| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บทพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิด
บทพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิด
ข้อขัดแย้งและคำตอบตามหลักเหตุผล
โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ
ตอนที่ผ่านมา
คำถามข้อแรกที่ผู้ได้ยินได้ฟัง เรื่องการตายแล้วเกิดจะถามก็คือ ท่านมีข้อพิสูจน์อะไรยืนยันว่า การตายแล้วเกิดเป็นความจริง? นี้เป็นปัญหาที่สมควรจะถามอย่างยิ่ง และควรได้รับคำตอบที่น่าพอใจ ฉะนั้นการศึกษาเรื่องตายแล้วเกิด จะไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากบุคคลผู้มีความคิดได้เลย
การตายแล้วเกิดนี้ ถ้าเป็นความจริงก็ย่อมจะเป็นกระบวนการวิวัฒนาการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และเราจะต้องสร้างรากฐานอันมั่นคงด้วยเหตุผล และข้อเท็จจริงให้หลักความเชื่อถืออันนี้
ก่อนจะพิจารณาข้อโต้แย้งสนับสนุนเรื่องตายแล้วเกิด เราควรจะพยายามขจัดข้อโต้แย้งบางประการ ซึ่งขัดขวางอยู่ก่อน เผื่อว่าเราได้พิจารณาประเด็นสำคัญต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ข้อขัดแย้งมีดังต่อไปนี้
๑. การตายแล้วเกิดเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะบอกว่าเราจะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานได้เกี่ยวกับปัญหานี้ ได้แสดงไว้แล้วในบทต้นๆ ว่า ความคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับเรื่องตายแล้วเกิด มิได้ยืนยันเช่นนั้น ความคิดที่ว่าคนอาจเกิดเป็นสัตว์ได้นั้นเป็นความคิดโบราณซึ่งเสื่อมโทรมลงมากแล้ว ตรงกันข้ามกับความคิดแนวใหม่ยืนยันว่าจิตใจมนุษย์ย่อมจะเกิดในร่างการมนุษย์เสมอ และแต่ละชาติจิตใจจะเกิดในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ในภาวะที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
๒. ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ ย่อมมีได้โดยไม่ต้องกลับคืนมาสู่พิภพนี้ หรือพิภพใดๆ
ความคิดที่มีอยู่ทั่วๆ ไป ในประเทศคริสเตียนมีอยู่ว่า ภายหลังตาย ถ้าเราได้ปฏิบัติตามหลักศีลธรรม และมีความเชื่อมั่นในคำสอนทางศาสนาบางประการ (ซึ่งนิกายหนึ่งๆ ก็ถือแตกต่างกันไป) แล้ว เราก็จะได้ไปสวรรค์ และอยู่ที่นั่นตลอดกาลแต่เกี่ยวกับปัญหาที่ว่า ในระหว่างที่อยู่สวรรค์นับจำนวนล้านๆ ปีนั้น เราใช้เวลาอย่างไร ไม่ได้ระบุไว้ชัด บางทีอาจจะมีความเจริญก้าวหน้าบางอย่าง แต่มิได้ระบุไว้ชัดเจนว่า หมายความว่าอย่างไรกันแน่ คงไม่ใช่ความเจริญก้าวหน้าทางศีลธรรมอย่างที่เราเข้าใจกันอยู่ทั่วไป เพราะในสวรรค์ซึ่งไม่มีอะไรจะล่วงละเมิดศีลธรรมก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะปฏิบัติศีลธรรม เมื่อไม่ปฏิบัติก็ไม่มีความก้าวหน้าทางศีลธรรม คงมิได้หมายถึงความก้าวหน้าทางปัญญา อย่างที่เราเข้าใจในโลกนี้
เพราะในสวรรค์คงไม่มีปัญหาทางการค้า การเมือง การเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางเชื้อชาติ หรือปัญหาระหว่างชาติที่เราจะต้องขบคิด ทำให้ปัญญาเฉียบแหลมขึ้น คงไม่มีอะไรเหลืออยู่ นอกจากการคิดหาเหตุผลทางอภิปรัชญา แต่การคิดหาเหตุผลแบบนี้สำหรับบางคนนั้น ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายเท่านั้น ยังเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เอาเสียเลยด้วย ถึงแม้ว่าความเข้าใจเรื่องชีวิตในสวรรค์จะเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก สำหรับผู้ศรัทธาแก่
แต่สำหรับคนส่วนมากแล้ว ดูเป็นชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายมาก ถ้าสมมติว่า เราเอาพลโลกประมาณ ๓ ใน ๔ หรือ ๙ ใน ๑๐ เข้าไปอยู่ในอาณาจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีการดำเนินธุรกิจใดๆ ไม่มีหนังสือพิมพ์ โรงภาพยนตร์ วันสุดสัปดาห์ ไม่มีการกิน การดื่ม การหลับนอน ไม่มีการออกแรงทำงาน การก่อสร้าง การประดิษฐ์ ไม่มีการเขียนรูปภาพ การวางแบบแปลน ไม่มีเครื่องดนตรี ไม่มีการถกเถียงเรื่องการเมือง ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ซึ่งจะกระตุ้นเตือนสติปัญญาของคน คนเหล่านั้นจะต้องเกิดความเบื่อหน่ายอย่างร้ายแรงและอาจจะไม่รู้สึกถึงสิ่งแวดล้อมอันประเสริฐของตนเสียด้วยซ้ำไป ชีวิตตลอด
กาลในโลกเช่นนั้นอาจจะยุติความเจริญก้าวหน้าใดๆ ทั้งสิ้นของคนธรรมดา จะไม่มีสิ่งใดที่จะก่อให้เขาเกิดความสนใจ หรือกระตุ้นเตือนใจเขา สิ่งซึ่งทำให้คนที่เจริญแล้วเพลิดเพลิน อาจจะไม่มีความหมายใดๆ สำหรับคนที่ยังไม่เจริญ
เพราะฉะนั้นการตายแล้วเกิดใหม่จึงถูกต้องด้วยหลักเหตุผล เมื่อมันชี้แจงว่าสถานที่ซึ่งจะทำให้จิตใจ และศีลธรรมของเราเจริญรวดเร็วที่สุดนั้น จะต้องอยู่ท่ามกลางพฤติกรรมทางกาย และปัญหายุ่งยากต่างๆ ของเรานี้เอง ความคิดของเราจะต้องรวมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่อยู่ที่สวรรค์ ซึ่งห่างไกลจากชีวิตมนุษย์เหลือเกินโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 07:48:20 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1๓. เราอาจจะไปเกิดในพิภพใหม่ได้ แต่จะไม่มาเกิดในโลกนี้อีกเป็นอันขาด คนบางคน รู้สึกว่าชอบวาดภาพให้วิญญาณของคนท่องเที่ยวไปในโลกต่างๆ ไม่รู้จักสิ้นสุด บางคนก็อยากให้เที่ยวจากดวงดาวนั้นสู่ดวงดาวนี้ โดยลืมไปว่าดาวนั้นความจริงก็คือ ดวงอาทิตย์อันร้อนแรงนั่นเอง
พวกเขาสร้างจินตนาการว่าสภาพสำหรับความเจริญก้าวหน้าในโลกอื่น คงจะดีกว่าโลกนี้เป็นอันมาก ความคิดนี้ยังไม่แน่ แม้ว่าจะมีชีวิตอยู่ในโลกอื่นจริง ระดับความเจริญของเขาก็อาจจะแตกต่างจากของเรามาก การที่เราจะไปเกิดในที่นั้น อาจจะเป็นอุปสรรคแก่ความเจริญก้าวหน้าของเราก็ได้
สมมติว่า ในโลกพระอังคารมีมนุษยชาติที่ล้าหลังมากและในโลกพระศุกร์มีมนุษยชาติที่เจริญก้าวหน้ากว่าเรามาก เช่นเดียวกับที่เราเจริญกว่าพวกคนแคระในใจกลางทวีปแอฟริกา ถ้าเราไปเกิดในโลกพระอังคาร เราก็จะตกอยู่ในสภาพอันล้าหลัง ซึ่งไม่ช่วยทำให้เราเจริญก้าวหน้าเลย ถ้าเราไปเกิดในโลกพระศุกร์ เราอาจจะต้องกลายเป็นคนป่าเถื่อนไร้อารยธรรมสำหรับชาวโลกพระศุกร์ เพราะฉะนั้น จึงเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเราที่จะเกิดในโลกนี้เอง เพราะในโลกนี้ระดับความเจริญของเรา พอจะเข้ากันได้กับระดับที่อารยธรรมเข้าถึงแล้ว
ยิ่งกว่านั้น เขาให้เราสังเกตดูว่า บัดนี้เราพบอยู่รอบๆ ตัวเราว่า มีคนซึ่งมีระดับความเจริญทางจิตใจและศีลธรรมต่างๆ กันแทบทุกระดับ เราจะถือเสียว่าคนเหล่านี้เท่ากับระดับความเจริญในโลกอื่นก็ได้ ถ้าในโลกอื่นนั้นมีระดับความเจริญต่างๆ กัน ภายในโลกเดียวกัน เช่นเดียวกับโลกของเราแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่เราจะต้องท่องเที่ยวไปสู่โลกนั้นโลกนี้
ความคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับการเกิดใหม่มีอยู่ว่า ในระยะวิวัฒนาการในชั้นมนุษย์นี้ เราจะเกิดใหม่ในโลกนี้เท่านั้น เราไม่ไปสู่โลกนั้นโลกนี้ นอกจากว่า เราจะไปเป็นหมู่ใหญ่ๆ ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นทีหนึ่งโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 07:53:08 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 2๔. การเชื่อว่าตายแล้วเกิดเป็นความเชื่อนอกศาสนา (คริสต์) มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ว่า ความเชื่อที่ยอมรับกันทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตภายหลังความตายนั้น มักจะเป็นที่พอใจสำหรับคนที่เกียจคร้านที่อยากจะไปอยู่ในสวรรค์ ซึ่งไม่ต้องทำอะไรนอกจากนั่งฝันหวาน และมั่วสุมในโลกียสุข บางทีก็ทำให้อดคิดไปว่า อุดมคติเช่นนั้นเป็นอีกรูปหนึ่งของความเห็นแก่ตัวนั่น
ถ้าการยึดถืออุดมคติดังว่าเป็นการเคารพนับถือศาสนาอย่างสูงละก็ เรื่องการตายแล้วเกิดก็เป็นเรื่องนอกศาสนาแน่ เพราะหลักการตายแล้วเกิดถือว่า แทนที่จะไปใช้ชีวิตซึ่งไร้ความหมายอยู่ในสวรรค์ชั่วนิรันดร เราควรจะได้ใช้เวลาการพยายามช่วยคนอื่นให้มีสุขภาพดีขึ้น มีความสุขขึ้น ฉลาดขึ้นในโลกนี้ เราควรจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาจิตใจ เพื่อนร่วมโลกของเรา ขณะที่วิวัฒนาการของเราดำเนินต่อไปนั้น เราเองย่อมจะต้องมีความสุขขึ้น มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเป็นธรรมดา แต่เราไม่ควรสนใจกับผลประโยชน์ส่วนตัว ควรสนใจในการช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป โดยกระบวนการเกิดใหม่ เราจะต้องเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในท่ามกลางฝูงชนที่ต้องการช่วยเหลือจากเรา ต้องการส่วนแบ่งแห่งประสบการณ์อันมหาศาลของเรา แทนที่จะพยายามช่วยวิญญาณของเราเองให้รอด ซึ่งเป็นความพยายามแบบเห็นแก่ตัว เราควรคิดแต่ในด้านที่จะทำบริการแก่มนุษย์ และควรถือว่าอำนาจและสมรรถนะใดๆ ที่เราได้มานั้น เป็นสมบัติที่เราได้มาด้วยความยากลำบาก ที่เราจะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น? การคิดและถือแบบนี้จัดว่านอกศาสนาด้วยหรือ? ถ้าเช่นนั้นอุดมคติอันสูงส่งเกี่ยวกับการช่วยมนุษย์ ซึ่งพระเยซูคริสต์สอนไว้ก็นอกศาสนาเหมือนกัน การอยู่อย่างกินๆ นอนๆ ในสวรรค์ กับการกลับคืนมาช่วยมนุษย์อื่นๆ เป็นครั้งคราว มาช่วยพยุงพี่น้องของเรา ซึ่งสะดุดตอล้มลงให้ลุกขึ้นนี้ อย่างไหนจะเป็นความคิดที่ประเสริฐกว่ากัน เรื่องตายแล้วเกิดใหม่ย่อมให้ความหวังและความอบอุ่นในเรื่องการช่วยเหลือกันแล้ว มากกว่าการเชื่อว่าตายแล้วไปอยู่สวรรค์ชั่วนิรันดร
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 07:55:42 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 3๕. การเชื่อในเรื่องเกิดใหม่ จะทำลายความหวังที่จะจำเพื่อนๆ ได้อีกเมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว
คำกล่าวนี้เนื่องมาจากความเข้าใจผิดที่ว่า เราเกิดมาใหม่ทันที หลังจากตายแล้ว แม้ว่าใน
บางกรณี คนเราเกิดใหม่ทันทีภายหลังตาย แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก ส่วนมากที่สุดต้องใช้เวลาอันยาวนานอยู่ในโลกแห่งวิญญาณ ขณะที่อยู่ในโลกแห่งวิญญาณนั้น วิญญาณแต่ละดวงก็สามารถจะติดต่อกับเพื่อนฝูงญาติมิตร ได้อย่างสบายเช่นเดียวกับโลกนี้ แม้ในโลกสวรรค์ซึ่งมีสื่อการสัมพันธ์อีกแบบหนึ่ง วิญญาณก็อาจติดต่อกันได้เป็นอย่างดี
เราจะต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าจะมีการเกิดใหม่ด้วยกายเนื้อหรือไม่ก็ตาม วิญญาณของเพื่อนที่รักกันก็ย่อมติดต่อกันอยู่เสมอ ระยะที่ขาดการติดต่อกัน ก็คือเวลาที่มีการจุติ ซึ่งเราไม่สามารถจะติดต่อกันด้วยกายได้แต่การขาดการติดต่อเช่นนั้นก็ไม่ค่อยจะมี เพราะถึงแม้เราจะขาดการติดต่อกับเพื่อนบางพวก เราก็ยังมีการติดต่อกับเพื่อนเก่าในชาติก่อนๆ อีก ซึ่งมาพบกันอีกครั้งในชาตินี้ ความรักและความสัมพันธ์แบบนี้เอง ที่ชักนำให้คนมารวมกลุ่มในครอบครัวเดียวกัน หรือในหมู่คณะเดียวกัน ความรักในชาตินี้เป็นแต่เพียงการรื้อฟื้นความรักดั้งเดิมในชาติก่อนๆ เท่านั้น เนื่องจากการตายแล้วเกิดดำเนินไป เพราะอาศัยจิตใจและความทรงจำอันไม่รู้จักตายของคน มันจึงมิได้ทำลาย แต่ย้ำความหวังที่จะได้พบและจำเพื่อนเก่าๆ ได้
๖. การตายแล้วเกิด ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันยุ่งยากสับสนถ้าเราพิจารณาให้ละเอียดอีกสักเล็กน้อย ก็จะพบว่าคุณค่าอันสูงส่งแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้น หาได้อยู่ที่ความสัมพันธ์ทางกาย หรือทางเชื้อสายอย่างเดียวไป แต่อยู่ที่สายทางแห่งความรักนับถือซึ่งมีอยู่นั่นต่างหาก ถ้าปราศจากความรักใคร่นับถือเสียแล้ว โซ่ทองก็ขาดสะบั้น
แต่การเกิดใหม่นี้เองก่อให้เกิดการสืบต่อ และการสืบต่อนี้จะทำให้ความรักเข้มข้นขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงแบบแห่งความสัมพันธ์เป็นชาติๆ ไป พอได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก ผู้ฟังอาจจะรู้สึกขัดหู แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า มันเป็นแผนการที่ดีที่สุด สำหรับสร้างความรักระหว่างเพื่อนฝูงให้สมบูรณ์
เมื่อมารดากกกอดบุตรน้อยไว้ในวงแขนเป็นครั้งแรกนั้น ความสัมพันธ์ดูเหมือนจะสมบูรณ์แล้ว ถ้าหากเด็กนั้นเกิดตายลงในขณะนั้น หล่อนก็คงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้เขากลับมาเป็นบุตรของเธออีก แต่ถ้าบุตรนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป จนเป็นหนุ่มและเป็นผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์ตั้งแต่ครั้งเป็นทารกนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงความรักใคร่ทะนุถนอมก็ดี ความจงรักภักดีเชื่อฟังของบุตรก็ดี จะรวมกันเข้ากลายเป็นความรักต่อเพื่อนฝูงมิตรสหาย ซึ่งเป็นความรักที่สมบูรณ์กว่ามิตรภาพธรรมดา ที่เกิดจากความทรงจำเก่าๆ
แต่ต่อมาอีก เมื่อมารดาแก่ตัวลง และบุตรก็บรรลุถึงมัชฌิมวัย ฐานะของคนทั้ง ๒ ก็กลับคืน คือบุตรกลับเป็นผู้คุ้มครอง ส่วนมากมารดากลับเป็นผู้อาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับบุตรนี้ยุติลง เริ่มตั้งแต่บุตรยังเป็นเด็กเล็ก กับความสัมพันธ์อันเดียวนั้น ที่ผ่านมาตามวัยต่างๆ อันไหนจะสมบูรณ์กว่ากัน? อัตตาก็เช่นเดียวกัน ในชาติต่างๆ อัตตาอาจจะมีความสัมพันธ์ต่อกันแบบต่างๆ และในที่สุดก็เข้าสู่ความเป็นพี่น้องกัน.. (จากหนังสือความตายและภายหลังความตายของแจกนี่ เมแซนท์)โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 07:59:39 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 4๗. การตายแล้วเกิด ไม่เป็นที่รู้จักแก่คนในโลกอื่น
นี่หาใช่ความจริงทั้งหมดไม่ เพราะเมื่อเร็วๆ มานี้ ได้มีการสื่อสารทางวิญญาณกับโลกอื่น
และได้รับข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องตายแล้ว ความเชื่อถือเกี่ยวกับการกลับมาของวิญญาณนี้ นักวิญญาณนิยมฝ่ายฝรั่งเศสถือกันมานานแล้ว และเวลากำลังแพร่หลายไปในประเทศอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงเหมือนกันที่ว่า คนเป็นอันมากในโลกแห่งวิญญาณไม่รู้เรื่องตายแล้วเกิด เหตุผลสำคัญก็คือว่า เขาไม่สนใจที่จะรู้ ความตายมิได้เปลี่ยนจิตใจของคนเลย ความเห็นแก่ตัว ความเย่อหยิ่ง และคุณสมบัติอื่นๆ ยังมีอยู่ แม้เมื่อตายแล้ว เราก็คงอยากจะคลุกคลีอยู่กับคนอื่น ซึ่งมีความคิดเห็นอย่างเดียว หรือคล้ายกับเราอยู่นั่นเอง ถ้าก่อนตายเราคัดค้านเรื่องตายแล้วเกิด และไม่ยอมพิสูจน์หลักฐานสนับสนุนความคิดนี้ แม้ภายหลังตายเราก็คงมีท่าทีอยู่ แม้ว่าพยานหลักฐานจะมีให้เห็นชัดขึ้นก็ตาม เราไม่ควรลืมว่า ในโลกแห่งวิญญาณนั้น เราไม่สามารถจะจำเหตุการณ์ในอดีตได้ เช่นเดียวกับที่เราจำเหตุการณ์ในอดีตขณะนี้ไม่ได้ เพราะเหตุผลที่ว่า เราไม่สามารถจำอดีตได้อย่างเต็มที่ จนกว่าเราจะรู้จักจิตใจของเราเองดีพอ เพราะฉะนั้น วิธีการหาความจริงเรื่องการเกิดใหม่จากหลักที่ได้ภายหลังตายแล้วไม่นาน จึงยังมีไม่พร้อม
๘. ถ้ามีการตายแล้วเกิด ก็หมายความว่าวิญญาณมีจำนวนเท่าเดิม ไม่น่าจะมีการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างที่เป็นอยู่
จริงอยู่ วิญญาณในโลกย่อมมีจำนวนจำกัด ไม่น่าจะมีการเพิ่มจำนวนพลเมืองของโลก แต่ที่เราเห็นจำนวนพลโลกเพิ่มขึ้นนี้ ก็เพราะว่าชีวิตทุกชีวิตในโลกเป็นกระบวนการวิวัฒนาไปอย่างไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่สัตว์ชั้นต่ำถึงสัตว์ชั้นสูง จากสัตว์ชั้นสูงถึงมนุษย์ การเปลี่ยนภาวะจากภาวะหนึ่งไปภาวะหนึ่ง
ก็เหมือนนักเรียนที่สำเร็จไปจากโรงเรียนเป็นชั้นๆ มนุษย์รุ่นเรานี้ ขึ้นมาจากชั้นต่ำ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว เวลานี้สัตว์พวกอื่นก็กำลังผ่านชั้นขึ้นสู่ความเป็นมนุษย์เรื่อยๆ
แม้เราจะตั้งสมมติฐานไว้ว่า ประชากรของโลกมีจำนวนเท่าเดิม แต่ประชากรของโลกดูเพิ่มขึ้น ก็หาได้เป็นเหตุผลทำลายเรื่องตายแล้วเกิดไม่ เพราะตัวเลขที่เรามีอยู่เวลานี้ยังไม่แน่นอน และยังไม่ถอยหลังคืนไปไกลพอที่จะยืนยันได้ว่า คนเดี๋ยวนี้มากกว่าคนเมื่อพันปีมาแล้ว ขณะที่ประชากรในภาคตะวันตกเพิ่มขึ้น ประชากรในภาคตะวันออกอาจจะลดลงก็ได้ ขณะที่ประชากรในสมัยนี้ดูเพิ่มขึ้น ประชากรในอดีตอาจจะได้ตายมาเกิดก็ได้ เพราะซากปรักหักพังของอารยธรรมโบราณ ที่เราค้นพบในเอเชียกลาง ในแอฟริกา และในตะวันออกไกล ย่อมแสดงให้เราเห็นได้ว่าสมัยก่อนคนก็มีจำนวนมากมาย เมื่อคนสมัยนั้นตายหมดก็ค่อยๆ ทยอยมาเกิดในสมัยนี้ จึงดูเป็นเพิ่มขึ้น ความจริงประชากรทั้งหมดของโลกอาจจะเท่าเดิมก็ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:03:36 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 5อีกประการหนึ่ง การศึกษาระยะเวลาระหว่างชาติหนึ่งๆ แสดงให้เห็นว่า ประชากรในโลกเราเพิ่มขึ้น ก็หมายความว่า ประชากรในโลกแห่งวิญญาณลดลงตามส่วน
การติดตามหลักเหตุผลเกี่ยวกับปฐมกำเนิดของจิตใจ แสดงให้เห็นว่า คนเราเคยมีชาติก่อน มีทฤษฏี ๒ ประการเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์
๑. จิตใจเป็นผลพลอยได้ หรือผลโดยตรงของสารเคมีและพฤติ (action) ของสสาร นี้เป็น
ความคิดฝ่ายวัตถุนิยม ซึ่งเชื่อว่าจิตใจขึ้นอยู่กับวัตถุอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับมันสมองอย่างสิ้นเชิง เมื่อคนตายจิตใจก็หายสูญ
๒. จิตใจของคนเป็นสิ่งไม่ตาย ซึ่งควบคุมสมอง หรือให้สมองควบคุมโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งเรายังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง ทฤษฏีนี้เรียกว่าทฤษฏีวิญญาณ
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เห็นด้วยกับทฤษฏีวัตถุนิยม แต่เมื่อเร็วๆ มานี้ชักหันเหไปทางวิญญาณนิยม เพราะการค้นคว้าของนักจิตวิทยาก็ดี ของสมาคมศาสนวิทยาก็ดี ของสมาคมค้นคว้าทางกายภาพก็ดี สมาคมนักวิญญาณศาสตร์ก็ดี ได้เปิดเผยให้เห็นข้อเท็จจริงมากมาย ซึ่งยืนยันให้เห็นว่า จิตใจมิได้ตายไปด้วยกับร่างกาย ข้อเท็จจริงเหล่านี้ต่างสนับสนุนทฤษฏีวิญญาณ และทำลายทฤษฏีแรกเสียสิ้น ยิ่งกว่านั้น เมื่อวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่าจิตใจของคนยังรักษาคุณสมบัติทางความคิด ทางศีลธรรม ทางสติปัญญาไว้ได้โดยความตายมิได้ทำลายให้สูญเสียเลย
เพราะฉะนั้น คุณภาพเหล่านี้จึงไม่ใช่ผลของกรรมพันทางกาย หรือโครงสร้างของเซลล์อย่างแน่นอน ทฤษฏีวิญญาณยังแบ่งออกไปอีกเป็น ๒ สาขา คือ
๑. กายภาพ ซึ่งมีความรู้สึกเกิดมีขึ้นในขณะเกิด สาขานี้พอจะเรียกได้ว่า สาขาสร้างสรรค์พิเศษ
๒. การภาพ ซึ่งมีความรู้สึกมีอยู่ก่อนเกิด สาขานี้เรียกว่าชาติก่อน
สาขาสร้างสรรค์พิเศษ (จิตเกิดขึ้นในเวลาเกิด) เป็นแนวคิดที่ยอมรับกันอยู่ทั่วไปในวงการศาสนาคริสต์ ความคิดแนวนี้เชื่อว่า มารดาบิดาได้ร่วมกันสร้างกายภาพอมตะขึ้นมา โดยการร่วมประเวณีกัน โดยหลักเหตุผลแล้ว จิตใจซึ่งเกิดมีขึ้น เพราะกระบวนการทางกาย จะต้องดับสูญไป เมื่อกระบวนการทางกายภาพคือ ความตายแล้วเกิด สิ่งใดก็ตามซึ่งมีจุดเริ่มต้นในกาลเวลา จะพ้นไปจากความดับสูญในกาลเวลาไม่ได้ หรืออย่างที่ฮูมกล่าวไว้ด้วยภาษาปรัชญา สิ่งที่ไม่ตายจะต้องไม่เกิด ประการที่ ๒ ถ้าเราเชื่อว่า เทวอำนาจบางอย่างสร้างวิญญาณขึ้นในขณะเกิด ก็ชวนให้เราสงสัยว่า ทำไมเทวอำนาจนั้นจะต้องมาอาศัยความกำหนัดของคนสร้างขึ้น
ประการที่ ๓ ถ้าวิญญาณแต่ละดวงถูกสร้างขึ้นในขณะเกิด ทำไมคุณสมบัติทางจิตใจ ทางศีลธรรม ทางสติปัญญาของคน จึงแตกต่างกันมากมายนัก ตั้งแต่ความโง่เขลา และความไม่รู้เรื่องศีลธรรมของคนป่าเถื่อนไปถึงปัญญาและศีลธรรมอันเลิศของนักบุญ ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้คงอยู่ภายหลังความตาย มันก็จะต้องเป็นคุณสมบัติของวิญญาณอมตะ
ประการที่ ๔ ถ้าวิญญาณทุกดวงมาสู่โลกเป็นครั้งแรกในชาตินี้ โดยการสร้างของกรรมวิธีทางกาย เราจะอธิบายความแตกต่างกันอย่างมากมายแห่งโชคชะตาของมนุษย์ได้อย่างไร?โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:08:11 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 6การพิจารณาตามหลักเหตุผล ย่อมจะสนับสนุนทฤษฏีชาติก่อน เพราะทฤษฏีนี้เท่านั้น เราจึงจะอธิบายความแตกต่างๆ ของมนุษย์ได้ โดยอาศัยความเก่าแก่และความหนุ่มของวิญญาณแต่ละดวง โชคชะตาของแต่ละคน เป็นผลแห่งกรรมของเขา กรรมวิธีสืบพันธุ์ทางกาย เป็นเพียงการจัดหารูปร่างกายให้วิญญาณเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นการสร้างสรรค์ หรือการกำหนดโชคชะตาให้แก่วิญญาณ
ชีวิตเดียวในโลกนี้ ไม่เพียงพอและเกือบจะไร้จุดหมายสำหรับคนเป็นอันมาก ผู้ที่เชื่อว่าเรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชาติเดียว ย่อมลืมข้อเท็จจริงที่ว่า ชีวิตในโลกนี้ชาติเดียวสำหรับคนเป็นอันมากเกือบจะไร้จุดมุ่งหมาย
ถ้าคนทุกคนมีชีวิตอยู่ในโลก ๖๐ หรือ ๗๐ ปี และได้ประสบการณ์ชนิดต่างๆ เราก็อาจคาดได้ตามเหตุผลว่า ชีวิตของเขาจะต้องมีผลอย่างสำคัญต่อความเจริญก้าวหน้าของวิญญาณภายหลังตาย แต่อย่างที่เราเห็นอยู่ทั่วไป มีเด็กเป็นจำนวนล้านๆ แทนที่จะมีชีวิตเจริญเติบโต กลับตายลงภายในไม่กี่วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการคลอด การมีชีวิตอยู่เพียง
๒๓ ชั่วโมงของทารก ที่มีความรู้สึกเพียงครึ่งเดียวเช่นนั้น จะมีประโยชน์อะไรต่อวิญญาณอมตะ ?
หรือถ้าทารกนั้นมีอายุยืนยาวต่อมาอีก แต่ต้องเติบโตขึ้นมาในแหล่งสลัมอันชั่วร้ายในนครใหญ่ๆ นั้น เพื่อประโยชน์อะไรกัน ถ้าเขาเกิดมาเพียงชาติเดียว ?
ในโลกนี้เต็มไปด้วยบทเรียน และความรู้อันมีค่ามากมาย แม้เราจะมีชีวิตอันยาวนาน และมีโอกาสดีๆ ที่จะเรียนรู้และขยันขันแข็งเป็นพิเศษ เราก็จะสามารถเรียนรู้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากขุมทรัพย์อันมหาศาลของโลก แต่แม้เราจะมีความเข้าใจต่อโลกน้อย ก็ยังจัดว่ามากทีเดียว ถ้าเทียบกับคนเป็นรายเฉลี่ย คนธรรมดาเมื่อได้รับการศึกษาเพียงเล็กน้อย แล้วก็ทำงาน แต่งงาน ตั้งหลักฐาน มีลูกแล้วก็ตั้งหน้าทำงานอย่างเดียว เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เขาอาจมีเวลาอ่านหนังสือพิมพ์และศึกษาเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว แต่ก็ยังมีความรู้อีกมากมายที่เขาไม่สามารถจะเรียนรู้ได้ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา ศิลปะ ภาษา วรรณคดี อาจจะดึงดูดเขาให้อยากศึกษา แต่เขาก็ศึกษาไม่ได้ เพราะสภาพทางกายและจิตใจไม่อำนวย ไม่มีมนุษย์คนใดเรียนรู้ได้แม้แต่เพียงเสี้ยวเดียวของสิ่งที่จะพึงเรียนรู้ นี้เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเราจะลืมไม่ได้ ถ้าเชื่อว่าเราเกิดมาในโลกนี้ชาติเดียวโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:11:12 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 7ถ้ามีการเกิดใหม่ ก็หมายความว่า ไม่มีความรู้อารยธรรม หรือพฤติกรรมมนุษย์ใดๆ ที่เราไม่เคยผ่านมาในประวัติศาสตร์ แห่งวิวัฒนาการทางวิญญาณอันยาวนานของเรา เราจะต้องเคยอยู่ในนครใหญ่ๆ แห่งอดีตมาแล้ว เราอาจได้เห็น หรือมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ใหญ่มาแล้ว เราอาจเคยพบคนสำคัญๆ ในอดีตมาแล้ว และประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ต่างๆ กำลังคอยเราอยู่ข้างหน้า
ไม่มีการรีบร้อนแต่อย่างใด ในการก้าวไปข้างหน้า นอกจากว่าเราอยากจะฝึกตัวเองเป็นพิเศษ เพื่อช่วยคนอื่น แต่เป็นการดีกว่าที่เราควรจะเรียนเหตุการณ์ต่างๆ ที่มาสู่เราโดยละเอียด เมื่อถึงเวลาที่เราจะสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนโลก เราจะได้มีความชำนาญ และรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง
เพราะอาศัยการเกิดใหม่เท่านั้น เราจึงจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ได้ ข้อความในพระคัมภีร์
ที่ว่า ขอสูเจ้าจงเป็นคนสมบูรณ์ จะมีความหมายอะไร ถ้าไม่มีชาติหน้า
คนจะสมบูรณ์ได้อย่างไรในชาติเดียว? แม้แต่ความสำเร็จโลก บางทีก็เป็นสิ่งลำบากสำหรับเรา ที่เราจะบรรลุถึง ถ้าเราเปรียบเทียบเรากับบรรดาผู้มีชื่อก้องโลกในทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ปรัชญา และศาสนาแล้ว เราจะเห็นได้ทันทีว่า เรานี้ช่างกระจ้อยร่อยเพียงไร ความสมบูรณ์แบบพระคริสต์นั้น ดูจะเป็นของสูงส่งเกินไปสำหรับคนธรรมดา จนไม่มีใครอยากคิดถึงเสียด้วยซ้ำ อาจจะมีคนพูดถึง แต่ไม่มีใครอยากจะดำเนินชีวิตตามแบบอย่างนั้น
แต่เรื่องการตายแล้วเกิดนี้แหละ นำความสมบูรณ์มาสู่เอื้อมมือของเรา เพราะการเกิดใหม่ทำให้เรามีโอกาสต่างๆ ได้ไม่รู้จักสิ้นสุด โอกาสเหล่านี้หมายถึงความเจริญก้าวหน้า และประสบผลสำเร็จขั้นสุดท้าย
เรื่องการตายแล้วเกิด ทำให้เราเข้าใจปัญหาเรื่อง ความชั่ว ได้ดีขึ้น
การคิดว่าพระผู้เป็นเจ้าดี รักสรรพสัตว์ ยุติธรรม และทรงมหานุภาพ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อธิบายว่า โลกเต็มไปด้วยความทุกข์ ความชั่วร้าย และความไม่ยุติธรรม ก็เป็นปัญหายุ่งยาก ซึ่งนักปรัชญาและนักศาสนาไม่สามารถจะแก้ได้ เหตุผลก็คือว่า ท่านเหล่านี้เมินเฉย หรือไม่รู้เรื่องการตายแล้วเกิด ขอให้เราพิจารณาดูซิว่า การตายแล้วเกิดจะช่วยแก้ปัญหานี้อย่างไรบ้าง
ภายในวิญญาณแต่ละดวง ในตอนแรกเกิดใหม่แต่ละชาตินั้น มีคุณสมบัติทางศีลธรรม สติปัญญา และอุปนิสัยสันดานต่างๆ แอบแฝงอยู่ พร้อมที่จะแสดงตนออกมาอย่างชัดเจนในโอกาสต่อไป ในกระบวนการเกิดใหม่ ซึ่งนำวิญญาณมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และประสบกับปัญหา และเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตนั้น คุณสมบัติเหล่านี้จะถูกปลุกให้ตื่นตัวขึ้นทีละอย่างสองอย่าง ตราบใดที่คุณสมบัติเหล่านี้ยังไม่ตื่นตัว มนุษย์ก็ยังไม่รู้จักศีลธรรม ไม่ฉลาด และไม่มีจิตใจสูง คุณสมบัติด้านชั่วของคนนั้น ตามความจริงก็คือภาวะที่ยังไม่ตื่นตัวของคุณสมบัติฝ่ายดีนั่นเอง
ถ้าคนโหดร้ายทารุณ ก็เพราะความเมตตากรุณาของเขายังไม่ตื่นตัว ถ้าเราเห็นแก่ตัว ก็เพราะความเห็นแก่ตัวส่วนรวมยังไม่ตื่น เมื่อใดคุณสมบัติส่วนดีตื่นตัว เมื่อนั้นฝ่ายชั่วก็จะหายไปเอง เพราะ ความชั่ว ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่โดยตัวของมันเอง เป็นแต่เพียงสภาพ ซึ่งปราศจากความดีเท่านั้นเอง เช่นเด็กเล็กๆ มักจะทารุณร้ายกาจต่อสัตว์ ก่อให้สัตว์เกิดความเจ็บปวด โดยหารู้ตัวไม่ว่าเขากำลังทำผิด ต่อมาอีกไม่กี่ปี เมื่อวิญญาณที่เจริญแล้วของเด็ก สามารถแสดงตัวออกได้เต็มที่ ขึ้นในอารมณ์กายที่เป็นหนุ่มสาว เด็กนั้นจะไม่ทารุณโหดร้ายอีกต่อไป
ตราบใดที่คุณภาพฝ่ายดียังมิได้ถูกเร่งเร้าให้แสดงตัวออกมา ตราบนั้นก็จะยังมี ความชั่ว เราจะยังโง่เขลา จนกว่าประสบการณ์จะสอนให้เรามีปัญญาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:15:31 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 8เมื่อใดเราเข้าใจโลกว่าเป็นโรงเรียน และสัตว์ทุกตัวกำลังถูกสอนโดยประสบการณ์ปัญหาเรื่อง ความชั่ว ก็จะแจ่มแจ้งแก่เรา ถ้าเรามีความสามารถรู้ว่า อะไรผิด อะไรถูก ก็เพราะว่าในอดีตเราเคยผิดมาแล้ว และรู้ว่าผิดจึงได้หลีกเลี่ยงไปทำสิ่งที่ถูก เพียงแต่มีคนบอกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ผิด เรายังไม่เชื่อมั่นทีเดียว เราอาจจะงดเว้นตามคำสอน แต่ยังไม่สนิทใจ
เมื่อใดเราต้องทนทุกข์ทรมานเพราะกระทำนั้นๆ เอง เราจึงจะเชื่ออย่างสนิทใจ ในโรงเรียนโลกนี้ เราได้รับอนุญาตให้เรียนรู้ว่าอะไรถูก โดยให้ทำความผิดเสียก่อน นี้คือว่า วิธีเรียนรู้เพียงวิธีเดียวว่าอะไรผิด อะไรถูก
หลักการตายแล้วเกิด เข้ากันได้กับหลักการประหยัดธรรมชาติ ถ้ารูปกายมีไว้เพื่อหาประสบการณ์ หลักการประหยัดของธรรมชาติ ก็จะทำให้เราเห็นได้ว่า มนุษย์ที่ได้รับฝึกฝนในธุรกิจของโลก ก็จะต้องกลับมาเกิดในโลกซึ่งเขาจะได้ใช้ความรู้ และการฝึกฝนให้เกิดประโยชน์เต็มที่ ความรู้ทางเทคนิคที่เรามีอยู่ในโลกนี้ จะมีประโยชน์อะไรในสวรรค์? แต่ความรู้เช่นนั้น เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเพิ่มพูนขึ้นทุกๆ ชาติ จนเป็นสมรรถนะเยี่ยมยอด จะมีคุณค่าอย่างมหาศาลในโลกแห่ง
ถ้าคนสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ การประดิษฐ์ การเมือง ดนตรี ภาพเขียน ศาสนา และปรัชญา เป็นผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาเพราะประสบการณ์ ซึ่งได้เก็บสะสมมาในชาติต่างๆ เราก็มีเหตุผลพอที่จะยืนยันได้ว่า มนุษยชาติและอารยธรรมจะถึงสมบูรณ์สุดยอดในที่สุด อารยธรรมอาจดับสูญพร้อมกับศิลปะศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา แต่มนุษย์ผู้สร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นไม่สาบสูญ เขายังมีชีวิตอยู่และจำได้ อีกไม่นานเขาจะกลับมาเกิดอีกพร้อมกับสมรรถนะเยี่ยมยอด ซึ่งเขาสั่งสมไว้ในอดีต เพื่อมามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อารยธรรมใหม่ที่สวยงามยิ่งกว่าเดิม
การตายแล้วเกิด สามารถอธิบายความเจริญและความเสื่อมของชาติต่างๆ ได้
นักศึกษาประวัติศาสตร์ ย่อมจะเห็นได้ว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจในวิธีการ ที่ชาติหนึ่งๆ เจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นมหาอำนาจ รุ่งเรืองอยู่ขณะหนึ่ง แล้วก็เสื่อมโทรมลง จนหมดชื่อเสียง สภาวการณ์ภายนอกอย่างเดียวไม่ใช่มูลเหตุอันเพียงพอสำหรับการเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว เช่นอย่างความเสื่อมโทรมของสเปน เป็นต้น เมื่อเกิดมีผู้นำที่เอาดีอะไรไม่ได้ เมื่อประชากรไม่สนใจต่ออุดมคติอันสูง เมื่ออัตราคนเกิดลดลง จะไม่มีสิ่งใดห้ามความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วได้เลย ทำไมเป็นเช่นนั้น?
ความยิ่งใหญ่ของชาติหนึ่ง ย่อมขึ้นอยู่กับโอกาสที่ประเทศนั้นสามารถจะอำนวยให้แก่วิญญาณทั้งหลายที่จะมาเกิด ถ้าพันธุกรรมทางกายของประชาชาตินั้นมีโรคภัยทางสังคมน้อย มีการศึกษา อุปกรณ์การศึกษา และการสั่งสอนทางศาสนาดีพอ ถ้าการกระทำของรัฐบาลมีศีลธรรมเป็นมูลฐาน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตนหรือพรรคพวก ครั้นแล้ววิญญาณชั้นดีเยี่ยมทั้งหลาย ก็จะมาเกิดและช่วยนำชาตินั้นไปสู่ความเจริญ สรุปแล้วก็คือว่า ผลสำเร็จของชาติขึ้นอยู่กับความเจริญก้าวหน้าของวิญญาณ ซึ่งมาเกิดในชาตินั้น และความเจริญก้าวหน้าของวิญญาณ ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสต่างๆ ที่ชาตินั้นเสนอให้อีกทีหนึ่ง
ความดีของชาติและการศึกษาดี เป็นสิ่งที่ดึงดูดวิญญาณได้ดีที่สุด ชาติหนึ่งย่อมเริ่มเสื่อมโทรม เมื่อคนดีๆ ถูกดึงดูดไปอยู่เสียที่อื่น เมื่อความยิ่งใหญ่หมดไป วิญญาณที่ยังอ่อนและมีประสบการณ์น้อย ก็จะเข้าดำเนินงานบริหารแทนด้วยความจำเป็น ชาติแต่ละชาติก็เหมือนชั้นต่างๆ ในโรงเรียน ย่อมสอนบทเรียนบางบท และคุณภาพบางอย่าง โดยวิธีจัดมาตรฐานทางสังคม ศีลธรรม และการเมือง ถ้ามาตรฐานเหล่านี้ต่ำ คุณภาพของนักเรียนก็จะพลอยต่ำไปด้วย ถ้ามาตรเหล่านี้ยิ่งสูงเท่าไหร่ ชาตินั้นก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น เมื่อกรุงโรมเริ่มเสื่อมทางศีลธรรมและการเมือง วิญญาณที่ได้ทำให้โรมยิ่งใหญ่ ก็เริ่มทยอยไปเกิดในระหว่างพวกติวตัน ซึ่งเจริญน้อยกว่า แต่มีกายภาพบริสุทธิ์กว่า ผลก็คือว่าโรมเสื่อมสูญไป แต่ชาติใหม่ๆ ทั้งหลายเจริญขึ้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:20:03 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 9การเกิดใหม่ อธิบายให้ทราบถึงการปรากฏอีกครั้งของอุปนิสัย และลักษณะของชาติเก่าๆ
ถ้าเราศึกษาลักษณะทางอารมณ์ของชาติต่างๆ เป็นหมู่ใหญ่ เราจะพบว่าเขามีสปิริตแห่งอารยธรรมเก่าๆ แสดงตัวออกมาให้เห็น ตัวอย่างเช่น มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ระหว่างจักรภพอังกฤษ และอาณาจักรโรมันโบราณ ในชาวอังกฤษ เราจะพบว่ามีลักษณะโน้มเอียงที่จะรวมกันตั้งถิ่นฐาน มีสัญชาตญาณทางตั้งระเบียบกฏเกณฑ์ต่างๆ มีความละเอียดถี่ถ้วน ในการดำเนินงานต่างๆ มีแบบทางสถาปัตย์อันใหญ่โต มีลักษณะที่จะยอมเสียความสวยงาม เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ดีและแข็งแรง แต่ก็จะต้องสารภาพด้วย มีการขาดแคลนจินตนาการอย่างร้ายแรงในศิลปะ ศาสนา และปรัชญา
ตรงกันข้าม ในฝรั่งเศส คุณสมบัติประจำชาติส่วนรวมชวนให้เราคิดถึงกรีกโบราณ ทั้งสองชาตินี้มีความสามารถทางจินตนาการ รักในความงาม บูชารูปร่างและการแสดงออก มีสติปัญญาแหลมคม มีนิสัยเปลี่ยนแปลงได้ง่าย จริงอยู่ในอังกฤษเอง อาจจะมีกระเส็นกระสายแห่งอุปนิสัยกรีกอยู่บ้าง และอาจมีอุปนิสัยโรมันอยู่ในฝรั่งเศส และว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นดังที่กล่าวมา ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นไปได้ไหมว่า พวกกรีกได้ยกพวกกันมาเกิดในฝรั่งเศส และพวกโรมันได้ยกพวกกันมาเกิดในอังกฤษ?
การแสดงอุปนิสัยเชื้อชาตินี้ จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในบุคคลเป็นรายตัว เช่น อย่างกวีคีทส์
(Keats) คงจะเป็นกวีกรีกผู้ยิ่งใหญ่คนใดคนหนึ่งมาเกิดเป็นแน่และแมคคอลเลย์ ฮูม และกิปบอน คงจะเป็นการเกิดใหม่ของนักประวัติศาสตร์โรมัน วิญญาณทางปรัชญาฝ่ายเวทานตะของอินเดีย ได้มาปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง ในงานของเฮเกล พิคเตอร์ และคานห์ ส่วนโชเปนเฮาเออร์ คงเป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งกลับชาติมาเกิด
การเกิดใหม่สามารถอธิบายให้เราเข้าใจว่า ทำไมจึงมีมหาบุรุษมาเกิดเป็นครั้งคราวเป็นหมู่ๆ
ถ้าเราศึกษาดูการเกิดตามกาลเวลาของบรรดามหาบุรุษ ผู้ช่วยให้วิทยาศาสตร์ศิลปะ ศาสนาเจริญก้าวหน้า เราจะสังเกตเห็นได้ว่า เขามาเกิดเป็นหมู่ๆ และในหมู่นั้นๆ ก็มักจะมีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน เฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ของศิลปิน ตัวอย่างเช่น นอตติเชลลิ ไมเกิล แอนเจโล
ทิเทียน ราฟาเอล และโฮลไบน์ รวมกันเข้าเป็นกลุ่มหนึ่ง ต่อจากนั้นไม่นานก็เกิดมีกลุ่มใหม่ ซึ่งประกอบด้วยรูเบนส เวลาสเคอส เรมแบรนท์ คาโลดอนซิ และมูริลโล ต่อจากนั้นไม่นานก็มีกลุ่มใหม่ประกอบด้วย ไฮการ์ธ เรโนลดเกนสเบอเรอ รอมนีย์ และแรบิน ต่อจากนั้นก็เป็นกลุ่มของวัทส์ โฮลแบนฮันท์ โรเซทติ และมิเลย์ ผู้สร้างดนตรีสมัยใหม่ ก็มีการเกิดในลักษณะกลุ่มเช่นเดียวกัน กลุ่มแรกประกอบด้วยแฮนเดล และบาคย์ กลุ่มที่ ๒ ประกอบด้วยเมลดาลซอห์น
โมซาร์ท บีโธเวน กลุ่มที่ ๓ ประกอบด้วยชูเบอร์ท โชแปง ชูมาน ลิสท์ วากเนอร์ รูเบนสไตน์ บราห์ม การเกิดเป็นหมู่ของกวีและนักปราชญ์อเมริกันก็น่าสังเกตไม่น้อย เฉพาะอย่างยิ่งไปเกิด
ในถิ่นใดถิ่นหนึ่งของอเมริกาโดยเฉพาะ และกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในโอกาสต่อมา เช่น ไบรอันท์ เอมเมอร์สัน ลองเฟลโล วิทธิเออร์ ธอโร วิทมัน และโลเวลโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:24:57 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 10จะมีทางเป็นไปได้ไหมว่า เพื่อนสนิทและผู้ร่วมงานกันมาเกิดด้วยกัน เพื่อดำเนินงานที่ยังไม่เสร็จของเขาต่อไป? เราควรจะดีใจที่ทราบว่า ในอนาคตเรายังจะได้ร่วมทำงานสร้างโลกให้มีความสุข และสวยงามยิ่งขึ้นในอนาคต ความสามารถทางดนตรีอันเยี่ยมยอดแบบบีโธเวน ความสามารถทางศิลปะอันเยี่ยมของราฟาเอล และปรัชญาอันสูงส่งของเอมเมอร์สัน จะกลับมาสร้างอารยธรรมยุคใหม่ของโลกให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก
การเกิดใหม่และหลักจริยธรรมเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก
ปัญหายุ่งยากที่นักปรัชญาและนักศาสนาต้องขบคิดกันมาทุกยุคทุกสมัย แต่ยังไม่พบคำตอบก็คือ ความไม่ยุติธรรมทั้งหลาย ซึ่งยังมีอยู่ในโลก มีอำนาจทางศีลธรรมอะไรบ้างไหม ซึ่งเป็นผู้ควบคุมโชคชะตาของมนุษย์?
ถ้ามีทำไมการทำดีจึงไม่ก่อให้เกิดผลดีเสมอไป การทำชั่วจึงไม่ก่อให้เกิดผลชั่วเสมอไป
เราจะต้องไม่ลืมสภาพต่างๆ ซึ่งแวดล้อมตัวเราอยู่ ในขณะที่เราเกิดด้วย เช่น พ่อแม่ เชื้อชาติ ความสามารถทางกายและทางใจ การอบรมฝึกฝนเบื้องต้น ย่อมมีความหมายอย่างมากต่อความเสื่อม หรือความเจริญของเรา แต่สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งเหลือวิสัยที่เราจะเลือกเอาได้ เราจะต้องยอมเอาตามที่โชคชะตากำหนดให้ ไม่ว่ามันจะดีหรือเลวอย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้บางทีก็ทำให้เราสงสัยว่า ที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงดูแลความเป็นไปของสัตว์อยู่ทุกขณะนั้น จะมีความจริงเพียงใดโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:27:16 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |