| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ดาวแห่งชีวิต
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ล้อจักรที่ขับเคลื่อนให้มูลนิธิดำเนินมาจนถึงวันนี้ก็คือความร่วมมือระหว่างอาจารย์บุญมีและหลวงพ่อเสือ และเมื่อท่านอาจารย์บุญมีได้ลาลับดับจากโลกนี้ไป ก็เหลือแต่เพียงตำนานของท่านคือหนังสือต่าง ๆ ที่ท่านเขียน และชื่อเสียงและเกียรติคุณให้กล่าวถึง บางคนก็ทราบดีในกิตติศัพท์ของท่าน เพราะได้เคยสัมผัส ได้รู้อัชฌาสัยน้ำใจ ของท่าน แต่บางคนก็เพียงแค่เคยได้ยินว่าที่นี่เคยมีท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร เท่านั้น แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปค้นคว้าหรือล่วงรู้ว่าผู้บุกเบิกนั้นเหนื่อยขนาดไหน ทำอะไรมาบ้างจนเรามีทุกสิ่งทุกอย่างครบถ้วนในวันนี้
ขอย้อนกลับไปกล่าวถึงหลวงพ่อเสือว่า ในอดีตที่ผ่านมา..เมื่อถึงกาลเข้าพรรษา หลวงพ่อจะสอนพวกเราผู้เป็นลูกทุกคน ไม่ให้เป็นบัวแล้งน้ำ พยายามให้ทุกคนทำความดีทุกด้าน ท่านจะขอให้ลูก ๆ หลีก ละ ลด เลิก สิ่งที่ไม่เข้าเรื่อง และก็พยายามชักชวนให้ทำเรื่องที่ทำได้ยาก เอามาทำให้ง่าย เช่น ทานอาหารอย่างใดใน ๑ พรรษา โดยใครที่สะดวกจะรับประทานมื้อเช้าก็ทานไป ใครสะดวกมื้อกลางวันก็ทานเป็นมื้อกลางวัน ฉะนั้น เมื่อก่อนนี้ในวันเสาร์-อาทิตย์ช่วงเข้าพรรษา ถ้าท่านบอกให้รับประทานข้าวผัด แม่ครัวกิตติมศักดิ์ที่เสียสละมาทำงานด้วยใจรักและศรัทธาในธรรมก็จะทำข้าวผัดตลอด ๑ พรรษา ไว้ให้พวกเรารับประทาน
เรียกได้ว่า รับประทานกันจนเลี่ยน จากที่รับประทานได้มากก็ลดปริมาณน้อยลงๆ เพราะเบื่อ ที่รับประทานทุกวัน..กิเลสไม่ชอบ แต่เราก็ต้องสู้กับกิเลสเพื่อให้สมเจตนาที่กำหนดไว้ใน ๑ พรรษา และพอปีต่อมาท่านก็อาจจะเปลี่ยนเมนูสั่งให้รับประทานผัดซีอิ๊ว หรือราดหน้าตลอด ๓ เดือน
การทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะอะไรที่จำเจ ซ้ำซากมันก็น่าเบื่อหน่าย ช่วงเวลา ๓ เดือน ตั้งแต่วันปวารณาพรรษาไปจนถึงวันออกพรรษานี้ เป็นช่วงที่ต้องฝืนใจใจสู้กับกิเลสจริง ๆ เพื่อให้รอดพ้นมือมารแห่งโลภะตัณหาไปให้ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 13:50:22 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 2
สำหรับในวันนี้ก็ใกล้เข้าพรรษาแล้วแต่ก็ไม่มีคำสั่งมาถึง จึงพยายามเอาคำสอนของหลวงพ่อมาย้ำกับทุกคน และมีงานให้พวกท่านคือการพับดาวในช่วงเข้าพรรษานี้ สำหรับแรงบันดาลใจในงานนี้ก็คือ ความรู้สึกที่ได้มาจากเพลงพี่ชายที่แสนดี ที่มีลูกศิษย์บอกว่า เพลงนี้เหมือนอาจารย์เลย .. เมื่อได้ฟังแล้วก็พบว่าเนื้อเพลงไพเราะมาก
..เมฆดูสวยงาม เมื่อยามมองฟ้า ฟ้าดูกว้างใหญ่เหมือนเก่า
เมื่อยังเล็กแหงนดูมือไขว่คว้าเอา สูงจังอยากตัวโตสูง
จ้องมองแสนนาน พี่ชายคงเห็นยิ้มเดินมาใกล้แล้วอุ้ม
ขี่คอจนเกือบสูงทัน จ้องมองบนฟ้านั่น
เอื้อมมือถึงจันทร์ จะเอาเป็นของเรา
ครั้งโดนเขารังแก ร้องงอแงร้องไห้
พี่คนนี้ยังคอยคุ้มครองคุ้มภัย น้องเอยอย่ากลัวใครเขา
สองพี่น้องเดินไป น้องตามพี่ชาย จับมือจูงน้องไป
มองฟ้าอันกว้างใหญ่ ฟ้าคงไกลไป ขี่คอพี่สูงเอง
ครั้งโดนเขารังแก ร้องงอแงร้องไห้
พี่คนนี้ยังคอยคุ้มครองคุ้มภัย น้องเอยอย่ากลัวใครเขา
สองพี่น้องเดินไป น้องตามพี่ชาย จับมือจูงน้องไป
มองฟ้าอันกว้างใหญ่ ฟ้าคงไกลไป ขี่คอพี่สูงเอง
จวบจนฉันโต พี่ยังคงรักและคอยเป็นห่วงแสนห่วง
เมื่อผิดหวังให้กำลังใจทั้งดวง น้องเอยอย่ากลัวใครเขา
เมื่อยามท้อใจ จ้องมองบนฟ้านึกตอนเป็นเด็กเล็กนั่น
ขี่คอจนเกือบสูงทัน เอื้อมมือให้ถึงจันทร์
บอกเอาไว้นาน พี่ชายที่แสนดี
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 13:55:58 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 3
นี่คือเนื้อเพลงอันเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะชวนให้น้อง ๆ ทุกคน ทำบางอย่างเพื่อพ่อของเราบ้าง แม้ท่านจะไม่ได้สั่งมาก็ตาม จึงให้แต่ละคนทำดาวกระดาษซึ่งไม่ใช่การทำดาวกระดาษอย่างธรรมดา เพราะแต่ละดวงนี้หมายถึงบารมี ๑๐ อย่าง ซึ่งบางคนที่ทำมาแล้วก็ได้ติดชื่อของบารมีไว้ที่ดาวแต่ละดวงให้ได้มองเห็นกันด้วย จึงจะมาชวนน้อง ๆ พับกันวันละ ๑๐ ดวง ด้วยการนึกถึงบารมีทั้ง ๑๐ ไปด้วย คือ
๑. ทานบารมี
๒. ศีลบารมี
๓. เนกขัมมบารมี
๔. ปัญญาบารมี
๕. วิริยะบารมี
๖. ขันติบารมี
๗. สัจจะบารมี
๘. อธิษฐานบารมี
๙. เมตตาบารมี
๑๐. อุเบกขาบารมี
การพับดาวนี้ก็เพื่อให้จิตเป็นสมาธิด้วย เพราะก่อนหน้านี้เคยชวนทุกคนทำสมาธิ ด้วยการเพ่งกสิณบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องกันเพราะมัวไปติดว่า จะต้องดึงกสิณเข้ามาในใจไหม? พอลืมตาหลับตาแล้วไปเห็นตรงโน้นตรงนี้ ..ซึ่งก็ทำให้เกิดความสงสัยและไม่เจริญก้าวหน้า จึงเปลี่ยนมาชวนทุกท่านทำความสงบให้เกิดขึ้นบ้างด้วยการพับดาววันละ ๑๐ ตลอดเข้าพรรษา
ด้วยการนั่งหน้าพระหรือหน้ารูปหลวงพ่อ แล้วก็พยายามทำไป และในการทำก็ไม่ใช่ทำไปท่องชื่อบารมีไป แต่ต้องมีความเข้าใจในบารมีด้วย ซึ่งเป็นการนำธรรมะกลับมาทบทวนและนำมาใช้บ้าง เช่น
ทานบารมี... เมื่อเรากำลังพับดาว เราก็ระลึกว่า ทานเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข เป็นที่รักของเทวดา ตายแล้วเกิดสุคติภูมิ นี่คือ รู้ผล โดยไม่ต้องรู้ครบทั้ง ๑๑ ก็ได้ แต่เรารู้แค่ไหนก็แค่นั้น แต่ให้รู้เถอะว่า ..ถ้าเราไม่อยากอดอยากยากจน ไม่อยากขัดสนทรัพย์ ก็ต้องพยายามทำทาน เพราะทานทำให้เราได้รับความสะดวกในการครองชีพ แล้วเราก็ตั้งใจว่า ถ้าหากเรามีโอกาสก็จะทำทาน เพราะทานให้ผลในทางที่เจริญ เมื่อตั้งใจเช่นนี้แล้วก็หยิบกระดาษชิ้นต่อไปขึ้นมาเตรียมพับ โดยนึกถึงศีลบารมี
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 13:56:26 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 4
ศีลบารมี... ศีลมีคุณค่ามาก มีศีล ๕ เป็นต้น และศีล ๕ มีอะไรบ้างล่ะ? เราก็แจกแจงออกมา
ศีลข้อที่ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์ ..ถ้าเราไม่อยากป่วยเจ็บ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนมากมาย ฉะนั้นเราต้องไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ..ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ... เราก็เตือนตนในขณะที่เราพับไป
ศีลข้อที่ ๒ ไม่ลักทรัพย์ ..ถ้าเราไม่อยากของหายบ่อย ๆ ทำอะไรก็พังพินาศหมด เราต้องมี.. อทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ..
ศีลข้อที่ ๓ ไม่ประพฤติผิดในกาม ..ถ้าเราอยากได้ครอบครัวร่มเย็น อยากนอนสุข ตื่นสุข ในเรื่องครอบครัว เราต้องเว้นจากการล่วงผิดประพฤติผิด เราก็ต้องมี ...กาเมสุมิฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ...
ศีลข้อที่ ๔ ไม่พูดปด .. ถ้าเผื่อเราไม่อยากให้ใครไม่เลื่อมใสในคำพูดเรา ไม่อยากมีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง ฟันไม่เรียบ ดวงตาไม่อยู่ในระดับปกติ เราก็ต้องมี ...มุสาวาทา เวระมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ...
ศีลข้อทื่ ๕ ไม่เสพของมึนเมา .. ถ้าเผื่อเราไม่ต้องการให้เราเป็นคนฟั่นเฟือน หลงลืมสติ เรียนไม่เก่ง ความจำเสื่อม และความจำเสื่อมนี้ คือความเสื่อมที่มีมาตั้งแต่เล็ก เรียนอะไรก็เรียนยาก จำอะไรก็ไม่ได้ แม้กระทั่งแก่แล้วเราก็ยังจำไม่ได้ ทั้งที่มีคนแก่หลายคนที่จำอะไรได้เยอะไป ตัวอย่างเช่น ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่อายุ ๑๐๓ และเพิ่งตายไป ช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเขาให้คนเข็นออกมาสอนหนังสือ เพราะเขาจำเรื่องเครื่องไฟฟ้า อิเล็คทรอนิคได้หมดเลย
ฉะนั้น เราอ้างว่าเราแก่แล้วความจำจึงเสื่อม แต่เป็นเพราะเรามีผลของความจำเสื่อมเข้ามาแทรก เซลล์สมองของเรามันฝ่อลงมากกว่าปกติ นั่นก็เพราะเรามีเชื้อกระแสของสุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานาไว้ แต่เราไม่ได้เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ไว้ ฉะนั้น เราไม่อยากเป็นคนอย่างนั้น เราต้องเวระมะณีไว้ .. เราก็นั่งพับไป แล้วเราก็ระลึกนึกถึงศีลว่าศีลมีคุณค่าอย่างไรไป
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 13:57:03 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 5
เนกขัมมบารมี... คือยินดีตามมี ยินดีตามได้ หลีกจากเรื่องวุ่นวายออกมา การที่เรามาหยุดศึกษาพระธรรมอยู่ตรงนี้ย่อมแสดงว่าเราต้องมีความยินดี เมื่อรู้ว่าเราเดินทางมาถูกแล้วในการมาเรียนพระอภิธรรม มาปฏิบัติธรรม มาถูกแล้ว เราต้องมีความยินดี และมีความเต็มใจที่จะทำในงานนั้น คือออกจากกามคุณ
ไม่ใช่กลัวอยู่แต่ว่าจะเรียนไม่ทัน แต่ในการเรียนนั้นต้องมีความรู้สึกที่ดี ๆ เข้าไปด้วย เช่น เราต้องรู้สึกว่าการขาดความรู้ขาดความเข้าใจที่ต่อเนื่องจะทำให้เราเดินทางไปตลอดรอดฝั่งไม่ได้ .. เราจึงต้องมีความยินดี
ปัญญาบารมี ... เราต้องมีปัญญาบารมีด้วยการรู้ว่า กัมมสกตาปัญญาเป็นอย่างไร? วิปัสสนาปัญญาเป็นอย่างไร?
วิริยะบารมี ... คือการพูดถึงความเพียร เราต้องมีสติสัมปชัญญะแล่นขึ้นมาทันทีเลยว่าในกุศลจิต ๒๑ ดวง เราต้องหักมหัคคตกุศลจิตออกเสีย ๙ ดวงที่เราไม่ทำ แล้วเราก็นึกว่าในวิริยะฝ่ายกุศลที่เหลืออยู่นี้เรามีที่มั่น ๘ (มหากุศล ๘) และมีที่หมาย ๔ (มรรคจิต ๔) .. เราจะวิริยะเพื่อที่มั่นกับที่หมายเท่านั้นเอง
ขันติบารมี ...ในขณะที่เรามีจิตใจตั้งมั่นที่จะวิริยะนี้เราต้องมีขันติคือความอดทน เราก็นึกของเราว่าเราเจออะไรมาเยอะแยะเลย แล้วเราก็นึกอีกว่าเราต้องเจออะไรอีกเยอะแยะต่อไป ฉะนั้น ณ วันนี้เราต้องแกร่งพอที่จะสู้และรู้ว่ามันคือวิบาก วิบากก็คือผล เป็นผลกรรมที่สุกออกมาให้ผลทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เราจึงต้องทนได้ ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม
สัจจะบารมี ... ฉะนั้นต้องมีความอดทน แล้ว เราตั้งใจแล้ว เราเปล่งวาจาอะไรออกไป เราต้องทำให้ได้ เราจะรักษาวาจาเรา เราจะซื่อสัตว์ต่อวาจาเรา สัจจะวาจาเราจะทำให้เป็นบารมี รับปากจะทำอะไรต้องทำให้ได้ ยังไม่ตายทำต่อ เช่น ชีวิตนี้อุทิศให้พระพุทธศาสนา เดินตามทางพระพุทธศาสนา ถึงจะตายอย่างไรเราก็ไม่ทิ้งทางนี้ เราจะทำความดี อธิษฐานบารมี .. เราก็จะต้องอธิษฐานด้วย และในชีวิตเราต้องมีเมตตาบารมี พร้อมทั้งรู้จักวางใจด้วยอุเบกขาบารมี
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 13:57:31 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 6
เรามีการนึกเช่นนี้ แล้วเราก็พับไป ๑๐ ดวงต่อหนึ่งวัน สัปดาห์หนึ่งเราก็จะพับได้ ๗๐ ดวง และในวันอาทิตย์เราก็จะนำดาวเหล่านั้นมาอธิษฐานใส่ขวดโหลที่จะวางไว้หน้ารูปของหลวงพ่อด้วยกันว่า ..
ขอกราบถวายงานที่ลูกตั้งใจทำดาวแห่งชีวิต มี แก่หลวงพ่อที่ลูกเคารพสักการะยิ่ง ขออำนาจอันเกิดขึ้นจากจิตตั้งมั่นในงานนี้ จงเป็นพลวะปัจจัยส่งผลให้ลูกได้รับกระแสแห่งกุศล หล่อหลอมชีวิตอยู่ตลอดเวลา และขอความตั้งมั่นนี้โดยเฉพาะ ความตั้งมั่นที่ตั้งใจที่ตั้งใจจะเดินไปพบหลวงพ่อให้ได้ในชาติหน้า ขออำนาจความตั้งใจนี้และดาวแห่งชีวิตนี้ จงมาเป็นคติธรรม ทำให้ลูกได้พบหลวงพ่อดั่งเจตนาเทอญ
นอกจากการพับดาวนี้แล้ว ก็ยังได้แต่งเพลงขึ้นเพลงหนึ่งซึ่งคิดว่าจะถวายหลวงพ่อในวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา แต่พอดีไม่ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์และก็พอดีมีงานมากด้วยเลยไม่ได้นำมาเปิดให้ฟังกัน เพลงนี้สำเร็จลงได้ด้วยความอนุเคราะห์ของคุณนุช ..ผู้ซึ่งเคยทำเพลงมอบให้หลวงพ่อมาแล้วหลายเพลง และก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเพลงด้วย เพราะต้องไปจ้างเขาทำดนตรีและจ้างนักร้องมาร้องเพื่อบันทึกเสียง
มีอยู่เพลงหนึ่งที่เป็นเพลงเก่าแต่จะเปิดให้พวกท่านได้ฟังกันก่อนเพราะไม่ได้ฟังกันนานแล้ว นั่นคือเพลงจารึกไว้ ....
..อะไรที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้ สิ่งดี ๆ ของเราได้มาจากไหน พานพบมาพบใคร ๆ จะมีบ้างไหม ให้ได้อย่างที่เป็น ใครที่ทำให้เราได้อย่างนี้ ห่วงใยไมตรี ไม่เคยมีว่างเว้น มีรักมาให้ร่มเย็น ท่านเป็นแสงทองส่องดวงใจ ขอก้มกราบแทบบาทด้วยใจรัก พ่อเหนื่อยหนักพี่เหนื่อยนักท่านทนไว้ ลูกรับรู้ว่าท่านทำเพื่อใคร ขอจารึกไว้ในใจเรา ...
"อะไรที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้ นั่นก็คือความศรัทธาและความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล และที่นำมาเปิดอีกครั้งหนึ่งนี้เพื่อจะสะกิดพวกท่านว่า อย่าลืมน้ำต้นลำธาร อย่าเอาพระประธานไปแอบซอกโบสถ์"
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [30 มิ.ย. 2552 , 13:58:14 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 7
อย่าลืมน้ำต้นลำธาร
น้ำต้นลำธาร ย่อมไหลลงมา .. ขึ้นชื่อว่าน้ำแล้วล้วนที่ธรรมชาติที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ เช่น น้ำตกที่ไหลจากที่สูงไปให้ความชุ่มชื้นกับที่ราบ และก็ไหลไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าไม่ต้องการให้ไหลลงสู่ที่ต่ำเราก็ต้องทำระดับน้ำให้เสมอกัน หรือถ้าอยากให้น้ำไหลขึ้นสู่ที่สูงซึ่งเป็นเรื่องยาก เราก็ต้องใช้ปั๊มน้ำมาปั๊มให้น้ำหลขึ้นไปใช้บนชั้น ๒ ได้ ตรงนี้ก็อุปมาเหมือนว่า ..เราจะต้องใช้เมตตาเป็นปั๊ม ดูดน้ำที่พร้อมไหลลงต่ำนี้ให้สูงขึ้น ..มีเมตตาจิตซึ่งกันและกัน
หลวงพ่อท่านเคยงอนใครแม้ท่านจะเหนื่อยแค่ไหน อาจารย์บุญมีท่านเหนื่อยกว่าเราเยอะ แต่ท่านก็ไม่เคยบอกใครว่า ..ไม่เอาแล้ว ไม่ทำแล้ว ทำดีไม่ได้ดี ..หรืออาจารย์บุญมีกับหลวงพ่อท่านเคยมาบอกใครไหม? ว่า ตอนทำไม่เคยมีใครเห็น แต่ตอนไม่ดีกลับมีคนมาว่า ผู้เป็นต้นน้ำทั้งสองท่านไม่เคยพูดเช่นนั้น เพราะถ้าเผื่อต้นน้ำนิ่งดูดายเสียแล้ว วันนี้จะมีปลายน้ำเช่นนี้ได้ไหม?
" อย่าเอาพระประธานไปแอบซอกโบสถ์"
คือการที่เราต้องหมั่นนึกถึงท่านบ่อย ๆ ไม่มีวัดไหนที่เอาพระประธานไปวางข้างโบสถ์ ฉะนั้น ประธานของชีวิตเราเราอย่าเอาไปวางไว้ตามด้านข้าง แต่ต้องเอามาเป็นที่ตั้งอยู่ตรงกลาง เอามาเป็นตัวอย่างให้เราด้วย เช่นพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์เป็นผู้มีพระคุณ ..ก็เปรียบเหมือนต้นน้ำลำธาร เป็นเหมือนกับพระประธานของชีวิต
แต่เราจะเห็นได้ว่าในสมัยนี้สร้างบ้านแล้วเขาก็เอาพ่อแม่ไปไว้ห้องข้าง ๆ หรือด้านหลัง ทั้งที่ท่านทั้งสองเป็นพระประธานของบ้าน ซึ่งผิดกับคนโบราณเขาจะให้คนแก่ที่สุดอยู่กลางบ้าน อย่างเวลารดน้ำดำหัวเขาก็จะให้ท่านมาอยู่กลางบ้าน พอใครเข้ามาปุ๊บก็เห็นเลย ว่ามีผู้เฒ่าผู้แก่อยู่ตรงกลางแล้วก็ล้อมรอบไปด้วยลูกหลาน แต่คนสมัยนี้นำพ่อแม่ไปไว้ตามซอก ใกล้ห้องครัว ใกล้ห้องเก็บของ นี่คือ..การนำพระประธานไปไว้ที่ซอก ใกล้เข้าพรรษาแล้วจึงนำเรื่องนี้มาเตือนใจเพื่อไม่ให้ลืมกัน
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 13:58:54 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 8
อย่าลืมน้ำต้นลำธาร ..อย่าลืมสิ่งที่ท่านทำให้เราได้รับความร่มเย็น
อย่าเอาพระประธานไปไว้ซอกโบสถ์ ... อย่าลืมพระคุณและแบบอย่างที่ดีของท่าน ท่านเป็นตัวอย่างในความอดทนเพื่อพวกเรามาตลอด
เรามักจะดีใจที่จะได้พบหลวงพ่อ เพราะรู้ว่า ถ้าลวงพ่อมาแล้วเราต้องได้แน่ ๆ เลย หลวงพ่อท่านต้องมีอะไรดี ๆ มาให้ ส่วนมากที่ได้กันก็คือได้ฟัง แต่มีใครเคยได้นำไปใช้บ้าง
ซึ่งตรงนั้นอาจจะไกลตัวเกินไป มาดูใกล้ๆ ตรงนี้กันว่า ที่เราเรียนแล้วว่าโลภะมูลจิตดวงที่ ๑ ชื่อว่า โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่มีใครชักชวน ..เป็นอย่างไร? บางคนตอบว่า เช่น ไปซื้อของ อยากได้ เมื่อไม่มีสตางค์ก็ไปขโมยเขา หรืออยากกินอาหารดี ๆ อร่อย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ...คำตอบทั้งสองนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ ก็เข้าเค้านะ แต่ผิดทั้งคู่เพราะยังไม่เข้าใจอย่างแตกฉาน
ที่ยกโลภะดวงที่ ๑ ขึ้นมานี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าที่เราเรียนมานั้นเรายังไม่แตกฉาน และเมื่อเราไม่แตกฉานสิ่งที่ได้เรียนไปก็จะมาช่วยเราได้ยาก และไม่แตกฉานตรงไหน? ตรงที่จะขอตั้งคำถามว่า "ทิฏฐิ" อยู่ที่ไหน เพราะตัวอย่างที่ยกกันมานั้นแสดงถึงเรื่องของเวทนาคือประกอบไปด้วยโสมนัสเวทนาเป็นหลักใหญ่ทั้งสองตัวอย่าง
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 13:59:21 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 9
ทิฏฐินี้เป็นศัตรูตัวร้ายที่เกิดกับเราตลอดเวลา ถ้าเรามัวคิดแต่ว่า "ไปตลาด หรือไปห้าง ก็จะเป็นเหตุการณ์ที่นาน ๆ จะเกิดสักที และหากเราไม่ไปตลาดมันก็ไม่เกิดกับเราใช่ไหม? ไม่ใช่ ทิฏฐิตัวนี้เกิดกับเราบ่อยมาก เช่น พอถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน .. วันนี้มีน้ำพริกอร่อยดี มีน้ำพริกปลาทู หรือไม่วันนี้มีขนมจีนแกงไก่หรืออร่อยดี .. ตรงนั้นแหละ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ ..ทิฏฐิมีความหมายว่าเห็นผิด ซึ่งจริง ๆ แล้ว น้ำพริกมันก็ไม่มี ไก่ก็ไม่มี ขนมจีนก็ไม่มี สิ่งที่เห็นจริง ๆ คือรูป สิ่งที่รู้คือนาม
ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า เมื่อใดที่เราขาดการกำหนดรูปกำหนดนามรู้เท่าทันรูปรู้เท่าทันนาม ก็จะเป็น โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ หรือ สสงฺขาริกํ ก็เป็นทิฏฺฐิทั้งคู่ ซึ่งจะได้เห็นเลยว่าต่างกันกับมานะ
และโสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ นี้เกิดขึ้นได้ง่ายแต่ยากที่จะกำจัดมัน เพราะเราชินกับมันเสียแล้ว เราชินในรสชาดอาหาร เราชินในบัญญัติ เราชินในความยินดี โอกาสจะตัดสินอารมณ์ได้ถูกจึงไม่มี มีแต่คล้อยตามอารมณ์ ซึ่งมีสัญญาวิปลาสเข้าไป
คำว่า "วิปลาส" คือ สัญญาวิปลาส จิตตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส สุภวิปลาส ..คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แท้ที่จริง น้ำพริกก็ไม่มี ขนมจีนน้ำยาก็ไม่มี ขนมจีนน้ำเงี้ยวก็ไม่มี แกงไก่ก็ไม่มี ปลาช่อน ปลาทะเลก็ไม่มีทั้งสิ้น มีแต่รูป แล้วเราเท่าทันกันไหม? ไม่ทัน เราก็ตักแล้วเราก็ลืม ว่ามันเป็นนั่น เป็นนี่ นั่นแหละทิฏิฐิ
นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่พยายามแสดงให้เห็นว่า ที่เราเรียนมากันแล้วน่ะ เราไม่ได้แตกฉาน แต่ก็ดีกว่าคนไม่รู้เลย เพราะวันนี้ท่านก็ได้เข้าไปรู้อีกว่าทิฏฐิมันเกิดตรงไหน? ความเห็นผิดมันคืออะไร? ต่อไปเวลาจะไปตักอาหารสติก็เกิดขึ้นมาได้ว่า ปลาไม่มี ก็ยังดีกว่ามีปลาแล้วมาคิดได้ทีหลัง
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 14:00:10 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : )
สลักธรรม 10
ความรู้เหล่านี้เราสามารถนำไปใช้ด้วยการนำไปสอบสวนตนเองได้ว่า สิ่งเหล่านี้มีกับเราจริงไหม? พอรู้ว่ามีจริงแล้วเราก็รู้ภึงภัยที่น่ากลัวได้เลย ภัยแห่งวัฏฏะสงสารของเรายังมีอยู่เต็มที่เลย การได้รู้ตรงนี้นอกจากทำให้เราเห็นภัยแล้ว เราก็จะเห็นได้ว่าการศึกษาธรรมะนี้ ต้องมีความเข้าใจ ต้องเข้าถึงหลักธรรมด้วย การศึกษาธรรมทำให้เราละเอียดอ่อนละมุนละไม เราละเมียดในใจ ไปมองเห็นความจริง
พระอนุรุทธาจารย์ พระพุทธองค์ทรงสอนเพื่ออะไร? เพื่อกระจายชีวิตของเราออกมาว่า อารมณ์เช่นนี้ ความรู้สึกเช่นนี้เขาเรียกว่า กุศล อกุศล อาการแบบนี้เขาเรียกว่าอย่างไร แล้วเรามีไหม? นี่คือการเรียนที่หาตัวเองพบ พอหาพบแล้ว ก็คบตัวเองให้เป็นด้วยการสร้างสติสัมปชัญญะขึ้นมาถ่ายถอนความเห็นผิดออกบ้าง โดยเราจะต้องทำอยู่บ่อย ๆ คิดอยู่บ่อย ๆ
เวลาเราเข้าปฏิบัติวิปัสสนาครั้งหนึ่งนั้นเราปฏิบัติได้ไม่มาก เราจึงมีกำลังอ่อน แล้วก็อ่อนกำลังอยู่อย่างนี้ เราเข้าห้องปฏิบัติไปสู้รบกับกิเลสตลอด ๒๔ ชั่วโมง และก็ประสบความพ่ายแพ้มากไม่ทันอารมณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอะไร ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต" เราจึงจะต้องเพียรพยายาม
หลวงพ่อเสือท่านพระอภิธรรม ๙ ปริจเฉทให้พวกเรานับครั้งไม่ถ้วน ท่านสอนปฏิจจสมุปบาทอย่างนับครั้งไม่ถ้วน ท่านสอนเรื่องวัฏฏะสาม กิเลสวัฏ วิบากวัฏ กรรมวัฏ ให้เรานับครั้งไม่ถ้วน และท่านก็สอนวิปัสสนากรรมฐานให้เราจนนับครั้งแล้วเหมือนกัน
เมื่อรู้ว่าหลวงพ่อจะมา เราก็ยินดีว่าจะได้เจอหลวงพ่อ ว่าท่านต้องมาให้สิ่งดี ๆ แน่นอนเลย แต่เราเคยเอาไปใช้ให้ได้ดีกันบ้างหรือยัง ก็เหมือนกับท่านมาแจกของขวัญให้หมดแล้ว เหลือแต่เราว่ารับแล้วจะเอาไปใช้ไปทำอะไรต่อหรือเปล่า แต่ละครั้งทุกคนก็ดีใจแล้วก็คืนเข้าสู่สภาพเดิม เหมือนดอกไม้บานแล้วก็หุบ แล้วก็ร่วงเหมือนเดิม
โดย น้องกิ๊ฟ [30 มิ.ย. 2552 , 14:00:32 น.] ( IP = 125.27.171.6 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |