| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กระบวนการแห่งการตายแล้วเกิด
กระบวนการแห่งการตายแล้วเกิด
โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ
ตอนที่ผ่านมา
กระบวนการตายแล้วเกิดไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่เราเข้าใจกัน เพื่อที่จะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เมื่อวิญญาณไปเกิดในร่างใหม่ เป็นการจำเป็นที่เราจะต้องสำรวจดูข้อเท็จจริงบางประการ ซึ่งค้นพบโดยนักสรีรวิทยา
ถ้าเราสามารถเจริญทิพยจักษุ ให้เกิดขึ้นได้สักเล็กน้อย เราจะมองเห็นหมอกอันละเอียดประกอบด้วยรังสีเรืองๆ แผ่เป็นวงรอบตัวมนุษย์อยู่ทุกคน วงรังสีที่เรียกกันว่าออร่า (aura) นี้ มีคนเคยเห็นมานับจำนวนพัน และเวลานี้ได้กลายเป็นของธรรมดาเสียแล้ว ในวงงานค้นคว้าทางสรีรวิทยา
ตามปกติวงรัศมีนี้ตามปกติแผ่ออกไปรอบผิวกายของคนในระยะ ๑๘ นิ้ว ไม่ว่าเราจะมองจากด้านไหนจะเห็นเป็นรูปไข่ สีของรัศมีอันละเอียดนั้นไม่คงที่ แต่แตกต่างกันออกไปตามอุปนิสัยสันดาน และความคิดของบุคคลผู้เป็นเจ้าของ และรัศมีของคนคนเดียวกันก็แตกต่างกันออกไปตามอารมณ์ และความคิดในขณะหนึ่งๆ สีต่างๆ เหล่านี้มีที่อยู่ประจำของตนในรัศมี แต่ก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามสภาพของจิตใจ
ถ้าจิตใจเปลี่ยนก็หมายความว่าจิตใจส่งคลื่นผ่านวัตถุ อันเป็นส่วนประกอบของรัศมี และคลื่นขนาดหนึ่งๆ ก็มีสีพิเศษของตนตามความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้น
เมื่อคนเรานอนหลับหรือตาย รัศมีแยกไปอยู่ต่างหากจากร่างกาย เราจึงสามารถจะศึกษาดูได้สะดวกว่ามันคืออะไรกันแน่ ได้มีการค้นพบว่า ตรงกลางรัศมีรูปไข่อันเลือนรางนี้ มีร่างเทียมขนาดเท่าตัวจริงซ่อนอยู่ มีลักษณะและความสดใสเด่นชัดกว่าตัวรัศมีรูปไข่ เพราะส่วนประกอบของรัศมีรูปไข่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไปรวมตัวอยู่ในร่างเทียมนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อคนตายแล้ว ร่างเทียมซึ่งอยู่ภายในวงล้อมของรัศมีรูปไข่จะยังอยู่ และมีรูปร่างลักษณะเหมือนตัวเราทุกอย่าง ถ้าจะเปรียบรัศมีรูปไข่และกายเทียมที่อยู่ภายใน ก็เหมือนกับลูกแก้วมัวๆ ขนาดใหญ่ มีรูปร่างคนฝังอยู่ภายในแน่นอนทีเดียว จิตใจของเราย่อมจะสามารถใช้รัศมีรูปไข่และกายเทียมอันละเอียด ซึ่งอยู่ภายในได้คล่องกว่ากายเนื้อเป็นธรรมดา
การวิจัยขั้นต่อมาเปิดเผยให้ทราบว่า รัศมีรูปไข่และกายเทียมซึ่งอยู่ภายในนี้ ความจริงยังประกอบด้วยกายอีก ๓ กายซ้อนกันอยู่ แต่ละกายก็มีขนาดและสีสันคล้ายกัน วัตถุตัวประกอบของกายเหล่านี้มีลักษณะละเอียด สามารถแทรกผ่านวัตถุใดๆ ได้เช่นเดียวกับอีเธอร์ กายทั้ง ๓ นี้มีชื่อเรียกต่างๆ กันดังนี้
กายชั้นอารมณ์ต่างๆ กายที่เป็นความคิด และกายที่เป็นวิญญาณ ทั้ง ๓ กายนี้รวมกันแทรกซึมอยู่เป็นรัศมีรูปไข่ แวดล้อมแทรกซึมกายเนื้ออยู่อย่างใกล้ชิด
ในกายอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจของเรา แสดงตัวออกเป็นความรู้สึก ความปรารถนา ความโกรธ และอารมณ์สะเทือนใจต่างๆ ในกายความคิดจิตใจแสดงตัวออกเป็นความคิด ซึ่งสามารถทำให้มีรูปร่างและแบบฉบับต่างๆ ได้ ในกายชั้นวิญญาณ จิตใจแสดงตัวออกเป็นความคิดอย่างละเอียดประณีตมาก มันสมองเองไม่ผลิตความคิดแม้แต่ชิ้นเดียว มันเป็นแต่เพียงเครื่องมือซึ่งมีความไวมาก สำหรับให้จิตใจใช้ทำงานในกายทั้ง ๓ ดังกล่าวแล้ว และความเร็วของการทำงานของสมองตามคำสั่งของจิตใจ แสดงถึงขอบเขตความรู้สึกนึกคิดในขณะที่เราตื่นตัวอยู่
การทำงานของจิตใจภายในทั้ง ๓ นี้ มันสมองหาได้รู้ทั้งหมดไม่ เพราะสมองมีสมรรถนะจำกัด การทำงานของจิตที่สมองไม่ทราบนี้เรียกว่าจิตใต้สำนึก บางจิตเหนือสำนึกบ้างโดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 ก.ค. 2552 , 08:03:15 น.] ( IP = 58.9.142.126 : : )
สลักธรรม 1เมื่อเราได้ยินคนพูดว่า วิญญาณเข้าสู่ร่าง เราไม่ควรจะคิดว่ามีสิ่งหนึ่งถูกใส่เข้าไปในอีกสิ่งหนึ่ง เหมือนเอาน้ำใส่ขวด ความสัมพันธ์ระหว่างกายเนื้อกับจิตใจเป็นไปในลักษณะการสั่นไหว ตราบใดที่กายเนื้อยังถูกแวดล้อมและแทรกซึมด้วยรัศมีรูปไข่ และสมองยังคงแสดงการสั่นไหวตอบโต้การเรียกร้องของจิตใจ เราก็อาจกล่าวได้ว่า กายเนื้อมีวิญญาณครองเมื่อคนตายลง ความสัมพันธ์ระหว่างกายกบจิตขาดสะบั้นลง ไม่ใช่ว่ามีอะไรถูกใส่เข้าหรือถูกนำออกมาจากร่างกายเพียงความสัมพันธ์แบบสั่นไหวขาดสะบั้นลงเท่านั้น
เมื่อเราทราบลักษณะทั่วๆ ไปแล้วเช่นนี้ เราก็อาจจะติดตามดูกระบวนการเกิดตายของกาย และจิตได้ดังต่อไปนี้
เมื่อเราตายแล้ว เราจะพบว่า ตัวเราเองยังมีความรู้สึก และทำการงานได้ดีอยู่ในโลกหนึ่ง ซึ่งอยู่รอบๆ แผ่นดินนี้ เรียกว่าโลกวิญญาณ เราจะอาศัยอยู่ในโลกนี้เป็นเวลาหลายๆ ปี ตามปกติประมาณ ๒๕ ปี ร่วมกิจกรรรมต่างๆ ในโลกนี้ กับบรรดาญาติมิตรทั้งหลายในขณะเดียวกัน ก็พยายามชำระสะสางตนให้บริสุทธิ์จากความมัวหมอง ซึ่งอาจจะได้รับมาตั้งแต่ยังไม่ตาย โลกดังกล่าวนี้อาจจะตรงกับ สวรรค์ ของศาสนาคริสเตียนบางนิกาย และ นรก ของนิกายศาสนาต่างๆ ถึงแม้ว่าในโลกนั้นเราจะไม่รู้สึกว่าถูกลงโทษเลยก็ตาม จริงอยู่บางคนอาจต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในโลกแห่งวิญญาณนี้ แต่ไม่ใช่เป็นการถูกลงโทษเป็นแต่เพียงผลสะท้อนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้แห่งนิสัยเสียๆ และการกระทำผิดบางประการที่เราคุ้นเคยเมื่อยังอยู่ในโลกนี้เท่านั้น
ยิ่งกว่านั้น การทนทุกข์ทรมานนั้นมิใช่ว่าจะมีอยู่ตลอดกาล แต่มีอยู่ชั่วคราว และเพื่อผลในทางชำระตนให้บริสุทธิ์สะอาดเท่านั้น ฉะนั้นนรกจึงไม่มี นอกจากคนจะคิดสร้างด้วยจินตนาการของตนเอง
ต่อมา เมื่อกายทิพย์ซึ่งเราอาศัยอยู่ในโลกทิพย์นั้น ได้ทำหน้าที่ของมันบริบูรณ์แล้ว เราก็ตัดความสัมพันธ์กับมัน หมายความว่า เราตายหรือจุติจากโลกนั้น แล้วเราก็จะไปพบตัวเองอยู่ในโลกทิพย์ ที่มองไม่เห็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งตรงกับ โลกสวรรค์ หรือเฮเวนของศาสนาคริสเตียน
ในโลกสวรรค์นี้ เราใช้เวลาระหว่างการเกิดใหม่นานกว่าโลกแห่งวิญญาณ ซึ่งเราเพิ่งมาจากในโลกสวรรค์นี้ เราใช้เวลาส่วนมากในการรวบรวมประสบการณ์ต่างๆ ที่เราได้รับมาจากโลกมนุษย์ แล้วก็สร้างสรรค์หลอมหล่อเข้าเป็นความรู้ความสามารถทางจิตของเรา ปรุงแต่อุปนิสัยของเรา ชีวิตตอนนี้เป็นตอนที่มีความสุขที่สุด และยาวนานที่สุดด้วย เราไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับเหตุการณ์และบุคคลที่มีรูปร่างตัวตน แต่เราก็มีความเห็นอกเห็นใจอย่างสูงต่อจิตใจของคน ที่เรารักและชมเชย และความสัมพันธ์ทางจิตใจนี้ ก่อให้เกิดความสุขความพอใจมากยิ่งกว่าความสัมพันธ์ทางกายเป็นไหนๆ เพราะเป็นการสัมพันธ์ที่สนิทแนบโดยไม่มีสิ่งใดๆ มาขัดขวางเลยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 ก.ค. 2552 , 08:07:09 น.] ( IP = 58.9.142.126 : : )
สลักธรรม 2ต่อมาอีก เราจะสลัดนามกายอันรุ่งเรืองนั้นทิ้งเสีย แล้วก็จะเกิดความรู้สึกตัวว่า เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิตทิพย์อันบริสุทธิ์ของเราเอง จิตทิพย์นี้เอง ซึ่งคงอยู่ เจริญเติบโตมาตลอดเวลาเป็นศตวรรษ ส่วนกายเนื้อ กายอารมณ์ กายจิตดังกล่าวมาแล้วนั้น เราใช้ชั่วระยะชาติหนึ่งๆ เท่านั้น หมายความว่า กายเนื้อซึ่งคนส่วนมากเห็นว่า เป็นกายตนอันแท้จริงก็ดี กายอารมณ์ซึ่งเราใช้แสดงอุปนิสัยสันดานก็ดี กายจิตซึ่งเราใช้คิดก็ดี มีอยู่ชั่วชาติหนึ่ง แต่ความรู้สึกนึกคิดของเรา ซึ่งคงอยู่ตลอดกาล เป็นตัวเก็บความทรงจำทั้งหลายนั้น ได้แก่ตัววิญญาณซึ่งแสดงตนออกมาทางกายทิพย์อันเป็นดวงวิญญาณแท้นี้เอง
เราจะเห็นได้ว่า ชีวิตภายหลังความตายเป็นชีวิตที่มีความสุขยิ่งกว่าชีวิตเมื่อยังไม่ตาย มีอิสรเสรีมากกว่า เราจะไม่พบความทุกข์ทรมานเลย ถ้าหากเรามิได้ทำกรรมชั่วไว้ในโลกนี้ หรือมิได้ใช้ชีวิตอย่างไร้ประโยชน์ในการกินดื่มและเล่นสนุกสนานอย่างเดียว ชีวิตมีรูปร่างนี้แหละ เป็นตอนที่ลำบากที่สุด แต่นี่มิได้มุ่งหมายที่จะสอนให้คนฆ่าตัวตาย เพราะการฆ่าตัวตายเป็นความผิดอันร้ายแรง แต่แม้จะเป็นตอนที่ลำบากกับความจำเป็น สำหรับให้วิญญาณของเราได้อาศัยหาประสบการณ์ต่างๆ เพื่อการศึกษาของวิญญาณเอง
ก่อนจะอธิบายถึงตอนที่เราจะกลับมาเกิดอีกหลังจากที่เราได้รู้ว่า ตนเองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับวิญญาณดั้งเดิมของเราแล้ว จะกล่าวถึงปฐมกำเนิดของวิญญาณเสียก่อน แม้ว่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากแก่การเข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราหันไปศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ก็พอจะจับประเด็นสำคัญๆ ได้
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า ธรรมชาติทั้งหมดเป็นสิ่งมีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ ตั้งแต่เม็ดดินเม็ดทรายถึงมนุษย์ ล้วนเป็นพาหนะรับใช้จิตใจ เพื่อสร้างตัวมันเอง เราอาจจะมองเห็นได้ว่า สิ่งทั้งปวงวิวัฒนาการไปไม่หยุดหย่อน ผ่านอาณาจักรต่างๆ ไปทีละขั้น เช่น แร่ธาตุ พืช ผัก สัตว์ และมนุษย์ เมื่ออยู่ในรูปแร่ธาตุ วิญญาณยังไม่ตื่นตัวเลย เมื่อเป็นพืช วิญญาณเริ่มแสดงตัวออกมาเป็นการชอบ การไม่ชอบ และแสดงให้เห็นความไวต่อสิ่งเร้าต่างๆ เมื่อเป็นสัตว์เดียรัจฉาน มันแสดงตัวออกมาอย่างเด่นชัดให้เห็นเป็นความรู้สึก ความกำหนัดยินดี และความรู้จักคิดเบื้องแรก เมื่อขึ้นสู่ระดับเป็นคน หลังจากได้ศึกษามาเป็นเวลานับร้อยๆ ชาติ วิญญาณ ก็ขึ้นถึงชั้นสูงที่เต็มไปด้วยการคิดเหตุผล และความรู้สึกผิดชอบดีชั่วต่างๆโดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 ก.ค. 2552 , 08:09:20 น.] ( IP = 58.9.142.126 : : )
สลักธรรม 3ประการที่สอง เราจะต้องเข้าใจว่า เมื่อยังอยู่ในอาณาจักรชั้นต่ำๆ วิญญาณวิวัฒนาการไปเป็นหมู่ใหญ่ๆ ส่วนในอาณาจักรชั้นสูงอย่างมนุษย์ วิญญาณวิวัฒนาการไปโดยโดดเดี่ยว
ตัวอย่างเช่นในอาณาจักรสัตว์เดียรัจฉานชั้นต่ำ กายของสัตว์นับด้วยร้อยหรือพัน ถูกควบคุมด้วยวิญญาณหมู่เดียว เมื่อวิญญาณหมู่นี้ค่อยพัฒนาขึ้น โดยใช้เวลาเป็นล้านๆ ปี มันก็ค่อยๆ แบ่งแยกตัวเองออก เช่นเดียวกับการแบ่งตัวของเซลล์ และหลังจากวิญญาณหมู่หน่วยหนึ่งแบ่งตัวออกเป็นวิญญาณหมู่สองหน่อยเล็กๆ แล้ว วิญญาณหมู่ที่แยกย่อยมานี้ก็จะเข้าสิงสู่ร่างสัตว์ ซึ่งมีจำนวนน้อยลง จนกระทั่งในที่สุดเมื่อวิวัฒนาการมาถึงขั้นที่ชั้นสูง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมนุษย์ เช่น สัตว์เลี้ยงต่างๆ มี แมว สุนัข ช้าง เป็นต้น วิญญาณหมู่จะรวมตัวเข้าสิงในสัตว์ตัวเดียว และเหลือวิญญาณเพียงดวงเดียว สุนัขที่จงรักภักดีและฉลาดนั้น จัดได้ว่าเป็นหน่วยวิญญาณที่กำลังจะเข้าสู่อาณาจักรมนุษย์ แต่ยังไม่สูงเท่าเทียมกับวิญญาณมนุษย์ทีเดียว ยังมีทิพยกายและนามกายหยาบๆ ซึ่งเป็นผลเศษเหลือมาจากวิญญาณหมู่ดั้งเดิม ในขั้นนี้ยังไม่มีธรรมกายซึ่งมีวิญญาณสูงสุดเข้าครอบครอง
สภาพทางนามกายของสัตว์ในขั้นนี้ ไม่แตกต่างไปจากสภาพของไข่ ที่ยังมิได้รับการประสมพันธุ์เท่าใดนัก ภายในนามกายนั้น มีสภาพทุกอย่างที่พร้อมจะเจริญพัฒนาแต่ยังพัฒนาไม่ได้ เพราะยังขาดตัวประกอบทางวิญญาณบางอย่าง ตัวประกอบดังกล่าวนี้จะเกิดมีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสัตว์นั้นแสดงความจงรักภักดีอย่างสูง ต่อนายมนุษย์ของมัน หรือเสียสละชีวิตของมันช่วยมนุษย์ หรือแสดงความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะเข้าใจบทเรียนที่มนุษย์สอนให้ คุณสมบัติเหล่านี้ จะช่วยดึงดูดเอาสายธารแห่งพลังทางจิตอันสูงจากโลกแห่งวิญญาณเข้ามาสู่ตัวของสัตว์นั้น ขณะการที่การดึงดูดนี้เกิดขึ้นนั้น จะเกิดมีอาการคล้ายๆ วังน้ำวน ขึ้นในโลกสวรรค์ และอาการอันนี้เกี่ยวกับนามกายของสัตว์นั้นโดยตรง
เมื่ออาการปั่นป่วนนี้ระงับลง จะเกิดมีธรรมกายอันแบบบางและเกือบจะไร้สีขึ้น และเมื่อสัตว์นั้นตายลงและมีการเกิดใหม่ มันจะได้ร่างเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงมีตัวประกอบ ๒ ตัว เข้าไปในจิตใจมนุษย์ คือตัวประกอบทางอารมณ์และความคิดอ่าน ซึ่งเริ่มเกิดมีมาตั้งแต่เมื่ออยู่อาณาจักรชั้นต่ำๆ หมายความว่า ลักษณะของสัตว์ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์
ตัวประกอบอีกอันหนึ่ง ก็คือ ตัวประกอบทางวิญญาณชั้นสูง ซึ่งทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดียรัจฉาน ซึ่งเป็นตัวประกอบที่ทำให้คนเจริญเติบโตทางสติปัญญาได้ ซึ่งสัตว์เดียรัจฉานไม่มีตัวประกอบทางวิญญาณชั้นสูงนี้ คือวิญญาณชั่วนิรันดรในตัวมนุษย์ เป็นอัตตาถาวร ซึ่งกล่าวไว้แล้วในบทก่อน เป็นตัวทำให้มนุษย์เกี่ยวพันกับเทพเจ้า และทำให้มนุษยชาติวิวัฒนาการไปสู่ความเป็นเทวะโดย พี่เณร..นำมาฝาก [2 ก.ค. 2552 , 08:12:24 น.] ( IP = 58.9.142.126 : : )
สลักธรรม 4เมื่อเข้าใจเรื่องราวดั้งเดิมของวิญญาณเช่นนี้แล้ว เราก็อาจจะดำเนินการพิจารณากระบวนการเกิดใหม่ของวิญญาณต่อไปได้
เมื่อเริ่มต้นการเกิดใหม่นั้น เราจะรู้สึกเบื่อหน่ายประสบการณ์เก่าๆ และต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ เราก็จะเริ่มปกคลุมตัวเราเองด้วยกลุ่มสารทางจิต และอารมณ์แบบหนึ่งมีลักษณะคล้ายเมฆหมอก ด้วยสารนี้แหละ ต่อมาอีกเราจะสามารถจัดรูปทิพยกายและนามกายของเราได้ในเวลาเดียวกัน เราก็คอยให้เกิดมีกายเนื้อใหม่อยู่ในโลกแห่งวิญญาณ
กายเนื้อที่ว่านี้มารดาบิดาของเราจะเป็นผู้จัดสร้างให้เรา ในระหว่างเวลาตั้งแต่เข้าปฏิสนธิจนถึงคลอดออกมา เราจะเข้าครองกายเนื้อนั้น พอคลอดออกมาจิตใจของเราก็เริ่มทำงาน โดยอาศัยมันสมองอ่อนๆ ของทารกนั้น แต่เป็นการทำงานอย่างเบาบางมากจนกระทั่งหลังจากเกิดแล้ว อย่างน้อย ๒ ปี เราจะจำอะไรไม่ได้เลยว่า มีอะไรเกิดขึ้นแก่เราบ้าง
แม้ว่าวิญญาณของเด็กเคยเกิดมาแล้ว นับครั้งไม่ถ้วนในอดีต เพราะเราได้ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมามาก จนถึงขั้นเป็นมนุษย์แล้ว ความรู้สึกนึกคิดของวิญญาณนั้น ก็ยังเหมือนความรู้สึกนึกคิดของเด็กอยู่นั่นเอง เพราะเหตุผล ๒ ประการ คือ
๑. อารมณ์กายและนามกาย (อารมณ์กับเหตุผล) ในตอนแรกของการตายแล้วเกิดนั้น ยังอยู่ในลักษณะคลุมเครือ ยังเป็นกลุ่มของมวลสารที่ยังมิได้จัดระเบียบเรียบร้อยดี ฉะนั้นจึงยังเป็นพาหะที่เข้มแข็งของจิตใจไม่ได้
๒. มันสมองของเด็กตกอยู่ใต้อำนาจสั่นไหวของกระแสจิตและประสาทสัมผัสซึ่งสับสน กันจนแยะแยะไม่ได้ ต่อเมื่อนานเข้าสมองจะแบ่งตนเองเป็นแดนต่างๆ เพื่อรับและส่งอารมณ์ต่างๆ ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น หมายความว่าในตอนแรกๆ แห่งชีวิตเด็ก เวลาส่วนมากมักจะใช้ไปในการฝึกฝนเครื่องมือ ๓ ประการของจิตใจ คือจินตการสำหรับแสดงความคิดออกมา อารมณ์กายสำหรับแสดงความรู้สึกและกายเนื้อสำหรับรับอารมณ์ภายนอก และแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ ในตอนแรกๆ รัศมีกายรูปไข่รอบๆ ตัวเด็กยังไม่มีสีสันอะไร
ต่อเมื่อเด็กได้เรียนรู้มากขึ้น สีสันเริ่มปรากฏขึ้นในส่วนต่างๆ แต่ละส่วนละสีก็แสดงถึงลักษณะอุปนิสัย หรือแนวความคิดของเด็ก ถ้าเด็กได้รับการศึกษาอย่างฉลาด จะปรากฏมีสีสันดีๆ เกิดขึ้นในวงรัศมี ตรงกันข้าม ถ้าได้รับการศึกษาไม่ดี จะสังเกตเห็นสีสันที่ไม่ดีปรากฏขึ้นมาในวงรัศมีนั้นทันที
ฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะคุณค่าของการเกิดใหม่ของวิญญาณย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของการศึกษาเป็นส่วนใหญ่โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 ก.ค. 2552 , 08:15:43 น.] ( IP = 58.9.142.126 : : )
สลักธรรม 5ในตอนแรกของการเกิดใหม่ ตามปกติเราไม่ได้เลือกเอามารดาบิดาที่จะเกิดด้วยความพอใจเพราะเราไม่มีความรู้ตัวปัญหาดังกล่าวนี้มีอำนาจพิเศษที่จะสำรวจอดีตทั้งหมดของวิญญาณทุกดวง แล้วก็กำหนดหมายพ่อแม่ครอบครัว สถานที่ และสิ่งอื่นๆ ให้วิญญาณแต่ละดวงอย่างเหมาะสม และยุติธรรมที่สุด เพื่อให้ดวงวิญญาณแต่ละดวงได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ตามสภาพ ไม่มีสิ่งใดจะยุ่งยากสับสนเท่ากับใยแห่งชะตาของมนุษย์
มนุษย์จะมีสิทธิเลือกแหล่งกำเนิดของตนได้ก็ต่อเมื่อวิวัฒนาการแห่งมนุษย์ของเขาจวนจะถึงขั้นสมบูรณ์นั่นแหละ แม้ขณะนี้เราก็มีอิทธิพลเหนือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่นในอนาคตอีกด้วย เพราะมีหลักฐานยืนยันว่าคนที่รักกันอย่างแรง มักจะถูกชักนำให้พบกันอีกชาติแล้วชาติเล่าในลักษณะต่างๆ กัน เช่น เป็นพ่อลูกกันบ้าง เป็นพี่น้องกันบ้าง เป็นคู่รักกันบ้าง เหตุที่ความสัมพันธ์ทางกายนี้แตกต่างกันไปทุกๆ ชาติ ก็เพื่อจะให้ความรักสมบูรณ์นั่นเอง
เพศแห่งร่างกายของเรา ก็มิได้เป็นเพศเดียวเสมอไป เพราะอุปนิสัยของคนเราจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อได้เกิดในเพศต่างๆ และได้รับประสบการณ์ต่างๆ ประจำเพศนั้นๆ แต่บางทีเราก็อาจเกิดเป็นเพศเดียวติดต่อกันหลายชาติ แล้วจึงเปลี่ยนเพศบางทีก็เป็นเพศเดียวถึงสิบชาติหรือกว่า แต่คิดเฉลี่ยแล้วอยู่ระหว่าง ๓ ถึง ๖ ชาติ ความต้องการของเราจะกำหนดว่าควรจะเป็นเพศใดในชาตินั้นๆ
ถ้าในชาตินั้น เราพัฒนาคุณสมบัติประจำเพศใดมาก เราก็จะเกิดเป็นเพศนั้นในชาติต่อไป เมื่อเราบรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งวิวัฒนาการของมนุษย์แล้ว อุปนิสัยของเราจะเป็นแบบสมบูรณ์ มีพร้อมทั้งลักษณะหญิงและชายโดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 ก.ค. 2552 , 08:18:09 น.] ( IP = 58.9.142.126 : : )
สลักธรรม 6ระยะเวลาระหว่างชาติหนึ่งถึงชาติหนึ่ง กำหนดแน่นอนไม่ได้ ต้องแล้วแต่ตัวประกอบ ๓ ประการดังต่อไปนี้
๑. ความยาวแห่งชีวิตในโลกนี้ ถ้าชีวิตในโลกนี้ยาวนาน ชีวิตในโลกแห่งวิญญาณก็มักจะยาวนานด้วย
๒. ความเข้มข้นของชีวิตในโลกนี้ ชีวิตบางชีวิตก็สงบดีไม่มีเหตุการณ์อะไร ตรงกันข้าม บางชีวิตกลับเต็มไปด้วยเหตุการณ์ต่างๆ จำนวนประสบการณ์ชีวิตมากเพียงไร ระยะเวลาระหว่างชาติหนึ่งๆ ก็ยาวนานเพียงนั้น
๓. ระดับความเจริญที่แต่ละวิญญาณขึ้นถึงในวิวัฒนาการ ถ้าวิญญาณก้าวหน้ามาก อยู่ในโลกสวรรค์นาน เพราะว่าจิตใจเข้มแข็งสมบูรณ์ย่อมมีโอกาสที่จะประสบการณ์ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้เวลาในสวรรค์มากหน่อย เพื่อย่อยประสบการณ์เหล่านี้เข้าสู่อุปนิสัย
ระยะเวลาระหว่างชาติหนึ่งๆ เท่าที่ค้นพบโดยการพิสูจน์สอบสวนจริงๆ นั้น อยู่ระหว่าง ๕ ปี สำหรับมนุษย์ชั้นต่ำที่สุด และ ๒,๓๐๐ ปี สำหรับมนุษย์ชั้นสูงที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องเกิดอีก เพื่อหาโอกาสเรียนบทเรียนที่ยังเหลืออยู่บางบท เพราะฉะนั้นระยะเวลาระหว่างชาติคิดเฉลี่ยแล้วประมาณ ๕๐๐ ปี
การตายแล้วเกิดไม่ใช่กระบวนการ ซึ่งไม่รู้จักสิ้นสุด เมื่อเราได้รับบทเรียนซึ่งโรงเรียนโลกสอนให้แล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในกายเนื้ออีก นอกจากว่าเราอยากกลับมาเองเพื่อทำหน้าที่เป็นครูสอนมนุษย์ หรือช่วยเหลือมนุษย์ในการพัฒนาจิตใจของเขา
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 ก.ค. 2552 , 08:20:44 น.] ( IP = 58.9.142.126 : : )
สลักธรรม 7โดย พี่ดา [2 ก.ค. 2552 , 09:55:32 น.] ( IP = 124.121.173.100 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |