| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
น้ำใจ ธรรมชาติของจิตใจ
สลักธรรม 1๒. น้ำใจมีลักษณะเหมือนน้ำ เพราะมักไหลไปสู่ที่ต่ำเสมอ ใจคนเราธรรมดาสามัญนี้ชอบของต่ำ คือว่าชอบความสบาย ชอบความสุข ชอบความเกียจคร้าน อยากกิน อยากนอน อยากเที่ยว อยากสนุกสนานเฮฮาไปเรื่อย ถ้าแนะไปทางชั่วแล้วง่าย เช่นมีใครชวนไปกิน ไปเที่ยวดูหนังดูละครอย่างนี้ ไม่ต้องตักเตือนมากนัก แต่ชักชวนในทางดี เช่นไปวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรม ทำบุญให้ทาน ไปเรียนหนังสือ ไปทำการงานอย่างนี้ลำบากหน่อย ต้องตักเตือนกันบ่อยๆ บางทีต้องใช้อำนาจบังคับ ฟังดนตรีหรือเพลง หรือดูหนังดีๆ พอจบโปรแกรมเท่านั้น บ่นเสียดายไปตามๆ กัน ว่าจบเร็วเกินไป แต่ฟังครูสอนฟังเทศน์อย่างนี้ พอท่านเทศน์จบดีใจใหญ่ ยกมือท่วมหัวสาธุ หายากเหลือเกิน ที่จะมีใครบ่นว่าเทศน์จบเร็วเหลือเกิน น่าเสียดาย นี้แสดงว่าใจของสามัญชนเรานั้นชอบไปในทางต่ำๆ มากกว่า แต่ที่เราไม่ตกต่ำ ก็เพราะเราไม่ตามมัน เราพยายามบังคับมันไว้ ขับไสให้มันไหลไปทางสูง มันจึงสูงอยู่ได้
ถ้าใครปล่อยตามอำเภอใจแล้ว เสียคนทุกราย พ่อเลี้ยงลูกปล่อยตามใจลูก ลูกก็เสียคน ครูอาจารย์ตามใจศิษย์ ศิษย์ก็เสียคน ผู้ใหญ่ตามใจบริวาร ก็เสียคน ฉะนั้นไม่ควรตามใจมากนัก น้ำธรรมดาน่ะปล่อยให้มันไหลไปเถอะ แต่น้ำใจอย่าปล่อยให้ไหลไปสู่ที่ต่ำเป็นอันขาด ทำเขื่อนยันฮีกั้นน้ำใจไว้เสียบ้างโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มิ.ย. 2552 , 07:41:39 น.] ( IP = 58.9.146.172 : : )
สลักธรรม 2๓. น้ำธรรมดาไม่มีรูปร่างของตัวเอง เราเอาใส่ภาชนะรูปร่างอย่างใด ก็มักจะมีรูปร่างตามนั้น น้ำใจคนก็เหมือนกัน อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน ก็มักจะเป็นไปตามสิ่งแวดล้อมนั้น นี้แสดงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม
บุตรที่เกิดในตระกูลดี มีพ่อแม่ดี ได้รับการอบรมดี มีหวังที่จะเป็นคนดีได้ ตรงกันข้าม บุตรที่เกิดในตระกูลไม่ดี พ่อแม่ไม่ดี ได้รับการอบรมไม่ดี อาจมีหวังเป็นคนไม่ดีได้
คนเรามีสัญชาตญาณการเอาอย่าง ลูกเอาอย่างพ่อแม่ ศิษย์เอาอย่างครู ลูกน้องเอาอย่างเจ้านาย สรุปแล้วก็คือว่า ชอบเอาอย่างผู้ที่เด่นๆ ในสังคม ผู้ที่ตนมีความเคารพ นิยมนับถือ ในทางส่วนบุคคล เช่น คนใดคนหนึ่งเกิดมีชื่อเด่นขึ้นมาในวงการภาพยนตร์ ถ้าคนคนนั้นจัดทรงผลแบบไหน พวกแฟนที่นิยมชมชอบในตัวเขา ก็จัดทรงผมนั้นตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง ในส่วนชุมนุมชนก็นิยมเอาอย่างกันเหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ชาติไทยของเรา เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับจีน จีนเขายิ่งใหญ่กว่า ก็เอาอย่างจีน ต่อมาได้อพยพลงมาตอนใต้ ได้มาพบกับเขมร ซึ่งเป็นเจ้าเป็นใหญ่อยู่แถบนั้น ก็ได้เอาอย่างเขมรทั้งในด้านการแต่งตัว เช่นนุ่งถกเขมร ภาษา ดนตรี และอื่นๆ ต่อมาได้คบหาสมาคมกับฝรั่ง ซึ่งเจริญกว่า เราก็เอาอย่างฝรั่ง ทั้งในด้านภาษา เครื่องแต่งกาย การครองชีพและวัฒนธรรมอื่นๆ
จริงอยู่ การเอาอย่างเขานั้นเป็นการดี หากว่าอย่างที่เราเอานั้น เป็นแบบอย่างที่ดี ที่เหมาะสมกับเรา แต่ว่าถ้าเอาอย่างเขาตะบันไป โดยไม่คำนึงถึงว่าดีไม่ดีเอาหมด ก็เป็นผลเสียเหมือนกัน ความจริงของไทยเราที่ดีๆ ก็มีอยู่มาก แต่เราก็นิยมไปใช้แบบฝรั่ง เช่น อย่างการสัมผัสมือ หรือเชคแฮนด์กัน ซึ่งเป็นประเพณีฝรั่งนี้ เดิมที่เดียวนะ เขามุ่งแสดงความเป็นมิตรกัน เมื่อคนสองคนพบกันเข้าก็ยื่นแขนขวาออกจับกัน แสดงว่าไม่มีอาวุธใดๆ แสดงความบริสุทธิ์ใจต่อกัน แต่ก็ยังไม่แน่ ขณะที่มือขวายื่นออกจับ มือซ้ายเขาอาจกำอาวุธไว้ก็ได้ ยิ่งกว่านั้น ยังอาจเป็นทางนำเชื้อโรคอีก มือหมอนั่นไม่รู้ว่าไปจับอะไรมา ล้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ประเพณีไทยเรานิยมไหว้กัน เป็นเครื่องหมายมิตรภาพและความเคารพ ในการไหว้ เรายกมือทั้งสองขึ้น แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจแท้ เชื่อแน่ได้ว่าไม่มีอาวุธทั้งมือซ้ายมือขวา และไม่มีการติดเชื้อโรค และเป็นการแสดงความนอบน้อมจริงจัง
พูดถึงด้านภาษา ภาษาไทยเราก็เป็นภาษาที่กว้างขวาง มีศัพท์แสงมาก อาจแสดงความคิดออกได้แทบทุกแง่ แม้จะมีศัพท์ใหม่ๆ เข้ามา เราก็มีการบัญญัติศัพท์ไว้ครบถ้วน แต่ถึงกระนั้น ก็มีหลายคนที่ชอบพูดภาษาฝรั่งปนไทย เพื่อแสดงความโก้เก๋ความอวดภูมิ บางคนก็เห่อเอาเสียมากๆ ถึงขนาดว่า พูดไทยคำหนึ่งจะต้องมีภาษาฝรั่งแทรกคำหนึ่ง เช่นว่า วันนี้ (today) จะเขียนจดหมาย (letter) ถึงเพื่อน (friend) สักหน่อย (a little) ดังนี้เป็นต้น ฟังแล้วน่าเวียนหัวโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มิ.ย. 2552 , 07:47:43 น.] ( IP = 58.9.146.172 : : )
สลักธรรม 3ยิ่งกว่านั้น บางคนนิยมพูดภาษาจีนปนไทย จนเป็นนิสัย เช่นคำว่า ลื้ออั้ว เป็นต้น รู้สึกว่าใช้กันดกดื่นมาก จนแทบลืมคำว่า ผม คุณ ฉัน เธอไป ไม่ได้ต่อว่าอะไรดอก แต่เห็นว่า เมื่อของเราดีๆ มีใช้ ก็ควรใช้ของเรา ไม่ควรไปเห่อใช้ของคนอื่น เราต้องนิยมของของเรา ให้เกียรติของของเรา คนอื่นเขาจึงจะให้เกียรติชนชาติที่เขาเคร่งครัดต่อวัฒนธรรมของเขายกย่องเชิดชูวัฒนธรรมของเขา เขาย่อมมีอะไรๆ เป็นของเขาเอง แม้ชนชาติอื่นก็ต้องหันไปนิยมตามตัวอย่าง เช่น จีน หรือพม่า อินเดีย ที่เขารู้จักยกย่องให้เกียรติของเขาไม่ว่าจะไปไหน เขาก็นำของเขาไปอวด ไม่มีชาติใดจะกลืนวัฒนธรรมเขาได้ มีแต่เขาเท่านั้นจะกลืนวัฒนธรรมของชาติอื่น
ดูแต่ชาวจีนเถอะ เขาเข้ามาอยู่เมืองไทย แทนที่เขาจะกลายเป็นไทย คนไทยเรากลับจะกลายเป็นจีนไปเสียอีก พูดกันในระหว่างคนไทยด้วยกันแท้ๆ ยังลื้อๆ อั้วๆ เข้าไปเสียแล้ว
ที่พูดนอกเรื่องออกมามากมายนี้ ก็เพียงเพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ใจของคนเรามีลักษณะเหมือนน้ำ น้ำธรรมดามีรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุ ใจของคนเราก็มีสภาพตามสิ่งแวดล้อมเท่านั้นเอง ต่อไปนี้จะหันเข้าประเด็นที่ตั้งไว้ คือใจเย็นใจร้อนเสียที โปรดสะกดใจคอยฟังต่อไปอีกหน่อย
ใจเย็น
ใจเย็น เป็นสภาพปกติของจิตใจคนทุกคนเปรียบเหมือนน้ำ น้ำนั้นตามปกติมีสภาพเย็น เรามักจะได้พบคนใจเย็นเสมอ และเราดูเหมือนจะชอบคนใจเย็นยิ่งกว่าคนใจร้อนด้วยกัน ถ้าไม่เย็นจนเกินไป คนใจเย็นมีลักษณะดังต่อไปนี้
๑. ทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ไม่ร้อนรนค่อยทำค่อยไป ละเอียดลบออถี่ถ้วน ในด้าน
การคิดก็มักจะเป็นผู้มีเหตุผล คิดอะไรรอบคอบดี กะการงานอะไรไม่ค่อยผิดพลาด ในด้านการพูด คนใจเย็นจะพูดช้าๆ เต็มไปด้วยความระมัดระวัง คำพูดทุกคำจะต้องมาจากความคิดที่กลั่นกรองดีแล้ว จึงพูดไม่ค่อยผิดพลาดอีก ในด้านการกระทำ คนใจเย็นก็จะกระทำอะไรอย่างช้าๆ แต่ว่ามั่นคงละเอียดลออและมักสำเร็จ
๒. คนใจเย็น มักมีใจเข้มแข็งมั่นคง ไม่มีสิ่งใดมาทำให้จิตใจปั่นป่วนวุ่นวายได้ง่ายๆ นี้คือ ลักษณะสำคัญของคนสำคัญทั่วๆ ไป
พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีใจเย็น จะเห็นได้ในคราวที่พระองค์ทรงเผชิญอันตรายต่างๆ เช่นคราวหนึ่ง พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี คราวนั้น พระนางมาคันทิยา ซึ่งเป็นสนมเอกของพระเจ้าแผ่นดินกรุงโกสัมพี ซึ่งเคยมีเรื่องไม่พอใจกับพระพุทธเจ้าอยู่ก่อนแล้ว จึงใช้ให้พวกทาสกรรมกรเดินขบวนด่าพระพุทธเจ้าด้วยคำหยาบคายไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนพระอานนท์ทนไม่ไหว จึงชวนพระพุทธเจ้าเสด็จหนีไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า เราจะหนีไปไหน พระอานนท์ทูลว่า ก็หนีไปเมืองอื่นซิ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าคนในเมืองอื่นนั้นด่าอีก เราจะทำอย่างไร พระอานนท์ก็ทูลว่า ก็หนีไปเมืองอื่นอีก ทูลแนะให้หนีไปเรื่อยๆ แบบนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ทำอย่างนั้นไม่ถูกดอกอานนท์ เรื่องเกิดที่ใดให้เรื่องสงบไปในที่นั้น แล้วจึงควรหนีไป แล้วพระองค์ก็ตรัสสอนพระอานนท์ว่า อหํ นาโคว สงํคาเม เป็นต้น ซึ่งแปลว่า เราเปรียบเหมือนช้างที่เข้าสู่สงคราม มีหน้าที่จะต้องอดทนต่อลูกศร ที่ข้าศึกยิงมาจากทิศทั้ง ๔ แล้วพระองค์ก็พาเหล่าสาวกอดทนอยู่ที่นั่น จนเรื่องระงับไปเองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มิ.ย. 2552 , 08:53:07 น.] ( IP = 58.9.146.172 : : )
สลักธรรม 4อีกคราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี คราวนั้นพวกเดียรถีย์ ซึ่งมิใช่พุทธศาสนิกชน ถูกประชาชนทอดทิ้ง ไม่มีลาภสักการะ ก็เลยหาอุบายจะใส่เรื่องพระพุทธเจ้า เพื่อให้คนคลายความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้า
คราวหนึ่ง จึงให้นางจิญจมาณวิกา ซึ่งเป็นบริวารของตน ให้หมั่นๆ เข้าๆ ออกๆ ในบริเวณพระเชตวัน ซึ่งเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เฉพาะอย่างยิ่งเวลามีคนไปฟังเทศน์ ให้แสดงตนให้เขาเห็นว่า เราเป็นคนใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า ถ้ามีคนถามก็ให้กระซิบบอกว่า นางอยู่กุฏิเดียวกับพระพุทธเจ้า นางจิญจมาณวิกาก็พยายามทำตามคำเสี้ยมสอนมานาน จนถึงกำหนดวันสำคัญที่จะประจานพระพุทธองค์ นางก็ไปหาไม้มีรูปร่างกลมๆ มาผูกติดเข้าไปที่ท้อง เอาผ้าคลุมให้มิดชิด หาไม้มาทุบฝ่ามือฝ่าเท้าให้ช้ำอย่างคนมีครรภ์ แล้วก็ตรงไปสู่ธรรมศาลาที่พระพุทธเจ้ากำลังเทศน์อยู่ นางไปยืนอยู่ข้างหลังพุทธบริษัทที่ไปฟังเทศน์ แล้วก็ชี้หน้าตะโกนว่าพระพุทธเจ้าทันทีว่า ท่านน่ะดีแต่เทศน์สอนผู้อื่น แต่เบื้องหลังสกปรกโสมมเห็นไหม ที่ดิฉันตั้งท้องขึ้นมานี้ มิใช่เพราะท่านดอกหรือ ดิฉันจวนจะคลอดแล้ว นี่ท่านจะทำอย่างไร ท่านน่ะรู้จักแต่จะหาความอภิรมย์ แต่ไม่รู้จักบริหารรักษาครรภ์
พระพุทธเจ้าทรงหยุดแสดงธรรมทันที พุทธบริษัทต่างก็หันไปมองนางจิญจมาณวิภาเป็นตาเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันร้ายแรงอย่างนี้อย่างไร พระองค์ตรัสตอบอย่างใจเย็นตามเคยว่า ดูก่อนน้องหญิง เรื่องนี้เราสองคนเท่านั้นที่รู้กัน ตามเรื่องเล่าว่า ทันใดนั้น อาสนะของพระอินทร์ก็เกิดร้อน จึงใช้เทพบุตรแปลงเพศเป็นหนูลงมากัดเชือกผูกไม้ที่รัดไว้กับท้องนางจิญจมาณวิภาขาดท่อนไม้กลมหลุดลงไปกระทบนิ้วเท้านางแตก เลือดไหล ทีแรกคนก็ตกใจ นึกว่าคลอดบุตรจริงๆ แต่เมื่อความจริงปรากฏว่าเป็นไม้ จึงมีคนกลุ้มรุมฉุดคร่านางออกจากวิหาร พลางด่าทออย่างไม่ไว้หน้า
นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ผู้มีชื่อเสียงของโลก ล้วนแต่เป็นคนใจเย็นทั้งนั้น อาร์คีมีดิส นักวิทยาศาสตร์กรีกโบราณแห่งเมืองซีเรคิวส์เป็นคนหนึ่งที่ใจเย็นที่สุด เช้าวันหนึ่ง เขากำลังนั่งคิดคำนวณสูตรทางวิทยาศาสตร์อันหนึ่ง เอามือขีดเขียนพื้นทรายเป็นรูปเรขาคณิตต่างๆ อยู่อย่างเพลิดเพลิน ขณะนั้นกองทัพโรมันซึ่งล้อมเมืองซีเรคิวส์ไว้เป็นเวลา ๖ เดือน ได้พังกำแพงเมือง เข้ายึดเมืองได้สำเร็จ กองทหารโรมันผู้หิวกระหาย ได้วิ่งกรูเข้าปล้นสะดมฆ่าฟัน ประชาชนพลเมืองอย่างไม่ไว้หน้า
ขณะนั้น อาร์คีมีดิสเห็นทหารคนหนึ่งถือดาบวิ่งตรงมาทางเขา แต่เขาก็คงก้มหน้าเขียนเรขาคณิตต่อไปอย่างใจเย็น เมื่อทหารยกดาบจะฟัน เขาบอกว่า อย่าเพิ่ง ฆ่าฉันเลยพ่อคุณ ขอให้ฉันเขียนรูปนี้เสร็จก่อนเถอะค่อยฆ่าฉัน ทหารไม่ฟังเสียงเลยจ้วงแทงนักวิทยาศาสตร์ผู้ใหญ่แห่งซีเรคิวส์ตายก่อน ก่อนตายเขายังกล่าวอย่างใจเย็นไว้อีกว่า เธอเอาร่างกายฉันไปได้ แต่เธอเอาวิญญาณของฉันไปไม่ได้ดอกโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มิ.ย. 2552 , 08:57:06 น.] ( IP = 58.9.146.172 : : )
สลักธรรม 5
เบอร์นา แมกฟาเดน มหาเศรษฐีผู้มีร่างกายแข็งแรงที่สุดในอเมริกา คือเมื่ออายุ ๘๑ เขายังขึ้นเครื่องบินกระโดดร่มได้อย่างสบาย เมื่อมีผู้ถามว่า เขาทำอย่างไรถึงได้อายุยืนและแข็งแรงเช่นนั้น เขาชี้ตรงไปที่ใจทันทีว่าถ้าอยากจะอายุยืนต้องรักษาโรคใจ อย่าให้ความโกรธ ความเกลียด ความริษยา ความกลัดกลุ้ม กระวนกระวายเข้าเกาะกินใจ สิ่งเหล่านี้บั่นทอนสุขภาพได้มากกว่าโรคกาย พยายามทำใจเย็นๆ ไว้ในทุกสถานการณ์
ตามปกติเขาใช้เสื้อผ้าปอนๆ เสื้อตัวหนึ่งจะต้องใช้ถึง ๑๕ ปี วันหนึ่งเขาเดินเท้าเปล่า ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ หนวดเครารุ่มร่าม เหงื่อชุ่มโชกกาย เดินท่อมๆ อยู่บริเวณหาดทราย ที่ตากอากาศมีชื่อแห่งหนึ่ง เขาได้มาถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งสวยงามมาก และมีป้ายแขวนไว้ที่ประตูว่า บ้านนี้จะขาย เขาเดินวนเวียนชมบ้านนั้นไปมาด้วยความพอใจยิ่ง ขณะนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งออกจากบ้านมาพบเขาเข้า แล้วก็เริ่มขับไล่ไสส่งทีเดียวว่า เจ้าคนขอทานเจ้าจงหนีไปเดี๋ยวนี้ จะหนีหรือไม่หนี ไม่งั้นฉันบอกตำรวจจับนะ
รอคกี้ เฟลเลอร์ มหาเศรษฐีอีกคนหนึ่ง ชอบออกกำลังกลายเสมอๆ วันหนึ่งเขาไปตรวจโรงงานแห่งหนึ่ง พอได้เวลาออกกำลัง ก็นำเครื่องมือช่วยออกกำลังกาย พอดีมีคนงานประจำโรงงานคนหนึ่งเดินมาพบเข้า และไม่รู้ว่ารอคกี้เฟลเลอร์คือใคร จึงไล่ตะเพิดท่านมหาเศรษฐีหนีไป รอคกี้ เฟลเลอร์รีบเก็บเครื่องไม้เครื่องมืออย่างใจเย็น แล้วก็รีบหนีไปหลังจากการกล่าวขอโทษแล้ว โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มิ.ย. 2552 , 09:00:09 น.] ( IP = 58.9.146.172 : : )
สลักธรรม 6คุณค่าของการมีใจเย็น
จากตัวอย่างดังกล่าวมา จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ประสบผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ทุกคนเป็นผู้มีใจเย็น
ในเกมการต่อสู้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยกำลังใจ ต่อสู้ด้วยวาจาหรือต่อสู้ด้วยกาย ผู้ใจเย็นต่อสู้อย่างใจเย็น มักเป็นฝ่ายชนะ ชีวิตก็คือการต่อสู้ชนิดหนึ่ง ผู้ดำเนินชีวิตอย่างใจเย็นย่อมชนะเสมอ
ผลที่แสดงต่อผู้อื่น
ใจเย็นนอกจากจะทำให้ตัวเองมีความสุขสบาย และมีเหตุผลตลอดเวลาแล้วย่อมส่งผล คือ
ความเย็นใจ และความสุขต่อผู้อื่นด้วย เพราะผู้ที่มีใจเย็น เมื่อพูดออกมาก็เป็นคำพูดที่เย็นไพเราะอ่อนหวาน วาจาที่ไพเราะอ่อนหวานมีอิทธิพลเหนือผู้อื่นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ทุกคนย่อมทราบดีอยู่แล้ว แต่มีข้อที่น่าประหลาดใจอยู่อย่างหนึ่ง คือมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า วาจาที่เย็นมีอิทธิพลแม้ต่อสัตว์เดียรัจฉาน
เราเคยได้ยินเรื่องโคนันทวิสาลมาแล้ว แต่คงมีคนเอาใจใส่น้อยเต็มที บัดนี้มีเรื่องที่ส่อแสดงว่า โคนันทวิสาลเป็นจริง แต่แทนที่จะเป็นเรื่องของการลากเกวียน กลับเป็นเรื่องของการให้นม ดร.วิลเลี่ยม อี. ปิเตอร์เซน ศาสตราจารย์ในสถาบันเกษตร แห่งมินเนโซดา ได้พบว่า แม่โคนมนั้น ถ้าคนเลี้ยงหรือคนรีดนมเป็นคนอารมณ์ดี มีใจเย็น พูดกับโคด้วยวาจาไพเราะ โคนมนั้นจะให้นมมากกว่าเดิมถึง ๖๐ % ตรงกันข้าม ถ้าคนเลี้ยงหรือคนรีดนมใจร้อน พูดจาโฮกฮาก แม่โคจะให้นมน้อยกว่าปกติ หรืออาจไม่ให้นมเลย
เวลานี้ในอเมริกาเวลาจะจ้างคนเลี้ยงโคหรือคนรีดนม จะต้องมีการคัดเลือกกันเป็นพิเศษ จะต้องเลือกเฉพาะผู้มีใจเย็น พูดจาไพเราะเท่านั้น บางแห่งขณะรีดนม เขาก็มีเครื่องรับวิทยุตั้งไว้ใกล้ๆ เปิดเพลงเพราะๆ ให้วัวฟัง ปรากฏว่าได้ผลดี นี้แสดงให้เห็นว่าใจเย็น วาจาเย็นนั้น มีผลแม้ต่อสัตว์เดียรัจฉานโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มิ.ย. 2552 , 09:03:52 น.] ( IP = 58.9.146.172 : : )
สลักธรรม 7ใจร้อน
พอทีสำหรับใจเย็น ตรงกันข้ามกับใจเย็น คือใจร้อน คนใจร้อนมักจะร้อนใจเสมอๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สิ่งใดก็ตาม เมื่อมีความร้อน ย่อมขยายตัว ใจก็เหมือนกัน เมื่อร้อนแล้วขยายตัว ขยายอย่างไร ขยายเกินขอบเขตความพอดี ความเหมาะสม รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีที่เป็นอยู่ตามปกติวิสัยนั้น มันไม่ทันอกทันใจเอาเสียเลย ไฟก็นับว่าเป็นของร้อนอยู่แล้ว แต่ใจคนเราเวลาร้อน ร้อนยิ่งกว่าไฟเสียอีก
เช่นเวลาต้มน้ำ ไฟมันก็ค่อยๆ เพิ่มความร้อนให้แก่น้ำทีละน้อยๆ จนเดือดปุดๆ ในที่สุด แต่สำหรับคนใจร้อน รู้สึกว่ามันช่างชักช้าเสียจริง ไม่ทันอกทันใจเอาเสียเลย เมื่อไม่ทันใจ ก็มักจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกินขอบเขตความพอดีไปแล้ว ก็มักไม่ได้ผล เช่นการขับรถ สมมติว่า ระยะทางจากกรุงเทพฯ มาราชบุรี ถ้าขับรถในอัตราธรรมดา ก็อาจมาได้ภายใน ๒ ชั่วโมง คือว่าเสียเวลา ๒ ชั่วโมง แต่สำหรับคนใจร้อนรู้สึกว่า มันนานเกินไป มันน่าจะเสียเวลาเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น แล้วก็ขับรถอย่างรวดเร็วแข่งพายุ ในที่สุดก็ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำถึงแก่ชีวิต นับว่าเป็นการสูญเสียอันน่าเสียดาย ถ้าเราขับในอัตราธรรมดา เราเสียเวลาเพียง ๒ ชั่วโมง แต่ถ้าขับเร็ว เราอาจเสียเวลาแห่งชีวิตไปทั้งชีวิต ถ้าเราขับในอัตราธรรมดา เรามีหวังได้เวลาต่อไปอีกหลายสิบปี แต่ถ้าขับเร็วๆ เราได้เวลาเพิ่มขึ้นเพียงชั่วโมงเดียว
ทั้งพลั้งพลาดไปก็มีหวังเสียเวลาแห่งชีวิตไปทั้งหมดเลย จึงน่าคิดว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน
คนใจร้อนทำอะไรมักทำเร็วเกินไป การทำอะไรเร็วๆ มักขาดความระมัดระวัง เมื่อขาดความระมัดระวังก็มักพลาดผิดได้ง่ายๆ วิ่งเร็วๆ ก็มักจะสะดุดตอล้ม อ่านหนังสือเร็วๆ ก็มักอ่านผิด พูดเร็วๆ ก็มักพูดผิด ชาวอังกฤษ มีสุภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า Slow but sure คือช้าๆ แน่นอนดีกว่า ในระหว่างสงคราม มีเรื่องเล่าว่าฮิตเลอร์ผู้นำนาซี และเชอร์ชิลนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ประชุมกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นมีสระน้ำขนาดเล็กอยู่แห่งหนึ่ง และมีปลาขนาดใหญ่ตัวหนึ่งลอยอยู่ ทั้งสองคนจึงเกิดพนันขันต่อกันขึ้นว่า ใครจะจับปลาได้แน่นอนกว่ากัน พอตกลงกันเสร็จ ฮิตเลอร์ก็กระโจนโคลนลงไปในสระ ดำผุดดำว่ายไขว่คว้าไล่จับปลาเป็นพัลวัน แต่ในที่สุดก็ล้มเหลว หอบสังขารขึ้นมานอนหอบฮักๆ อยู่ริมฝั่งสระที่นี้ถึง
วาระของเชอร์ชิล เขาไปหาขันมาใบหนึ่ง แล้วก็ลงมือตักน้ำในสระออกทิ้งทีละขันๆ ฮิตเลอร์เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะว่า เมื่อไรจะจับปลาได้เสียที เชอร์ชิบตอบสั้นๆ ว่า Slow but sure คือว่าช้า แต่ว่าแน่นอน ในที่สุด ก็ปรากฏอังกฤษเป็นฝ่ายชนะสงคราม เข้าใจว่าเรื่องนี้พวกอังกฤษคงผูกขึ้นเพื่อยกย่องให้เกียรติผู้นำของตน แต่ก็มีคติน่าฟังเหมือนกัน
สุภาษิตไทยเราก็มีเตือนไว้เหมือนกันว่า ช้าๆ ได้พร้า ๒ เล่มงาม คงหมายความว่า ถ้าเราสะกดใจคอยนิดหน่อย ช่างเหล็กเขาก็อาจตีมีดให้เราได้อย่างละเอียดลออสวยงามขึ้น และได้หลายเล่มขึ้น ช้าเป็นการนานเป็นคุณ การหมายถึงการงาน งานการใหญ่ๆ ที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์นั้น ต้องทำนานๆ นานเป็นคุณหมายถึง บุญคุณ การทำดีต่อผู้อื่นติดต่อกันนานพอสมควร จึงจะเป็นคุณได้ ทำอะไรนิดหน่อยก็จะเรียกทวงบุญคุณนั้น ไม่เหมาะสมเลยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มิ.ย. 2552 , 09:09:02 น.] ( IP = 58.9.146.172 : : )
สลักธรรม 8นิสัยคน
คนเราแทบทุกคน มีนิสัยใจร้อนอยู่ไม่มากก็น้อย ทำอะไรอยากให้ทันอกทันใจไปหมด เมื่อไม่ทันอกทันใจก็บ่น จุกจิกจู้จี้ ตำหนิติเตียนผู้อื่นยุ่งไปหมด ผู้ใหญ่ก็ติเด็กว่า เด็กสมัยนี้ได้ความ เสรีภาพมากเกินไป ไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ เอาแต่เที่ยวแต่เล่น หายใจเป็นหนังเป็นละคร ฝ่ายเด็กก็บ่นว่า ผู้ใหญ่สมัยนี้ไม่ได้ความ หัวเก่าครึ ไม่ทันสมัย แล้วยังอวดดีอีก ครูอาจารย์ก็บ่นว่าศิษย์สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน หัวแข็งปกครองยาก ไม่ตั้งใจเรียน ไม่เคารพครูอาจารย์ ฝ่ายศิษย์ก็ตำหนิครูว่า ครูสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่ตั้งใจสอนด้วยความรักและหวังดีต่อศิษย์จริง
สักแต่ว่าทำตามหน้าที่พอได้เงินเดือน
ฝ่ายพระสงฆ์ตำหนิชาวบ้านว่า ชาวบ้านสมัยนี้เหินห่างศาสนา ไม่ตั้งใจอยู่ในศีลธรรม ไม่ทำบุญให้ทานเหมือนแต่ก่อน ฝ่ายชาวบ้านก็ตำหนิพระว่า พระสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่ตั้งอยู่ในธรรมวินัย เอาแต่เรี่ยไรก่อสร้าง ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษ แจกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้คนเป็นนักเลง บอกหวยเบอร์ ทำให้ประชาชนมั่วสุมในการพนัน
ประชาชนก็ตำหนิรัฐบาลว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย เล่นพรรคเล่นพวก บริหารราชการไม่สุจริต ไม่ฟังเสียงประชาชน ฝ่ายรัฐบาลก็ตำหนิประชาชนว่า ไม่เห็นใจรัฐบาล ไม่รู้จักช่วยตัวเอง อะไรๆ ก็เรียกร้องให้รัฐบาลช่วย
เมื่อสรุปแล้ว การตำหนิติเตียนซึ่งกันและกันเหล่านี้ ก็คือว่าสิ่งต่างๆ มันไม่ถูกใจไม่ทันใจของตน เพราะตนใจร้อนนั่นเอง และก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
ฉะนั้น ควรรู้สะกดจิตสะกดใจไว้บ้าง ค่อยแก้ค่อยไขไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงดีขึ้นแน่ ถ้าเอาแต่บ่น ไม่คิดแก้ก็ไม่มีทางจะดีขึ้น ฉะนั้น หยุดบ่นเสียทีก็ดี
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มิ.ย. 2552 , 09:13:03 น.] ( IP = 58.9.146.172 : : )
สลักธรรม 9อ่านแล้วทำให้ใจเย็นได้มาก..
ขอบพระคุณและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะที่นำมาฝาก ..สาธุโดย น้องกิ๊ฟ [25 มิ.ย. 2552 , 14:44:04 น.] ( IP = 125.27.172.12 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |