| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จุดประสงค์ของการเกิดอีก
จุดประสงค์ของการเกิดอีก
โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ
ตอนที่ผ่านมา
จุดประสงค์สำคัญของการตายแล้วเกิด ก็คือการศึกษาเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์อันนี้ เราจึงต้องเกิดแล้วเกิดอีกในโลกนี้ มิใช่เพราะการบีบบังคับของสิ่งภายนอกใดๆ แต่เพราะเรา ในฐานะเป็นดวงวิญญาณต้องการจะเจริญเติบโต แรงผลักดันซึ่งอยู่เบื้องหลังการเกิดใหม่ ซึ่งนำเรามาสู่โลกอีกก็คือ
ความกระหายที่จะได้รับประสบการณ์ ความต้องการที่จะได้รับความรู้ ความประสงค์ที่จะอยากคลุกเคล้าอยู่กับโลกแห่งวัตถุ สำหรับคนบางคน ผู้ซึ่งมีชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบากในโลกนี้ ความต้องการต่างๆ ดังกล่าวนี้ อาจจะมีน้อย เหตุผลก็คือว่า ความเอือมระอาได้กำจัดความต้องการดังกล่าวนี้เสีย เหมือนคนที่เพิ่งรับประทานอาหารจนอิ่มเต็มที่ แล้วก็ไม่คิดอยากจะรับประทานอีก
โดยทำนองเดียวกัน เมื่อสิ้นชาติหนึ่งแล้ว ก็ไม่น่าจะมีความต้องการที่จะเกิดใหม่อีก ยิ่งกว่านั้น ความรู้สึกนึกคิด ในขณะตื่นตัวอยู่ของเรา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้สึกนึกคิดทั้งหมด และอัตราส่วนลึกของเราย่อมล่วงรู้ถึงความจำเป็นของสิ่งซึ่งอัตตาภายนอกไม่เอาใจใส่
การเกิดใหม่ก็เช่นเดียวกัน ความรู้สึกนึกคิดทางกายซึ่งมีวงจำกัดอยู่แต่วงแคบๆ แห่งชาติชาติเดียวในโลก ย่อมไม่ปรารถนาที่จะเกิดอีก แต่ความรู้สึกนึกคิดทางวิญญาณ ซึ่งรู้ถึงจุดประสงค์อันสูงส่งของชีวิต ย่อมกระหายที่จะกลับมาเกิดอีก
เนื่องจากความคิดเกี่ยวกับวิญญาณมนุษย์เวลานี้ ยังคลุมเครืออยู่มาก เราจึงไม่รู้ชัดว่า อำนาจ ปัญญา และอุปนิสัย ทุกอย่างเป็นผลของการศึกษาที่ได้กระทำมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน หาใช่ของขวัญที่ทิ้งเกลื่อนไว้ตามอำเภอใจของโชคชะตาแต่อย่างใดไม่
ร่างกายและวิญญาณต่างก็มีการเจริญเติบโต พลังจิตย่อมมีการตื่นตัวตลอดสายชีวิตอันยาวนาน เช่นเดียวกับจิตใจ เริ่มตื่นตัวในตอนเริ่มต้นชีวิตทุกๆ ครั้ง ซึ่งเราเรียกว่าวัยเด็กโดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 ก.ค. 2552 , 07:29:47 น.] ( IP = 58.9.145.61 : : )
สลักธรรม 1จุดประสงค์สำคัญของชีวิตก็คือ เพื่อพัฒนาอำนาจซึ่งซ่อนอยู่ภายในตัวเราเอง ขณะที่เราเติบโตขึ้นนั้น เราหาได้เอาอะไรมาเพิ่มเติมให้กับตัวเราไม่ เราเพียงแต่เร้าหรือปลุกสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ข้างในให้ตื่นขึ้นเท่านั้น
กระบวนการแบบเดียวกันนี้ เกิดขึ้นเมื่อเมล็ดพืชแตกหน่อ เชื้อซึ่งอยู่ภายใน เพียงแต่คลี่คลายสิ่งซึ่งบรรจุอยู่ภายในออกมาเท่านั้น ความเจริญเติบโตจึงเป็นเพียงการเร่งเร้าให้อำนาจซึ่งแอบแฝงอยู่ภายใน ให้แสดงตนออกมาให้ประจักษ์เท่านั้น
ในฐานะเป็นวิญญาณ เรามีทุกสิ่งซึ่งเราจะต้องมีในชาติหน้า และจุดประสงค์สำคัญในการเกิดหลายๆ ชาติในโลก ก็เพื่อหาประสบการณ์ ซึ่งจะสามารถปลุกอำนาจภายในของเราได้เร็วที่สุด และนำมันออกมาแสดงให้ประจักษ์
ความสามารถอันไม่มีขีดจำกัด มีซ่อนตัวอยู่ในวิญญาณทุกดวง อาจจะกล่าวได้ว่า มนุษย์แต่ละคนเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เพราะว่าพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่ทั่วไป ถ้าเพื่อนบ้านของเรามีคุณธรรมอันสูงส่ง ซึ่งเราไม่มี หรือประกอบด้วยคุณสมบัติอันบริสุทธิ์สะอาด ที่เรายกย่องชมเชย ก็หาได้หมายความว่า เขาได้รับคุณพิเศษเหล่านั้นมากกว่าเราแต่อย่างใดไม่ แต่เพราะว่าเขาได้ปลุกให้คุณสมบัตินั้นๆ ตื่นตัวขึ้น และแสดงตัวออกมาก่อนเรา
ถ้าเราต้องการจะเป็นอย่างเขา จะไม่มีสิ่งใดขัดขวางเราไว้ มิให้มานะพยายามที่จะนำความต้องการของเราไปสู่ผลสำเร็จ
จินตนาการอันรุ่งโรจน์ของศิลปินเอก ความไพเราะแบบกลมกลืนของนักดนตรี ความคิดอันสุขุม และความอดทนอย่างเยี่ยมยอดของนักวิทยาศาสตร์ ความสุขุมลุ่มลึกของนักปรัชญา ปรัชญาอันลึกซึ้งของศาสดาจารย์ เหล่านี้ทั้งหมด และคุณสมบัติอื่นๆ ล้วนมีซ่อนอยู่ในตัวของเรา คอยเวลาที่เราจะปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาแสดงตนทุกขณะ
ไม่มีอะไรใหญ่อะไรเล็ก ไม่มีแก่ไม่มีหนุ่ม ไม่มีโง่ไม่มีฉลาด ในจักรวาลด้านพระผู้เป็นเจ้า เพราะทั้งปวงเป็นพระผู้เป็นเจ้า แต่ในด้านรูปร่าง พระผู้เป็นเจ้าถูกแสดงตนออกมาเป็นอำนาจ หรือพลังระดับต่างๆ แล้วแต่ความสามารถของร่างนั้นๆ ถ้ารูปร่างหยาบและชาต่อความรู้สึก เช่นร่างของคนป่าเถื่อน ทิพยอำนาจที่อาศัยอยู่ภายใน ก็แสดงตัวออกมาได้เพียงเล็กน้อย ถ้าเป็นร่างที่บริสุทธิ์ประณีต และเจริญก้าวหน้ามาก
ทิพยภาพที่อยู่ภายในก็สามารถส่องแสงออกมาได้อย่างรุ่งโรจน์ จนเราต้องโค้งศีรษะเคารพนับถือชมเชย นี้เองคือสิ่งที่นักบุญปอลหมายถึง เมื่อท่านพูดถึงพระคริสต์ภายในโดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 ก.ค. 2552 , 07:35:21 น.] ( IP = 58.9.145.61 : : )
สลักธรรม 2วิวัฒนาการของรูป เป็นหน้าที่อันหนึ่งของโรงเรียนโลก แต่นี่ก็เป็นแต่เพียงด้านหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด เพราะคำว่า พัฒนา หรือเจริญนี้ มิได้หมายถึงความเจริญทางรูปในโลกนี้ หรือโลกอื่นเท่านั้น แต่หมายถึงการคลี่คลายขยายตัวของอำนาจความรู้สึกนึกคิดด้วย
เมื่อมีการพัฒนา ชีวิต อันประมาณมิได้ ซึ่งอยู่เบื้องหลังก็สามารถแสดงความงาม และพลังของมันออกมาได้มากยิ่งขึ้น ในด้านวัตถุของหลักวิวัฒนาการ เราจะเห็นว่าแร่ธาตุกลายเป็นพืช พืชกลายเป็นสัตว์ สัตว์กลายเป็นมนุษย์ และมนุษย์กลายเป็นอัจฉริยมนุษย์ทีละน้อยๆ ในด้านชีวิต เราจะเห็นว่า จิตใจค่อยๆ เรียนวิธีเข้าอยู่และควบคุมร่าง ซึ่งสร้างขึ้นมาจากวัตถุเหล่านี้
มนุษย์เราเป็นเผ่าพันธุ์ ที่มีจิตใจอันสูงส่ง นี้เป็นคำสอนของศาสดาแทบทุกยุคทุกสมัย เราลงมาจากสภาวะอันสูงส่งของเรา ณ จุดใดจุดหนึ่งแห่งเวลาในอดีตอันกำหนดรู้ไม่ได้ ก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งวัตถุเพื่อควบคุม และใช้วัตถุในสุริยจักรวาลนี้ เมื่อเราเริ่มต้นวิวัฒนาการของเราในจักรวาลแห่งวัตถุนั้น เราพบว่าเรายังไม่รู้ความหมายแห่งการสั่นไหวของวัตถุ และยังไม่รู้จักวิธีทำให้วัตถุแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของเรา เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าเราจะมีทิพยอำนาจทุกอย่างก็ตาม อำนาจเหล่านั้นก็ยังนอนนิ่งอยู่ในสันดานของเรา มิได้แสดงตัวออกมาเต็มที่ เพราะขาดการเร้าหรือการปลุกให้ตื่น
เมื่อกาลเวลาผ่านไปช้าๆ หลายกัปหลายกัลป์ เราก็เริ่มสามารถบังคับให้สสารวัตถุปฏิบัติตามเจตจำนงของเราได้ จนกระทั่งขณะนี้ เมื่อเราเป็นมนุษย์ เราก็ได้บรรลุถึงขั้นที่เราอาจเข้าใจการสั่นไหวของวัตถุ แม้จะเป็นการสั่นไหวอย่างต่ำที่สุดก็ตาม แล้วก็สามารถบังคับสรีระของเราได้ เราได้บรรลุถึงขั้นที่เราสามารถเข้าใจความหมายของความสั่นไหวของโลกทางจิตใจบางส่วน และสามารถบังคับอารมณ์ของเราได้ แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับวิญญาณส่วนลึกลงไป
สำหรับนักศึกษาใหม่ ควรจะได้เข้าใจและจดจำไว้ว่า สรีระรูปของคนแวดล้อมหรือครอบงำด้วยประกายแสงสว่าง ๓ ชนิด คือ
อารมณ์ หรืออารัมณกาย (emotional body)
นามกาย (Mental body)
วิญญาณกาย (Soul body)
แบบเดียวกับโลกแห่งจิตอันละเอียด ที่แวดล้อมและแทรกซึมอยู่ในโลกคือ แผ่นดินนี้ แต่ข้อเปรียบเทียบนี้ก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบอย่างหยาบๆ ขออย่าได้เข้าใจเกินเลยไปกว่านี้ กายต่างๆ ดังกล่าวมานี้ เป็นเพียงแต่รูปสำหรับให้วิญญาณแสดงตัวออกมาเท่านั้นเอง
แม้วิญญาณกายเองก็เป็นเพียงกลุ่มสสารละเอียด ที่มีแสงสว่างสำหรับให้ตัวชีวิตซึ่งเป็นทิพยอำนาจ ได้อาศัยแสงสว่าง ส่วนตัววิญญาณจริงๆ ในคนหรือตัวชีวิตของวิญญาณกาย นั้นไม่มีการพัฒนาใดๆ เป็นแต่เพียงปฐมเหตุ อันไม่จำกัดของคุณภาพ ทั้งปวง ซึ่งถูกแสดงออกมาทีละอย่างสองอย่างในเครื่องหุ้มห่อ อันมีชีวิตของวิญญาณ ซึ่งเราเรียกว่า กาย ประเภทต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 ก.ค. 2552 , 07:41:31 น.] ( IP = 58.9.145.61 : : )
สลักธรรม 3เพราะฉะนั้นในโรงเรียนโลกนี้ เราจึงมีรูปแก่และหนุ่ม ซึ่งเราวัดกันด้วยจำนวนปี ตั้งแต่เกิดถึงตาย เรามีวิญญาณแก่และหนุ่ม ซึ่งมีชีวิตยืนยาวมากกว่าชาติหนึ่งและเราจัดความแก่หนุ่มของวิญญาณด้วยชาติจำนวนร้อยๆ ส่วนตัว วิญญาณ เองนั้นไม่มีเครื่องวัด ไม่มีอายุ ไม่มีขอบเขต เป็นต้นกำเนิดของสิ่งทั้งปวง
แรงดันอันยิ่งใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดความกล้าหาญและการแสดงออกอย่างยิ่งยงกว่าความรู้ ซึ่งเป็นอุดมคติอันสูงสุดที่ทุกคนปรารถนานั้นก็ดี อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราใฝ่ฝันถึงก็ดี อุปนิสัยอันงามเลิศที่เราแสนปรารถนาก็ดี เราจะพบได้ในตัวเราเอง การที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา ไม่จำเป็นต้องกราบไหว้วิงวอนประจบประแจง เราจะต้อง ทำงานพัฒนา สิ่งเหล่านี้ขึ้น เช่นเดียวกับที่เราเล่นเปียนโนเป็นเวลานานๆ เพื่อสร้างสมรรถนะทางดนตรี เรากำลังยืนอยู่เหนือขุมทรัพย์อันมหาศาล สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือขุดลงไป
ปัญหาทุกๆ ส่วนที่ถูกเก็บไว้ในวิญญาณ จะทำให้สมบัติอันล้ำค่านั้นเพิ่มมากขึ้น และเราเกิดมาในโลกนี้ ก็เพื่อขนเอาสมบัตินั้น สมบัติของเราเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับหยดน้ำกุหลาบแต่ละหยด ที่ตกลงไปจากเครื่องกลั่น ช่วยเพิ่มความหอมหวานให้แก่น้ำหอม ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ปัญหาสำหรับดวงวิญญาณ เราจะหาเอาโดยวิธีอื่นไม่ได้ นอกจากจะเก็บเอาจากบุปผชาติอันหวานและขม แห่งความรัก ความชัง ความขยันและความเกียจคร้าน ความสำเร็จและความล้มเหลว ความสุขและความทุกข์ ความสงบและความสับสนอลหม่าน ซึ่งเต็มอยู่ในส่วนโลกนี้ เราค่อยๆ เจริญขึ้น พร้อมกับที่เราค่อยๆ เรียนรู้วิธีบังคับบัญชาพลังต่างๆ ที่ขัดแย้งกัน แล้วก็ก้าวไปข้างหน้าด้วยก้าวเท้าอันหนักแน่นมั่นคง ท่ามกลางพายุใหญ่ หรือรีบฉวยโอกาสในยามคลื่นลมสงบ
เมื่อเราเกิดใหม่นั้น ธรรมชาติเอาใจใส่กับสิ่งเดียวเท่านั้นเป็นเบื้องแรก สิ่งนั้นก็คือการศึกษาของเรา ธรรมชาติมิได้พยายามทำให้เราสนุกสนานเพลิดเพลินแต่มันจะสอนให้เรารู้สิ่งต่างๆ โดยประสบการณ์อันแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีคุณค่าทางสอนใจมนุษย์ และมีผลแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ
ฉะนั้นเราควรรู้สึกเป็นเกียรติ เมื่อชีวิตของเราประสบความยากลำบากที่สุด เพราะนั่นคือบทเรียนอันมีค่าสูงยิ่ง ที่ธรรมชาติให้เรา ความผิดพลาดของเราอยู่ที่ว่า เรามิได้มองชีวิตในฐานะเป็นการศึกษา ถ้าเรามองในแง่นี้ ปัญหายุ่งยากทั้งหลายจะหายไปทันที
อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรเอาแผนการศึกษาของธรรมชาติไปปนเปกับครูอาจารย์ที่เป็นมนุษย์ มีการศึกษาอยู่ ๒ แบบ คือ การศึกษาแบบทรงจำ วิธีนี้คือการบรรจุจิตใจของเรา ด้วยข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งถูกจัดไว้อย่างมีระเบียบ ตามความสามารถของนักเรียน การศึกษาแบบที่สอง
เป็นการพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ การศึกษาแบบนี้ต้องทำโดยอาศัยธรรมชาติชั้นใน และปลุกอำนาจซึ่งซ่อนอยู่ภายในให้ตื่นขึ้น การศึกษาแบบแรก เป็นวิธีการศึกษาแบบธรรมดาทั่วๆ ไปที่ใช้กันอยู่ตามโรงเรียน ส่วนแบบที่สองเป็นแบบที่ใช้กันอยู่ในโรงเรียนโลกโดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 ก.ค. 2552 , 07:46:13 น.] ( IP = 58.9.145.61 : : )
สลักธรรม 4เราเริ่มเข้าใจว่า การศึกษาที่แท้จริงนั้น หาได้จำกัดอยู่แต่การเรียนวิชาการต่างๆ เช่น ภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปรัชญาเท่านั้นไม่ แม้ว่าวิชาการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นพลังสติปัญญาก็ตาม การศึกษาในความหมายอันแท้จริงนั้น ควรจะเสริมสร้างอุปนิสัยให้มีศีลธรรมอันสูงส่ง กระตุ้นเตือนความรู้สึกนึกคิดในทางดี ควบคุมจิตใจให้คิดได้ถูกต้องมีระเบียบ เสริมสร้างสมรรถนะด้านต่างๆ ปลุกอำนาจความตั้งอกตั้งใจให้ตื่นขึ้น และพัฒนาความสามารถที่จะเข้าใจทิพยภาวะอันสูงส่ง
ไม่มีสถาบันการศึกษาที่มนุษย์สร้างขึ้นใดๆ ได้พยายามปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้อย่างเต็มที่ โลกทั้งโลกเท่านั้นที่ให้หลักสูตรดังกล่าวนี้อย่างพร้อมมูลจึงอาจกล่าวได้ว่า โลกคือมหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจัดวิชาการและหลักสูตรไว้อย่างละเอียดพร้อมมูล สำหรับพลโลกทุกประเภท ทั้งที่อยู่บนพื้นโลก อยู่ภายใต้พื้นโลก และภายในบรรยากาศซึ่งหุ้มห่อโลก ประสบการณ์ทุกชนิดที่เราได้รับ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งแห่งบทเรียนของเรา
จริงอยู่เราย่อมไม่สามารถจะเรียนบทเรียนบทเดียวกันในชั้นเดียวกันได้ เพราะอายุแห่งวิญญาณของเราไม่เท่ากัน แต่ทุกๆ ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเพียงปรมาณู จุลินทรีย์ พืช นก สัตว์เดียรัจฉาน คน อัจฉริยชน หรือเทวดา ต่างก็ได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมสำหรับก้าวหน้าต่อไป ในกระบวนการวิวัฒนาการของตน
เป็นที่น่าเสียดาย ที่คนเราลืมข้อเท็จจริงอันนี้ เรายอมรับว่า มันอาจจริงสำหรับคนอื่น แต่ไม่จริงสำหรับเรา เราพยายามจัดสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้แก่ตัวเอง ตลอดเวลา เพื่อให้เราเจริญอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ลืมสภาพปัจจุบัน ซึ่งกำลังให้บทเรียนอันมีค่าแก่เราอยู่
เพราะเหตุผลบางประการ มีคนน้อยคนรู้จักหาผลประโยชน์จากบทเรียนในชีวิตประจำวัน นอกจากจะถูกเหตุการณ์อันขมขื่นบางอย่างบังคับ บางทีกว่าจะเรียนรู้บทเรียนว่าอะไรถูกอะไรผิด ก็ต้องใช้เวลาหลายชาติทีเดียว ถ้าเรารู้จักเอาใจใส่เรียน ก็อาจจะเรียนรู้บทเรียนเช่นนี้ได้ในเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น แทนที่จะคิดอย่างที่คนส่วนมากคิดกันว่า เราได้รับความช้ำใจ หรือได้รับความไม่ยุติธรรมแล้ว ก็ไปโทษโชคชะตาว่าทารุณต่อเรา เรามักจะวิ่งไปมาเหมือนเด็กๆ วิ่งไล่ผีเสื้อแล้วก็ได้รับเพียงสิ่งประทับใจอันเลือนรางจากบทเรียนอันมีค่า ที่โลกเสนอให้แก่เรา
เพราะฉะนั้น บทเรียนบทเดียวกันนี้ จึงต้องกลับมาสอนเราวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ชีวิตแล้วชีวิตเล่า จนกระทั่งความหมายของมันเริ่มกระจ่างขึ้นในจิตใจของเรา บางทีบทเรียนซึ่งเรามักจะเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ ก็มาสอนเราพร้อมด้วยความเจ็บปวด ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องให้เราเอาใจใส่ยิ่งขึ้น แต่บางทีก็มาพร้อมกับความสุขสำราญใจ และสิ่งอันน่ารื่นรมย์ต่างๆ เพื่อรบเร้าความต้องการของเรา มารดาผู้เต็มไปด้วยความรัก ก็ย่อมจะอดทนและใช้วิธีการต่างๆ เพื่อสอนลูกของเธอเป็นธรรมดาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 ก.ค. 2552 , 07:50:36 น.] ( IP = 58.9.145.61 : : )
สลักธรรม 5ถ้าเราเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียนอีกสักเล็กน้อย ชีวิตของเราก็คงจะมีความลำบากน้อยกว่าเท่าที่เป็นอยู่ ความทุกข์เกิดแก่เราเพราะความโง่ของเราเอง เพราะความดื้อดึง เพราะความเมินเฉยของเราเอง ถ้าเรามีความกระตือรือร้นที่จะเรียน ถ้าเรายินดีต้อนรับเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยความยินดีว่ามันมาช่วยสอนเรา ถ้าเรายินดีร่วมมือกับวิวัฒนาการซึ่งกำลังนำเราไปสู่ที่สูง แทนที่จะขัดขวางอย่างที่เป็นอยู่ ความเจริญก้าวหน้าของเราจะเป็นไปรวดเร็วขึ้น ความสุขของเราก็จะไม่มีอะไรขัดขวาง
เพราะเหตุนี้ จะต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว กว่าเราจะเข้าใจถึงทิพยอำนาจและความรัก ซึ่งควบคุมดูแลการสั่นไหวของปรมาณู และทางโคจรของดวงดาว ซึ่งดูแลวิถีชีวิตของเราแต่ละคนตลอดถึงชะตากรรมของประเทศชาติทั้งหลาย
การจำประสบการณ์ต่างๆ ที่เราพบผ่านมา และการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์นั้นๆ ประกอบกันเข้าเป็นความรู้ ส่วนปัญญานั้นหมายถึงการรู้แจ้ง ถึงความหมายภายใน และจุดมุ่งทางจิตใจของเหตุการณ์ ชีวิตที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงเป็นแก่น ซึ่งกลั่นกรองมาจากความรู้ โดยกรรมวิธีของวิญญาณ
ถ้าเรามองซึ้งเข้าไปภายในตัวของเรา แล้วก็ศึกษาความคิดและเจตจำนงของเราทุกๆ วัน ด้วยใจเป็นธรรม เราจะพบว่า เหตุแห่งความทุกข์ของเรา ส่วนมากก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ความใฝ่ฝันที่จะได้ จะมีสิ่งของ และบุคคลเพื่อประโยชน์ของเราเอง ว่ากันตามหลักแล้ว ความเห็นแก่ตัวนี้ เป็นตัวการสำคัญในการประสานสิ่งทั้งหลาย มั่นหมายตลอดเวลาที่จะประมวลรวบรวมเอาตัว ฉัน ให้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลให้ได้
ความเห็นแก่ตัวจัดว่าเป็นเงาของวิญญาณสากลอันยิ่งใหญ่อันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เป็นเงาอันบิดเบือนไปจากของจริง เพราะอำนาจของวัตถุในทางจิตใจแล้ว เราย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
แต่ปัญญาอันบริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้เราทราบความจริงข้อนี้ ถูกปกคลุมเสียด้วยสรีระร่างกาย ซึ่งเราครองอยู่ ความรู้สึกในด้านเอกภาพ จึงถูกจำกัดวงลงอยู่ในวงแคบๆ ของเราเอง ภายในวงความต้องการของเราเอง ในที่สุดก็เลยกลายเป็นความเห็นแก่ตัวโดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 ก.ค. 2552 , 07:54:36 น.] ( IP = 58.9.145.61 : : )
สลักธรรม 6ขณะที่วงล้อแห่งความเกิดและความตายหมุนไปอย่างมั่นคงนั่นเอง เราก็เริ่มได้เรียนรู้จากบทเรียนอันขมขื่นทั้งหลาย และเริ่มขยายขอบเขตความเห็นแก่ตัวของเราออกไป ครอบงำเอาบุตรภรรยาเข้ามาไว้ด้วย
เราต้องทำงานหนักหาเลี้ยงบุตรภรรยา เพราะเรารู้อย่างเลาๆ ว่าเขาเป็นอันเดียวกับเรา โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วเราก็กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเพื่อครอบครัว เมื่อเราได้เรียนรู้จากวิทยาลัยโลกมากขึ้น เราก็เริ่มมองเห็นว่า เพื่อนๆ มีส่วนสัมพันธ์กับเรา แล้วก็พยายามช่วยเหลือเขาพอๆ กับครอบครัวของเราต่อมาอีก ความเห็นแก่พวกพ้องนี้ก็ขยายวงออกไป รวมเอาเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของตนไว้ด้วยแล้ว ในที่สุดก็แผ่ขยายออกไปคลุมทั่วโลก
ในระดับนี้ ความเห็นแก่ตัวของเรา ได้กลับกลายเป็นเอกภาพทางจิต เพราะเราเห็นสัตว์ทั้งหมดเป็นตัวเราเอง และมิได้กีดกันใครออกไปจากวงของเรานี้เอง คือระดับขั้นที่พระโลภนาถทั้งหลายสถิตอยู่
แม้ว่าเราจะยังขึ้นไม่ถึงระดับจิตชั้นนี้ก็ตาม เราในฐานะเป็นดวงวิญญาณก็นับว่าแก่มาก และในชั้นลึกแห่งความรู้สึกของเราก็มี ประมวลแห่งความทรงจำอันวิจิตรพิสดารเกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิต และร่างกายอื่นๆ ในดินแดนอื่นๆ รวบรวมกันอยู่ในชีวิตก่อนๆ เราเคยรักอย่างหลงใหลใฝ่ฝัน เราเคยโกรธ เคยเกลียด เคยฆ่าฟันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เราเคยโศกเศร้าแทบตาย เพราะพลัดพรากจากคนรักที่ตายไป แต่เราก็เคยร่วมสุข ร่วมทุกข์ กับคนเหล่านี้อีกหลายครั้งในชาติต่อๆ มา
เพราะฉะนั้นการที่เราประฌานคน ซึ่งไม่ได้เคารพนับถือพระผู้เป็นเจ้าแบบเดียวกับเรา ว่าป่าเถื่อนนั้น เป็นสิ่งเหลวไหลไร้สาระอย่างยิ่ง เพราะว่าในชีวิตก่อนๆ ในดินแดนก่อน เราเองก็เคยเคารพนับถืออย่างนั้นมาแล้ว การเย่อหยิ่งถือตัว เพราะเห็นที่เจริญน้อยกว่าก็เป็นความโง่อย่างบัดซบ เพราะเขาก็เป็นเสมือนน้องชายของเรา ซึ่งกำลังเรียนบทเรียนเดียวกับที่เราเพิ่งเรียนมาหยกๆ
การดูถูกเหยียดหยามคนที่มีผิวแตกต่างจากเราก็เป็นความโง่ เพราะในชาติก่อนเราเคยเป็นคนเผ่านั้นมาแล้ว และอาจจะเป็นต่อไปในชาติหน้าอีก เพราะเมื่อว่าโดยทางจิตใจแล้ว มนุษย์ทั้งมวลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ถ้าเรายอมให้ความจริงแห่งการตายแล้วเกิด ฝังแน่นลงไปในจิตใจของเรา เราจะไม่อิจฉาริษยาคนอื่นที่มีอะไรดีๆ กว่าเรา หรือจะไม่เสียมใจต่อข้อบกพร่องของเราเอง ความเสียใจน้อยใจ และความอิจฉาริษยาเกิดมาจากความโง่ ไม่รู้ความจริงที่ว่า สิ่งที่เราอิจฉานั้น ความจริงเราอาจสร้างเอาก็ได้ ถ้าเราต้องการ แต่ไม่ใช่สร้างด้วยความอิจฉาหรือการนึกฝึกฝนเอาเอง แต่โดยการพยายามเสริมสร้างคุณสมบัติเหล่านั้น ซึ่งมีอยู่แล้ว ไม่มีจุดหมายปลายทางอันใด จะสูงเกินไปสำหรับเรา
ถ้าเรามีความพากเพียรพยายามมากพอ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาหลายชาติก็ตาม ในชีวิตไม่มีสิ่งที่เรียกกันว่า ความล้มเหลวอย่างแท้จริง นอกจากการขาดความกล้าหาญ ที่จะพยายามอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการล้มเหลวแต่ละครั้งเท่านั้น
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 ก.ค. 2552 , 07:59:23 น.] ( IP = 58.9.145.61 : : )
สลักธรรม 7
กราบขอบพระคุณ และ อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [1 ก.ค. 2552 , 10:44:38 น.] ( IP = 124.121.178.47 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |