| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สิริกาฬกัณณิชาดก
สลักธรรม 1ในสมัยนั้นมีเทพธิดา ๒ ตนในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกาคือ ธิดาของท้าววิรูปักข์มหาราช ชื่อกาลกรรณี กับธิดาของท้าวธตรฐมหาราช ชื่อสิริ ได้ถือของหอมและดอกไม้จำนวนมาก พากันมายังท่าน้ำสระอโนดาดเพื่อจะเล่นน้ำ
ซึ่งที่สระอโนดาดนี้มีท่าน้ำหลายท่าด้วยกัน และในจำนวนท่าน้ำเหล่านั้นก็มีท่าน้ำสำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลายสำหรับทรงสรงสนานโดยเฉพาะ มีท่าน้ำเฉพาะพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีท่าน้ำเฉพาะภิกษุทั้งหลาย มีท่าน้ำเฉพาะดาบสทั้งหลาย มีท่าน้ำเฉพาะเทพบุตรทั้งหลายในสวรรค์ ๖ ชั้น มีท่าน้ำเฉพาะเทพธิดาทั้งหลายได้สรงสนานกัน
เทพธิดาทั้ง ๒ ตนนี้ได้ทะเลาะกันเพราะต้องการแย่งกันใช้ท่าน้ำว่าใครจะอาบก่อน
กาลกรรณีเทพธิดาพูดว่า "ฉันรักษาโลก เที่ยวตรวจดูโลก เพราะฉะนั้น ฉันควรจะได้อาบก่อน"
สิริเทพธิดาพูดว่า "ฉันดำรงอยู่ในข้อปฏิบัติชอบ ที่จะอำนวยอิสริยยศแก่มหาราช เพราะฉะนั้น ฉันควรจะได้อาบก่อน"
เมื่อตกลงกันไม่ได้ พวกนางก็คิดว่าท้าวมหาราชทั้ง ๔ คงจะรู้ว่า ในจำนวนเราทั้ง ๒ นี้ใครสมควรจะอาบน้ำก่อนหรือไม่สมควร จึงพากันไปยังสำนักของท้าวมหาราชเหล่านั้น แล้วทูลถามว่า "บรรดาหม่อมฉันทั้ง ๒ ใครสมควรจะอาบน้ำในสระอโนดาดก่อนกัน"
ท้าวธตรัฐและท้าววิรูปักข์บอกว่า "พวกเราไม่อาจจะวินิจฉัยได้" จึงได้ยกให้เป็นภาระของท้าววิรุฬหกและท้าวเวสสุวรรณ
ท้าววิรุฬหกและท้าวเวสสุวรรณก็บอกว่า "ถึงพวกเราก็ไม่อาจวินิจฉัยได้" จึงส่งเทพธิดาทั้งสองไปเข้าเฝ้าท้าวสักกะ
ท้าวสักกะทรงสดับคำของเธอทั้ง ๒ แล้ว ทรงดำริว่า "เธอทั้ง ๒ นี้ก็เป็นธิดาของบริษัทของเราเหมือนกัน เราไม่อาจวินิจฉัยคดีนี้ได้ "
โดย ศาลาธรรม [30 มิ.ย. 2552 , 08:52:59 น.] ( IP = 125.27.171.234 : : )
สลักธรรม 2ท้าวสักกะจึงได้ตรัสว่า "ในนครพาราณสี มีเศรษฐีชื่อว่า สุจิปริวาระ ในบ้านของเขาปูอาสนะที่ไม่เปรอะเปื้อนและที่นอนที่ไม่เปรอะเปื้อนไว้ เทพธิดาตนใดได้นั่งหรือได้นอนบนที่นั่งที่นอนนั้น เทพธิดาตนนั้นควรได้อาบน้ำก่อน"
กาลกรรณีเทพธิดาได้สดับเทวโองการแล้ว จึงได้นุ่งห่มผ้าสีเขียว ลูบไล้เครื่องลูบไล้สีเขียว ประดับเครื่องประดับแก้วมณีสีเขียวลงจากเทวโลกแล้วเปล่งรัศมีลอยอยู่บนอากาศในที่ไม่ไกลที่นอน ใกล้กับประตูที่เป็นที่เฝ้าปรนนิบัติแห่งปราสาทของท่านเศรษฐี ในระหว่างมัชฌิมยามนั่นเอง
เศรษฐีมองดูนางแล้วก็รู้สึกว่า นางมาโดยไม่มีมารยาท จึงไม่เป็นที่รักเป็นที่พอใจของตนเองเลย จึงได้กล่าวขึ้นว่า "ท่านเป็นใครหนอ มีผิวพรรณดำ ไม่น่ารักน่าดูเลย ท่านเป็นใครหรือ เป็นธิดาของใคร จะรู้จักท่านได้อย่างไร?"
กาลกรรณีเทพธิดากล่าวว่า "ดิฉันเป็นธิดาของท้าววิรูปักษ์มหาราช เป็นผู้โหดเหี้ยม คนทั้งหลายตั้งชื่อดิฉันว่าจัณฑีเพราะเป็นคนมักโกรธ เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่าชื่อกาลกรรณี วันนี้ดิฉันขออยู่ในสำนักของท่านคืนหนึ่ง ขอท่านจงให้โอกาสแก่ดิฉันในการนั่งและนอนบนที่ที่ไม่เปรอะเปื้อนแห่งหนึ่งเถิด"
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า " เจ้าปลงใจในชายผู้มีปกติอย่างไร มีความประพฤติเสมออย่างไร? ดูก่อนแม่กาลี เจ้าถูกฉันถามแล้ว จงบอกฉัน พวกฉันจะพึงรู้จักเจ้าได้อย่างไร? "
กาลกรรณีเทพธิดากล่าวว่า "ชายใดลบหลู่คุณท่าน มีอาการตีตนเสมอ มีความแข่งดีเห็นอะไรที่คนเหล่าอื่นทำแล้ว ก็ทำเหตุให้เหนือขึ้นไปกว่า มีความริษยาเมื่อคนอื่นได้ลาภก็ไม่ยินดีด้วยเพราะปรารถนาว่า คนอื่นอย่ามีความเป็นใหญ่กว่าเรา มีความตระหนี่และโอ้อวด ชายใดได้ทรัพย์มาแล้วย่อมพินาศไป ชายนั้นเป็นที่รักใคร่ของดิฉัน
ชายใดเป็นคนมักโกรธ มักผูกโกรธ พูดส่อเสียด ทำลายความสามัคคี มีวาจาเป็นเสี้ยนหนามหยาบคาย เขาเป็นที่รักใคร่ของดิฉันยิ่งกว่านั้นอีก ชายผู้ไม่เข้าใจประโยชน์ของตนว่า ทำวันนี้ พรุ่งนี้ ถูกตักเตือนอยู่ก็โกรธ ดูหมิ่นความดีของผู้อื่น ชายผู้ที่ถูกความคนองรบเร้าพรากจากมิตรทั้งหมด ก็เป็นที่รักใคร่ของดิฉัน"
โดย ศาลาธรรม [30 มิ.ย. 2552 , 08:53:22 น.] ( IP = 125.27.171.234 : : )
สลักธรรม 3พระโพธิสัตว์กล่าวตำหนิว่า "นางกาลีเอ๋ย เจ้าจงออกไปจากที่นี้ การทำความรักของเจ้ามีการลบหลู่คุณท่านเป็นต้นนี้ หามีในเราไม่ เจ้าจงไปชนบทอื่น นิคม และราชธานีอื่นเถิด"
นางกาลกรรณีได้ฟังดังนั้นแล้วก็ไม่ใส่ใจ ยังกล่าวต่อว่า "ฉันเองก็รู้ว่า เรื่องนั้นหามีในพวกท่านไม่ แต่คนเหล่าอื่นที่เป็นคนโง่ เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่มีปัญญายังมีอยู่ในโลก โดยที่เขารวบรวมทรัพย์ไว้มากด้วยเหตุที่มีการลบหลู่คุณท่าน ซึ่งเราทั้ง ๒ คือทั้งฉันทั้งเทพผู้เป็นพี่ชายของฉันได้รวมหัวกันผลาญทรัพย์นั้นที่คนเหล่านั้นรวบรวมเก็บไว้แล้ว อนึ่ง ในเทวโลกพวกฉันก็มีเครื่องบริโภคที่เป็นทิพย์อยู่มาก ท่านจะให้ที่นอนทิพย์หรือไม่ให้ก็ตาม ท่านจะมีประโยชน์อะไรเล่าสำหรับฉัน" พูดจบแล้วนางก็จากไป
เมื่อกาลกรรณีเทพธิดาจากไปแล้ว สิริเทพธิดาซึ่งมีของหอมและเครื่องประเทืองผิวสีเหมือนทองคำ มีเครื่องตกแต่งทองคำก็ได้มาเปล่งรัศมีสีเหลืองที่ประตูซึ่งสถิตอยู่ใกล้ๆ มีความเคารพเศรษฐี ได้ยืนเอาเท้าที่เสมอกันวางบนพื้นดินที่เสมอกัน
โดย ศาลาธรรม [30 มิ.ย. 2552 , 08:55:20 น.] ( IP = 125.27.171.234 : : )
สลักธรรม 4พระโพธิสัตว์เห็นนางแล้วจึงกล่าวว่า " ใครหนอมีผิวพรรณเป็นทิพย์ ยืนเรียบร้อยอยู่ที่พื้นดิน เราจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร? ว่าเจ้าเป็นใคร? เป็นธิดาของใคร?
สิริเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้วกล่าวว่า "ดิฉันเป็นธิดาของท้าวธตรฐมหาราชผู้มีสิริ ดิฉันชื่อสิริลักษมิ์ เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่าเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ท่านเป็นผู้ที่ดิฉันขอโอกาสแล้ว ขอจงให้ดิฉันอาศัยคืนหนึ่งบนที่นั่งที่ไม่เปรอะเปื้อนและที่นอนที่ไม่เปรอะเปื้อนในสำนักของท่าน"
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า " เจ้าปลงใจในชายที่มีศีลอย่างไร มีอาจาระอย่างไร? เจ้าเป็นผู้ที่เราถามแล้ว จงบอกเราโดยที่เราควรรู้จักเจ้า"
สิริเทพธิดาตอบว่า "ชายใดไม่โกรธ มีมิตร มีการเสียสละ รักษาศีล ไม่โอ้อวด เป็นคนซื่อตรง เป็นผู้สงเคราะห์ผู้อื่น มีวาจาอ่อนหวาน มีคำพูดไพเราะ แม้จะเป็นใหญ่ ก็มีความประพฤติถ่อมตน ดิฉันพอใจในบุรุษนั้นเป็นอย่างมาก
ชายใดครอบงำความหนาวหรือความร้อน ลม แดด เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งความหิวและความระหายได้ ชายใดประกอบการงานทุกอย่างเนืองๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ยังประโยชน์ที่มาถึงตามกาลให้เสื่อมเสียไปด้วย ชายนั้นเป็นที่ชอบใจของดิฉัน
ผู้ใดให้สังคหธรรมให้เป็นไปอยู่ในบุคคลทั้งที่เป็นมิตร ทั้งที่เป็นศัตรู ทั้งที่ประเสริฐที่สุด ทั้งที่เสมอกัน ทั้งที่ต่ำทราม ประพฤติประโยชน์หรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ไม่กล่าวคำหยาบในกาลไหนๆ ผู้นั้นตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ดิฉันก็คบ
ผู้ใดได้อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านี้แล้ว เป็นผู้มีปัญญาน้อย มัวเมาสิริอันเป็นที่น่าใคร่ ดิฉันต้องเว้นผู้นั้นผู้มีรูปลักษณะร้อนรน ประพฤติไม่สม่ำเสมอ เหมือนคนเว้นคูถฉะนั้น คนสร้างโชคด้วยตนเอง สร้างเคราะห์ด้วยตนเอง ผู้อื่นจะสร้างโชคหรือเคราะห์ให้ผู้อื่นไม่ได้เลย"โดย ศาลาธรรม [30 มิ.ย. 2552 , 08:55:37 น.] ( IP = 125.27.171.234 : : )
สลักธรรม 5พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำตอบของสิริเทพธิดาแล้วกล่าวว่า "แท่นเตียงนอนนี้เหมาะสมสำหรับเธอและที่นั่งก็เหมาะสมสำหรับเธอทีเดียว เพราะฉะนั้น ขอเชิญนั่งบนที่นั่งและนอนบนแท่นเถิด"
สิริเทพธิดาอยู่ ณ ที่นั้นแล้วรุ่งเช้าก็ออกไปที่เทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา และได้อาบน้ำที่สระอโนดาดก่อน ส่วนที่นอนแม้แห่งนั้นต่อมาจึงได้มีชื่อว่า สิริสยนะ ที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญ เพราะว่านางสิริเทพธิดาใช้นอนก่อนคนอื่น
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดกไว้ว่า สิริเทพธิดาในครั้งนั้น ได้แก่ พระอุบลวรรณา ในบัดนี้ ส่วนสุจิปริวารเศรษฐีคือ เราตถาคต ฉะนี้แล
จบ สิริกาลกรรณิชาดก
![]()
โดย ศาลาธรรม [30 มิ.ย. 2552 , 08:57:40 น.] ( IP = 125.27.171.234 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณและ ขออนุโมทนาที่นำเรื่องดีมีประโยชน์มาฝากครับ โดย พี่เณร [1 ก.ค. 2552 , 12:09:41 น.] ( IP = 58.9.145.61 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |