มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ภาวะที่สิ้นหวังของชาวโลก




ภาวะที่สิ้นหวังของชาวโลก

โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


ความยุ่งยากสับสนทั้งหลาย ในสมัยปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดมาจากปัญหาที่คนยังตอบไม่ได้ จริงอยู่ แม้พรมแดนที่กั้นระหว่างสิ่งที่เรารู้แล้ว และสิ่งที่เรายังไม่รู้ได้ถูกขยายออกไปอีก เป็นระยะทางไกลพอสมควรแล้วก็ตาม เราก็เริ่มจะเห็นว่าขอบเขตของดินแดนที่เรารู้แล้วแคบกว่าที่เราคิดไว้มาก สำหรับนักเรียนที่เพิ่งเริ่มเรียน วิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะเป็นวิชาสัพพัญญูรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์เขาย่อมรู้ตัวดีว่า เขากำลังถูกแวดล้อมด้วยความมืดแปดด้าน สำหรับศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธาคริสต์ศาสนาสมัยใหม่ อาจจะดูเป็นป้อมปราการมหึมาที่ไม่มีใครจะโจมตีแตก แต่สายตาอันชาญฉลาดของนักการศาสนาชั้นนำ กำลังเฝ้าดูรอยแยกอันมหึมา ที่กำแพงป้อมนั้นภายใต้การระดมโจมตีอย่างดุเดือดของการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ

ประมาณหนึ่งศตวรรษมาแล้ว ความเชื่อแบบไร้เหตุผลตามประเพณีสืบๆ กันมาก็ดี คำสอบแบบบังคับให้คนเชื่อก็ดี ได้ตกเป็นเบี้ยล่างของการค้นคว้าและเหตุผล ได้เกิดมีการสืบสวนปัญหาชีวิตและปัญหาเกี่ยวกับโลกอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามหลักเหตุผล ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนา ไม่มีสิ่งใดได้รับยกเว้นจากการพิสูจน์สอบสวน ความคิดเรื่องพระผู้เป็นเจ้าและวิญญาณก็ดี เรื่องการช่วยเหลือของพระผู้เป็นเจ้าและชะตากรรมของมนุษย์ก็ดี ได้ถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่นเดียวกับความคิดแบบคาดคะเนเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของโลกทุกอย่าง

ยุคนี้จัดได้ว่าเป็นยุคแห่งวิวัฒนาการทางปัญญา นักคิดซึ่งมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ ได้ตัดสินใจแล้วอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะทำลายความหลอกลวงทั้งหลายที่กดมนุษยชาติไว้ในความมืดมาเป็นเวลานาน แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่นักคิดเหล่านี้ทำงานอย่างรีบเร่งเกินไป จึงพลาดความจริงอันสำคัญบางอย่างไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 มิ.ย. 2552 , 08:07:22 น.] ( IP = 58.9.147.107 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

กระบวนการทำลายสิ่งหลอกลวงดังกล่าวมานี้ ได้ก่อให้เกิดลัทธิวัตถุนิยมขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ทีแรกวัตถุนิยมก็ทำท่าว่าจะตอบปัญหายุ่งยากต่างๆ ได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ ประชาชนได้ปลอบใจตัวเองด้วยความหวังอันสูงว่า เหตุการณ์และทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล รวมทั้งเรื่องจิตใจด้วย อาจจะอธิบายได้อย่างง่ายดาย และอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยสสาร เป็นที่เชื่อกันทั่วไปว่า ไม่มีสิ่งใดในสากลจักรวาล นอกจากพลังงานและสสาร พร้อมทั้งกฎที่ควบคุมพลังงานและสสาร ได้มีประกาศอย่างเชื่อมั่นว่า ความเชื่อถือเก่าๆ ซึ่งควบคุมอารยธรรมของมนุษย์ไว้ในขอบเขตอันจำกัดมาเป็นเวลานานนั้น ได้สิ้นสุดอายุลงแล้วตลอดกาล พระผู้เป็นเจ้าเป็นแต่เพียงเทพนิยาย เรื่องวิญญาณเป็นแต่เพียงจินตนาการลมๆ แล้งๆ ชะตากรรมของมนุษย์เป็นแต่เพียงการทำงานของเครื่องจักรกลของโลก ศาสนาเป็นแต่เพียงส่วนประกอบชิ้นหนึ่งของนิยาย สำหรับเด็กที่คลุกเคล้าด้วยจริยธรรมเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในรุ่งอรุณแห่งยุคสติปัญญานี้ วิทยาศาสตร์อันประกอบด้วยหลักเหตุผล จึงปราบเทววิทยาซึ่งเป็นคู่อริดึกดำบรรพ์ลงได้อย่างราบคาบ และเดินก้าวหน้าต่อไปด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ไม่รู้จักจบสิ้น

ยุคนี้เป็นยุคแห่งความกระตือรือร้น ที่ไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ความกระหายแบบคลั่งไคล้ผลักดันมนุษย์ให้ค้นพบสิ่งแปลกๆ ใหม่ วันแล้ววันเล่า เป็นที่หวังกันว่า ในไม่ช้านี้ คนคงจะได้รู้จักหน้าตาของความลับชิ้นสุดท้ายของธรรมชาติ

การค้นคว้าทดลองในวิชาฟิสิกส์ได้แสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติก็คือกฎนั้นเอง ความอยากรู้อยากเห็นของนักเคมี ได้เปิดเผยให้เราทราบถึงโครงสร้างอันลึกล้ำของสสาร ทฤษฏีวิวัฒนาการของดาร์วินได้เปิดเผยให้เราทราบถึงระเบียบ และจุดประสงค์ในอาณาจักรอันสลับซับซ้อนของสิ่งมีชีวิต

เรื่องราวอันประหลาด มหัศจรรย์ของยุคต่างๆ ในอดีต เราอาจจะอ่านดูได้จากพื้นชั้นต่างๆ ของแผ่นดิน กล้องโทรทรรศน์อันมหึมาได้ย่นระยะทางอันนับด้วยปีแสงจากกลุ่มดวงดาวและดวงดาวฤกษ์จำนวนล้านที่อยู่ห่างไกลให้สั้นลง จนสามารถเอาภาพของดาวเหล่านั้นมาวางไว้บนแผ่นฟิล์มถ่ายรูปได้อย่างสบาย

การศึกษาแยกแยะร่างกายของมนุษย์ ก่อให้เกิดวิทยาการแขนงต่างๆ เช่น กายวิภาควิทยา สรีรวิทยา คัพภวิทยา จิตวิทยา แพทยศาสตร์ เป็นต้น การที่จะรอบรู้โลกและปราบปรามธรรมชาติได้อย่างเด็ดขาด ดูเหมือนจะอยู่แค่มือเอื้อม และมนุษยชาติต่างก็เตรียมพร้อมที่จะคอยไชโยโห่ร้อง รับการค้นพบใหม่ๆ ต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 มิ.ย. 2552 , 08:15:04 น.] ( IP = 58.9.147.107 : : )


  สลักธรรม 2

ตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ เราได้เจริญเติบโตขึ้นมามากพอดู แม้จะยังมีความกระตือรือร้นอยู่บ้าง ก็รู้สึกว่าลดน้อยลงบ้างตามอายุ วิธีการค้นคว้าแบบหยาบๆ และเร่งรีบอย่างแต่ก่อนได้หมดไป มีวิธีการอันละเอียดและระมัดระวังเข้ามาแทน เวลานี้เรากำลังยุ่งอยู่กับการตรวจสอบกองขยะมหึมาแห่งความคิด ซึ่งถูกทอดทิ้งทับถมกันไว้ตลอดเวลา ๔ ศตวรรษที่ผ่านมา เราตรวจสอบด้วยความระมัดระวังแบบเดียวกับที่เราตรวจสอบเศษโลหะ ซึ่งช่างหล่อหลอมโลหะโยนทิ้ง เพราะเห็นว่าไร้คุณค่านั่นทีเดียว และท่ามกลางกองขยะเหล่านี้ เราก็ได้พบสิ่งมีค่าเป็นอันมาก

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานยืนยันเหมือนกันว่า สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นมหาสมบัติอันมีค่าสูงนั้น ความจริงก็เป็นเพียงทองคำของคนโง่เท่านั้นเอง คือส่องแสงแต่ไร้ค่า วิทยาศาสตร์จำต้องโอนทฤษฏีทิ้ง ทฤษฏีแล้วทฤษฏีเล่า คำสอนทางศาสนาที่บังคับให้เชื่อ และการเก็งความจริงทางปรัชญา ก็ถูกโยนทิ้งอันแล้วอันเล่าเหมือนกัน ผลก็คือว่าทำไปทำไปชักเกิดความฉงนขึ้นมาว่า จะเอาอย่างไรกันแน่

จริงอยู่ทฤษฏีเก่าๆ และคำสอนแบบบังคับให้เชื่อบางอย่างใช้ไม่ได้ แต่เมื่อเราโยนทิ้งเสียแล้ว จะเอาอะไรมาแทน? การค้นคว้าหาความรู้ จึงได้กลายเป็นประมวลคำถามอันสลับซับซ้อน ซึ่งถ้าไม่มีการอธิบาย ก็จะก่อให้เกิดความสงสัยลังเลเมื่อเกิดความลังเล ความระส่ำระสายวุ่นวายใจก็จะเกิดขึ้น

ตามความเป็นจริง ลัทธิสสารนิยมเวลานี้ก็ถูกทอดทิ้งไปแล้ว แต่ความคิดทางศาสนาในยุคใหม่ยังคงคลำหาทางที่จะแสดงตัวออกมาอย่างเหมาะสม

พระผู้เป็นเจ้ามีอยู่จริงหรือ และมีกฎแห่งจริยธรรมอยู่ที่หัวใจของจักรวาลจริงหรือ? ถ้ามีจริง ทำไมจึงมีความตายอยู่ทุกหนทุกแห่ง คนแข็งแรงเบียดเบียนคนอ่อนแอ สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก

“เหตุไฉนกิ้งก่าจึงกินมด งูกินกิ้งก่า เหยี่ยวกินทั้งกิ้งก่าและงู ทำไมเหยี่ยวจึงกินนกกระเต็น และปลาที่นกกระเต็นจับได้ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยการฆ่า ผู้ฆ่าเองในที่สุดก็ถูกฆ่า ชีวิตมีอยู่เพราะอาศัยความตาย เพราะฉะนั้น ความยุติธรรม ก็คือการล้างผลาญเข่นฆ่ากันอย่างป่าเถื่อน ตั้งแต่ตัวหนอนถึงมนุษย์ ซึ่งมนุษย์เองก็ฆ่ากันเอง..”

ถ้าพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่จริง ทำไมโลกนี้จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม เต็มไปด้วยการลงโทษที่ไม่ยุติธรรม และการได้ลาภผลที่ไม่สมควรจะได้? ทำไมคนอยู่ดีๆ จึงถูกตีจนตาบอด? ทำไมเด็กผู้ไรเดียงสาจึงต้องสิ้นชีพเพราะโรคร้าย? ทำไมแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกน้อย จึงถูกรถที่คนบ้าขี้เมาขับชนตาย? เราจะต้องเห็นด้วยกัน มิลล์หรือว่าพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่จริง พระองค์ก็คงไม่เอาใจใส่อะไรกับมนุษย์ หรือมิฉะนั้นพระองค์ก็คงไร้สมรรถภาพ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงภาวการณ์ใดๆ ของโลกได้

การที่จะพูดว่าเป็นความประสงค์ส่วนตัวของพระผู้เป็นเจ้านั้น ไม่สามารถจะให้ความกระจ่างอะไรแก่เราได้ ดูเหมือนจะให้ความโง่เขลาของเรามืดตื้อยิ่งขึ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 มิ.ย. 2552 , 08:20:55 น.] ( IP = 58.9.147.107 : : )


  สลักธรรม 3

ทำดีได้รับผลดี ทำชั่วได้รับผลชั่วจริงหรือ? เหตุการณ์ทั่วไปชี้ให้เราเห็นว่า หลักนี้หาเป็นความจริงเสมอไปไม่ ผู้บริสุทธิ์มิได้ทำความชั่วใดๆ เลยกลับต้องถูกจองจำ นักโทษที่ทำความชั่วจริงกลับอยู่เป็นอิสระ ตำแหน่งสูงๆ และความร่ำรวยลอยมาสู่คนธรรมดาๆ ผู้ที่ทำงานหนักสมควรได้รับ กลับประสบความยากจนและความทุกข์ ความอิจฉาริษยาและความมุ่งร้ายติดตามผู้สามารถไปสู่หลุมฝังศพ

ฝูงชนกลับปรบมือให้เกียรติแก่คนโกง โบสถ์ซึ่งมุ่งหมายตั้งใจที่จะช่วยมวลมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ได้รับความนิยมจากฝูงชน ส่วนโบสถ์ซึ่งเต็มไปด้วยการทุจริตคดโกงกลับรุ่งเรืองร่ำรวย และได้รับความนิยมในวงธุรกิจ ถ้ามัวไปยึดความดี ต้องเสียเปรียบเพราะมีคำกล่าวไว้ว่า ในตลาดการค้านั้น นักบุญคือผู้ล้มละลาย แต่นักการพนักคือผู้ประสบผลสำเร็จ คุณธรรมแบบพระคริสต์ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย อำนาจและอาวุธเท่านั้นมีคุณค่าสูงสุด ทั้งๆ ที่เราไม่ประสงค์เราก็ต้องถืออาวุธเพื่อป้องกันบ้านของเรา มิให้ถูกปล้นสะดม

เมื่อไม่นานมานี้ ชายคนหนึ่งถูกปล่อยจากเรือนจำ หลังจากใช้เวลาหนึ่งในสามแห่งชีวิตของเขาอยู่ภายในกำแพงเรือนจำ เขาได้ถูกจองจำเพราะหลักฐานแวดล้อม ทั้งๆ ที่เขายืนว่าตัวบริสุทธิ์ก็ไม่ได้ผล ในที่สุดก็ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ยี่สิบปีต่อมา คนทำผิดที่แท้จริงได้รับสารภาพผิด ขณะที่เขาจวนจะสิ้นใจตาย ฉะนั้นชายที่บริสุทธิ์นั้นจึงถูกปลดปล่อยไป พร้อมกับความชำรุดทรุดโทรมทั้งทางกาย ทางใจ และทางจริยธรรม นี่คือข้อบกพร่องอันน่าละอายแห่งระบบการลงโทษของมนุษย์

มีศาสนาจารย์ผู้มีความรู้ และความเมตตากรุณาคนหนึ่ง ซึ่งตามปกติทำงานบรรเทาทุกข์นักโทษที่พ้นโทษใหม่ๆ ได้พบชายคนนี้ และพยายามปลอบโยนและชักชวนเขาให้เข้ามาสู่วงการคริสต์ศาสนา ด้วยความเมตตากรุณา ท่านศาสนาจารย์ได้เอามือไปแตะไหล่ชายคนนั้น บอกให้เขาอดทน ให้ไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้า ให้รักพระผู้เป็นเจ้า และให้เชื่อคำมั่นสัญญาของพระเยซูคริสต์ ผลที่เกิดจากการกระทำอย่างนี้ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก เขาได้ยืดตัวตรงขึ้น ดวงตาเป็นประกายด้วยความขมขื่นที่ได้รับมาตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีอย่างไม่เป็นธรรม เขาได้ถามท่านศาสนาจารย์ ด้วยเสียงกร้าวแต่สั่นเครือว่า “ท่านหมายความว่า การที่ข้าพเจ้าต้องถูกส่งไปอยู่ในเรือนจำนี้ เป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้ากระนั้นหรือ? ถ้าพระองค์ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและความรักจริง ทำไมพระองค์จึงไม่ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความทารุณ อันไม่ยุติธรรมนี้? ข้าพเจ้าได้ทำความผิดอะไรจึงต้องรับโทษเช่นนั้น? ข้าพเจ้าเป็นคนซื่อ รักลูกรักเมีย และทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัว แล้วอยู่ๆ ข้าพเจ้าก็ถูกจับไปขังไว้ในคุก เพราะคดีอาญา ซึ่งข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องราวด้วยเลย

พระผู้เป็นเจ้านี้เองดอกหรือ ที่ปล่อยให้บุตรภรรยาของข้าพเจ้าต้องอดอยากยากเข็ญ? เวลานี้ภรรยาและลูก ๒ คนของข้าพเจ้าอยู่ไหน? ข้าพเจ้าไม่ได้ข่าวคราวเขาเลยเป็นเวลาหลายปีแล้ว เวลานี้เขาอาจจะกำลังหิวกระหาย อาจตายไปแล้ว หรืออาจประสบชะตากรรม ซึ่งร้ายยิ่งกว่าความตายเสียอีก ดูข้าพเจ้าซิเวลานี้ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เป็นแต่เพียงเดนมนุษย์ถูกโยนทิ้งไว้แทบกองขยะแห่งอารยธรรม แล้วท่านก็มาบอกข้าพเจ้าว่าทั้งหมดนี้เป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ออกไปพ้น! ข้าพเจ้าไม่ต้องการพระผู้เป็นเจ้าของท่าน”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 มิ.ย. 2552 , 08:27:23 น.] ( IP = 58.9.147.107 : : )


  สลักธรรม 4

ศาสนาจารย์คนนั้นต้องคอตกกลับไป เพราะไม่มีเหตุผลและคำพูดที่จะโต้ตอบหรือโน้มน้าวให้ชายคนนั้นเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้ามีอยู่ และพระองค์เป็นผู้มีใจเมตตากรุณา

ศาสนา (คริสต์) บอกให้เราทราบว่าจะมีโลกใหม่มาถึงในวันหนึ่งข้างหน้า ในโลกนั้นความผิดของเราจะได้รับการถ่ายถอน บาปกรรมของเราจะได้รับการให้อภัย ความโง่ของเราจะถูกกำจัดให้หมดไป ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้ตั้งตารอคอยโลกนั้นด้วยความกระหาย และยอมทนความยากลำบากต่างๆ ของโลกนี้ เพื่อคอยรับความสุขในโลกนั้น แต่ถ้าพระผู้เป็นเจ้าได้สร้างโลกอันเต็มไปด้วยความระทมทุกข์ และถูกจัดระเบียบไว้อย่างเลวร้ายนี้จริง เราจะไปหวังดีอะไรดีไปกว่านี้ในโลกหน้าหรือสวรรค์ ซึ่งพระเจ้าองค์เดียวกันเป็นผู้สร้าง? ถ้ามีความยุติธรรมเพียงเล็กน้อยในโลกนี้ ทำไมจึงต้องไปมีมากๆ ในโลกหน้า?

ถ้าวิญญาณทุกดวงเกิดมาเท่าเทียมกันจริง? ทำไมโชคชะตาของมนุษย์จึงแตกต่างกันอย่างมากมาย? เราจะต้องยอมรับหลักคำสอนเรื่องพรหมลิขิตและเรื่องบุคคลพิเศษที่พระผู้เป็นเจ้าโปรดปรานอย่างนั้นหรือ?

ทำไมวิญญาณแต่ละดวง จึงไม่ได้รับโอกาสที่จะพัฒนาอำนาจของตน? ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแต่เพียงเหตุบังเอิญละหรือ? ในโลกที่พระผู้เป็นเจ้ายิ่งใหญ่ทรงสร้างขึ้น สิ่งทั้งหลายแม้กระทั่งชีวิตมนุษย์ ไม่น่าจะถูกปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เราจะไม่ถือว่าปรากฏการณ์อื่นๆ ทั้งหมดในจักรวาลนี้เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ เป็นสำคัญหรือ?

เท่าที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ความเสมอภาคระหว่างมนุษย์เกือบจะเป็นนิยายเหลวไหลทีเดียว
ไม่ว่านักการเมืองหาคะแนนเสียงจะพยายามประกาศโฆษณาเท่าไรก็ตาม คนเราไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านศีลธรรม หรือด้านวิญญาณ ส่วนโชคและโอกาสก็ดูเหมือนว่าจะเล่นซ่อนหาอยู่กับเราตลอดเวลา

คนบางคนมีร่างกายแข็งแรงสุขภาพดี บางคนมีร่างกายอ่อนแอและขี้โรค บางคนมีร่างสง่างามประณีต บางคนก็มีร่างหยาบกักขฬะ บางคนมีมันสมองเปรื่องปราดสามารถ บางคนสมองทื่อทึบ ขอให้คิดดูว่าฐานะของคนเราในโลกนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพทางกายของเรามากมายเพียงไร ความเสมอภาคหรือ? ข้อเท็จจริงทุกอย่างในธรรมชาติ ย่อมชี้ให้เห็นความไม่เสมอภาคในชีวิตมนุษย์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 มิ.ย. 2552 , 08:34:24 น.] ( IP = 58.9.147.107 : : )


  สลักธรรม 5

ในนครใหญ่ของเราแห่งหนึ่ง มีคนพิการตัวเล็กๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ที่มุมถนนเป็นเวลาหลายปี เขามีอายุประมาณ ๔๐ ปี แต่มีร่างกายขนาดเด็กอายุ ๑๐ ขวบ เท่านั้นเอง แขนขาของเขาก็บิดเบี้ยวผิดรูปจนไม่น่ามองดู เขาเลี้ยงชีพด้วยการขายดินสอ และกระดาษ และโลกของเขาก็มีแต่มุมถนนเท่านั้นเอง

โปรดคิดเปรียบเทียบข้อจำกัดของชายคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทางกาย ความขาดญาติมิตร คืนวันอันน่าเบื่อหน่ายไร้ชีวิตชีวา โลกแคบๆ ที่มุมถนน เปรียบกับข้อได้เปรียบต่างๆ ที่เรามีอยู่ซิ ถ้าเชื่อว่า มีเทพเจ้าผู้มีอำนาจจริง พระผู้เป็นเจ้านั้นจะต้องรับผิดชอบต่อชะตากรรมของชายคนนี้ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม โดยตรงคือเอาวิญญาณอันไร้ความคิดเข้ามาใส่ในร่างอันพิกลพิการนี้ และโดยอ้อมคือสร้างโลกซึ่งสิ่งอันน่าทุเรศเช่นนั้นอาจเกิดขึ้นมาได้

ทำไมจึงต้องมีความไม่เสมอภาค อันน่าเศร้ามากมายในสิ่งแวดล้อมทั่วไป? เช่นเด็กคนหนึ่งต้องเกิดในกระท่อมเล็กๆ ของชาวเอสกิโม ชีวิตถูกจำกัดไว้ในสิ่งแวดล้อมอันล้าหลังอย่างที่สุดมาแต่กำเนิด เด็กอีกคนหนึ่งกลับได้เกิดท่ามกลางอารยธรรมอันรุ่งเรือง พร้อมกับความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาและวัฒนธรรม เด็กคนหนึ่งต้องเกิดในห้องอันมืดตื้อและสกปรก ตรงบ้านเช่าอันแออัดยัดเยียด เติบโตขึ้นมาในกองขยะและน้ำครำ ส่วนอีกคนหนึ่งได้เกิดในคฤหาสน์อันโอ่โถง เติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมที่ดี และได้เข้าเรียนในโรงเรียนชั้นสูง เด็กคนหนึ่งต้องเกิดมาเป็นขอทาน ส่วนอีกคนหนึ่งเกิดขึ้นมาเป็นผู้นำ และเป็นเกียรติของประเทศชาติ

ถ้าหากว่ามีวิญญาณ และวิญญาณเหล่านั้นเหมือนกันหมด เมื่อแรกเกิดทำไมจึงต้องมีความแตกต่างกัน แบบเลือกที่รักมักที่ชักนี้? ทำไมเด็กผู้ไร้เดียงสาจึงถูกสาปให้มีชีวิตอันเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม และความขัดสนมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนอีกคนหนึ่งกลับได้รับความสุขและทรัพย์สมบัติมหาศาล ความแตกต่างดังกล่าวมานี้ เราจะถือว่าเป็นการกระทำด้วยความรัก ความเมตตากรุณา และความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้าได้ละหรือ ในการกำหนดโชคชะตาให้แก่มนุษย์แต่ละคนนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อันแน่นอนหรือจุดมุ่งหมายอันเที่ยงธรรมใดๆ อยู่เบื้องหลังเลยหรือ?

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 มิ.ย. 2552 , 08:37:57 น.] ( IP = 58.9.147.107 : : )


  สลักธรรม 6

ทำไมจึงมีความแตกต่างกันอย่างมากมายในโอกาสที่จะประสบความสำเร็จของมนุษย์

ชายคนหนึ่งอาจจะทำงานหนักตลอดชีวิต แต่ในที่สุดกลับไปเป็นคนไข้อนาถาอยู่โรงพยาบาลหรือสถานสงเคราะห์คนอนาถา ส่วนอีกคนหนึ่งกลับได้รับมรดกเป็นที่ดินและบรรดาศักดิ์ มีเรือยอชต์และรถยนต์มากมาย มีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง และได้เสวยสุขจากความหรูหราฟุ่มเฟือยของโลกอย่างไม่อั้น

ความจริงเขาเป็นคนเกียจคร้านเป็นกาฝากสังคม เป็นสมาชิกสังคมที่ไม่ได้ทำประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอัน แต่มือของเขากลับเต็มไปด้วยมหาสมบัติ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ “นกกระจอกตัวหนึ่งตกลงมาตายพระองค์ก็ทรงทราบ” การที่จะตอบว่ามันเป็นเรื่องของงานและสติปัญญานั้นหาถูกต้องไม่ เพราะมีคนขยันและเฉลียวฉลาดเป็นจำนวนมากต้องประสบความล้มเหลว และมีคนโง่เป็นจำนวนมาก ที่เพียงแต่ชี้นิ้วและเงินทองก็ไหลมาเทมา

ไม่ว่าเราจะหันหน้าไปทางไหน เราก็จะเห็นว่าโลกเต็มไปด้วยความไม่เสมอภาค ซึ่งไม่สามารถจะอธิบายได้ด้วยหลักคำสอนทางศาสนา (คริสเตียน) เท่าที่มีอยู่โดยสัญชาตญาณเราย่อมจะคิดว่า จะต้องมีเทพเจ้าอยู่เบื้องหลังสิ่งของทั้งปวง และเหตุการณ์ทั้งปวง แต่เราไม่สามารถจะพิสูจน์ได้โดยการมองดูสภาพการณ์ของโลกตรงกันข้าม ดูเหมือนจะมีอธรรมมากกว่าธรรมในโลกนี้ เราจะเห็นได้ว่า จำนวนคนเหินห่างศาสนาเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี

เป็นความจริงว่าศาสนาคริสเตียน ได้พยายามที่จะตอบปัญหาเหล่านี้ โดยอาศัยหลักการสำคัญ ๒ อย่างคือบาปดั้งเดิมของมนุษย์ และเจตจำนงของพระผู้เป็นเจ้า แต่หลักการทั้ง ๒ นี้ ไม่สามารถจะตอบคำถามได้อย่างน่าพอใจ สำหรับคนในปัจจุบัน

หลักการข้อแรกล้มเหลว เพราะเวลานี้เราเชื่อมั่นได้แล้วว่า อาดัมซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกไม่เคยมีตัวอยู่เลย เพราะฉะนั้นบาปดั้งเดิม จึงไม่มีหลักการข้อ ๒ ล้มเหลว เพราะทำให้พระเจ้าต้องรับผิดชอบต่อความทุกข์ระทมทุกอย่างในโลก เฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ระทมซึ่งมีมาแต่กำเนิด เรารู้สึกขยะแขยงที่จะกราบไหว้บูชาพระผู้เป็นเจ้าที่ทารุณเช่นนั้น

ปัญหาทางศาสนาเหล่านี้ เป็นภาวะที่หมดหวังของโลกปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาที่ไม่มีใครสามารถตอบได้ เมื่อยังตอบไม่ได้ก็ทำให้คำสอนของศาสนามีความหมายน้อย และไม่ให้ความหวังใดๆ แก่โลก

เราต้องการกุญแจดอกสำคัญสำหรับแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อทำให้เรื่องวิญญาณกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีก เพื่อทำให้ความไว้วางใจในความดีของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งคลอนแคลนกลับมั่นคงคืนอีกครั้ง

กุญแจลูกสำคัญนี้
เราได้พบแล้วในเรื่อง
ตายแล้วเกิด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 มิ.ย. 2552 , 08:44:35 น.] ( IP = 58.9.147.107 : : )


  สลักธรรม 7

ตายแล้ว........ไปไหน

เป็นคำถามตามวัยให้ต้องตอบ
วัยเด็กชอบถามผู้ใหญ่อย่างใคร่รู้
ทำงานคืออะไรใคร่ถามดู
อยากจะรู้อนาคตอย่างจดใจ

ครั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ใคร่ถามเด็ก
ตอนยังเล็กนี้อยากทำสิ่งไหน
เมื่ออยากแล้วก็รีบทำให้สมใจ
เพราะโตเป็นผู้ใหญ่ไร้เสรี

ครั้นชราถามกันว่าตายเมื่อไหร่
และตายแล้วจะไปไหนกันล่ะนี่
ไม่มีใครตอบได้เลยสักที
คำถามนี้ช่างมืดมนน่าสนใจ

เสียงพระท่านพลันแว่วแจ้วกังวาน
สาธยายขับขานอย่างแจ่มใส
ชีวิตคนเรานี้ไม่มีใด
เพราะมีกรรมจึงทำให้เราเกิดมา

เป็นวงจรศรรักปักข้ามชาติ
เป็นคนดีขี้ขลาดหรือเก่งกล้า
เป็นเพราะความชำนาญสานกรรมมา
เป็นนิสัยให้ปัญญาไม่เทียมกัน

ทั้งกรรมดีและชั่วที่กลั้วกล้ำ
ได้เคยทำไว้ตอนชาติก่อนนั้น
คือพืชเชื้อที่เพาะให้เหมาะพันธุ์
ตายแล้วเกิดทันควันไม่ล่องลอย

เกิดขึ้นเป็นอะไรในชาติต่อ
เนื่องจากกรรมที่ก่อแม้เล็กน้อย
เป็นแรงส่งสู่คติภพต่อรอย
จากมนุษย์อาจด้อยเป็นนกกา

หรือจากสัตว์ที่บัดซบสู่ภพเปรต
หรือเข้าเขตนรกใหญ่มีไฟกล้า
หรือแรงบุญหนุนนำลำชีวา
เกิดในครรภ์มารดามนุษย์พงศ์

หรืออาจมีบุญหนักศักดิ์ประเสริฐ
ถือกำเนิดเป็นเทวาน่าใหลหลง
แต่จะเกิดเป็นอะไรให้คิดปลง
ว่ายังคงไม่พ้นทุกข์ที่รุกรน

เพราะชีวิตทั้งกายจิตนี้เป็นทุกข์
เดี๋ยวสนุกเดี๋ยวทุกข์โศกโรคสับสน
เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเสียใจให้ระคน
ทุกสิ่งเปลี่ยนไปพ้นจากจีรัง

คือสภาพของทุกข์ที่รุกเร้า
ไม่อาจทนอย่างเก่าให้ยืนยั่ง
ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนไปให้ระวัง
คำพระสั่งสอนไว้ในมนต์ตรา

คำถามว่าตายแล้วจะไปไหน
หากไม่สิ้นไร้ยางแห่งตัณหา
ต้องกำเนิดเกิดใหม่ในโลกา
เป็นอย่างไร..อยู่ที่ว่าทำกรรมใด



โดย พี่ดอกแก้ว [29 มิ.ย. 2552 , 08:51:52 น.] ( IP = 58.9.147.107 : : )


  สลักธรรม 8

คุและ นุโมค่

โดย พี่ดา [29 มิ.ย. 2552 , 09:32:47 น.] ( IP = 124.121.171.196 : : )


  สลักธรรม 9



สาธุ สาธุ สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 14:47:53 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org