มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศาสนากับชาวตะวันตก







ศาสนากับชาวตะวันตก

โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


คำว่าชาวตะวันตกก็หมายถึงชาวยุโรป และอเมริกา ซึ่งตรงกันข้ามกับชาวตะวันตก คือ ชาวเอเชีย เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ชาวตะวันตก เฉพาะอย่างยิ่ง อังกฤษและอเมริกา เราถือว่าเป็นชาติที่เจริญด้วยวัฒนธรรม และอารยธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานแห่งวิทยาศาสตร์ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เป็นเหตุให้เกิดการอุตสาหกรรมด้านต่างๆ การอุตสาหกรรมทำให้เกิดความรวย ความรวยทำให้เกิดอำนาจ เราจึงเรียกประเทศเหล่านี้ว่า มหาอำนาจ

ก่อนที่อเมริกาจะกลายเป็นมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ของโลกอยู่ในเวลานี้ อังกฤษได้เคยเป็นมหาอำนาจชั้นหนึ่งของโลกมาก่อนเป็นเวลานานตลอดศตวรรษที่ ๑๙ และต้นศตวรรษที่ ๒๐ แม้อเมริกาเองก็เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน อเมริกาเพิ่งจะเริ่มมีอำนาจในวงการโลก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และมีอำนาจยิ่งใหญ่จริงๆ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ส่วนศาสนาของชาวตะวันตกนั้น ก็คือ ศาสนาคริสเตียนนั่นเอง ศาสนาคริสเตียน แม้จะมีหลายร้อยนิกาย แต่หลักคำสอนขั้นมูลฐานก็เหมือนกัน คือ

มีพระผู้เป็นเจ้า หรือ God เป็นหัวใจศาสนา ถือว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นปฐมเหตุของสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาล รวมทั้งมนุษย์ด้วย

พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทรงอำนาจยิ่งใหญ่ ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างที่มีคำกล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่รอดพ้นสายตาพระผู้เป็นเจ้า แม้แต่นกกระจอกตัวหนึ่งตาย พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงรู้ คนเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไรท่านทรงทราบหมด

พระผู้เป็นเจ้าทรงพระมหากรุณา ทรงสงสารมนุษย์ จึงทรงอวตารลงมาในรูปพระเยซู เพื่อช่วยไถ่บาปมนุษย์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:28:23 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

จุดมุ่งหมายสูงสุดของคริสต์ศาสนาก็คือ สวรรค์ หรือชีวิตอันเป็นสุขชั่วนิรันดร

ข้อปฏิบัติสำคัญของคริสต์ศาสนา เพื่อให้บรรลุถึงสวรรค์ก็คือ ให้มีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า เคารพรักพระผู้เป็นเจ้า หวาดเกรงพระผู้เป็นเจ้า คนดีในคริสต์ศาสนา คือ คนที่หวาดกลัวพระผู้เป็นเจ้า เขามีศัพท์ ว่า God-Fearing man เมื่อมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ต้องปฏิบัติพระบัญญัติสิบประการ และคำสอนขั้นศีลธรรมต่างๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้ศาสดาพยากรณ์ หรือ prophets เขียนบันทึกไว้เป็นคราวๆ

ศาสนาคริสต์ถือว่ามีวิญญาณ แต่ไม่มีชาติหน้า พระผู้เป็นเจ้าสร้างวิญญาณขึ้นมาในชาตินี้เป็นชาติแรก เมื่อตายแล้วก็เลื่อนลอยรอวันพิพากษา ซึ่งเป็นวันสิ้นโลก ในวันนั้นพระผู้เป็นเจ้าจะลงมาตัดสิน ใครเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าเอาขึ้นไปอยู่สวรรค์ชั่วนิรันดร นอกนั้นให้ไปตกนรกชั่วนิรันดร

หลักใหญ่ของคริสต์ศาสนาก็มีเท่านี้ ส่วนหลักย่อยๆ มีอีกมาก ไม่อาจจำมาบรรยายให้หมดได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:29:22 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 2

ถ้าเราพิจารณาดูหลักใหญ่ของศาสนาคริสเตียนก็จะเห็นได้ว่า บางหลักก็ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ ตามประวัติศาสตร์ก็ปรากฏว่า ได้มีการขัดแย้งกันเสมอระหว่างคริสต์ศาสนากับวิทยาศาสตร์ บางคราวถึงกับเกิดการลงโทษกันอย่างรุนแรงถึงขนาดนักวิทยาศาสตร์ถูกจับเผาทั้งเป็น แม้ขณะนี้ก็ยังขัดกันอยู่ แต่การศาสนาไม่มีอำนาจเด็ดขาดเหมือนเมื่อก่อน และนักวิทยาศาสตร์ชนะอยู่แล้วเกือบทุกประตู จึงไม่มีการลงโทษอะไรกันรุนแรง

ปัญหาที่น่าคิดมีอยู่ว่า ทั้งๆ ที่ศาสนาคริสต์ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ และชาวตะวันตกได้ชื่อว่าเป็นเจ้าตำรับวิทยาศาสตร์ ทำไมจึงมีคนเคารพนับถือศาสนาคริสต์อยู่อย่างบริบูรณ์ ไม่มีการลดน้อยลงตรงกันข้าม กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเสียอีก เฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาซึ่งจัดว่าเจริญที่สุดทางวิทยาศาสตร์ คนนับถือศาสนากลับมากขึ้น ในวันอาทิตย์มีคนไปโบสถ์อย่างล้นหลาม บางโบสถ์ต้องจัดทำพิธีวันอาทิตย์ละ ๒ – ๓ รอบ โรงเรียนคริสต์ศาสนามีเด็กไปเรียนอย่างล้นหลาม พวกทำงานเกี่ยวกับทางศาสนามีรายได้งาม เช่น ศาสนาจารย์ชื่อ Roberts ในอเมริกามีรายได้เดือนละ ๑๖๖,๖๖๖ บาท ดังนี้ เป็นต้น เพราะเหตุไร? มีมูลเหตุหลายประการที่ทำให้คนยังนับถือศาสนาคริสต์ศาสนาอยู่ เช่น

ศาสนาคริสเตียนเป็นศาสนาตั้งอยู่บนพื้นฐาน คือศรัทธา หรือ faith ไม่เกี่ยวกับปัญญาหรือข้อปฏิบัติอันเข้มงวดกวดขันอะไร ขอให้มีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าก็สบายใจแล้ว โดยมากคนเราทั่วๆ ไปก็พอใจอยู่แค่ชั้นนี้ ไม่อยากคิดเหตุผลอะไรให้เมื่อยหัว เมื่อเขามีความเชื่อมั่นจริงๆ เขาก็มีความสุข ความพอใจของเขา ความเชื่อของคนนี่มันสำคัญจริงๆ ถ้าเชื่อจริงๆ แล้วมันให้ผลจริงๆ

ทุกท่านคงเคยได้ยินนิทานหลวงตากับเด็กลูกศิษย์ หลวงตาองค์นี้มีชื่อเสียงในทางทำน้ำมนต์ วันหนึ่งท่านเข้าไปเยี่ยมโยมในหมู่บ้าน ขณะนั้นปรากฏว่าผีกำลังเข้าคนคนหนึ่ง หลวงตาก็เลยใช้ให้เด็กลูกศิษย์กลับไปเอาน้ำมนต์ที่วัดลูกศิษย์ก็เป็นลูกศิษย์จอมแก่น พอไปถึงกลางทางเกิดขี้เกียจเดินไปวัด เลยตักเอาน้ำในคลองกลับไปให้อาจารย์ หลวงตาเลยเอาน้ำคลองนั้นรดคนกำลังถูกผีเข้า ปรากฏว่าผีกลัวน้ำมนต์รีบออกทันที

ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง มีหนุ่มแปลกหน้าไปเที่ยวในหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งตามปกติก็เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว เลยถูกหนุ่มในหมู่บ้านรุมซ้อมแกก็สู้สุดสามารถ เพราะมีพระดีอยู่ในกระเป๋าเสื้อ สู้พลางถอยพลางจนถึงฝั่งคลอง บังเอิญพระถูกชกหลุดกระเด็นหายไป แกเสียขวัญเกือบจะแย่อยู่แล้ว พอดีมองไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่บนทราย มีลักษณะคล้ายพระเครื่อง จึงรีบคว้ามาอมเพราะเข้าใจว่าเป็นพระของตนที่หลุดหาย ปรากฏว่าวัตถุนั้นกระโดดโลดเต้นอยู่ในปากเป็นการใหญ่ หนุ่มคนนั้นเข้าใจว่าพระช่วยตัว ก็เกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด สามารถชกศัตรูทั้ง ๓ – ๔ คนหมอบราบไปสิ้น เมื่อชกเสร็จแล้วก็นั่งลงคายพระออกมา แต่แทนที่จะเป็นพระ กลายเป็นเขียดตัวหนึ่งไปเสียฉิบ พอคายออกจากปากวางไปบนมือก็กระโดดหนีไป

นิทานทั้งสองเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นอำนาจของความเชื่อ คนที่เชื่ออะไรจริงๆ แม้สิ่งที่เชื่อนั้นจะไม่จริง ก็ได้ผลทางจิตใจตามสมควร เช่นผู้นับถือพระเจ้า เวลาตกระกำลำบากก็วิงวอนพระเจ้าให้ช่วย ถ้าบังเอิญพ้นภัยก็ดีใจ เข้าใจว่าพระเจ้าช่วยจริง ถ้าไม่พ้นก็เข้าใจว่า ตัวทำไม่ดี พระเจ้าจึงลงโทษ เป็นอันว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่มีเสีย ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ได้ค่อยมีใครโทษพระผู้เป็นเจ้า

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:29:57 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 3

เนื่องจากคริสต์ศาสนาส่งเสริมด้านศรัทธาดังนี้ คนส่วนมากซึ่งมีระดับสติปัญญาไม่สูงพอจึงเคารพนับถืออยู่อย่างสนิทใจ ถ้าจะว่าไปแล้วชาวพุทธเราไม่น้อยทีเดียวที่นับถือพุทธศาสนาเพียงขั้นศรัทธา เช่น ถืออำนาจน้ำมนต์อำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปหรือพระเครื่อง ถือบุญถือบาปว่ามีตัวตนมีจำนวนคล้ายเงินทอง ถือนรกสวรรค์ในฐานะเป็นสถานที่ไม่กล้าทำบาปเพราะกลัวตกนรก ทำบุญให้ทานเพราะอยากไปสวรรค์เป็นต้น

ถ้าเราถือพระพุทธเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่อาจบันดาลสุขทุกข์ให้ใครๆ ก็ได้ เราก็มีความเชื่อถือแบบเดียวกับชาวคริสต์ นับถือพระผู้เป็นเจ้า คือนับถือขั้นศรัทธา หรือ faith แต่การที่เราจะไปประฌามคนที่นับถือศาสนาด้วยศรัทธาอย่างเดียว ว่าเป็นผู้งมงายก็ออกจะหนักมือไป ความนับถือของคนย่อมขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญา และการศึกษาของแต่ละคน คนที่ระดับสติปัญญาน้อยหรือการศึกษาน้อย ย่อมมีความโน้มเอียงที่จะนับถือหรือเชื่ออย่างง่ายๆ ไม่ต้องใช้ปัญญามาก

คนประเภทนี้เราจะเข็นให้มานับถือด้วยปัญญาเท่าไร ก็มีทางสำเร็จได้ยาก ทางที่ดีก็คือ ปล่อยเขาไป ให้เวลาเขาอบรมปัญญาบารมีต่อไป เมื่อเขามีปัญญาแก่กล้าขึ้น เขาจะนับถือศาสนาด้วยปัญญาเอง

พุทธศาสนามีลักษณะพิเศษ คือ มีทั้งลักษณะศรัทธาหรือ Religion และลักษณะปัญญาหรือ Philosophy เหมาะสำหรับคนทั้ง ๒ ชั้น คือ ชั้นศรัทธาสำหรับผู้ยังอ่อนด้วยปัญญา ชั้นปัญญาสำหรับผู้มีปัญญาสูง ถ้าจะเปรียบพุทธศาสนาก็เหมือนเนื้อทองคำบริสุทธิ์ ที่ช่างเอามาหล่อหลอมเป็นรูปร่างบางอย่าง เช่น ตุ๊กตา เด็กๆ อาจจะยินดีพอใจแต่เพียงรูปร่างตุ๊กตา เอาไปทะนุถนอมกล่อมกอดเพราะรักรูปตุ๊กตาเท่านั้น ส่วนผู้ใหญ่ที่รู้จักคุณค่าของทอง จะมองข้ามรูปร่างของตุ๊กตานั้นไป ไปเอาใจใส่อยู่กับเนื้อทองอันบริสุทธิ์

คนที่นับถือพุทธศาสนาเพียงขั้นศรัทธา เชื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป เชื่ออำนาจน้ำมนต์เป็นต้น ชื่อว่าติดอยู่เพียงรูปร่างของตุ๊กตา แต่ผู้มีสติปัญญาและความรู้สูง รู้จักหลักคำสอนชั้นปรมัตถ์ของพุทธศาสนา ชื่อว่าได้เห็นและนิยมชมชอบเนื้อทองอันบริสุทธิ์ของตุ๊กตานั้น พวกแรกก็ไม่ควรได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามหาว่างมงาย เพราะอย่างน้อยที่สุดเขาก็ยังเคารพนับถือลักษณะหนึ่งของพุทธศาสนาอยู่ แม้จะถือลักษณะต่ำๆ ก็ยังดีว่าไม่นับถือเสียเลย หรือไปนับถือของอื่น พวกนี้เมื่อมีสติปัญญาสูงขึ้น ก็จะหันมานับถือด้วยปัญญาเองในภายหลัง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:30:17 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 4

เนื่องจากศาสนาคริสต์ตั้งอยู่บนรากฐาน คือศรัทธาดังกล่าวแล้ว และศรัทธาตามปกติก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์สะเทือนใจ หรือ emotions ชนิดต่างๆ เช่น ความกลัวภัย ความวิตกกังวล ความหวัง ความดีใจอันเนื่องมาจากผลสำเร็จชนิดต่างๆ เป็นต้น โลกเจริญขึ้นเท่าไรๆ ก็ตาม คนก็ยังเอาชนะอารมณ์เหล่านี้ไม่ได้ ดูเหมือนอารมณ์เหล่านี้ จะเจริญขึ้นเป็นเงาตามตัวเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากคริสต์ศาสนาตั้งอยู่บนรากฐาน คืออารมณ์ จึงปรากฏว่าได้รับการเคารพนับถืออยู่เป็นอย่างดีมาทุกยุคทุกสมัย

คริสตศาสนิกทุกคนกลัวอำนาจพระผู้เป็นเจ้า เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ว่าชีวิตของคนทุกคนอยู่ในกำมือของพระผู้เป็นเจ้า ท่านจะบีบก็ตายละคลายก็รอด ฉะนั้นคนจึงมีความหวาดกลัวพระเจ้าเป็นพื้นฐานของใจ ทางศาสนาเขาถือว่า คนดี คือ คนกลัวพระเจ้า

นางสาวสมใจ วิศลย์วิธีกัล ที่เคยนับถือศาสนาคริสต์อย่างเคร่งครัดมาก่อน ภายหลังได้หันมานับถือพุทธศาสนา ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “เหตุที่ข้าพเจ้ามานับถือพุทธศาสนา” ซึ่งพุทธสมาคมพิมพ์ว่า “เมื่อจบโรงเรียนแล้ว ดิฉันพยายามหาทางไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ ใจที่คิดอยากไปโบสถ์นี้มันเกิดขึ้นจากเหตุหลายอย่างด้วยกัน คือ อยากทำให้ถูกหลักเกณฑ์ตามที่พระคัมภีร์วางไว้ อยากให้พระเจ้ารัก อีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าจะลงโทษ” ดังนี้

นอกจากกลัวพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ยังกลัวภยันตรายอื่นๆ อีกรอบด้าน โลกยิ่งเจริญขึ้น ภัยอันตรายต่างๆ ดูเหมือนยิ่งมากขึ้น เช่นภัยจากระเบิดปรมาณู ระเบิดไฮโดรเจนเป็นต้น ไม่ทราบว่าเมื่อไรจะระเบิดตูมตามออกมา เมื่อมันระเบิดออกมาแล้ว ก็ไม่มีใครไม่มีอะไรในโลกที่จะช่วยได้ เมื่อไม่มีทางอื่นก็หันเข้าหาอำนาจศักดิ์สิทธิ์ลึกลับต่างๆ เช่นพระผู้เป็นเจ้า ท่านจะมีอยู่จริงหรือไม่ ไม่สำคัญ ถ้าได้มอบกายถวายชีวิตไว้กับท่านแล้ว รู้สึกเบาใจอุ่นขึ้นมาบ้าง ความกลัวนี้เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวตะวันตกหันมานับถือศาสนา

ในอเมริกา ในระยะที่สงครามเย็นกำลังติดพันกันอยู่นี้ มีคนหันมาเป็นสมาชิกของโบสถ์อย่างมากมาย สถาบันหยั่งมติชนอเมริกันได้ทำการสำรวจ โดยการออกคำถามให้คนตอบปัญหาที่ว่า หันมานับถือศาสนาเพราะเหตุไร ผลปรากฏว่า ที่หันมานับถือเพราะความกลัวความวิตกกังวล ต่อความไม่แน่นอนในอนาคต มีจำนวนมากที่สุด คือ ๓๙ %

ผมคิดว่า ถ้ามีการสำรวจในเมืองไทย ก็น่าจะได้ผลอย่างเดียวกัน ผมเองเคยสังเกตตั้งแต่เมื่อเป็นพระ ถ้าวันไหนมีการปฏิวัติรัฐประหาร มีการยิงกันตูมตาม วันนั้นบิณฑบาตรวย มีคนใส่มากเป็นพิเศษ ผู้คนกลัวตาย รีบทำบุญสุนทานเป็นการใหญ่ แต่ถ้าสงบๆ ไม่มีอะไร การบิณฑบาตก็ร่อยหรอเต็มที่ จนบางวันอกุศลจิตก็เกิดขึ้นมา คือ คิดอยากให้มีรัฐประหารทุกวัน นี้ก็เป็นเรื่องของจิตซึ่งวอกแวกเหมือนลิงช่วยไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:31:03 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 5

ความหวาดกลัวนี้ เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ เมื่อเกิดความกลัวขึ้นมา ก็ต้องหาเครื่องปลอบใจ พระพุทธเจ้าก็ทรงพบความจริงข้อนี้ และตรัสไว้ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้วว่า พหุ เว ฯลฯ มนุษย์เมื่อถูกภัยคุกคามแล้วก็ย่อมแสวงหาที่พึ่งต่างๆ ใครมีพระเจ้าก็เรียกร้องหาพระเจ้า ใครมีหลวงพ่อก็เรียกหาหลวงพ่อ

ท่านที่เคยเดินทางโดยเครื่องบิน คงเคยประสบความหวาดกลัวแบบนี้มาบ้าง คือ ขณะที่อยู่บนเครื่องบินนั้น รู้สึกหมดที่พึ่งจริงๆ ถ้าเครื่องบินตกก็ต้องตาย ไม่มีใครช่วยได้ ในยามเช่นนั้น อดที่จะเกิดความหวาดกลัวไม่ได้ เมื่อกลัวก็แสวงหาที่พึ่งทางใจ ผมเองสงบใจกราบไหว้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มารดา บิดา ครูอาจารย์ อธิษฐานให้พระคุณของท่านช่วยคุ้มครอง ปรากฏว่า สบายใจดี และปลอดภัยเรื่อยมา จะเป็นเพราะอำนาจคุณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น หรืออำนาจเครื่องยนต์เขาดีก็ไม่ทราบ

ศาสนาคริสต์ ได้ใช้ความหวาดกลัวของมนุษย์นี้เองเป็นเครื่องมือให้คนมานับถือศาสนา และเป็นเครื่องมือที่ได้ผลดีมาก นักเผยแผ่ศาสนาผู้มีชื่อในเวลานี้ เช่น Billy Graham ก็ใช้วิธีขู่ให้คนหวาดกลัวนี้เอง บางทีขณะที่เขากำลังพูด ก็มีคนจำนวนมากร้องไห้ฟูมฟายออกไปหาเขาให้เขาช่วย ไปพูดที่ไหนมีคนปฏิญาณตนนับถือพระคริสต์จำนวนพันๆ แต่ถึงกระนั้นก็ถูกหนังสือพิมพ์วิพากวิจารณ์ไม่น้อยกว่าคนหันมาเลื่อมใสศาสนา เพราะอารมณ์ที่เขาใช้วาทศิลป์รบเร้าขึ้น เมื่อคนนั้น อารมณ์ระงับลง ความเลื่อมใสก็หมดไปด้วย จะเท็จจริงแค่ไหนก็ไม่ทราบ

นอกจากความหวาดกลัวแล้ว สัญชาตญาณดั้งเดิมอีกอันหนึ่งของคนก็คือ ความหวัง คือหวังที่จะได้ จะดี จะมี จะสุข บางทีหรือบางคน มันไม่มีทางที่จะได้จริงๆ ฉะนั้น ก็สร้างความหวังขึ้นได้ โดยเอาพระผู้เป็นเจ้ามาเป็นยาบำรุงใจ พอให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ เพราะชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง เมื่อคราวไปอินเดีย ผมได้เห็นคนยากจนคนเป็นอันมาก ซึ่งต้องขอทานเขากิน ไม่มีทางที่จะช่วยตัวเองได้เลย คนเหล่านี้จะไปสอนให้เขาพึ่งตนเองไม่มีวันสำเร็จ เพราะไม่มีทางที่จะพึ่งตนเองได้จริงๆ ฉะนั้นจึงหันเข้าหาพระผู้เป็นเจ้า กราบไหว้วิงวอนด้วยหวังว่าสักวันหนึ่ง คงได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์ท่าน

อารมณ์ต่างๆ ในใจคน ทางคริสต์ศาสนาไม่ได้ถือเป็นอนุสัยกิเลส ที่ควรกำจัดให้หมดไปอย่างในพุทธศาสนา คนที่มีกิเลสหนาบางอย่าง แต่มีความเคารพเชื่อฟังในพระผู้เป็นเจ้าดีก็ไปสวรรค์ได้ พระผู้เป็นเจ้าเองตามเรื่องที่ปรากฏในพระคัมภีร์ ก็ทรงยังมีกิเลสอยู่ พระผู้เป็นเจ้าเองตามเรื่องที่ปรากฏในพระคัมภีร์ ก็ทรงยังมีกิเลสอยู่ บางครั้งก็ทรงโกรธคนนั้นลงโทษคนนี้ โปรดคนนั้นเกลียดคนนี้ให้วุ่นวายไปหมด แต่ชาวคริสต์ก็มิได้ถือว่า พระองค์เสียหายแต่ประการใด ฉะนั้น ทางคริสต์ศาสนาจึงไม่มีหลักคำสอน และวิธีการปราบปรามกิเลสอย่างละเอียดถี่ถ้วน เหมือนในพุทธศาสนา เพราะเขาไม่ถือกิเลสเป็นของเสียหาย

เช่น ความโกรธเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี และควรแสดงออกเต็มที่ในเมื่อโกรธ เพราะถ้าไปพยายามระงับจะเป็นผลร้ายแก่ระบบประสาท จิตใจของผู้นั้นเอง ฉะนั้น ชาวตะวันตกส่วนมาก เมื่อมีอารมณ์ใดๆ อยู่ในใจ เช่น โกรธ เกลียด ชอบ ชัง จึงแสดงออกมานอกหน้าอย่างเปิดเผย บางทีเราดูเขาคุยกัน แม้จะไม่รู้เรื่อง สังเกตแต่หน้าตาท่าทาง ก็พอจะอ่านจิตใจเขาได้ตลอดกาลสนทนา ฉะนั้น ชาวตะวันตกทั่วไปจึงเป็นนักแสดงหนังและละครได้ดี ชาวตะวันออกเราถือว่า กิเลสทุกชนิดเป็นของน่าควรละอาย ไม่กล้าแสดงออกมาให้ปรากฏ มีอะไรสะกดกลั้นเก็บไว้ภายใน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:31:47 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 6

ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ในสหรัฐอเมริกา มีศาสตราจารย์คนหนึ่งชื่อ Felheim ซึ่งเป็นครูผมเอง เคยปรารภกับผมว่า เวลาคุยกับพวกตะวันออก แกต้องระวังตัวขึ้นอีกเท่าตัว เพราะหน้าตาของชาวตะวันออกเป็นหน้าตา Inscrutible คืออ่านไม่ออก ไม่ทราบว่ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร นิ่งเฉย ถ้าเป็นคนไทยก็ยิ้มอยู่เรื่อย เป็นอันว่าชาวคริสต์ไม่เอาใจใส่ในเรื่องกิเลสนัก

คุณสมใจก็กล่าวรับรองไว้อีกในหนังสือเล่มเดียวกันนั้นว่า จากการเกรงกลัวอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น อาจบังคับจิตใจเรามิให้ประกอบกรรมชั่วได้ ก็เฉพาะแต่กรรมใหญ่ๆ เช่น ฆ่าสัตว์ เป็นต้น แต่กรรมเล็กๆ น้อยๆ บางครั้งก็อดทำไม่ได้ เพราะคิดว่าทำนิดๆ หน่อยๆ แค่นี้ พระเจ้าคงไม่โกรธดอก ส่วนเรื่องอนุสัยกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในสันดานแล้ว รับรองได้ว่าไม่เคยรู้เลยว่ามันมีในตัวเราทุกคน เพราะในคัมภีร์ไม่มีกล่าวไว้เลย ฉะนั้น เราจึงไม่สามารถประหารอนุสัยกิเลสได้

อีกเหตุหนึ่งที่ทำให้คริสต์ศาสนา ยังได้รับความเคารพนับถืออยู่เป็นอย่างดีก็คือว่า คริสต์ศาสนาประจำชาติบ้านเมืองเขา พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ทวด เขานับถือกันมา เขาก็ต้องนับถือ ดีไม่ดีไม่รู้ ต้องนับถือในกรณีอย่างนี้ คนเราได้เอาชาตินิยมเข้าไปแทรกกับศาสนา นับถือศาสนาเป็นเครื่องมือแบ่งชาติชั้นของคน ฉันเป็นฝรั่งต้องถือคริสต์ แกเป็นไทยต้องถือพุทธ คนไทยเราที่ถือพุทธศาสนาโดยวิธีนี้ ก็มีเป็นอันมาก บางคนไม่มีความรู้ทางศาสนาเลย แต่ก็ยืนหยัดอย่างเด็ดเดี่ยวว่าฉันเป็นพุทธ เวลามีใครมาเขียนหนังสือโจมตีศาสนาพุทธ จะเกิดไม่พอใจอย่างมาก ถึงอาจเกิดเดินขบวนประท้วงทีเดียว ฝรั่งก็เหมือนกัน

เมื่ออยู่อเมริกาผมเคยได้รับเชิญไปพูดเรื่องศาสนา ตามโบสถ์ ตามสมาคม และโรงเรียนต่างๆ หลายครั้ง ทุกครั้งที่ไปพูดรู้สึกว่าเด็กๆ ชอบใจ พูดจบแล้วมารุมล้อมถามปัญหาต่างๆ แต่สังเกตดูผู้ใหญ่ไม่ค่อยพอใจ ซึ่งก็เป็นของธรรมดา ถ้าเขามาพูดเรื่องศาสนาของเขาให้เราฟัง ถ้าเด็กๆ ของเราสนใจกระตือรือร้นอยากรู้ศาสนาเขา เราผู้ใหญ่ก็คงไม่พอใจเช่นเดียวกัน ผมเคยพูดเรื่องพุทธศาสนาให้เพื่อนร่วมห้องของผมฟัง และเขาก็เลื่อมใสมาก แต่เมื่อผมแนะนำให้เขาประกาศตัวเป็นพุทธมามกะ เขาไม่ยอม บอกว่ากลัวแม่จะเสียใจ เพราะแม่เป็นคริสตศาสนิกที่เคร่งครัด เขาไม่อยากทำให้แม่ผิดหวัง ไม่อยากเป็นลูกเนรคุณ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก

การเปลี่ยนศาสนาเป็นการเปลี่ยนชีวิตจิตใจเป็นเรื่องใหญ่ เปลี่ยนอย่างอื่นไม่สู้กระไร แต่เปลี่ยนศาสนานี่ลำบาก ผู้ที่จะทำได้ต้องเป็นผู้เสียสละจริงๆ เรื่องชาตินิยมกับศาสนานี้สำคัญ

อเมริกาเองในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อยู่ทุกวันนี้ ก็ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมืออยู่ไม่น้อย ตามปกติชาวคริสต์ทั่วไปมีความเข้าใจเป็นพื้นฐานอยู่แล้วว่า ศาสนาใดก็ตาม ถ้าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าแล้ว เป็นลัทธิป่าเถื่อน คอมมิวนิสต์ก็เป็นลัทธิไม่มีพระผู้เป็นเจ้าก็เป็นลัทธิป่าเถื่อนด้วย คนบางชั้นจึงพลอยรังเกียจหวาดกลัวด้วย นับว่าการโฆษณาของเขาได้ผลอยู่บ้าง

เหตุผลดังที่กล่าวมานี้ เป็นเหตุให้คริสต์ศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในชาวตะวันตก


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:32:12 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 7

เหตุผลอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้ศาสนาคริสต์ทรงตัวอยู่ได้อย่างเป็นปึกแผ่นก็คือ การดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์ขององค์การการศาสนาต่างๆ พระและศาสนาจารย์ของคริสต์ศาสนา เป็นผู้เสียสละแล้วเพื่อส่วนรวม เป็นผู้อุทิศชีวิตแก่พระผู้เป็นเจ้า มีความรู้ความสามารถดีทำงานอย่างเข้มแข็ง ช่วยเหลือสมาชิกของโบสถ์อย่างจริงจัง ทั้งทางวัตถุและกำลังใจ ไม่มีงานหางานให้ทำ เจ็บป่วยส่งโรงพยาบาล ออกค่ายาค่าหมอให้ ไม่มีค่าเช่าบ้านเสียให้

โบสถ์จัดโปรแกรมทุกชนิด สำหรับดึงดูดให้คนเข้าโบสถ์ มีสนามกีฬา มีโรงยิม มีสถานที่เต้นรำ และเล่นเกมต่างๆให้หนุ่มสาวไปเล่น หนุ่มๆ สาวๆ ชอบไปโบสถ์ เพราะนอกจากจะได้เต้นรำสนุกสนานแล้ว ยังอาจไปพบเนื้อคู่เข้าก็ได้

ผมเองเมื่ออยู่ที่โน่นก็ชอบไปโบสถ์ ไปดูไปสังเกตการณ์ และร่วมสนุกกับเขา เพราะเขาดำเนินงานด้านนี้อย่างเข้มแข็ง คนจึงเห็นศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เห็นว่าความเป็นอยู่ของตน ขึ้นอยู่กับศาสนาจริงๆ ศาสนากับชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หันมานับถือได้ประโยชน์ทันตาเห็น ทั้งทางวัตถุทรัพย์ ทางสังคม ทางจิตใจของเขาดี แต่เราจะนำมาปฏิบัติย่อมไม่ได้ เพราะเราถือวัด และถือพระเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง ซึ่งไม่ควรมาเกี่ยวยุ่งกับเรื่องของโลก พระมีอุดมการณ์ที่จะทำตนให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นหนีไปจากโลก ไม่ใช่จะมาจัดให้หนุ่มสาวเต้นรำบนศาลาวัด วัดไหนหรือพระองค์ไหนขืนจัดขึ้น เห็นจะหาที่อยู่ยากในเมืองไทย

เราก็พยายามทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ เท่าที่พระธรรมวินัยในศาสนาของเราจะอำนวยให้ทำได้ ซึ่งยุวพุทธิกสมาคมแห่งนี้ ก็พยายามทำอยู่แล้วอย่างเต็มที่ แต่พระหรือศาสนาจารย์ในศาสนาคริสเตียนบวชเพื่อรับใช้ประชาชนโดยเฉพาะ วัดไหนไม่จัดให้มีการเต้นรำในวัด วันนั้นก็หาคนเข้าโบสถ์ได้ยากเต็มที

อย่างไรก็ตาม แม้ศาสนาคริสต์จะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในโลกตะวันตก ก็ไม่ว่ายที่จะเผชิญปัญหาคนเหินห่างศาสนา เนื่องจากศาสนาคริสต์มีหลักคำสอนเพียงขั้นศรัทธา จึงไม่สามารถให้ความพอใจแก่ปัญญาชนได้ พวกนักวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์ นักศึกษา มีความเชื่ออย่างคลอนแคลนเต็มที

มร. ยี. เอ็ดวิน คอริงตัน ได้ทำการหยั่งเสียงในระหว่างพวกนักศึกษา โดยตั้งประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าบ้าง เกี่ยวกับคัมภีร์ใบเบิลบ้าง เกี่ยวกับคำสอนอื่นๆ ในพระคัมภีร์บ้างให้นักศึกษาตอบเป็น ๓ นัย คือ ไม่เชื่อเลย เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง และเชื่ออย่างสนิทใจ ผลเฉลี่ยปรากฏว่า ที่ไม่เชื่อเลยมีราวๆ ๒๐% เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างราว ๒๐% นอกนั้นเชื่ออย่างสนิทใจ เป็นอันว่าราวๆ ๔๐% นี้ เป็นพวกที่มีความเชื่อคลอนแคลนเต็มที

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:32:41 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 8

ส่วนมูลเหตุสำคัญ ที่ทำให้คนเหินห่างจากศาสนานี้ เขาก็ได้มีการสำรวจวิจัยเหมือนกัน มร.คอร์เนลล์เลียวได้แสดงไว้ในหนังสือชื่อ Modern Rival to Christian Faith ว่า มีมูลเหตุสำคัญ ๓ ประการ คือ ๑.วิทยาศาสตร์ ๒. ประชาธิปไตย ๓. ลัทธิชาตินิยม

วิทยาศาสตร์เป็นวิชามีเหตุผล อาศัยข้อเท็จจริงที่อาจพิสูจน์ทดสอบดูได้ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ อันอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ชีวิตทันตาเห็น เช่น ปวดศีรษะกินยาแอสไพรินเข้าไปก็หายทันที ถ้าไปมัววิงวอนพระผู้เป็นเจ้าอยู่ ก็ไม่มีทางสำเร็จ ฉะนั้น ปัญญาชนทั่วๆ ไป จึงนับถือและไว้วางใจในวิทยาศาสตร์มากกว่าพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งไม่มีใครเคยเห็นตัว

ประชาธิปไตย เป็นลัทธิส่งเสริมความต้องการขั้นมูลฐานของมนุษย์ คืออิสรภาพ เสรีภาพ สมภาพ ให้เสรีแก่มนุษย์ทุกคน ถ้ามนุษย์มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ช่วยกันปฏิบัติดีต่อกัน เคารพในสิทธิ์ของกันและกัน ก็มีความสุขสบายพอแล้ว คนประเภทนี้ได้กลายเป็นนักมนุษยนิยม หรือ Humanist ไป แทนที่จะเคารพเชื่อฟังพระเจ้า กลับมาเห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์มากกว่า

ลัทธิชาตินิยมนั้น คือ ความรักเผ่าพันธุ์ พวกพ้อง ตลอดถึงประเทศชาติที่ได้ให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ตน ศาสนาเองอยู่ได้ก็ต้องอาศัยชาติ เพราะฉะนั้น คนจึงแบ่งความเคารพนับถือไปให้ชาติมากกว่าพระผู้เป็นเจ้า

เหตุทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นมูลเหตุที่เขาสำรวจในอเมริกา จะใช้ได้กับเมืองไทยหรือเปล่ายังไม่ทราบ เพราะเราไม่เคยมีการสำรวจตรวจวิจัยอย่างเขา



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 10:33:03 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 9



ขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน..สาธุ สาธุ สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มิ.ย. 2552 , 10:06:14 น.] ( IP = 125.27.175.91 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org