มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิถีธรรม




วิถีธรรม

โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


คนเราที่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล ท่านเรียกว่าคนถูกอวิชชาครอบงำ อวิชชาคือคนโง่เขลา ความมืดมน ความไม่รู้แจ้ง คนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจอวิชชา จึงเปรียบเหมือนคนตกอยู่ในห้องมืด มองไม่เห็น เมื่อไม่เห็นอะไรก็ค่อยๆ ลูบคลำไป ค่อยๆ คลานซมซานไปตามยถากรรม

ห้องมืดมีอยู่ ๓ ห้อง ห้องที่หนึ่งเรียกว่า กามภพ ห้องที่สองเรียกว่า รูปภพ ห้องที่สามเรียกว่า อรูปภพ สัตว์ทั้งหลายต่างพากันวนเวียนอยู่ในห้องมืดทั้ง ๓ นี้ ออกจากห้องหนึ่งไปห้องหนึ่ง จากห้องหนึ่งไปห้องหนึ่ง เมื่อไปสุดห้องสุดท้ายแล้วก็กลับมาห้องเดิมอีก วนเวียนอยู่ในห้องมืดนั้น สนุกสนานอยู่ในความมืดนั้น

ในห้องมืดทั้ง ๓ นั้น เต็มไปด้วยภัยอันตรายนานาประการ เต็มไปด้วยความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกเศร้าเสียใจพิไรรำพัน เสียงร้องไห้คร่ำครวญของสัตว์ดังกึกก้องอยู่ภายในห้องมืดทั้ง ๓ นั้น แต่ฝูงสัตว์ก็พากันสนุกสนานด้วยเสียงเหล่านั้น รักอาลัยห้องมืดเหล่านั้น ไม่อยากออกไปให้พ้นจากห้องมืด และภัยอันตรายต่างๆ เหล่านั้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีความกรุณาสงสารฝูงสัตว์เหล่านั้น ปรารถนาจะช่วยให้สัตว์เหล่านั้นพ้นจากห้องมืดไปสู่แสงสว่าง พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ เหล่านั้นไปสู่ความเกษมสำราญ จึงทรงชี้ทางสำหรับออกจากห้องมืดไปสู่แสงสว่าง สำหรับให้สัตว์ผู้ปรารถนาแสงสว่างเดินตามทางนั้น เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘ ซึ่งสรุปลงเหลือ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

เมื่อพระองค์ทรงชี้ทางไว้แล้ว สัตว์บางพวกเชื่อดำเนินตามทางนั้น ก็ได้บรรลุถึงแสงสว่างและความสุข แต่ก็มีเป็นจำนวนน้อยเท่านั้น ส่วนมากไม่เชื่อพระองค์ แล้วก็ไม่ดำเนินตาม บางคนก็เชื่อว่า ถ้าเดินตามทางนั้น จะบรรลุถึงสุขจริง ถึงแสงสว่างจริง แต่ยังเสียดายความมืด ยังเป็นห่วงห้องมืด ยังอาลัยความเกิดแก่เจ็บตาย จึงไม่ยอมเดินตามทางของพระองค์ ยังหลงเห็นความมืดเป็นของดีอยู่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 มิ.ย. 2552 , 08:22:49 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถึงกระนั้น พระองค์ก็มิได้ท้อถอย ด้วยอำนาจพระมหากรุณาธิคุณต่อมวลสัตว์ พระองค์ก็อุตส่าห์แนะนำพร่ำสอนให้สัตว์ทั้งหลายเห็นโทษของห้องมืดว่าเป็นสถานที่ไม่ดี มีภัยอันตรายมาก เต็มไปด้วยทุกข์ต่างๆ เช่น

ชาติทุกข์-ทุกข์คือความเกิด อันที่จริงความเกิดนี้ ชาวโลกเขาไม่ถือว่าเป็นทุกข์ เขาถือว่าเป็นสุข เพราะถ้ามีการเกิดก็หมายความว่ามีการได้มา ไม่ใช่การสูญเสีย เพราะฉะนั้นจึงเป็นการได้ลาภอันประเสริฐ ชาวโลกจึงมีการเฉลิมฉลองการเกิดกันอย่างใหญ่เสมอ แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า การเกิดเป็นทุกข์ เพราะเป็นการเดินทางมาสู่ห้องมืด ไม่ใช่การหนีจากห้องมืด

เมื่อพลัดเข้ามาสู่ห้องมืดแล้ว ก็มีหวังที่จะได้รับภัยอื่นๆ เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกเศร้า เสียใจ พิไรรำพันเป็นต้น ภัยเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความเกิดตัวเดียวนั่นเอง ถ้าไม่มีความเกิด ภัยเหล่านี้ก็ไม่มี ฉะนั้นความเกิดจึงเป็นทุกข์ใหญ่ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อื่นๆ ทั้งหมด เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ไปกว่าเด็กๆ ที่เกิดนั่นเอง

เด็กทุกคนพอเกิดมาพ้นจากครรภ์มารดาออกมาสู่โลกเท่านั้น พอรู้ตัวว่าตนเกิดก็ร้องไห้ทันที ร้องไห้ด้วยความเสียใจว่า ตนเกิดมาสู่ห้องมืดเสียแล้ว จะต้องเผชิญกับภัยแก่ ภัยเจ็บ ภัยตายในห้องมืดนั้นต่อไป ไม่เคยปรากฏเลยว่า เด็กพอคลอดออกมาก็หัวเราะเลย มีแต่ร้องไห้ทุกคนไป

เจ้าประคุณ เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้แสดงเปรียบเทียบไว้ว่า มีชายคนหนึ่งเป็นโรคเรื้อนอย่างร้ายแรง เขารู้ดีว่าถ้าเขาแต่งงาน เขาจะมีบุตร และบุตรนั้นจะต้องเป็นโรคเรื้อนอย่างเขา เป็นที่อับอายขายหน้าแก่คนทั้งหลาย ก็เลยยอมอยู่เป็นโสดคนเดียว ไม่ยอมแต่งงาน ไม่ยอมให้กำเนิดแก่ลูก เพราะกลัวลูกจะติดโรคร้ายจากตน บุคคลนี้ควรได้รับความสรรเสริญ เพราะมีน้ำใจ เสียสละ มีเมตตากรุณา

คนในโลกทุกคนมีโรคร้ายประจำตัวอยู่แล้ว โรคนั้นเป็นโรคร้ายยิ่งกว่าโรคเรื้อนเสียอีก เป็นโรคที่ไม่มียาใดๆ รักษาได้เลย ติดต่อกันง่ายที่สุด โรคที่ว่านี้คือ โรคแก่ โรคเจ็บ โรคตาย ทั้งๆ ที่มีโรคร้ายแรงประจำกายอยู่เช่นนี้ คนก็ยังแต่งงาน เมื่อแต่งงานเกิดบุตรขึ้นมา บุตรก็ได้รับเอาโรคร้ายนั้นจากมารดาบิดาไปทนทุกข์ทรมานต่อไป จนกระทั่งโรคนี้แพร่หลายไปทั่วโลก และไม่มีใครคิดจะแก้ไขเยียวยาโรคนี้เลย มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น วิธีแก้โรคร้ายของพระองค์ ก็มีเพียงสั้นๆ ว่า “อย่าเกิด” เท่านั้น

ถ้าทำตามได้ คือไม่เกิด โรคอื่นๆ ก็หายหมด เพราะฉะนั้น การเกิดนี้จึงเป็นทุกข์อย่างสำคัญมากทีเดียว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 มิ.ย. 2552 , 08:28:00 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 2

ชราทุกข์-ทุกข์คือความแก่เฒ่า หรือทุกข์อันเกิดแต่ความแก่เฒ่า เป็นธรรมดาของสิ่งทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ค่อยๆ เจริญขึ้น เมื่อเจริญขึ้นเต็มที่แล้ว ก็ค่อยๆ เสื่อมลง เมื่อเสื่อมถึงที่สุดแล้ว ก็แตกสลายไป

ร่างกายของคนเราก็เช่นเดียวกัน วันเวลาผ่านไป อวัยวะต่างๆ ก็เริ่มชำรุดทรุดโทรมลง ผิวหนังก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน ไม่น่าดู น่าชม ผมที่เคยดำสนิทก็วิปริตกลายเป็นสีขาว ดวงตาที่เคยแวววาวแจ่มใสก็แปรไปเป็นขุ่นมัว มองไม่เห็นถนัด หูที่เคยฟังเสียงได้แจ่มชัด ก็กลับกลายเป็นหนวกตึงอึงอล ทนต์ที่เคยเต็มปากกัดเคี้ยวอาหารได้สบาย ก็ร่วงหลุดหายเหลือแต่เหงือกเปล่า หลังที่เคยยืดตรงเป็นสง่า ก็ค้อมลงถือไม้เท้า กำลังวังชาที่เคยแข็งแรงก็ถอยถดลงเป็นอ่อนแอ จะลุกจะนั่งยืนเดินแสนลำบาก ต้องออกปากร้องโอยๆ นี่แหละคือชราทุกข์ ซึ่งเห็นกันอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง

พยาธิทุกข์-ได้แก่ ทุกข์อันเกิดแก่โรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายของคนเรานี้ท่านว่าเป็น โรคนิฑฺฒํ เป็นรังของโรคภัยไข้เจ็บ อวัยวะร่างกายทุกส่วนต้องมีโรคประจำอยู่เสมอ ที่ตาก็มีโรคตาแดง ตาแฉะ ตามัว ตาฟาง ตาเจ็บ ตาต้อ เป็นต้น ที่หูก็มีโรค หูเน่า หูเป็นน้ำหนอง หูตึง หูหนวก จมูกก็มี โรคริดสีดวงจมูก โรคหวัดคัดจมูก โรคจมูกเป็นแผลเปื่อยเน่า ที่ฟันก็มี โรคฟันโยก ฟันคลอน ฟันรำมะนาด ฟันผุ ฟันหัก ที่ลำไส้ก็มี โรคลำไส้เป็นแผล พยาธิลำไส้ สำไส้ติ่ง ที่ตับก็มี โรคมะเร็งในตับ ตับแข็ง ตับอ่อน ที่ปอดก็มี โรควัณโรค ปอดบวม เป็นต้น

ถ้าจะบรรยายเรื่องโรคของคนให้ละเอียด คงจะกินเวลาเป็นวันๆ ทีเดียว เพราะโรคมีมากมายหลายชนิดนัก แม้พวกหมอจะพยายามหาหยูกหายา สร้างเครื่องมือ คิดค้นหาวิธีปราบปราม ก็หาได้หมดสิ้นไปไม่ โรคอย่างใหม่ๆ กลับเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หมอต้องวิ่งวุ่นปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ทุกวัน

โรคต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ เป็นโรคจร เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวแล้วก็หายไป ยังมีโรคอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคประจำที่ต้องรักษากันไม่รู้จักหยุดหย่อน ตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย โรคประจำตัวนี้คือโรคหิว โรคกระหาย โรคปวดอุจจาระ ปัสสาวะ โรคนี้เกิดขึ้นทุกวัน และต้องการจัดการแก้ไขกันวันละครั้ง ๒ ครั้ง นอกจากนี้ยังมีโรคเจ็บปวดเมื่อยขบขัดยอก ซึ่งเป็นโรคประจำอีก ถึงจะไม่มีเชื้อโรคอะไรเบียดเบียน ร่างกายนี้มันก็เกิดเจ็บปวดขึ้นมาเองตามธรรมดาของมัน นั่งนานเกินไปก็เจ็บ เดินนานเกินไปก็เจ็บ ยืนนานเกินไปก็เจ็บ นอนนานเกินไปก็เจ็บ เราต้องแก้เจ็บด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถอยู่บ่อยๆ ถ้าเจ็บเพราะนั่งก็ต้องยืน ถ้ายืนเจ็บก็นอน นอนเจ็บก็เดิน สับเปลี่ยนกันไปมาวันละหลายๆ อย่าง นี้เป็นพยาธิทุกข์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 มิ.ย. 2552 , 08:32:32 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 3

มรณทุกข์-ทุกข์อันเกิดจากความตาย ความตายเป็นการแตกสลายแห่งชีวิต เป็นการจากไปเป็นครั้งสุดท้ายอย่างไม่มีวันกลับ เพราะฉะนั้น คนและสัตว์ทุกจำพวกจึงกลัวตาย เมื่อมีการตายก็มักจะมีการโศกเศร้า ร้องไห้อาลัยคิดถึงกันจนเป็นธรรมเนียม

บางพวกลำพังญาติมิตรยังไม่พอ ต้องจ้างวานคนภายนอกมาช่วยร้องไห้อีก ความตายนี้เป็นทุกข์อย่างชัดแจ้ง ซึ่งใครๆ ก็ต้องยอมรับ ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายมาก

ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ดังกล่าวมานี้เป็นทุกข์ประจำ นอกจากนี้ยังมีทุกข์จรอีกมากมาย เช่น ความโศก ความคร่ำครวญ ความเหี่ยวแห้งใจ ความคับแค้นใจ ความเสียใจอันเกิดจากการพลัดพรากจากคนรัก ของรักการประจวบกับคนผู้ไม่เป็นที่รัก และของไม่เป็นที่รัก การไม่ได้สมปรารถนาเป็นต้น เมื่อว่าโดยย่อแล้ว ขันธ์ ๕ คือ ตัวตนของเรานี้แหละ คือทุกข์ คือก้อนทุกข์ ตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้าไม่มีสุขเลย เป็นทุกข์ทั้งแท่ง

ของทั้งหลายบรรดาที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในโลกนี้ ล้วนเป็นของสำหรับบรรเทาทุกข์ทั้งนั้น เคหสถานบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ก็สำหรับบรรเทาทุกข์ เสื้อผ้า อาหาร ยารักษาโรค ยานพาหนะ ถ้วยชาม ฯลฯ มีไว้เพื่อบรรเทาทุกข์ให้น้อยลง เมื่อทุกข์น้อยลง คนก็ว่าความสุข อันที่จริงสุขอันบริสุทธิ์ไม่มีในโลก คนที่เรียกว่าสุขนั้น คือ ทุกข์น้อยลงเท่านั้นเอง

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแสดงให้เห็นโทษเห็นภัยในห้องมืดเช่นนี้แล้ว ก็ปรากฏว่ามีคนรู้สึกตื่นตัวขึ้น อยากจะออกจากห้องมืดไปสู่แสงสว่างบ้าง มีคนอยากจะพ้นทุกข์กันบ้าง พระองค์จึงทรงชี้แจงต่อไปนี้ ถ้าอยากพ้นทุกข์ต้องค้นลงไปให้พบต้นเหตุของทุกข์ รากเหง้าของทุกข์ เพราะทุกข์ต่างๆ ที่มวลสัตว์พากันเสวยอยู่นี้เป็นผลธรรมดา ผลย่อมมาจากเหตุ ถ้าต้องการให้ผลดับต้องทำลายตัวเหตุ ไม่ใช่ทำลายที่ผล ไม่ใช่บำบัดแก้ไขที่ผล

เพราะการทำลายผลนั้นได้ชั่วคราว ถ้าเหตุยังอยู่ ประเดี๋ยวก็เกิดผลอีก เหมือนต้นไม้ ถ้าเราตัดกิ่งตัดลำต้นเท่านั้นยังอาจงอกขึ้นมาได้อีก แต่ถ้าเราขุดรากขึ้นมาเผาเสีย ต้นไม้นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้

ฉะนั้น ในการทำลายทุกข์ก็ต้องทำลายที่เหตุ ชาวโลกไม่พากันทำลายเหตุของทุกข์ มีแต่บำบัดทุกข์เป็นครั้งคราวไป เปรียบเหมือนคนเจ็บเท้าเพราะถูกหนามตำ เดินไม่สะดวกจึงเอารองเท้ามาใส่ เพื่อจะให้เดินสะดวก ก็ยังเดินไม่สะดวกอยู่นั่นเอง ทางที่ถูกควรจะถอนหนามออกเสียก่อน เพราะหนามเป็นเหตุของความเจ็บ ถ้าถอนหนามออกได้แล้ว แม้ไม่ใส่รองเท้าก็จะเดินสะดวก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 มิ.ย. 2552 , 08:39:01 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 4

เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ถอนหนาม สอนให้ดับเหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์

รากเหง้าแห่งทุกข์คืออะไร? เหตุแห่งทุกข์คือตัณหา ตัณหาได้แก่ความอยาก ความยินดี ความพอใจอยู่ในห้องมืดทั้ง ๓ ดังกล่าวแล้ว เป็นห่วงอาลัยอยู่ในห้องมืด ไม่อยากออกไปสู่แสงสว่าง ตัณหาท่านจำแนกไว้เป็น ๓ ข้อ คือ กามตัณหา ความอยากอยู่ในห้องมืดห้องที่ ๑ คือกามภพภวตัณหา ความอยากอยู่ในห้องมืดห้องที่ ๒ คือรูปภพ วิภวตัณหา ความอยากอยู่ในห้องมืดห้องที่ ๓ คืออรูปภพ

ความจริงตัณหามีตัวเดียว แต่ว่าจำแนกออกเป็น ๓ ตามลักษณะของห้องมืดคือภพตัณหามีตัวเดียว แต่ว่าจำแนกออกเป็น ๓ ตามลักษณะของห้องมืดคือภพตัณหาเป็นยางเหนียว สำหรับหล่อเลี้ยงจิตใจให้หลงยินดีอยู่ในห้องมืด ทำให้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในห้องมืด เปรียบเหมือนยาวเหนียวในเมล็ดพืช เมล็ดพืชที่ยังมียางเหนียว ถ้าเราเอาไปเพาะย่อมงอกขึ้นได้ฉันใด คนที่ยังมีตัณหาก็ยังจะต้องเกิดขึ้นอีกฉันนั้น เมื่อเกิดก็จะต้องประสบทุกข์อยู่ร่ำไป เพราะฉะนั้นผู้จะหนีทุกข์ต้องไม่เกิด จะไม่เกิดต้องทำลายตัณหาเสีย

ตัณหานั้นไม่ได้อยู่ที่อื่น แต่อยู่ที่จิตใจของคนนั่นเอง ตัณหาเป็นเหมือนปีศาจร้ายที่สิงอยู่ในจิตใจของคน ทำให้คนมีจิตใจเร่าร้อน วุ่นวาย กระสับกระส่าย ทำให้จิตใจมีอุปาทานยึดถือในทรัพย์สมบัติต่างๆ ว่าเป็นของเรา บ้านของเรา สวนของเรา เสื้อผ้าของเรา อาหารของเรา แต่อันที่จริงหาใช่ของเราไม่ เราเกิดมามิได้มีสิ่งเหล่านี้ติดตัวมาด้วย มาตัวเปล่า เวลาตายจากโลกนี้ไปก็เอาติดตัวไปด้วยไม่ได้ ต้องทิ้งไว้ให้คนอื่น ถ้าคนอื่นตายอีก ก็ต้องทิ้งไว้ให้คนอื่นอีก ถ้าคนทุกคนตายหมด ของเหล่านี้ก็จะตกเป็นสมบัติของโลก ของแผ่นดิน ไม่มีใครเอาไปด้วยได้

ของเราอยู่ที่ไหน ของเราไม่มี มีแต่ของโลก เราเกิดมายืมโลกเขาใช้ชั่วคราว เมื่อจะจากโลกไป ก็ส่งคืนเจ้าของเดิมเขาหมดสิ้น โดยที่สุดแม้แต่สรีระร่างกาย ซึ่งเราถือว่าเป็นของเรา ตาของเรา จมูกของเรา แขน ขาของเรานี้ เมื่อตายแล้วเขาก็เผาทิ้ง ฝังทิ้งกลายเป็นดิน เป็นน้ำไปเพราะไม่ใช่ของเรา เป็นของแผ่นดิน เรายืมเขาใช้ชั่วคราว ตายแล้วก็ส่งเจ้าของเดิมเขา บางทียังไม่ตาย แต่เจ้าของเดิมเขาทวง เราก็ต้องคืนให้เขา เช่น ฟัน เป็นต้น เรายังไม่ตายเลย แต่เจ้าของเดิมเขาทวง เราก็ต้องคืนให้เขา เช่น ฟัน เป็นต้น เรายังไม่ตายเลย แต่เจ้าของเดิมเขาต้องการจะเอาไปให้เด็กๆ ที่เกิดใหม่ใช้ เราก็ต้องถอนให้เขาไป

เพราะฉะนั้นของเราจึงไม่มี ตัวเราก็ไม่มี ที่เราว่าของเราตัวเรานั้น ด้วยอำนาจอุปาทาน เพราะไม่รู้ของจริง จึงหลงเข้าใจผิดไป อุปาทานนี้ก็เกิดสืบมาจากตัณหาในจิตใจ บางครั้งตัณหาก็ทำให้ใจโกรธแค้น อาฆาตพยาบาท ขุ่นเคืองบางทีก็ทำให้จิตใจเกิดความละโมบโลภอยากได้ อยากมี อยากเป็น จนตัวสั่น บางขณะตัณหาก็ทำให้จิตใจหลงใหลมัวเมาในลาภในยศในสรรเสริญสุข บางคราวตัณหาก็ทำให้เกิดความอิจฉาริษยา ความตระหนี่หวงแหน ความกำหนัด ยินดี เมื่อจิตใจถูกตัณหาทำให้เสียคุณภาพเช่นนี้แล้ว ก็เป็นเหตุให้ทำกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ ดีบ้างชั่วบ้างคละเคล้ากันไป

เมื่อทำกรรมก็ได้รับผลสุขบ้างทุกข์บ้าง อยู่ในห้องมืดทั้ง ๓ นั้น เมื่อได้รับผลก็เกิดกิเลสตัณหาอีก กิเลสตัณหาเป็นเหตุให้ทำกรรมอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่รู้จักจบสิ้น ท่านจึงเรียกว่า วัฏสงสาร คือการเดินวนรอบวงกลม การเดินวนอยู่ในห้องมืด ผู้ปรารถนาจะพ้นไปจากห้องมืด จึงต้องทำลายกิเลสตัณหาเสีย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 มิ.ย. 2552 , 08:47:00 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 5

การทำลายกิเลสตัณหานั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้ทางไว้แล้ว ทางนั้นเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง อันได้แก่มรรคมีองค์ ๘ หรืออริยมรรค แปลว่า หนทางอันประเสริฐ สำหรับเดินไปสู่ความประเสริฐ ผู้ได้ดำเนินตามอริยมรรคผู้นั้นก็พลอยเป็นผู้ประเสริฐไปด้วย อริยมรรคนั้นเมื่อสรุปกล่าวโดยย่อก็มีเพียง ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลได้แก่ ความคิดงดเว้นจากความชั่วทางกายทางวาจา จำแนกออกเป็น ๓ คือ จุลศีล ศีลน้อยได้แก่ ศีล ๕ มัชฌิมศีล ศีลกลาง ได้แก่ อุโบสถศีล และกรรมบถ ๑๐ มหาศีล ศีลใหญ่ได้แก่ศีล ๒๒๗

การที่ท่านจำแนกศีลไว้เป็นศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ เช่นนี้ก็แจกตามอาการของศีล แต่ตัวศีลที่แท้จริงคือ วิรัติเจตนาตัวเดียวเท่านั้น คือความงดเว้นจากการทำชั่ว

อีกประการหนึ่ง ท่านจำแนกไว้ตามอุปนิสัยบารมีของเวไนยสัตว์ ผู้ใดมีอุปนิสัยบารมียังไม่แก่กล้า ก็รักษาศีล ๕ ก่อน เมื่อบารมีแก่กล้ามากขึ้น ก็รักษาศีล ๘ ศีล ๒๒๗ ตามลำดับ ผู้ใดรักษาได้แค่ไหนก็มีความสุขความสงบแค่นั้น เช่น คนหนึ่งรักษาศีล ๕ ไม่ฆ่าสัตว์ก็จะมีความสุขสงบใจ ไม่มีเวรไม่มีภัย ไม่มีใครคิดอาฆาตพยาบาท มีอายุยืนนาน ไม่ลักทรัพย์ ก็มีความสงบสุข ไม่มีศัตรู ไม่เดือดร้อนเพราะกลัวตำรวจจับ ทรัพย์สมบัติมั่นคง ไม่ประพฤติผิดในกาม ก็ไม่มีศัตรู เป็นที่รักใคร่ของครอบครัวลูกเมีย สถานะของครอบครัวเป็นปึกแผ่นมั่นคง ไม่พูดเท็จก็เป็นผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของคนทั่วไป ไม่ดื่มสุรา ก็เป็นผู้มีสติปัญญาดี ไม่เสียทรัพย์ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่เป็นที่รังเกียจของเพื่อนบ้านเป็นต้น

เพียงแค่ศีล ๕ ประการ ถ้ารักษาได้ก็มีความสงบสุขถึงเพียงนี้แล้ว ถ้าคนในโลก พากันรักษาศีล ๕ ด้วยดี โลกจะสงบสุขเป็นมิตรกันทั่วไป โจรผู้ร้ายจะไม่มี คนโกงจะไม่มี คนเกกมะเหรกเกเรจะไม่มี สงครามจะไม่มี ที่โลกเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่พากันรักษาศีลนั่นเอง ศีลเป็นเครื่องปราบกิเลสตัณหา มิให้แสดงความชั่วร้ายออกมาทางกาย วาจา เปรียบเหมือนหินที่ทับหญ้าไว้ หญ้าเจริญงอกงามไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ตาย เอาหินออกเมื่อใด หญ้าจะงอกงามขึ้นทันที ศีลก็เป็นเครื่องทับกิเลสตัณหาไว้เช่นเดียวกัน กิเลสยังไม่ตายทีเดียว เพียงแต่ทับไว้เท่านั้น ก็ยังมีความสุขความสงบถึงเพียงนี้แล้ว ถ้าสามารถทำลายกิเลสตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง จะมีความสงบสุขมากสักเพียงไหน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 มิ.ย. 2552 , 08:51:40 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 6

เมื่อกาย วาจาสงบ ก็เป็นเหตุให้ใจสงบ ใจที่สงบนั่นแหละคือตัวสมาธิ เมื่อใจสงบ กิเลสตัณหาก็สงบไปด้วยไปด้วย แต่ยังไม่ตาย ดังนั้นศีลจึงเป็นเครื่องส่งเสริมสมาธิ

สมาธิ คือ ความมีใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว สงบระงับไม่ฟุ้งซ่าน อุบายสำหรับทำให้ใจสงบมีหลายอย่าง เช่น เพ่งกสิณบ้าง กำหนดลมหายใจบ้าง บริกรรมคำใดคำหนึ่งบ้าง ท่านแสดงวิธีต่างๆ ไว้มาก เพื่อให้ผู้ฝึกทำสมาธิเลือกทำตามสมควรแก่จริต อัธยาศัยของตน

เมื่อจิตใจเป็นสมาธิสงบระงับดีแล้ว กิเลสตัณหาจะถูกกำราบลงไปอีก จนกระทั่งอ่อนกำลังลงมาก ในตอนนี้ จะได้พบกับความสุขความสงบอันละเอียดประณีตลงไปอีก เป็นความสุขอย่างที่คนธรรมดาสามัญจะไม่ได้รับเลย ฉะนั้น ควรปลูกความอุตสาหะในการฝึกฝนทำสมาธิ

เมื่อใจเป็นสมาธิแล้ว จิตใจนั้นเองจะเป็นธรรมชาติ สว่าง มีกำลัง มีฤทธิ์ มีปัญญา สามารถจะทำลายต้นเหตุของทุกข์คือกิเลสตัณหาเสียได้อย่างสิ้นเชิง เมื่อตัณหาถูกทำลายไปแล้ว ความมืดก็หายไป เหลือแต่ความสว่าง ผู้นั้นชื่อว่าได้เดินทางจากห้องมืด บรรลุถึงแสงสว่างแล้ว เขาพ้นแล้วจากภัยทั้งหลาย มี ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เป็นต้น ซึ่งมีเต็มอยู่ในห้องมืดนั้น เขาจะไม่ปรารถนากลับไปสู่ความมืด อันเต็มไปด้วยทุกข์นั้นอีกเป็นอันขาด นี่แหละคือวิถีธรรมทางพุทธศาสนา

บัดนี้ เราทั้งหลายต่างกำลังตกอยู่ในห้องมืดอันเต็มไปด้วยทุกข์ เราเกิดมาแล้ว เพราะฉะนั้น จะต้องเจ็บต้องตาย ตายแล้วเราจะต้องเกิดในห้องมืดอีก เพราะยางเหนียวคือตัณหายังมีอยู่ เราจะยินดีอยู่ในห้องมืดอันเกลื่อนกล่นด้วยทุกข์นี้ หรือจะหนีจากห้องมืดนี้ไปสู่แสงสว่าง

ถ้าต้องการแสงสว่าง ก็จงดำเนินตามทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้ไว้แล้ว ทางนั้นมีเพียง ๓ ขั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๓ ขั้นนี้มิได้อยู่ที่ไหน แต่อยู่ที่ตัวเรานี้เอง ถ้าปรารถนาแสงสว่างก็จงรีบก้าวเดินไปตามทางทั้ง ๓ ขั้นนั้น ถึงก้าวไปไม่ได้ทั้ง ๓ ขั้น ก้าวไปได้เพียงขั้นไหนก็จะมีความสงบสุขเท่านั้น

แต่อย่าประมาท เมื่อก้าวได้ขั้นศีลแล้ว ให้พยายามก้าวไปให้ถึงขั้นสมาธิ เมื่อถึงขั้นสมาธิแล้ว ให้ก้าวสู่ขั้นปัญญา เมื่อได้ครบทั้ง ๓ ขั้น จึงจะพ้นจากห้องมืดถึงความสว่าง ถ้าได้แต่พียงขั้นเดียวแล้วยินดีอยู่เพียงขั้นนั้น ก็ยังจัดว่าเป็นผู้ประมาท ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในคุกมืด ๓ ห้องนี้อีกต่อไปไม่สิ้นสุด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 มิ.ย. 2552 , 08:58:32 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 7

มารับธรรมครับพี่เณร มารับเอาความทุกข์ระทม นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ทุกข์อื่นเสมอด้วยขันธ์ย่อมไม่มี

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ต้องเหงาระทมขมขื่นอุรา ชีวิตก็คือความทุกข์ ความทุกข์ก็คือชีวิต เกิดก็ทุกข์ แก่ก็ทุกข์ เจ็บก็ทุกข์ ตายก็ทุกข์ พรัดพรากจากคนรักก็ทุกข์ สังสรรค์กับคนชังก็ทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง5 ก็เป็นกองทุกข์ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย พี่เณร ครับ แต่การได้ฟังพี่เณร เป็นสุขอย่างยิ่ง และการดับความเร่าร้อนกระวนกระวายทั้งปวงได้สิ้นเชิงก็เป็นสุขอย่างยิ่ง นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าพระนิพพานไม่มี ขอบคุณพี่เณร ครับ ฯ

โดย Missu [26 มิ.ย. 2552 , 09:58:40 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 8


อ่านอยู่สองรอบ ...หากพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว จะเห็นว่า ชีวิตนี้ไม่น่าอยู่เลย อยู่แต่ในห้องมืดที่มีปัศาจสิงสถิตย์อยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดแต่เกิดแต่การบงการของอำนาจมืดและอำนาจปีศาจปีศาจ หรือตัณหาที่อยู่คู่กับใจของเราตลอดเวลา

แต่พวกเราก็โชคดีที่เกิดมาในบวรพุทธศาสนา มีโอกาสได้ฟังธรรมศึกษาธรรม ดังนั้นจึงควรเพิ่งพูนสติปัญญาให้ยิ่งๆขึ้นเพื่อเพิ่มแสงสว่างในใจตน ให้ส่องสว่าง หาสามารถหาทางหลุดออกจากห้องมืดได้

จะพยายามปรับปรุงตนให้พ้นจากความประมาทให้ได้ค่ะพี่เณรที่รัก

กราบขอบพระคุณมากค่ะพี่เณรที่นำธรรมะที่มีคุณวิเศษยิ่งมาให้ได้อ่าน ศึกษาหาความรู้และแสงสว่างให้แก่ตนเป็นประจำเสมอมา ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [26 มิ.ย. 2552 , 10:13:22 น.] ( IP = 124.121.177.43 : : )


  สลักธรรม 9

ห้องมืด..น่ากลัวมาก

กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำเรื่องดีๆ มาเตือนใจให้ความรู้อยู่เสมอ สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [26 มิ.ย. 2552 , 21:20:56 น.] ( IP = 61.90.123.188 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org