มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความหมายของการตายแล้วเกิด




ความหมายของการตายแล้วเกิด

โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


มีคนน้อยที่เอาใจใส่ คิดค้นว่าตนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับโลกอย่างไรบ้าง ถ้าเขาเอาใจใส่คิดดูบ้าง เขาก็จะรู้สึกประหลาดใจที่ได้ทราบว่า ตนได้ยอมรับถือสิ่งต่างๆ มากมายว่าเป็นความจริง โดยมิได้คิดค้นหาเหตุผลอย่างแท้จริงเลย

ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมา เราก็ถือเสียว่า ความรู้สึกของเด็กนั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาพร้อมกับร่างกายของเขา เหตุผลที่ทำให้คนเข้าใจเช่นนั้นง่ายนิดเดียว-เพราะว่า เราอาจสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรู้สึกนึกคิดของเด็กๆ ค่อยๆ เจริญขึ้นมา พร้อมกับการเจริญของร่างกาย และเมื่อร่างกายตายลง ความรู้สึกนึกคิดก็พลอยหายไปด้วย จากการเปลี่ยนแปลงแบบมาด้วยกันไปด้วยกันเช่นนี้ เราก็เกิดความเชื่อมั่นว่าสมองเป็นผู้ผลิตความรู้สึกนึกคิด แต่นี้หาใช่คำอธิบายเพียงอย่างเดียวของข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่

ตามความเป็นจริงนั้นสมองหาใช่ผู้ผลิตความรู้สึกนึกคิดไม่ สมองเป็นแต่เพียงเครื่องมือของความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น ส่วนจิตใจ (Mind- ใช้ในความหมายกว้างๆ) เป็นอีกสิ่งหนึ่งแตกต่างจากสมอง การแสดงออกของจิตใจย่อมขึ้นอยู่กับความละเอียดลออ และความสามารถในการตอบ-รับของเครื่องมือ

มันสมองของทารก มีอำนาจในการตอบรับเพียงเล็กน้อย เพราะยังอ่อนและไม่เป็นระเบียบดีพอ เพราะฉะนั้นจิตใจที่ใช้มันสมองเช่นนั้น จึงไม่สามารถแสดงอะไรออกมาได้มาก เมื่อเด็กเติบโตขึ้นและสมองมีการจัดระเบียบดีขึ้น จิตใจของเด็กก็ปรากฏเด่นชัดขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเจริญเติบโตของความรู้สึกนึกคิดได้เอง แต่เพราะความเจริญเติบโตของเครื่องมือที่ใช้ถ่ายทอดจิตใจนั้น เมื่อคนแก่ลงสมองเริ่มเสื่อมคุณภาพ มีอำนาจตอบ-รับน้อยลง จิตใจจึงแสดงอะไรออกมาดีเท่าเดิมไม่ได้ เมื่อถึงตอนตาย เครื่องมือถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นความรู้สึกนึกคิดจึงไม่สามารถจะแสดงตนออกมา ให้ปรากฏได้อย่างปกติ

แต่นี่ก็มิได้หมายความว่า จิตใจได้ดับสูญไปด้วยอย่างสิ้นเชิง พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือว่า จิตใจไม่ได้พึ่งพาอาศัยร่างกายอีกต่อไปแล้ว เหมือนอย่างนักดนตรีเล่นไวโอลิน แล้วก็เอาวางไว้ไม่ได้หมายความว่านักดนตรีไม่มี แต่ทั้งสองต้องอาศัยกันจึงจะแสดงกิจกรรมให้ปรากฏเห็นได้ในโลกนี้

นี่คือทรรศนะขั้นมูลฐาน ซึ่งเราจะต้องอาศัยก้าวไปศึกษาเรื่องตายแล้วเกิด จิตใจไม่ใช่มันสมอง มันสมองเป็นแต่เพียงเครื่องมือรับ และส่งกระแสจิตที่ถูกจัดไว้อย่างละเอียดประณีต เครื่องมือนี้ประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนล้านๆ ซึ่งประกอบด้วยแขนงและใยสำหรับผูกเซลล์ประสาทเหล่านี้ไว้ ความรู้สึกนึกคิดในขณะที่ตื่นอยู่เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งของความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของคน ในฐานะเป็นมนุษย์ ที่ยังมีความรู้สึกนึกคิด เราอาจจะมีอยู่ได้ ไม่ว่าจะมีสรีระร่างกายหรือไม่ ทั้งก่อนที่เราจะเกิดและภายหลังที่เราตายแล้ว

ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์มีอยู่แล้วก่อนเกิด และก่อนปฏิสนธิ ในครรภ์เสียด้วยซ้ำ นี่คือข้อเท็จจริงเบื้องต้น ประการแรกของปัญหาเรื่องตายแล้วเกิด ทารกยังอ่อนอยู่เฉพาะในด้านร่างกายเท่านั้น ในด้านจิตใจเรามีความรู้สึกนึกคิดที่เจริญแล้ว ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ของมนุษย์ ที่เขารวบรวมไว้ในอดีต ในระหว่างชีวิตหลายๆ ชีวิต ที่เขาเคยเกิดมาในโลกนี้ ความรู้สึกนึกคิดนี้ ได้อาศัยร่างกายและพยายามที่จะแสดงตนออกมาไม่หยุดหย่อน โดยอาศัยมันสมองและระบบประสาท

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2552 , 08:27:23 น.] ( IP = 58.9.148.217 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ข้อเท็จจริงประการที่สองของเรื่องตายแล้วเกิด ก็คือว่า วิญญาณหรืออัตตาที่มีความรู้สึกนึกคิดของตนเป็นสิ่งซึ่งเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และระยะการพัฒนาของวิญญาณตั้งแต่ขณะแรกที่มันตื่นตัวขึ้นจนถึงจุดเจริญสูงสุดนั้น ต้องใช้เวลานาน นับด้วยหมื่นหรือแสนปีทีเดียว

วิญญาณบรรลุถึงจุดสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อมันเริ่มเข้าสู่สภาพเป็นมนุษย์ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะเป็นมนุษย์ วิญญาณจัดว่ายังอ่อนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีวิญญาณที่ยังอ่อนและวิญญาณที่แก่แล้ว เช่นเดียวกับเมล็ดโอ๊กและต้นโอ๊ก เราอาจจะกล่าวได้ว่า ความเจริญเติบโตของวิญญาณก็คือ วิวัฒนาการของความรู้สึกนึกคิดนั่นเอง แต่เราจะต้องระมัดระวังอย่าเอาความเจริญเติบโตของวิญญาณไปปนกับวิวัฒนาการของร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องของทฤษฏีดาร์วินและทฤษฏีวิวัฒนาการอื่นๆ

วิวัฒนาการทางร่างกาย ดำเนินไปโดยวิธีความเติบโตของเซลล์การสืบพันธุ์ ความตายของร่างเก่า ให้กำเนิดแก่ร่างใหม่ๆ เรื่อยไป เพราะฉะนั้นสรีระร่างกายจึงดำเนินสืบต่อกันไปเรื่อยๆ วิวัฒนาการทางร่างกายนี้มีความโน้มเอียงที่จะดำเนินไปจากง่ายไปหายาก จากเซลล์เซลล์เดียวที่ปราศจากอวัยวะและโครงสร้างใดๆ ไปสู่ร่างกายอันสลับซับซ้อนของมนุษย์ ที่ประกอบด้วยเซลล์จำนวนล้านๆ รวมกันเข้าเป็นอวัยวะต่างๆ

วิวัฒนาการของความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น โดยกระบวนการที่วิญญาณเข้าไปสิงสู่ในสรีระที่พัฒนาไปเรื่อยๆ กระบวนการเข้าสิงสู่ร่างใหม่เรื่องนี้ เรียกว่าการตายแล้วเกิด เป็นกระบวนการสากลซึ่งมีอยู่ไม่เฉพาะในอาณาจักรมนุษย์เท่านั้น แต่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติทั้งหมด เมื่อใดเราพบสิ่งมีชีวิต ก็พึงทราบเถิดว่ามีความรู้สึกนึกคิดจำนวนหนึ่ง กำลังพัฒนาอยู่ในสิ่งนั้น – กำลังใช้สรีระนั้นชั่วคราว เพื่อรวบรวมประสบการณ์ทางวัตถุ กระบวนการเกิดใหม่เป็นวิธีการสำหรับชีวิตที่กำลังพัฒนาในระดับต่างๆ เข้ามาประจวบกับสรีระที่กำลังพัฒนาอยู่ในระดับต่างๆ เช่นเดียวกัน

เพื่อจะรวบรวมประสบการณ์ให้ได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป วิวัฒนาการของความรู้สึกนึกคิด จะต้องดำเนินไปพร้อมๆ กับวิวัฒนาการของร่างกายและธรรมชาติ เป็นผู้จัดแจงให้กระบวนการทั้งสองดำเนินควบคู่กันไปอย่างเหมาะสม โดยอัตโนมัติ โดยวิธีใช้ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือนี้เอง วิญญาณแบบที่เจริญสูงสุด ซึ่งหาไม่พบในอาณาจักรอื่นๆ ได้แสดงตนออกมาให้ประจักษ์ เพราะร่างกายของมนุษย์พร้อมด้วยโครงสร้างของมันสมองอันสูงขึ้น เหมาะสำหรับความต้องการของความรู้สึกนึกคิดชั้นสูง ยิ่งกว่ามันสมองที่ยังเจริญน้อย เช่นมันสมองของลา

จากการศึกษาธรรมชาติ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในการวางแผนของสิ่งทั้งหลายนั้น ได้มีการเอาใจใส่ต่อการระวังรักษาสรีระเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความตายเป็นของสากลสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกหนทุกแห่งเราจะเห็นได้ว่า ได้มีการทำลายร่างกายอันหนึ่ง เพื่อรักษาร่างกายอีกอันหนึ่งไว้ แร่ธาตุต่างๆ ถูกแยกย่อยเป็นอาหารพืช พืชเป็นอาหารสัตว์ สัตว์เป็นอาหารมนุษย์ เพราะฉะนั้นธรรมชาติจึงเป็นเรือนมรณะอย่างแท้จริง ความจริงข้อนี้มิใช่จะเป็นปัญหาหนักอก สำหรับนักปรัชญาเท่านั้น แต่เป็นข้อโต้แย้งอันสำคัญของวิทยาศาสตร์ ต่อความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าของทางศาสนาด้วย

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2552 , 08:33:08 น.] ( IP = 58.9.148.217 : : )


  สลักธรรม 2

เป็นที่ยอมรับกันตามหลักการ “ตายแล้วเกิด” นี้ ว่าเหตุที่ธรรมชาติเอาใจใส่ต่อสรีระร่างกายเพียงเล็กน้อย ก็เพราะร่างกายมีความสำคัญน้อย หน้าที่อันสำคัญของร่างกายก็คือ เพื่อรับใช้จิตใจที่กำลังพัฒนาในการแสวงหาประสบการณ์เท่านั้น

จิตใจซึ่งมีอำนาจในการจดจำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และได้มีวิธีการระมัดระวังรักษาจิตใจอย่างดีที่สุด ธรรมชาติทำลายรูปร่างกายตามสบาย เพราะจิตใจซึ่งเป็นผู้ใช้สรีระนั้นเป็นสิ่งไม่ตาย และเนื่องจากความทรงจำและอำนาจด้านอื่นๆ ของจิต ยังมีอยู่ภายหลังตาย ความตายจึงไม่สามารถทำลายสิ่งมีคุณค่าใดๆ ของจิตเลย

เพราะฉะนั้นเราอาจให้คำจำกัดความเรื่อง “ตายแล้วเกิด” ว่าการตายแล้วเกิดเป็นแผนการจัดหาร่างอันเหมาะสมกับความเจริญระดับต่างๆ ของจิต ให้แก่จิตอันไม่รู้จักตาย และโดยอาศัยสรีระร่างกายนั้น จิตได้เข้ามาประสบ และหาความรู้ความชำนาญจากโลกภายนอก

จากทรรศนะเรื่องตายแล้วเกิดดังกล่าวมานี้ โลกนี้และสากลจักรวาลทั้งหมดจึงเปรียบเสมือนโรงเรียนอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง โรงเรียนนี้เกิดมีขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ทางการศึกษา กระบวนการวิวัฒนาการทั้งหมดมีไว้เพื่อให้ประสบการณ์ ที่มีชนิดและจำนวนเท่าที่จำเป็นในการเร่งความเจริญแก่สิ่งมีชีวิตสาขาต่างๆ ซึ่งอาณาจักรแห่งสรีระรูปเป็นแต่เพียงส่วนย่อยส่วนหนึ่งเท่านั้น

เช่นเดียวกับเด็กไปโรงเรียนวันแล้ววันเล่า เรียนบทเรียน รวบรวมประสบการณ์จากชั้นต่ำไปยังชั้นสูง เราก็เช่นเดียวกัน ต้องมาสู่โลกนี้ชาติแล้วชาติเล่า เรียนบทเรียนแห่งชีวิต รวบรวมประสบการณ์แล้วก็เลื่อนชั้นทางสังคมของเราขึ้นไปเรื่อยๆ

เราเริ่มต้นวิวัฒนาการแห่งมนุษย์ของเรา โดยการเกิดเป็นคนป่าเถื่อนเสียก่อน เพราะอำนาจทางสติปัญญาและจริยธรรมของเราเพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้นเท่านั้น หลังจากใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพอันป่าเถื่อนเช่นนั้น ๒ – ๓ ชาติแล้ว ความสามารถทางจิตใจ และความรู้สึกทางจริยธรรมของเราก็เจริญขึ้นบ้าง ทำให้เราได้ไปเกิดในชุมนุมชน ที่มีอารยธรรมหยาบๆ ความทุกข์มากมาย ได้ทิ้งรอยประทับไว้ในชาติต่างๆ มองเราเนื่องจากว่า เรามีความตั้งใจแรงกล้ามีอารมณ์รุนแรง และบางทีก็โหดร้ายทารุณ แต่ขณะที่เวลาหลายร้อยปีผ่านพ้นไป และเราได้รับผลชั่วจากเหตุชั่ว ซึ่งเราสร้างไว้เอง เสียงแห่งความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี ซึ่งความจริงก็คือประมวลความจำ

ประสบการณ์ในอดีตก็เริ่มมีพลังแข็งขึ้น ทำให้เราเริ่มงดเว้นจากการทำความผิดพลาดทีละน้อย ครั้นแล้วเราก็ได้มาเกิดในกลุ่มประชาชนที่โง่เขลา ซึ่งเกือบจะสอนไม่ได้เลยทีเดียวในแหล่งสลัมของชุมนุมชน ที่เจริญด้วยอารยธรรมอย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่า ทุกคนที่อยู่ในสลัมเป็นวิญญาณที่ยังไม่พัฒนา ขณะที่เราเกิดติดต่อกันไปเป็นช่วงๆ อย่างรวดเร็วนี้ สติปัญญาและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราก็เจริญขึ้นด้วย โดยการคบกับบุคคลซึ่งอยู่รอบๆตัวเราบ้าง โดยอาศัยการบังคับของตัวบทกฎหมายบ้าง และโดยสภาพของสรีระร่างกายของตนเอง เรายังคงเป็นคนโง่เขลา สามารถทำงานออกแรงชั้นต่ำๆ ได้เท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ตามชีวิตในโลกนี้ได้สอนให้เรารู้จักปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นทีละน้อย เช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ ชาติต่างๆ ผ่านพ้นไปชาติแล้วชาติเล่า

แต่ละชาติมีสุขบ้างทุกข์บ้าง ความสบายบ้าง ความลำบากบ้าง ความสำเร็จบ้าง ความล้มเหลวบ้าง จนกระทั่งเรากลายเป็นคนงานที่สามารถ ในตอนนี้เราได้เรียนรู้ถึงมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น และเราเริ่มใช้ความคิดของตนเอง แทนที่จะตกอยู่ใต้อำนาจความรู้สึกอันไร้เหตุผล และอคติเนื่องจากวิวัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการที่ช้าอืดอาดมาก

เมื่อเราเกิดซ้ำๆ ซากๆ อยู่ในโลกนี้เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว เราก็ออกไปใช้เวลาอันยาวนาน ระหว่างชาติสองชาติในภาคอื่นนอกจากโลกนี้ ซึ่งมีสภาวะแตกต่างออกไปมากมาย ผลคือว่า พลังจากจิตของเราได้คลี่คลายออกอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกทางจริยธรรมเพิ่มมากขึ้น วิญญาณของเราได้เริ่มตื่นตัวขึ้น พวกเราส่วนมาก เวลานี้ได้ผ่านวิวัฒนาการขั้นนี้มาแล้วเล็กน้อย และเพราะอาศัยประสบการณ์ จำนวนมากมายที่เราได้รับมาในชาติก่อนๆ ในโลกนี้ เราจึงกำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นนักคิด และอยู่ในฐานะค่อนข้างสำคัญในสังคมมนุษย์ เพื่อนนักเรียนของเราบางคนก้าวหน้าไปกว่าเรา และโลกได้ยอมรับรองว่าเป็นผู้นำแห่งอารยธรรม เพราะอำนาจทางสติปัญญาอันสูงส่งของเรา เพราะความสามารถที่เขาแสดงให้ประจักษ์ ในฐานะเป็นรัฐบุรุษ เพราะความงามแห่งอุปนิสัยทางจริยธรรมของเขาหรือเพราะญาณพิเศษต่างๆ ที่เขาได้รับจากการปฏิบัติอย่างเข้มงวดบางอย่าง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2552 , 08:41:11 น.] ( IP = 58.9.148.217 : : )


  สลักธรรม 3

ในกระบวนการพัฒนาทางจิตนี้ ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังอย่างเด็ดขาด ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างยุติธรรม เราเองก็จะบรรลุถึงระดับที่คนสำคัญๆ ทั้งหลายถึงแล้ว ถ้าหากว่าเราใช้เวลาของเราให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เขาเหล่านั้นก้าวหน้าและมีอำนาจมากกว่าเรา เพราะเขาเริ่มต้นวิวัฒนาการก่อนเรา

เรามิได้ประท้วงว่าเป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง เพราะธรรมดาในโรงเรียนแห่งหนึ่ง นักเรียนบางคนย่อมอยู่ชั้นสูง และบางคนอยู่ชั้นต่ำ มันเป็นเรื่องของกาลเวลา เพราะอีกไม่นาน นักเรียนที่อยู่ชั้นต่ำก็จะเลื่อนอยู่ชั้นสูง โรงเรียนโลกก็ใช้ระบบเดียวกันกับโรงเรียนธรรมดา

ในโรงเรียนโลกนี้วิญญาณที่แก่กว่าย่อมอยู่ข้างหน้าเรา วิญญาณที่อ่อนกว่าก็อยู่ข้างหลังเรา กระบวนการดังกล่าวมานี้ หามีที่สิ้นสุดมิได้ เพราะว่าขณะที่วิญญาณจำนวนล้านๆ ผ่านชั้นต่างๆ ไปและเรียนสำเร็จออกจากโรงเรียนไปทีละดวง ก็ยังมีวิญญาณอีกจำนวนล้านๆ ที่ยังดำเนินตามหลัง เขามา นี้เป็นแผนการศึกษาที่แน่นอนตายตัวปราศจากอคติใดๆ ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นตามหลักการตายแล้วเกิด มนุษยชาติทั้งหมดจึงกำลังเดินขบวนขึ้นสู่บันไดอันยิ่งใหญ่ ส่วนล่างของขบวนกำลังโผล่ออกมาจากจุดเบื้องต้นอันมืดสลัว ส่วนบนของขบวนกำลังหายเข้าไปในแสงสว่างอันเรืองรองของทิพยภาพ (Divinity) บันไดนี้จะยาวแค่ไหนเราไม่ทราบ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก จุดสำคัญที่เราจะต้องทราบก็คือ เวลานี้เรากำลังยืนอยู่ที่บันไดขั้นหนึ่ง และบันไดขั้นที่เรายืนอยู่นี้เป็นเครื่องวัดความเจริญทางใจของเรา

การทราบความจริงข้อนี้ ควรจะได้เป็นเครื่องให้กำลังใจแก่เราได้เป็นอย่างดี เพราะทำให้เราทราบว่า ผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของบุรุษและสตรีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกทั้งหลายนั้น เป็นสิ่งที่เราเองก็อาจจะบรรลุถึงได้ ถ้าเรามีความพากเพียรพยายามพอ เราจะยังเป็นตัวเราอย่างเดิม แม้ว่าบางชาติเราอาจจะเกิดในรูปหญิง บางชาติอาจจะเกิดในรูปชาย การเกิดในเพศต่างๆ นี้บางครั้งก็จำเป็น เพื่อให้เราได้ประสบการณ์ในด้านต่างๆ และเพื่อให้การพัฒนาของเราเจริญไปอย่างได้สัดส่วน เราจะเห็นได้ว่า ในประวัติศาสตร์ ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ เช่น พระเยซูคริสต์ ย่อมมีคุณธรรมทั้งแบบชายและแบบหญิงผสมกลมกลืนกันอย่างดี

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2552 , 08:44:52 น.] ( IP = 58.9.148.217 : : )


  สลักธรรม 4

ในกำเนิดชาติหนึ่งๆ เราอาจจะมีสรีระร่างกายแตกต่างกัน มีชื่อเสียงเรียงนามต่างกัน มีบิดามารดาต่างกัน แต่ความแตกต่างเหล่านี้มิได้กระทบกระเทือนต่อปัจเจกลักษณะของเราเลย

จิตใจของเราหาได้เกิดผุดขึ้นมาในขณะคลอดอย่างที่นักปราชญ์บางคนเข้าใจไม่ ทั้งมิได้ดึงเอามาจากทะเลจิตอันยิ่งใหญ่ ซึ่งมีอยู่ในจักรวาล ในเวลาตาย เราก็มิได้สูญเสียสภาพตัวตนของเราแต่อย่างใด ถ้าวิญญาณเกิดมีในขณะเกิด เราก็มิได้สูญเสียสภาพตัวตนของเราแต่อย่างใด

ถ้าวิญญาณเกิดมีในขณะเกิด และสูญหายไปในขณะตายไป เรื่อง “ตายแล้วเกิด” ก็ไม่มีความหมาย และกระบวนการวิวัฒนาการทั้งหมด ก็จะเป็นเพียงเกมกีฬาอันทารุณของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่บางองค์เท่านั้น

ถ้าว่าตามสภาพวิญญาณจริงๆ แล้ว เราไม่มีเพศ แต่ร่างกายของเราเกิดมีเพศต่างๆ ตามแบบ
วิวัฒนาการทั้งนี้ก็เพื่อว่า เราจะได้มีกลุ่มทางสังคม มีบ้าน มีความรับผิดชอบในครอบครัว มีลูกๆ ที่จะต้องพึ่งพาอาศัยเรา มีการเสียสละความสุขส่วนตัว ความสุขที่เกิดจากความสัมพันธ์กันด้วยความรัก การได้ประสบกับพื้นฐานทางจิตใจประเภทต่างๆ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีคุณค่าทางการศึกษาอย่างสูง

เราได้รับสรีระร่างกายที่จำต้องใช้เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และต้องกินอาหาร ก็เพราะว่าการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้ปัจจัยเหล่านี้มาเพื่อตนเอง และเพื่อคนอื่นจะได้ก่อให้เกิดประมวลอารยธรรมอันสลับซับซ้อนขึ้น เป็นการรบเร้าอำนาจทางกายทางจริยธรรม และทางใจของมนุษย์ให้ตื่นตัวทำงาน เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ในแถบเส้นศูนย์สูตร ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ มนุษย์อาจจะหาสิ่งจำเป็นต่างๆ ได้จากธรรมชาติโดยตรงนั้น ประชาชนมักจะอยู่ในฐานะล้าหลัง เกียจคร้าน และมีอารยธรรมน้อย ในถิ่นที่สิ่งแวดล้อมบังคับให้คนต้องคิดค้น และทำงานหนักเพื่อเลี้ยงชีพ และเพื่อบรรลุผลสำเร็จ ความเจริญจะมีอัตรารวดเร็วมาก ชีวิตยิ่งลำบากเท่าไร เราก็ยิ่งได้เปรียบเท่านั้น

โดยส่วนใหญ่แล้ว เราต้องแก้ปัญหาทางสังคม ทางการเมือง และทางศาสนา โดยตัวของเราเอง คนบางคนได้ถือเอาหลักความจริงดังกล่าวนี้ เป็นข้อพิสูจน์โต้แย้งว่า ไม่มีเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งคอยดูแลช่วยเหลือมนุษย์เบื้องบน วิธีการศึกษาแผนใหม่ ได้แสดงให้เราเห็นประจักษ์แล้วว่า วิธีดีที่สุดที่จะกระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่ม เร้ากำลังสติปัญญาและความสามารถที่จะกระทำการ ก็คือให้โอกาสเด็กฝึกฝนสมรรถนะของเขาเอง การบอกหรืออธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้เด็ก อาจจะช่วยสร้างความจำ หรืออำนาจในการเลียนแบบ แต่จะทำให้เด็กเกิดความอ่อนแอ อย่างช่วยไม่ได้ ในอำนาจด้านอื่นๆ สิ่งใดเป็นความจริงสำหรับเด็ก สิ่งนั้นก็เป็นความจริง สำหรับเด็กนักเรียนในโรงเรียนโลก

ถ้าเรารู้จักใช้หลักวิชาครูในชีวิตประจำวัน เราก็จะพบคำอธิบายอย่างแจ่มแจ้งแห่งปัญหาที่ว่า ทำไมเราจึงจำต้องได้บทเรียนจากความผิดพลาด เราได้รับความช่วยเหลือจากทางจิตใจของโลกมากยิ่งกว่าที่เรารู้ตัว เพราะศาสนาอันยิ่งใหญ่ของโลกที่ได้ให้ทัศนคติอันถูกต้องเกี่ยวกับชีวิตและโลกแก่เรานั้น ศาสดาเหล่านี้เองเป็นผู้ค้นพบ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม โดยปกติมนุษย์ก็ถูกปล่อยให้ค้นหาทางด้วยตนเอง บทเรียนสำคัญของโลก ที่มนุษย์ได้เรียนรู้ อันเป็นจุดสูงสุดแห่งอารยธรรมสังคมมนุษย์ จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานอันสำคัญ คือ ภราดรภาพเท่านั้น จึงจะดำรงอยู่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2552 , 08:49:39 น.] ( IP = 58.9.148.217 : : )


  สลักธรรม 5

การ “ตายแล้วเกิด” มิได้หมายความว่า วิญญาณมนุษย์อาจจะไปเกิดในร่างสัตว์เดียรัจฉานได้ อย่างที่เราได้พบในเทพนิยายโบราณของคนบางจำพวก หรือในศาสนาบางศาสนา เช่น ฮินดู
และพุทธศาสนา หรือแม้ในหลักคำสอนของเพลโต การเชื่อถือเช่นนั้นเป็นความเชื่อแบบโชคลางและไม่ใช่ความจริง

การคิดว่ามนุษย์ซึ่งประกอบด้วยความรู้สึกนึกคิดสูง มีความรู้สึกทางจริยธรรมสูง มีสติปัญญาสูง แล้วจะไปเกิดในร่างของสัตว์เดียรัจฉาน ซึ่งขาดสติปัญญา และความรู้สึกทางจริยธรรม จัดว่าเป็นความคิดที่ปราศจากเหตุผลทางตรรกวิทยาอย่างสิ้นเชิง และเป็นความคิดที่ขัดหลักวิวัฒนาการทางจริยธรรมของจักรวาลอย่างแท้จริง กระบวนการธรรมชาติทุกชนิด ย่อมมีจุดประสงค์อันแน่นอน การตายแล้วเกิดก็ย่อมมีจุดประสงค์เช่นเดียวกัน

การตายแล้วเกิด มิได้หมายความว่า หลังจากตายแล้ว เราจะต้องเกิดในทันทีทันใด แม้ว่ากรณีเช่นนั้นจะมีอยู่บ้านห่างๆ ก็ตาม การศึกษาค้นคว้าชีวิตในอดีตของคนประมาณ ๒๕๐ คน ซึ่งได้กระทำกันอย่างเข้มงวดกวดขัน เมื่อ ๒๓ ปีมานี้แสดงให้เห็นว่า ในกรณีของคนป่าเถื่อนที่ด้อยพัฒนา ระยะเวลาระหว่างการตายและการเกิดอาจจะสั้นนิดเดียว แต่ระยะเวลาที่มนุษย์ที่มีความเจริญสูง ต้องอยู่ภายนอกโลกก่อนกลับมาเกิดในโลก อาจจะนานนับด้วยหลายๆ ร้อยปี

ระยะเวลาเฉลี่ยระหว่างชาติหนึ่งๆ ของชายหรือหญิง ที่มีสติปัญญาสูง คิดแล้วประมาณ ๕๐๐ ปี แต่ระยะเวลาในระหว่างชาติหนึ่งๆ ของคนแต่ละคนแตกต่างกันมาก จึงเป็นการยากที่จะระบุเวลาเฉลี่ยลงไปได้อย่างแน่นอน และใช้ได้กับคนทั่วไป

มีคนเป็นอันมาก เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องการตายแล้วเกิด จะเกิดความรู้สึกเครียดอย่างมาก เพราะเขาไม่เคยมีความปรารถนาที่จะเกิดเลยแม้แต่น้อย แล้วก็โยนความคิดนี้ทิ้งเสีย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล อย่างไรก็ตาม เพียงแต่ความเกลียดอย่างเดียว ย่อมไม่พอที่จะพิสูจน์ได้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งไร้เหตุผล ตามความเป็นจริง ความจริงใหม่ๆ ส่วนมากมักจะถูกคนเกลียดเสียก่อน

เราคงยังจำได้ดีว่า เมื่อความคิดเรื่องวิวัฒนาการเริ่มเกิดขึ้นนั้น ประชาชนได้หัวเราะเยาะและคัดค้านมากเพียงไร ไม่มีการคัดค้านใดๆ จะรุนแรงเท่ากับคัดค้านความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ เพราะฉะนั้น การสลัดเรื่องความคิดตายแล้วเกิดทิ้งอย่างไม่อาลัยไยดีนี้ อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของมนุษย์ แต่ถึงกระนั้นก็หาได้ทำลายความจริงของเรื่องนี้ไม่ ความคิดเรื่องตายแล้วเกิดจะหนักแน่นมั่นคงขึ้น เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น

เพราะตามปกติ การที่เราไม่ชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักจะเกิดจากความเข้าใจผิดต่อสิ่งนั้น เพราะเรายังไม่เข้าใจความจริง หรือเพราะเราคาดคะเนเอาว่าเรื่องนั้นเป็นความจริงหรือเป็นความเท็จ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2552 , 08:55:47 น.] ( IP = 58.9.148.217 : : )


  สลักธรรม 6

การที่เราคัดค้านความคิดเรื่องตายแล้วเกิดนี้ ส่วนใหญ่เนื่องมาจากความจริงที่ว่า ชีวิตของเราในโลกนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความจริงเราหาได้คัดค้านการตายแล้วเกิด ในฐานะเป็นกระบวนการคืนมาสู่โลกเท่านั้นไม่

แต่เราคัดค้านความคิด ซึ่งมาเป็นคู่กับการเกิดใหม่ที่ว่า ถ้าเราเกิดอีก เราจะต้องประสบกับความยากลำบากทั้งหลายแห่งชีวิตอีกครั้งหนึ่ง การที่เรารู้สึกขยะแขยงต่อความยากลำบากนี้เอง เป็นมูลเหตุอันแท้จริงแห่งการที่เราไม่เห็นด้วยกับการตายแล้วเกิด

เราไม่ค่อยจะมองดูชีวิตในแง่ที่ว่า มันเป็นโอกาสที่เราจะได้แสวงหาประสบการณ์และพัฒนาจิตใจ แต่เรามักจะตีคุณค่าของชีวิตด้วยลาภผล ที่หาได้ในชีวิตนั้นๆ เช่น ความสุขสำราญใจ ตำแหน่งเกียรติยศ ความสนุกสนาน และความเกียจคร้านเนื่องจากว่า เราไม่ค่อยจะได้สิ่งเหล่านี้ ซึ่งมีความจริง มีคุณค่าทางการศึกษาน้อยมาก

ตรงกันข้ามกับความลำเค็ญ การทำงานหนัก ความระทมทุกข์ ความล้มเหลว และปัญหาต่างๆ ซึ่งสอนให้เรารู้จักโลกได้รวดเร็ว เราจึงมีความรู้สึกคัดค้านต่อการที่กระบวนการอันน่าเบื่อหน่ายเช่นนั้นจะเกิดซ้ำอีก เราคงจะเลิกคัดค้านความคิดเรื่องตายแล้วเกิดทันที ถ้าหากว่าเมื่อเรากลับมาเกิดในโลกนี้อีก เราจะได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับสิ่งที่เรามุ่งประสงค์ทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถจำได้ว่า ประสบการณ์ซึ่งเต็มไปด้วยความลำบากนั้น ได้ให้บทเรียนอันมีค่าสูงแก่ชีวิต ความเจ็บปวดที่เราต้องทนทุกข์ทรมานก็ดี ความลำบากที่เราต้องอดทนก็ดี ความล้มเหลวซึ่งนำเราไปสู่ความพ่ายแพ้ก็ดี จะเพิ่มอำนาจอันมากให้แก่เราในที่สุด ถ้าเข้าใจดังกล่าวมานี้ เราจะต้องมองเรื่องการตายแล้วเกิดด้วยทรรศนะที่แตกต่างไปเดี๋ยวนี้อย่างแน่นอน

ถ้าเรามัวแต่คิดถึงความสุขความสำราญส่วนตัว การเกิดใหม่อาจจะเป็นภาวะที่ไม่สนุกสนานเช่นเดียวกับระยะเวลาหลายๆ ปีที่เราจะได้บำเพ็ญประโยชน์แก่โลก และให้ความสุขแก่ผู้อื่น การคิดถึงเรื่องเกิดใหม่ จะทำให้เราเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น และความปรารถนาที่จะเกิดใหม่

ยิ่งกว่านั้น เราไม่ควรจะลืมว่า ความทุกข์ส่วนใหญ่ของมนุษย์ เกิดจากการละเมิดหลักจริยธรรมบางอย่าง ถ้าเรารู้จักปฏิบัติตนตามกฎของเหตุและผล เราก็จะได้รับแต่ความสุข


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2552 , 09:00:13 น.] ( IP = 58.9.148.217 : : )


  สลักธรรม 7

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรอ่านทำความเข้าใจอย่างมากเลยค่ะ เพราะจะช่วยให้คลายความเห็นผิดได้หลายอย่าง

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากนะคะที่นำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาให้อ่านเสมอ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 15:09:04 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )


  สลักธรรม 8


กราบขอบพระคุณ
และ
อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [1 ก.ค. 2552 , 10:43:21 น.] ( IP = 124.121.178.47 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org