มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะจากศาลาเสือพิทักษ์








ชีวิตแต่ละชีวิตต้องอยู่อย่างมีปัญหา แต่การทำความรู้จักกับความจริงให้เข้าใจว่า สิ่งนั้น ผลนั้น...เกิดขึ้นมาเป็นอย่างไร ใครได้รับ และสิ่งนั้นผลนั้น...ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่วแน่นอน ไม่มีใครดลบันดาลให้ใครเป็นอย่างไรได้

ถ้าการกระทำของเราที่ทำไปโดยขาดปัญญา ก็จะยังชีวิตให้ตกอยู่ภายใต้ความประมาท มีความกล้าเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับสิ่งที่เราไม่มีทางจะรู้เลยว่า สิ่งที่เราทำไปนั้นจะมีโอกาสสำเร็จหรือไม่

ถ้าหากสำเร็จ..เราก็มีความยินดีติดใจ เพลิดเพลิน กำหนัดในอารมณ์นั้น แล้วมีการแสวงหาต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าไม่สำเร็จ..เราก็มีความโทมนัสคือมีความรู้สึกไม่สบายใจในสิ่งนั้น ทำให้เราเกิดทุกข์ ไม่มีความสุขในชีวิต ทำให้เราต้องตะเกียกตะกาย ดิ้นรน ไขว่คว้า แสวงหามาเพื่อบำรุง ดูแล และบำบัดในอารมณ์ต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [18 มิ.ย. 2552 , 14:09:13 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ชีวิตก็มีอยู่แค่นี้ มีอะไรบ้างในชีวิต มีแต่การ พบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก

เมื่อเราเกิดมาก็ต้องพบ ต้องเห็นสิ่งแปลก ๆ แล้ว ก็จดจำเอาไว้ แล้วก็เพ้อคลั่งในสิ่งที่ตนเองอุปาทาน

พอได้พบจนเพ้อแล้วก็เพียรเอาชีวิตผูกพันกับสิ่งที่เพ้อเอาไว้ จับจอง ยึดมั่น

เสร็จแล้วก็พลัดพราก .. เราไม่ตายจากเขา เขาก็ตายจากเราไป เราไม่ตายจากมัน สิ่งนั้นมันก็ต้องจากเราไป

มีอยู่แค่นี้ คือ พบเพ้อ เพียรผูก พลัดพราก แล้วชีวิตแท้ ๆ คืออะไร คือ ทุกข์แท้ แปรผัน เน่าเหม็น แล้วก็แตกดับ

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มิ.ย. 2552 , 14:19:41 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 2




ชีวิตเกิดมาเป็นทุกข์แท้ เพราะในชีวิตนั้นมีแต่ความแปรผัน เดี๋ยวอย่างนั้น เดี๋ยวอย่างนี้ เกิดขึ้น เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เสร็จแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เรากินเข้าไปว่าดีว่าอร่อย มันก็ต้องบูดเน่า เน่าเหม็น อารมณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี อะไรก็แล้วแต่ มันก็ต้องแตก แล้วก็ดับลงไป หาความเที่ยงแท้ไม่ได้ เพราะชีวิตนั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจของอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง

ทุกขัง คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

อนัตตา คือ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้

ลองถามตัวเองดูบ่อย ๆ ว่า ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเรามีอะไรบ้าง แต่ละคนเก็บอะไรเข้าไปบ้าง เก็บความรู้สึก ชอบ ชัง ผิดหวัง เสียใจ อาดูรกับสิ่งที่หมดไป มีความสะเทือนใจ คับแค้นใจ อึดอัดใจ กลุ้มใจ สารพัด ความรู้สึกเหล่านี้จึงเป็นเหตุใหญ่ที่สร้างความว้าเหว่เงียบเหงาให้กับชีวิต

ความเหงาเป็นสภาพทางธรรมชาติชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา สภาวธรรมนั้นก็คือกิเลสชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เหมือนกับความโลภ ไม่เหมือนกับความโกรธ ไม่เป็นสภาวะที่เหมือนกับความหลง ไม่เหมือนกับความอิจฉา หรือความฟุ้งซ่อนความรำคาญใจ แต่ปัจจัยของความเหงานั้นก็คือความปรารถนาของเราอันเกิดจากจิตที่ได้รับอารมณ์เอาไว้

เช่น เมื่อมีความพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรัก จิตก็เก็บอารมณ์อันนั้นเอาไว้ เมื่อเราต้องการอย่างหนึ่ง แต่เราไม่สมหวัง เราก็เก็บอารมณ์อันนั้นเอาไว้ นี่แหละ คือความหลงผิดที่ว่า สิ่งเหล่านั้นเราต้องได้

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มิ.ย. 2552 , 14:20:01 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 3




พื้นฐานของจิตใจของเราเปรียบเสมือนผ้าสีดำ ด้วยอำนาจของความทุกข์และความเศร้าหมองอันเกิดจากรูปนามขันธ์ห้าเป็นมูลราก

เวลาที่ทำดี....ก็เปรียบเสมือนเอาสีขาวหยดลงไปในผ้าดำเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง ไม่สามารถทำลายให้สีดำหมดไป แต่ก็มีเปอร์เซ็นต์มากพอที่คนอื่นจะเห็นได้ เมื่อมีคนมาเห็นและสรรเสริญ เราก็จะนึกว่าเราทำดีแล้ว เพราะจุดขาวที่ไปอยู่บนผ้าดำนั้นมันเด่นชัด แต่อย่าลืมว่าเรายังไม่สามารถทำลายสีดำและกระจายพื้นที่สีขาวให้กว้างออกไปได้ ฉะนั้น ความดำจึงยังคงมีปริมาณมากอยู่นั่นเอง แต่เรามองไม่เห็น เพราะมัวแต่เพ็งเล็งจุดเล็กๆ สีขาวนั้นเอาไว้

เวลาเราทำอะไรไม่ดี .... เราไม่อยากให้คนอื่นรู้ เราปิดบังอำพรางซ่อนเร้นเพราะกลัวว่าเขาจะโกรธเรา และต้นเหตุที่ทำให้เรากลัวว่าเขาจะโกรธก็เพราะเรามีความปรารถนา มีความต้องการอยู่เป็นนิจ คือ ต้องการให้เขารัก ต้องการสิ่งดีๆ ต้องการสมความปรารถนา

ทุกอย่างนี้มีเกิดขึ้นมาในจิตใจของเราตั้งแต่เล็กจนโต หลีกหนีไม่พ้นเลย ต้องการความรู้ ต้องการสิ่งที่ดี ต้องการเพื่อนดี ต้องการครอบครัวดี ต้องการลูกที่ดี ต้องการรูป รส กลิ่น เสียงที่ดี

ดังนั้น ถามว่าในชีวิตของเรา มีบ้างไหมที่เรากระทำพฤติกรรมออกไปโดยปราศจากความต้องการ เราต้องการทั้งนั้น เช่น เราอยากดูทีวี มีใครบ้างไม่อยากดูทีวี แต่เปิดทีวีแล้วนั่งมอง ไม่มี ความปรารถนาเป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำออกมา

ด้วยอำนาจของสภาวธรรมที่พูดถึงนี้อันได้แก่ตัณหา เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์จึงเป็นสาเหตุที่ทำความรู้สึกเช่นนั้นให้เกิดขึ้นในจิตใจของปุถุชน เมื่อเราไม่สามารถสนองตอบความต้องการคือตัณหาได้ ความว้าเหว่จึงเกิดขึ้นในจิตใจของเรา ทำให้รูปร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากจิตใจเป็นนามธรรมย่อมทำให้รูปธรรมผันแปรไปได้ตามลักษณะของนาม

ยกตัวอย่างง่ายๆ ตามธรรมดาคนเรามีใบหน้าปกติ แต่ถ้าจิตสั่งให้ปากเบี้ยว รูปจึงจะออกมาได้ รูปทำอะไรออกมาเองไม่ได้ต้องอาศัยนามเป็นตัวสั่ง ยกมือก็ต้องมีเจตนา มีจิตสั่งให้ยกมือ เราจึงยกมือได้ เรานั่งอยู่ เราบอกไม่ยกมือ ไม่ยกมือ แล้วมือยกขึ้นได้ไหม-ไม่ได้ ไม่ยกมือ แล้วมือยกขึ้นได้นี่อาจจะมีผีเข้า

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มิ.ย. 2552 , 14:20:18 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 4




คนขี้เหงาเป็นคนที่มากไปด้วยความต้องการ มีตัณหาจัด มีความปรารถนาอยู่เรื่อย ๆ คือ ความไม่รู้จักพอ ไม่หาคำว่า “พอดี”

มาดูคำว่า พอดี ที่เราพูดกันอยู่ว่าพอดีแล้ว เราไม่ได้แปล ไม่ตีให้ออก ก็ไม่สามารถสร้างความพอดีได้ พอดีอยู่ตรงไหน... อยู่ตรงที่ รู้จักพอแล้วจึงดี ไม่ใช่หาดีแล้วจึงพอ

เช่นเดียวกับที่ถามว่า เมื่อไหร่จะหายฟุ้งซ่าน เราอยากจะหายฟุ้งซ่านก็ต้องมาดูว่าฟุ้งซ่านเป็นอย่างไร ฟุ้งซ่านคือการที่จิตระลึกนึกไปถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วและยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่ความจริงเลย เราก็รู้แล้วว่าความฟุ้งซ่านเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และยังไม่เกิดในอนาคต แต่ปัจจุบันนี่ยังไม่มี

เพราะฉะนั้น วิธีแก้ไขความฟุ้งซ่านก็คือการกำหนดสติ มีสติรู้ว่า นี่คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราหวั่นไหวไปเอง หวั่นไปในอดีตและไหวไปในอนาคต เมื่อเรามีสติเกิดขึ้น ความฟุ้งซ่านก็จะลดลงจนหายไปได้ นั่นคือการแก้ แต่ถ้าไม่รู้ก็แก้ไม่ได้

หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาแบ่งอารมณ์ออกเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทที่น่าพอใจเรียกว่า อิฎฐารมณ์ กับประเภทที่ไม่น่าพอใจ เรียกว่า อนิฏฐารมณ์

ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาไปเรามีอารมณ์อยู่ ๒ อย่างจากการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส ได้นึกคิด ไม่มีอะไรมากไปกว่าความพอใจและไม่พอใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มิ.ย. 2552 , 14:20:36 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 5




เราดูได้เลยว่า เวลาที่เราโกรธใคร เราก็ปลีกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง ซึ่งลึก ๆ แล้วในตอนนั้นเราเหงาเพราะเราขาดการคุย เมื่อเราเก็บอารมณ์นั้นไปคิด พิจารณา ใคร่ครวญในมูลเหตุแต่ไม่ได้คิดด้วยปัญญา ก็อาจจะเกิดความโทมนัสเกิดขึ้น แล้วก็อยากจะหนีหรือทำลายอารมณ์นั้นให้หมดสิ้นไป

ไม่มีใครที่มีความทุกข์แล้วจะยอมรับความทุกข์ไว้ ..มันต้องหาทางออก อยากจะให้ความทุกข์นั้นหมดไปด้วยการแสวงหาอารมณ์ที่พอใจ เช่น บางคนกลุ้มก็กินเข้าไป พอหายกลุ้มเรื่องนั้นก็มากลุ้มเรื่องใหม่อีกแล้วเพราะเกิดอ้วน กลุ้มต่อไปเรื่อยเลย

พระพุทธศาสนาสอนให้เรารู้กว้าง เมื่อรู้กว้างก็เอาความกว้างมาผสมผสาน แล้วจับจุดแก้ไขด้วยการ “อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรระวังคำพูด”

แต่ทุกวันนี้เราอยู่คนเดียวเราไม่ระวังความคิดอยู่กับหมู่มิตรเราไม่ระวังคำพูด จึงตกอยู่ในสถานการณ์ “เรื่องมาก กลุ้มมาก เหงามาก เบื่อมาก เซ็งมาก แล้วก็เวลาว่างไม่ค่อยมี”

บางคนหลังเกษียณแล้วเกิดเบื่อ กลุ้มอกกลุ้มใจ หรือลูกไม่เอาใจใส่แล้ว ก็หาทางถืออุโบสถศีล ไปหาสังคมใหม่ ไปหาคนแก่ ๆ ด้วยกันเป็นเพื่อน หาพวกที่ไร้ญาติเป็นเพื่อน แต่หารู้ไม่ว่าการที่คนเราไปในสถานที่หนึ่งนี่ก็คือการไปหาความคุ้นเคยใหม่คือยอดญาตินั่นเอง

บางคงแก้ปัญหาด้วยการปลงยอม เช่น ไปสวดมนต์ไหว้พระ เข้าวัดเข้าวา หรือทำสมาธิ ปลงเสียเถอะชีวิตนี้ ทำสมาธิดีกว่า ไม่มีใครเขารักเราแล้ว เหงาขึ้นมาจึงเอาอย่างอื่นมาข่มเขาเรียกว่าปลงยอม แต่ไม่ใช่ปลงสู้ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์เพราะพระพุทธองค์มิได้ทรงปรารถนาให้เราปลงยอม

พระพุทธองค์มิได้สอนให้เราหนีภัยแต่ให้ปลงสู้ด้วยการรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน คือมีหลักในการดำรงชีวิต และให้แนวทางในการเจริญปัญญาเพื่อเข้าไปสัมผัสกับความจริงอย่างรู้เท่าทัน

เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็ไม่ต้องทำอะไร หยุดอยู่กับที่ ไม่หนี ไม่สู้ ดูเฉย ๆ เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง มันต้องผ่านผ่านไปเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มิ.ย. 2552 , 14:20:54 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 6




นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังทรงสอนให้เราเอาความเมตตากรุณามาทำลายความอยากและความตระหนี่ถี่เหนียวของเราออกไป เพราะความอยากกับความตระหนี่ถี่เหนียวก็เป็นพืชเชื้อทำให้เราไม่มีใครคบ

พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักการดำเนินชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา อาชีพการงาน ตลอดจนการปฏิบัติธรรมให้สำเร็จมรรคผล นิพพาน หลักแห่งความเจริญที่จะนำไปสู่ความรุ่งเรืองเรียกว่า จักร หมายถึงธรรมที่ประดุจล้อทั้ง ๔ ของรถที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางได้ มี ๔ ประการ

ปฏิรูปเทสวาสะ หมายถึง เลือกอยู่ในที่ที่เหมาะสม บางคนเข้าใจว่าต้องมีบ้านอยู่ในที่ที่เหมาะสม คำจำกัดความนี้ไม่ได้คลุมแค่คำว่า “บ้าน” เท่านั้น แต่เป็นการเลือกหาแหล่งที่อยู่ ที่เรียน หรือที่ดำเนินชีวิตให้เหมาะสม

สัปปุริสูปัสสยะ หมายถึง การเสาะแสวงหา เสวนากับคนดี คือรู้จักคบหาคนดี รู้จักเลือกหมู่คณะและบุคคลผู้มีความรู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่สามารถเกื้อกูลแก่การแสวงหาธรรมะสร้างความเจริญให้แก่ชีวิตได้ เพราะน้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน

การคลุกคลีกับหมู่คณะใดมาก ๆ จิตใจจะโน้มน้าวไปเป็นเส้นทางสายเดียวกัน อยู่ใกล้กับอะไร ความโน้มเอียงของจิตใจก็จะไปยึดติดกับสิ่งนั้น ดังนั้น การที่เราเลือกคบคนดี ชีวิตของเราก็จะไปในทางที่ดีด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มิ.ย. 2552 , 14:21:10 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 7




ทุกคนเกิดมาพร้อมจะเข้าเมืองตาหลิ่วและหลิ่วตาตามกันเสมออยู่แล้ว เราจึงต้องเลือกหมู่คณะและเลือกบุคคลที่ควรคบได้แก่ผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่ฉลาดรอบรู้ และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเฉพาะผู้ที่ฉลาดรอบรู้ที่ดีก็คือ ผู้ที่สงบ มีความสำรวมทั้งกาย วาจา และใจ

ดูจากการพูดของเขาได้ คนพูดมาก ผิดมาก ไม่พูดเลย ไม่ผิดเลย และคนพูดน้อย พูดชัดถ้อยกระทงความ ไม่ชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่หมิ่นประมาทดูถูกใคร คนเช่นนั้นน่าเคารพและน่านับถือ น่าคบหาสมาคมนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

อัตตสัมมาปณิธิ หมายถึง การตั้งตนไว้ถูกวิถี ผู้ใดก็แล้วแต่ตั้งตนไว้ถูก ก็จะสร้างความเจริญ นำไปสู่ความรุ่งเรืองได้ ในที่นี้ได้แก่ การดำรงตนมั่นอยู่ในธรรม คุณงามความดีนั่นเอง และดำรงชีวิตที่ถูกที่ต้องด้วยการเป็นผู้มีเป้าหมายในชีวิตจะทำอะไรต้องมีเป้าหมาย อย่าเป็นคนหลักลอย ปล่อยให้พระพายพัดไปที่นั่น พัดไปที่นี่ และเป้าหมายที่ดีที่สุดก็คือมรรถผล นิพพาน จึงอย่าตกเป็นทาสของกิเลสจนโงหัวไม่ขึ้น

ปุพเพกตปุญญตา หมายถึง ได้สร้างสมคุณความดีเตรียมไว้พร้อมก่อนแล้ว มีพื้นเดิมดี คือ มีทุนที่เตรียมไว้พอสมควรโดยอาศัยเหตุอดีตกับอาศัยเหตุปัจจุบัน ถ้าในอดีตทำมาดี มีมันสมอง มีสติ มีปัญญา แต่ปัจจุบันนี้ไม่ดูแล ไม่ส่งเสริม ร่างกายก็สึกหรอ จึงต้องกินให้พร้อมโดยถือหลักว่า ไม่เลือก กินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อย อิ่มได้เหมือนกัน อย่าทำตามเขาโดยไม่ดูตัวเอง เราจะแย่

เราเรียนธรรมะให้เกิดความเข้าใจไว้เป็นทุนเดิม เพื่อจะต้อนรับความสำเร็จในอนาคต เวลาเราปฏิบัติเราก็จะได้เข้าใจว่าจุดนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าไม่เรียนเลยพอปฏิบัติก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ต้องให้คนอื่นช่วยเหลือ

จึงต้องมีภูมิธรรมความชำนาญ ความรอบรู้เป็นทุนเดิมไว้ เมื่อประสบแล้วจะได้เอาความรู้ที่มีอยู่แล้วไปตัดสินได้


โดย น้องกิ๊ฟ [18 มิ.ย. 2552 , 14:21:28 น.] ( IP = 125.27.175.130 : : )


  สลักธรรม 8

ขออนุโมทนาและขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ
ได้มาอ่านครั้งใด ใจก็สงบใจได้ง่าย

ได้มาทบทวนชีวิตบ่อยๆ ทำให้หยุดความดิ้นรนของใจไปบ้าง


ทำให้รำพึงว่า..หากชีวิตไม่มีธรรมะเข้ามาคุ้มครองใจเรา ชีวิตคงน่ากลัวกว่านี้

เพราะกระแสโลก กระแสสังคม ตามเฝ้ามองแล้ว
เรื่องของการพัฒนาใจ ดูจะน้อยลงเรื่อยๆ

โดย น้องอุ๊ [18 มิ.ย. 2552 , 18:48:15 น.] ( IP = 125.24.61.230 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org