผู้เมาแล้วด้วยความเมาคือกิเลส เหมือนเมาแล้วด้วยน้ำเมา ฉะนั้น


โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:01:36 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 2

ครั้งนั้น ท่านติริฏิวัจฉะผู้เป็นบิดาของนางเข้าไปเฝ้าพระราชา แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อิตถีรัตนะอันสมควรแด่พระเจ้าแผ่นดิน ได้บังเกิดขึ้นแล้วในเรือนของข้าพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดส่ง พราหมณ์ผู้ทำนายลักษณะทั้งหลายไป ให้พิจารณาอิตถีรัตนะนั้นแล้ว โปรดจงทำตามความพอพระทัยเถิด

พระราชาทรงรับคำแล้ว ทรงสั่งพราหมณ์ทั้งหลายไปยังเรือนของท่านเศรษฐี ซึ่งได้รับการต้อนรับด้วยสักการะและสัมมานะเป็นอย่างดี และกำลังบริโภคข้าวปายาสกันอยู่

ในขณะนั้น นางอุมมาทันตี ผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพเข้าไปหาพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นพบเห็นนางเข้า ก็ไม่สามารถจะดำรงสติไว้ได้ เป็นผู้เมาด้วยความเมา คือกิเลส ไม่ได้รู้เลยว่า ตนกำลังบริโภคค้างอยู่

บางพวกก็จับคำข้าวเอาวางไว้บนศีรษะด้วยสำคัญว่า เราจะบริโภค บางพวกก็ยัดใส่ในระหว่างซอกรักแร้ บางพวกก็ทุบตีฝาเรือน พวกพราหมณ์ได้กลายเป็นคนบ้าไป

นางเห็นพราหมณ์เหล่านั้นเข้า จึงกล่าวว่า "พราหมณ์เหล่านี้นี่หรือจะตรวจดูลักษณะของเรา ท่านทั้งหลายจงลากคอพราหมณ์เหล่านั้นออกไปให้หมด" แล้วก็ให้คนรับใช้นำพราหมณ์เหล่านั้นออกไป

พราหมณ์เหล่านั้นได้รับความอับอายอย่างยิ่ง เมื่อกลับไปถึงพระราชนิเวศน์แล้วจึงกราบทูลความเท็จเพราะโกรธนางอุมมาทันตีว่า "ขอเดชะ ผู้หญิงคนนั้น เป็นหญิงกาลกิณี มิได้สมควรแก่พระองค์เลย พระเจ้าข้า"

เมื่อพระราชาทรงทราบว่า หญิงคนนั้นเป็นกาลกิณี จึงมิได้ทรงรับสั่งให้นำหญิงนั้นมา

นางอุมมาทันตีได้ทราบเรื่องนั้นแล้วจึงกล่าวว่า "พระราชาไม่ทรงรับเรา ด้วยทรงสำคัญว่า ทราบว่า เราเป็นคนกาลกิณี ขึ้นชื่อว่า หญิงกาลกิณี ย่อมไม่มีรูปร่างอย่างนี้ เป็นแน่" จึงเกิดความผูกอาฆาตในพระราชาพระองค์นั้นว่า " ช่างเถอะ ก็ถ้าว่า เราจักได้เข้าเฝ้าพระราชา ก็จักรู้กัน"

ต่อมาบิดาของนางได้มอบนางให้แก่ท่านอภิปารกะ นางได้เป็นที่รักที่ชอบใจของท่านอภิปารกะเสนาบดีอย่างยิ่ง

โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:02:08 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 3



ถามว่า ก็นางได้มีรูปร่างงดงามอย่างนี้ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร?

ตอบว่า ด้วยวิบากแห่งการถวายผ้าแดง

ในอดีตกาล นางได้บังเกิดในตระกูลที่ขัดสนอยู่ในเมืองพาราณสี ในวันมหรสพนางมองเห็นผู้หญิงทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยบุญ นุ่งผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกคำ ประดับประดาตกแต่งงดงาม กำลังเล่นกันอยู่ เป็นเหตุให้เธอต้องการจะนุ่งผ้าเช่นนั้นเล่นกับเขาบ้าง จึงบอกให้มารดาบิดาได้ทราบ

เมื่อท่านทั้ง ๒ นั้นกล่าวว่า "ลูกเอ๋ย ! พวกเราเป็นคนจนขัดสน พวกเราจะได้ผ้าอย่างนั้นแต่ที่ไหนเล่า"

นางจึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น ท่านจงอนุญาตให้เรา ทำการรับจ้างในตระกูลมั่งคั่งแห่งหนึ่งเถิด พวกนายจ้างเหล่านั้นรู้คุณของเราแล้ว ก็คงจักให้เอง"

พอนางได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาแล้วจึงเข้าไปยังตระกูลหนึ่ง กล่าวว่า "ดิฉันมาสมัครทำงานรับจ้าง เพื่อต้องการผ้าที่ย้อมด้วยดอกคำ"

พวกนายจ้างกล่าวกับเธอว่า "เมื่อเจ้าทำงานครบ ๓ ปีแล้ว พวกเรารู้คุณความดีของเจ้าแล้วจะให้แน่" นางรับคำแล้วเริ่มทำงาน

พวกนายจ้างเหล่านั้นรู้คุณความดีของนางแล้วตั้งแต่ยังไม่ครบ ๓ ปีบริบูรณ์ดีจึงได้มอบผ้าชนิดอื่น พร้อมกับผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกคำชนิดเนื้อแน่นให้แก่นาง แล้วสั่งนางว่า "เธอจงไปอาบน้ำพร้อมกับพวกสหายของเธอเสร็จแล้ว จงลองนุ่งผ้านี้ดู"

นางไปอาบน้ำกับพวกหญิงสหาย โดยวางผ้าที่ย้อมแล้วไว้บนฝั่ง ในขณะนั้นพระสาวกของพระทศพลทรงพระนามว่า กัสสปะ ถูกโจรชิงเอาจีวรไป จึงนุ่งและห่มกิ่งไม้ที่หักผ่านมาถึงยังที่นั้น

นางเห็นท่านแล้วคิดว่า "ท่านผู้เจริญรูปนี้ เห็นทีจะถูกโจรชิงจีวรไปแล้ว ผ้านุ่งของเราเป็นของหาได้ยากเพราะไม่ได้ให้ทานไว้ตั้งแต่ในกาลก่อน" จึงฉีกผ้านั้นออกเป็น ๒ ส่วน คิดว่า จะถวายส่วนหนึ่งแด่พระผู้เป็นเจ้ารูปนี้

เมื่อขึ้นจากน้ำและนุ่งผ้านุ่งสำหรับส่วนตัวแล้วจึงกล่าวว่า "ท่านเจ้าขา นิมนต์หยุดก่อน เจ้าข้า"

จากนั้นก็เข้าไปไหว้พระเถระแล้วฉีกตรงกลางผ้านั้นถวายส่วนหนึ่งแก่พระเถระ พระเถระนั้นยืนอยู่ในที่กำบังนุ่งผ้าผืนนั้นชายหนึ่งห่มชายหนึ่ง แล้วจึงเดินทางต่อไป

ทันใดนั้นเอง รัศมีแห่งผ้าได้อาบทั่วร่างพระเถระ มีแสงรัศมีเป็นอันเดียวกันดุจดังพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ นางมองดูพระเถระนั้นแล้วคิดว่า "ทีแรก พระผู้เป็นเจ้าของเราไม่งามเลย บัดนี้ งามรุ่งโรจน์ดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ เราจักถวายผ้าท่อนที่เหลือนี้แก่พระผู้เป็นเจ้านี้แหละ"

แล้วก็ถวายผ้าส่วนที่สองโดยได้ตั้งความปรารถนาว่า " ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันได้เกิดในภพต่อๆไป พึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงาม คนใดคนหนึ่งพบเห็นดิฉันแล้ว อย่าได้อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนเลย ผู้หญิงอื่นที่ชื่อว่า มีรูปสวยงามเกินกว่าดิฉันอย่าได้มีเลย"

พระเถระกระทำอนุโมทนาแล้วก็จากไป และเมื่อนางสิ้นชีวิตแล้วก็ไปเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกแล้วก็มาบังเกิดในอริฏฐบุรีนี้ ได้มีรูปร่างงดงามเหมือนอย่างที่ได้ปรารถนาไว้แล้วนั้น



โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:02:44 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 4

ต่อมาในพระนครนั้นมีงานมหรสพประจำเดือนกัตติกมาส ประชาชนทั้งหลายจึงพากันตระเตรียมจัดพระนครเพื่อวันมหรสพดังกล่าว ก่อนที่ท่านอภิปารกเสนาบดีจะไปยังที่ทำงานของตน ได้เรียกภริยาสุดที่รักนั้นมาแล้วพูดว่า "อุมมาทันตี น้องรัก ! วันนี้ เวลาค่ำคืนแห่งกัตติกมาส จะมีมหรสพ พระราชาจักทรงทำประทักษิณพระนคร เสด็จผ่านประตูเรือนของเรานี้ เป็นเรือนแรก น้องอย่าปรากฏตัวให้ พระราชาทรงเห็นนะ เพราะถ้าพระองค์เห็นน้องแล้ว จักไม่อาจดำรงสติไว้ได้"

นางอุมมาทันตีนั้นรับคำสามีว่า "ไปเถอะพี่ เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ดิฉันรู้ว่าควรทำอย่างไร" แต่เมื่อสามีไปแล้ว นางอุมมาทันตีได้สั่งนางทาสีว่า "ในเวลาที่พระราชาเสด็จมายังประตูเรือนของเรานี้ เจ้าจงบอกแก่ เราให้ทราบด้วยนะ"

ในเวลาที่พระอาทิตย์อัสดงคตแล้วพระจันทร์เพ็ญลอยเด่นขึ้นแทนที่ พระนครที่ประดับประดาตกแต่งแล้ว ดูงดงามปานเทวนคร มีประทีปลุกโพลงสว่างไสวทั่วทุกทิศ

พระราชาทรงประดับตกแต่งด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ทรงประทับบนรถม้าคันประเสริฐ แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ทรงกระทำประทักษิณพระนครด้วยยศใหญ่ เสด็จถึงประตูเรือนของท่านอภิปารกเสนาบดีเป็นเรือนแรก และเรือนของอภิปารกเสนาบดีหลังนี้แวดล้อมด้วยกำแพงสีดังมโนศิลา มีหอคอยอยู่ที่ซุ้มประตู อันประดับตกแต่งจนงามเลิศน่าดูชม

ขณะนั้นนางทาสีได้แจ้งให้นางอุมมาทันตีทราบข่าวการมาของพระราชา นางอุมมาทันตีจึงให้นางทาสีถือพานดอกไม้ แล้วตนเองก็ยืนพิงบานหน้าต่างด้วยลีลาอันงดงามดุจนางกินรีโปรยดอกไม้ใส่พระราชา เมื่อพระราชาเหลือบแลดูนาง ทันทีนั้นก็เกิดความเมาด้วยความเมาคือกิเลส ไม่อาจจะดำรงสติไว้ได้ จนไม่สามารถจะจำได้ว่า เรือนหลังนี้เป็นของท่านอภิปารกเสนาบดี

ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้วตรัสถามว่า "ดูก่อนนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และเหมือนเปลวไฟบนยอดภูเขา ดูก่อนนายสุนันทสารถี หญิงคนนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวงแหนหรือ สามีของนางมีหรือไม่ เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว "

ลำดับนั้น นายสารถีกราบทูลพระราชาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงนั้น พร้อมทั้งมารดา บิดา และสามีของนาง ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นผู้ไม่ประมาท ในประโยชน์ของพระองค์ ทั้งกลางคืนกลางวัน สามีของนางเป็นผู้มีอิทธิพล กว้างขวาง และมั่งคั่ง ทั้งเป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ข้าแต่พระราชา หญิงนั้น คือ ภรรยาของอภิปารกเสนาบดี เธอมีชื่อว่า อุมมาทันตี พระเจ้าข้า

พระราชาได้ทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว ทรงชมเชยชื่อของนางว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้หญิงคนนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดีจริงอย่างนั้น เมื่อนางมองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหล คล้ายคนบ้า"


โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:03:15 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อนางอุมมาทันตีนั้นทราบว่า พระราชาทรงหวั่นไหวพระหทัยแล้วจึงปิดหน้าต่างแล้วกลับเข้าสู่ห้อง และนับแต่กาลที่พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว พระองค์ก็ไม่ได้มีพระหทัยที่จะทรงกระทำประทักษิณพระนครเลยจึงตรัสเรียกนายสารถีมาแล้วตรัสว่า "สุนันทะสหายเอ๋ย! เจ้าจงกลับรถเถิด งานมหรสพนี้ไม่สมควรแก่พวกเรา แต่สมควรแก่อภิปารกเสนาบดี ถึงพระราชสมบัติ ก็สมควรแก่อภิปารกเสนาบดีนั้นเหมือนกัน"

จากนั้นจึงให้นายสารถีกลับรถแล้วแล่นเข้าสู่วัง เมื่อเสด็จขึ้นพระปราสาทแล้วก็ทรงบรรทมบ่นเพ้อว่า

"ในคืนเดือนเพ็ญ นางผู้มีนัยน์ตาชม้ายคล้ายเนื้อทราย ร่างกายมีสีเหมือนดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้นเราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดง เหมือนเท้านกพิราบ สำคัญว่า พระจันทร์ขึ้นสองดวง

"คราใดที่นางผู้มีหน้ากว้าง ขาวสะอาด ประเล้าประโลมอยู่ด้วยอาการอันงดงาม ชม้อยชม้ายชำเลืองดูเรา ดังจะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนางกินนรเกิดบนภูเขาในป่า ครานั้น นางผู้พริ้งเพรามีตัวเป็นสีทอง สวมกุณฑลแก้วมณี ผ้านุ่งผ้าห่มท่อนเดียว ชำเลืองดูเราประดุจนางเนื้อทราย มองดูนายพราน

เมื่อไรหนอ นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม มีแขนนุ่มนิ่ม ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ มีนิ้วมือกลมเกลี้ยง มีกระบวนชดช้อย งามตั้งแต่ศีรษะจักได้ยั่วยวนเรา

เมื่อไรหนอ ธิดาของท่านเศรษฐีติริฏิวัจฉะ ผู้มีทับทรวงอันกระทำด้วยข่ายทอง เอวกลม จักกอดรัดเราด้วยแขนทั้งสองอันนุ่มนิ่ม ประดุจเถาย่านทรายรวบรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่

เมื่อไรหนอ นางผู้มีผิวงามแดงดังน้ำครั่ง มีถันเป็นปริมณฑลดังฟองน้ำ มีอวัยวะฉาบด้วยผิวหนังเปล่งปลั่ง ดังดอกบุณฑริก จักจรดปากด้วยปากกะเรา เหมือนดังนักเลงสุราจรดจอกสุรา ให้แก่นักเลงสุรา

ในกาลใด เราได้เห็นนางผู้มีร่างกายทุกส่วนอันน่ารื่นรมย์ใจยืนอยู่ ในกาลนั้น เราไม่รู้สึกอะไรๆ แก่จิตของตนเลย

เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้สวมสอดกุณฑลมณี แล้วนอนไม่หลับ ทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนแพ้ข้าศึกมาตั้งพันครั้ง

ถ้าท้าวสักกะพึงประทานพรให้แก่เรา ขอให้เราพึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงรื่นรมย์อยู่กับนางอุมมาทันตี คืนหนึ่งหรือสองคืน ต่อจากนั้นพระเจ้าสีวิราชพึงได้รื่นรมย์บ้างเถิด

โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:03:47 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 6

พวกราชบุรุษจึงพากันไปบอกแก่ท่านอภิปารกเสนาบดีว่า "ข้าแต่นายท่าน พระเจ้าแผ่นดินทรงกระทำประทักษิณพระนคร พอมาถึงประตูบ้านของท่านแล้ว ก็เสด็จกลับวังขึ้นสู่ปราสาท"

อภิปารกเสนาบดีจึงกลับไปยังเรือนของตนแล้วเรียกนางอุมมาทันตีออกมาถามว่า "น้องรักของพี่ น้องแสดงตัวปรากฏแก่พระราชา หรือจ๊ะ"

นางตอบว่า "พี่จ๋า มีชายคนหนึ่ง ท้องใหญ่ เขี้ยวโต ยืนมาบนรถ ดิฉันไม่รู้จักชายคนนั้นว่า เป็นพระราชา หรือมิใช่พระราชา แต่เมื่อผู้คนเล่ากันว่า เป็นเอกบุรุษเป็นใหญ่ ดิฉันยืนอยู่ริมหน้าต่าง จึงได้โปรยดอกไม้ลงไป ชายผู้นั้นยืนอยู่สักครู่หนึ่งแล้วก็กลับไป"

อภิปารกเสนาบดีได้สดับคำนั้นแล้วจึงกล่าวว่า "น้องทำให้พี่ต้องฉิบหายเสียแล้วเป็นแน่"

วันรุ่งขึ้นจึงรีบไปยังพระราชนิเวศน์แต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูห้องบรรทมของพระราชา ได้ยินเสียงพระราชาบ่นเพ้อถึงนางอุมมาทันตีแล้วก็คิดว่า "พระราชาพระองค์นี้ มีจิตรักใคร่ผูกพันในน้องอุมมาทันตี ถ้าไม่ได้นางคงจักสวรรคตเป็นแน่ เราควรจะช่วยปลดเปลื้องโทษ อันมิใช่คุณทั้งของพระราชาและของเราเสีย แล้วถวายชีวิตแด่พระราชาพระองค์นี้เถิด"

จึงกลับไปสู่เรือนของตนแล้วสั่งให้เรียกคนใช้คนสนิทผู้หนึ่งมาสั่งว่า "นี่แน่ะพ่อคุณเอ๋ย สถานที่แห่งหนึ่งมีต้นไม้ใหญ่ มีโพรงอยู่ต้นหนึ่ง ท่านอย่าบอกให้ใครๆ รู้นะ ..

พอพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ท่านจงไปในที่นั้นแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ภายในต้นไม้ เราจะทำพลีกรรมที่ต้นไม้นั้น และเมื่อเรานมัสการเทวดาแล้วก็จะวิงวอนว่า ข้าแต่เทวราชาผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อมหรสพมี ในพระนคร พระราชาของพวกข้าพเจ้าไม่ยอมทรงเล่น กลับเสด็จไปยังห้องทรงบรรทมบ่นเพ้อ พวกข้าพเจ้าไม่ทราบถึงเหตุในข้อนั้นเลย พระราชาทรงมีอุปการะมากมายแก่พวกเทวดาฟ้าดิน ทรงสละทรัพย์พันหนึ่งให้กระทำพลีกรรมทุกกึ่งปี เราจักอ้อนวอนว่า จงให้ชีวิตทานแก่ราชาของพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด

ในขณะนั้นตัวท่านพึงเปลี่ยนเสียงแล้วกล่าวตอบคำอ้อนวอนของเราว่า... ดูก่อนท่านเสนาบดี ขึ้นชื่อว่า ความเจ็บไข้มิได้มีแก่พระราชาของพวกท่านเลย แต่พระองค์มีจิตผูกพันรักใคร่ในนางอุมมาทันตีผู้เป็นภรรยาของท่าน หากพระองค์ได้นาง ก็จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่ได้ก็จักสวรรคตเป็นแน่ ถ้าท่านปรารถนาจะให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ ก็จงถวายนางอุมมาทันตี แด่พระองค์เถิด.."

เมื่อเสนาบดีให้คนใช้จำเอาถ้อยคำอย่างนี้แล้ว ก็สั่งให้ไปทำตามอุบาย ครั้นวันรุ่งขึ้น ท่านเสนาบดีไปยังสถานที่นั้นแล้วก็ดำเนินการไปตามอุบายทุกประการ ครั้นท่านเสนาบดีไหว้เทวดาฟ้าดินและบอกให้พวกอำมาตย์ทราบเรื่องแล้ว จึงเข้าไปยังพระนครขึ้นไปบนราชนิเวศน์ แล้วเคาะประตูห้องบรรทมของพระราชา


โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:04:12 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 7

พระเจ้าแผ่นดินได้สติคืนมาจึงตรัสถามว่า "นั่นใคร"

เสนาบดีกราบทูลว่า "ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระองค์ คืออภิปารกเสนาบดี พระเจ้าข้า" เมื่อเสนาบดีเข้าไปถวายบังคมแด่พระราชาแล้วกล่าวว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์ เมื่อข้าพระองค์นมัสการเทวดาทั้งหลายอยู่ เทวดามาบอกแก่ข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาคลุ้มคลั่งในนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์ให้นางมาบำเรอเป็นบาทบริจาริกาประจำพระองค์เถิด "

พระราชาตรัสถามท่านเสนาบดีว่า "ดูก่อนอภิปารกะผู้สหาย แม้พวกเทวดาก็รู้เรื่องที่เราบ่นเพ้อ เพราะมีจิตรักใคร่ในนางอุมมาทันตีด้วยหรือ"

เสนาบดีทูลตอบว่า "เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า"

พระราชาทรงดำริว่า ข่าวความชั่วของเรา ชาวโลกทั้งหมดรู้กันแล้วหรือนี่ จึงทรงธรรมคือความตายมาเป็นที่ตั้งแล้วตรัสว่า "ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี ผู้สหายเอ๋ย เมื่อเราบำเรออยู่กับนางด้วยอำนาจกิเลสก็จะพึงเสื่อมจากบุญ และจะไม่ได้เป็นเทวดาผู้สมมติเทพ และเมื่อมหาชนทราบความชั่วช้าลามกนี้ก็จะพึงติเตียนเราว่า พระราชาทรงกระทำสิ่งที่ไม่สมควรเลย อีกทั้งท่านเองหากภายหลังท่านไม่ได้เห็นภรรยาอันเป็นสุดที่รักแล้ว ความคับแค้นในใจก็จะพึงมีแก่ท่าน"

เสนาบดีทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร นอกจากข้าพระบาทและพระองค์แล้วก็ไม่มีใครที่รู้เรื่องนี้ ข้าพระบาทยอมถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางให้เต็มพระหทัยปรารถนา หากนางไม่เป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์ในภายหลังพระองค์จะทอดทิ้งนางเสียก็ได้ "

พระราชาตรัสว่า "ผู้ใดย่อมทำบาป ด้วยความสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และครั้นกระทำแล้วก็ไม่สะดุ้งกลัวต่อชนเหล่าอื่น แต่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรทั้งหลายเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยฤทธิ์เหล่านั้นย่อมเห็นการกระทำนั้น แม้เทวดาก็มองดูผู้นั้นด้วยนัยน์ตาอันเหยียดหยาม"

เสนาบดีทูลว่า "ชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม ย่อมรับทานที่เป็นของผู้อื่น อันเจ้าของมอบให้แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้รับด้วย เป็นผู้ให้ในทานนั้นด้วย ได้ชื่อว่า ทำกรรมอันมีผลเป็นสุข ในเพราะทานนั้นแท้จริง "


โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:04:51 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 8

พระราชาตรัสว่า "คนอื่นใครเล่า ในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่านหรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตี ภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรง จะพึงมีแก่ท่าน"

เสนาบดีทูลว่า "ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาทโดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทยอมถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหทัยปรารถนา ข้าพระบาทขอถวายสิ่งอันเป็นที่รักแก่พระองค์ด้วยสิ่งอันเป็นที่รัก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งอันเป็นที่รักย่อมได้สิ่งอันเป็นที่รัก "

พระราชาตรัสว่า "เรานั้นจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุโดยแท้ เราไม่อาจฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้เลย"

เสนาบดีทูลว่า "ข้าแต่พระจอมประชาชน ผู้แกล้วกล้ากว่านรชนผู้ประเสริฐ ถ้าพระองค์ไม่ต้องพระประสงค์ นางอุมมาทันตีผู้เป็นของข้าพระบาทไซร้ ข้าพระบาทจะสละนาง ในท่ามกลางชนทั้งปวง พระองค์พึงรับสั่งให้นำนาง ผู้พ้นจากข้าพระบาทแล้ว มาจากที่นั้นเถิด พระเจ้าข้า"

พระราชาตรัสว่า "ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี ผู้กระทำประโยชน์ ถ้าท่านจะสละนางอุมมาทันตี ผู้หาประโยชน์มิได้ เพื่อสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ท่าน การถูกค่อนว่าอย่างใหญ่หลวงจะพึงมีแก่ท่าน แม้การใส่ร้ายในพระนคร ก็จะพึงมีแก่ท่านเช่นกัน"

เสนาบดีทูลว่า "ข้าแต่พระจอมภูมิบาล ข้าพระบาทจักอดกลั้นคำค่อนว่า คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนี้ทั้งหมด คำค่อนว่าเป็นต้นนั้น จงตกอยู่แก่ข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด"

พระราชาตรัสว่า "เราไม่ปรารถนาสิ่งที่ล่วงธรรมดาความคับแค้นใจและความทุกข์ของชนเหล่าอื่น เราผู้เดียวเท่านั้นจักเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ยังประโยชน์หน่อยหนึ่งให้เสื่อม แล้วข้ามทุกข์นี้ไป"


โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:05:44 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 9

เสนาบดีทูลว่า "ข้าแต่จอมประชาชน บุญกรรมย่อมให้เข้าถึงสวรรค์ พระองค์อย่าได้ทรงทำอันตรายแก่ข้าพระบาทเสียเลย ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใส ขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ ดังพระราชาทรงประทานทรัพย์สำหรับบูชายัญแก่พราหมณ์ทั้งหลาย"

พระราชาตรัสว่า "ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์แน่แท้ แต่เทวดาและพรหมทั้งหมดเห็นความชั่วอันเป็นไปในภายหน้าจะพึงติเตียนเราได้ "

เสนาบดีทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช ชาวนิคมและชาวชนบททั้งหมด ไม่พึงคัดค้านกรรมอันเป็นธรรมนั้นเลย ข้าพระบาทขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์"

พระราชาตรัสว่า "ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์แน่แท้ แต่ธรรมของสัตบุรุษที่ประกาศดีแล้ว ยากที่จะล่วงละเมิดได้ เหมือนเขตแดนของมหาสมุทร"

เสนาบดีทูลว่า "ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นผู้ควรของคำนับของข้าพระองค์ เป็นผู้หวังประโยชน์เกื้อกูล เป็นผู้ทรงไว้ เป็นผู้ประทานความสุข และทรงรักษาความปรารถนาไว้ด้วยว่า ยัญที่บูชาในพระองค์ย่อมมีผลมาก ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตีตามความปรารถนาของข้าพระบาทเถิด"

พระราชาตรัสว่า "เมื่อก่อนนี้ท่านได้ประพฤติธรรมทั้งหมดแก่เรา ได้บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูล และความเจริญแก่เรา แต่มาบัดนี้ท่านกลับกลายเป็นปฏิปักษ์ เอาแต่พูดถ้อยคำเป็นอันมาก ท่านอย่าบ่นเพ้ออย่างนี้เลย คนอื่นที่จะให้แสงสว่างแก่ท่านมีอยู่หรือในชีวโลกนี้ ผู้ที่จะกระทำความสวัสดีให้ท่านในเวลาอรุณขึ้นมีอยู่หรือ ถ้ามีพระราชาองค์อื่นมีจิตผูกพันรักใคร่ในภรรยาของท่าน เหมือนอย่างเราแล้วไซร้ ก็จะพึงใช้ให้คนตัดศีรษะของท่านเสีย ภายในอรุณทีเดียว แล้วชิงนางมาไว้ในพระราชวังของพระองค์ เป็นแน่ แต่เราไม่ยอมกระทำอย่างนั้น เพราะกลัวต่ออกุศลกรรม ท่านจงนิ่งเฉยเสียเถิด เรามิได้มีความต้องการนางเลย"

อภิปารกเสนาบดีพอได้สดับพระดำรัสนั้นแล้วก็ไม่อาจจะกราบทูลคำอะไรๆ อีกได้ จึงกล่าวว่า "ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เท่านั้นเป็นพระราชาผู้ประเสริฐสูงสุดแก่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งประชาชนทั้งหมด พระองค์เป็นพระราชาผู้อันธรรมคุ้มครองแล้ว เพราะทรงรักษาธรรมเป็นเครื่องวินิจฉัย ธรรมอันเกี่ยวเนื่องด้วยประเพณี และธรรมคือความสุจริต พระองค์เป็นพระราชาผู้รู้แจ้งธรรม เพราะรู้แจ้งตลอดทั่วถึงธรรมเหล่านั้น พระองค์เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม พระองค์เป็นผู้อันธรรมที่รักษาไว้คุ้มครองแล้ว ขอพระองค์จงดำรงพระชนมายุยั่งยืนยาวนานเถิด ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้รักษาคุ้มครองธรรม ขอพระองค์จงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด "

พระราชาตรัสว่า "ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี เชิญท่านฟังคำของเราเถิด เราจักแสดงธรรมที่สัตบุรุษส้องเสพแก่ท่าน

โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:06:29 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )


  สลักธรรม 10

พระราชาชอบใจธรรมจึงจะดีงาม นรชนผู้มีความรู้รอบจึงจะดีงาม ความไม่ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นความดี การไม่กระทำบาปเป็นสุข มนุษย์ทั้งหลายพึงเป็นสุข ในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ไม่ทรงกริ้วโกรธ ทรงตั้งอยู่ในธรรม เหมือนเรือนของตนอันมีร่มเงาเย็น เราย่อมไม่ชอบใจกรรมที่ทำด้วยความไม่พิจารณา อันเป็นกรรมไม่ดีนั้นเลย แม้พระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้วไม่ทรงทำเอง เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังอุปมาของเราดังต่อไปนี้

เมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่ายไปคด โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปคด ในเมื่อโคตัวผู้นำฝูงว่ายไปคดฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น

ผู้ใดได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรม จะป่วยกล่าวไปไย ถึงประชาชนนอกนี้เล่า รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม
.
เมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่ายไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปตรง ในเมื่อโคตัวผู้นำฝูงว่ายไปตรงฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น

ผู้ใดได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม จะป่วยกล่าวไปไย ถึงประชาชนนอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม

ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี เราไม่พึงปรารถนาเพื่อความเป็นเทวดา และเพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมดนี้โดยอธรรม รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เทศ มีอยู่ในมนุษย์นี้ เราจะไม่ประพฤติผิดธรรม เพราะความปรารถนารัตนะเหล่านั้น

บุคคลไม่พึงประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เป็นต้นว่า ม้า หญิง แก้วมณี หรือแม้พระจันทร์ และพระอาทิตย์ที่รักษาอยู่ เราเป็นผู้องอาจ เกิดในท่ามกลางแห่งชาวสีพีทั้งหลาย

เราจะไม่ประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เราจะเป็นผู้นำ จะเป็นผู้เกื้อกูล เป็นผู้เฟื่องฟูปกครองแว่นแคว้น จักเป็นผู้เคารพธรรมของชาวสีพี จะเป็นผู้คิดค้นซึ่งธรรม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิตของตน

โดย ศาลาธรรม [17 มิ.ย. 2552 , 14:06:50 น.] ( IP = 125.27.172.204 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org