สลักธรรม 4
บทประพันธ์ ตามใจท่าน
อ้าลมหนาวพัดอ้าวไม่ร้ายสู้
ความชั่วอกตัญญูของคนได้
ถึงพัดต้องกายเย็นไม่เป็นไร
เพราะมิได้เคยเห็นเป็นเพื่อนกัน
โอ้เจ้าพุ่มพฤกษาสง่าศรี
ในโลกนี้สหายไม่มีที่จริงใจ
..........
ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่,
ชายหญิงไซร้เปรียบตัวลครนั่น :
ต่างมียามเข้าออกอยู่เหมือนกัน :
คนหนึ่งนั้นย่อมเล่นตัวนานา ,
คือแบ่งเป็นเจ็ดปางอย่างนี้ไซร้ .
หนึ่งลูกอ่อนนอนไห้อยู่จ้า ๆ
ในวงเขนพี่เลี้ยงกล่อมเกลี้ยงมา .
จนกว่าจะสามารถอาจเลี้ยงตน .
สองคือเด็กนักเรียนแรกเขียนอ่าน
ถือย่ามผ่านไปพลางทางพร่ำบ่น ,
หน้าแฉล่มแจ่มปานพระสุริยน ,
ไปโรงเรียนชอบกลราวหอยคลาน .
สามคือหนุ่มรักสมรเฝ้าถอนใจ
ราวเตาไฟที่เพลิงเร้าเริงผลาญ ,
แต่งเพลงยาวชมขนงเจ้านงคราญ .
สี่ทหาร , เสียงดังตึงตึงไป ,
และหนวดเคราคล้ายเสือ , เหลือจะรัก
เกียรติศักดิ์ , มักวิวาทปราดเข้าใส่
ถลันหาเกียรติยศแม้ที่ใน
ปากปืนใหญ่ไม่พรั่นหวั่นวิญญา .
ห้าลูกขุนผู้ใหญ่ไก่เต็มพุง
จนท้องตุงตัวอ้วนท้วนหนักหนา ,
ตาขมึง , หนวดเคราเข้าตำรา
ชำนาญในกติกาประเพณี .
ตกลงมาถึงปางคำรบหก .
เป็นตลกซูบแท้แก่เต็มที่ ,
ใส่แว่นตาคาดกระเป๋าเทราฤดี
ถุงตีนที่เคยใช้แต่เยาว์วัย
ก็หย่อนย่นร่นหลวมสวมเขาเหี่ยว ,
เสียงเคยห้าวกลับเรียวลงไปได้
ราวเสียงเด็ก , ยามสนทนาไป
เสียงนั้นไซร้แห้งแหบหอบหืดครัน ,
ปางสุดท้าย , นี้หมายจบประวัติ ,
อันเห็นชัดเป็นเด็กอีกแม่นมั่น ,
มีแต่หลงลืมไป , อีกไร้ฟัน
ไร้ตา , ไร้รสสรรพ์ , ไร้ทั่วไป
ด้วยอำนาจแข็งแรงแห่งตบะ
และสัมนาคารวะต่อผู้ใหญ่
อีกพระองค์กรุณาแก่ข้าไท
คงไม่มีสิ่งใดกีดทางจร
อันผู้ใดใฝ่ธรรมเป็นเนืองนิตย์
และรู้จักข่มจิตไม่ย่อหย่อน
ปฏิบัติพรั่งพร้อมดังครูสอน
คงไม่ต้องอนาทรและร้อนใจ
ปราชญ์สรรเสริญว่าธรรมเป็นล้ำเลิศ
สุดประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งน้อยใหญ่
ธรรมคุ้มผู้ประพฤติเป็นธรรมไซร้
คงต้องได้ผลงามตามตำรา
ทรงสอนให้รู้จักชีวิตไม่หลงระเริงในชีวิต
สอนให้รู้จักการใช้ธรรมเพราะทรงแจ้งว่าธรรมนี้คุ้มผู้ประพฤติเป็นธรรม
|