| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กุททาลชาดก
สลักธรรม 1
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนปลูกผัก ได้นามว่า "กุททาลบัณฑิต" ท่านกุททาลบัณฑิต กระทำการฟื้นดินด้วยจอบ เพาะปลูกพืชพันธ์และผัก มีน้ำเต้า ฟักเขียว ฟักเหลือง เป็นต้น และเก็บผักเหล่านั้นขายเลี้ยงชีพ
ท่านกุททาลบัณฑิตนั้นนอกจากจอบเล่มเดียวนี้แล้วทรัพย์สมบัติอย่างอื่นก็ ไม่มีเลย อยู่มาวันหนึ่งท่านคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช
ในวันที่บวชนั้นท่านซ่อนจอบนั้นไว้ในที่ซึ่งมิดชิด แล้วบวชเป็น แต่เมื่อหวนนึกถึงจอบเล่มนั้นแล้วก็ไม่อาจตัดความโลภเสียได้ เลยต้องสึกเพราะอาศัยจอบกุด ๆ เล่มนั้น
แม้ในครั้งที่ ๒ ครั้ง ที่ ๓ ก็เป็นอย่างนี้ เก็บจอบนั้นไว้ในที่มิดชิด บวช ๆ สึก ๆ รวมได้ถึง ๖ ครั้ง ในครั้งที่ ๗ ได้คิดว่า เราอาศัยจอบกุด ๆ เล่มนี้ ต้องสึกบ่อยครั้ง คราวนี้เราจักขว้างมันทิ้งเสียในแม่น้ำใหญ่แล้วบวช
จากนั้นก็เดินไปยังริมฝั่งแม่น้ำแล้วก็คิดว่า ..ถ้าเรายังเห็นที่ตกของมัน ก็จะต้องอยากงมมันขึ้นมาอีก" คิดดังนี้แล้วก็จับจอบที่ด้าม ควงจอบเหนือศีรษะ ๓ รอบด้วยกำลังที่มีอยู่ดังช้างสาร หลับตาขว้างลงไปกลางแม่น้ำ แล้วบันลือเสียงกึกก้อง ๓ ครั้งว่า "เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว"
ในขณะนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงปราบปรามปัจจันตชนบทราบคาบแล้ว กำลังเดินทางกลับจึงได้ทรงสนานพระเศียรในแม่น้ำนั้น ประดับพระองค์ด้วยเครื่องอลังการครบเครื่อง เสด็จพระดำเนินโดยพระคชาธาร
แต่เมื่อได้ยินเสียงของพระโพธิสัตว์ที่ตะโกนก้องเช่นนั้นแล้วก็ทรงระแวงพระทัยว่า บุรุษผู้นี้กล่าวว่า เราชนะแล้ว ใครเล่าที่เขาชนะ จงเรียกเขามา แล้วมีพระดำรัสสั่งให้เรียกมาเฝ้า
โดย ศาลาธรรม [21 มิ.ย. 2552 , 21:25:11 น.] ( IP = 58.9.93.63 : : )
สลักธรรม 2
แล้วมีพระดำรัสถามว่า "ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ เรากำลังชนะสงคราม กำความมีชัย มาเดี๋ยวนี้ ส่วนท่านเล่าชนะอะไร ?"
พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราช ถึงพระองค์จะทรงชนะสงครามตั้งร้อย ครั้งตั้งพันครั้ง แม้ตั้งแสนครั้ง ก็ยังชื่อว่าชนะไม่เด็ดขาดอยู่นั่นเอง เพราะยังเอาชนะกิเลสทั้งหลายไม่ได้ แต่ข้าพระองค ์ข่มกิเลสในภายในไว้ได้ เอาชนะกิเลสทั้งหลายได้"
พระโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาไปก็มองดูแม่น้ำไป ยังฌานมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ให้เกิดขึ้นแล้ว นั่งในอากาศด้วยอำนาจของฌานและสมาบัติ และ เมื่อจะแสดงธรรมถวายพระราชา จึงกล่าวคาถาความว่า
"ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว กลับแพ้ได้นั้น มิใช่ความชนะเด็ดขาด
ส่วนความชนะที่บุคคลชนะแล้ว ไม่กลับแพ้นั้นต่างหาก
จึงชื่อว่าเป็นความชนะเด็ดขาด"
ในขณะที่พระราชาทรงสดับธรรมอยู่นั่นเอง ทรงละกิเลสได้ด้วยอำนาจ ตทังคปหาน พระทัยน้อมไปในบรรพชา แม้พวกหมู่โยธาของพระองค์ ก็พากันละได้เช่นนั้นเหมือนกัน
โดย ศาลาธรรม [21 มิ.ย. 2552 , 21:25:31 น.] ( IP = 58.9.93.63 : : )
สลักธรรม 3
พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า "บัดนี้พระคุณเจ้าจักไปไหน เล่า ?"
พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ จักเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤๅษี"
พระราชารับสั่งว่า "ถ้าเช่นนั้น แม้ข้าพเจ้าก็จะบรรพชา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปพร้อมกับท่าน"
พลนิกายทั้งหมด คือ พราหมณ์ คฤหบดี และทวยหาญ ทุกคนที่มาประชุมกันในขณะนั้น เป็นมหาสมาคม ออกบรรพชา พร้อมกับพระราชาเหมือนกัน
ชาวเมืองพาราณสีสดับข่าวว่า พระราชาของเราทั้งหลาย ทรงสดับพระธรรมเทศนาของกุททาลบัณฑิตแล้ว ทรงบ่ายพระพักตร์ มุ่งบรรพชา เสด็จออกทรงผนวชพร้อมด้วยพลนิกาย พวกเราจักทำอะไรกันในเมืองนี้
บรรดาผู้อยู่ในพระนครทั้งนั้น ต่างพากันเดินทางออกจากกรุงพาราณสี อันมีปริมณฑลได้ ๑๒ โยชน์ บริษัทก็ได้มีปริมณฑล ๑๒ โยชน์ ไปหาพระโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์พาบริษัทนั้นเข้าป่าหิมพานต์ ในขณะนั้นอาสนะที่ประทับนั่งของท้าวสักกเทวราช สำแดงอาการร้อน ท้าวเธอทรงตรวจดู ทอดพระเนตรเห็นว่า กุททาลบัณฑิต ออกสู่มหาภิเนกษกรม แล้วทรงพระดำริว่า จักเป็นมหาสมาคม ควรที่ท่านจะได้สถานที่อยู่ แล้วตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา ตรัสสั่งว่า "พ่อวิสสุกรรม กุททาลบัณฑิตกำลังออกสู่มหาภิเนกษกรม ท่านควรจะได้ที่อยู่ ท่านจงไปหิมวันตประเทศ เนรมิต อาศรมบท ยาว ๓๐ โยชน์ กว้าง ๑๕ โยชน์ ณ ภูมิภาคอันราบรื่น"
วิสสุกรรมเทพบุตรรับเทวบัญชาว่า "ข้าแต่เทพยเจ้า ข้าพระพุทธเจ้า จะกระทำให้สำเร็จดังเทวบัญชา" แล้วไปทำตามนั้น
โดย ศาลาธรรม [21 มิ.ย. 2552 , 21:25:51 น.] ( IP = 58.9.93.63 : : )
สลักธรรม 4
เมื่อวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตบรรณศาลาในอาศรมบท แล้ว ก็ขับไล่ เนื้อ นก และอมนุษย์ที่มีเสียงชั่วร้ายไปเสีย แล้ว เนรมิตหนทางเดินจงกรมตามทิสาภาคนั้น ๆ เสร็จแล้ว เสด็จกลับไปยังวิมานอันเป็นสถานที่อยู่ของตน
ฝ่ายกุททาลบัณฑิต พาบริษัทเข้าสู่ป่าหิมพานต์ ลุถึงอาศรมบทที่ท้าวสักกะทรงประทาน ถือเอาเครื่องบริขารแห่งบรรพชิต ที่วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ให้ บวชตนเองก่อน ให้บริษัทบวชทีหลัง จัดแจงแบ่งอาศรมบทให้อยู่กันตามสมควร มีพระราชาอีก ๗ พระองค์ สละราชสมบัติ ๗ พระนคร ติดตาม มาทรงผนวชด้วย อาศรมบท ๓๐ โยชน์ เต็มบริบูรณ์
กุททาลบัณฑิต ทำบริกรรมในกสิณที่เหลือ เจริญพรหมวิหารธรรม บอกกรรมฐานแก่บริษัท บริษัททั้งปวงล้วนได้สมาบัติ เจริญพรหมวิหารแล้ว พากันไปสู่พรหมโลกทั่วกัน ส่วนประชาชน ที่บำรุงพระดาบสเหล่านั้น ก็ล้วนได้ไปสู่เทวโลก
พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า จิตนี้ ติดด้วยอำนาจของกิเลสแล้ว เป็นธรรมชาติปลดเปลื้องได้ยาก โลภธรรมทั้งหลายที่เกิดแล้ว เป็นสภาวะละได้ยาก ย่อมกระทำท่านผู้เป็นบัณฑิตให้กลายเป็นคนไม่มีความรู้ไปได้"
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะ ภิกษุทั้งหลาย บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคาม ีบางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระ
พระบรมศาสดา ทรงประชุมชาดกว่า พระราชา ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอานนท์ บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท ส่วนกุททาลกบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล
จบ กุททาลชาดก
![]()
โดย ศาลาธรรม [21 มิ.ย. 2552 , 21:26:12 น.] ( IP = 58.9.93.63 : : )
สลักธรรม 5
.....จิตนี้ ติดด้วยอำนาจของกิเลสแล้ว
เป็นธรรมชาติปลดเปลื้องได้ยาก.....
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [23 มิ.ย. 2552 , 11:02:48 น.] ( IP = 124.121.175.150 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |