| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บทพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิด
บทพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิด
ข้อขัดแย้งและคำตอบตามหลักเหตุผล
โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ
ตอนที่ผ่านมา
คำถามข้อแรกที่ผู้ได้ยินได้ฟัง เรื่องการตายแล้วเกิดจะถามก็คือ ท่านมีข้อพิสูจน์อะไรยืนยันว่า การตายแล้วเกิดเป็นความจริง? นี้เป็นปัญหาที่สมควรจะถามอย่างยิ่ง และควรได้รับคำตอบที่น่าพอใจ ฉะนั้นการศึกษาเรื่องตายแล้วเกิด จะไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากบุคคลผู้มีความคิดได้เลย
การตายแล้วเกิดนี้ ถ้าเป็นความจริงก็ย่อมจะเป็นกระบวนการวิวัฒนาการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และเราจะต้องสร้างรากฐานอันมั่นคงด้วยเหตุผล และข้อเท็จจริงให้หลักความเชื่อถืออันนี้
ก่อนจะพิจารณาข้อโต้แย้งสนับสนุนเรื่องตายแล้วเกิด เราควรจะพยายามขจัดข้อโต้แย้งบางประการ ซึ่งขัดขวางอยู่ก่อน เผื่อว่าเราได้พิจารณาประเด็นสำคัญต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ข้อขัดแย้งมีดังต่อไปนี้
๑. การตายแล้วเกิดเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะบอกว่าเราจะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานได้เกี่ยวกับปัญหานี้ ได้แสดงไว้แล้วในบทต้นๆ ว่า ความคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับเรื่องตายแล้วเกิด มิได้ยืนยันเช่นนั้น ความคิดที่ว่าคนอาจเกิดเป็นสัตว์ได้นั้นเป็นความคิดโบราณซึ่งเสื่อมโทรมลงมากแล้ว ตรงกันข้ามกับความคิดแนวใหม่ยืนยันว่าจิตใจมนุษย์ย่อมจะเกิดในร่างการมนุษย์เสมอ และแต่ละชาติจิตใจจะเกิดในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ในภาวะที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
๒. ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ ย่อมมีได้โดยไม่ต้องกลับคืนมาสู่พิภพนี้ หรือพิภพใดๆ
ความคิดที่มีอยู่ทั่วๆ ไป ในประเทศคริสเตียนมีอยู่ว่า ภายหลังตาย ถ้าเราได้ปฏิบัติตามหลักศีลธรรม และมีความเชื่อมั่นในคำสอนทางศาสนาบางประการ (ซึ่งนิกายหนึ่งๆ ก็ถือแตกต่างกันไป) แล้ว เราก็จะได้ไปสวรรค์ และอยู่ที่นั่นตลอดกาลแต่เกี่ยวกับปัญหาที่ว่า ในระหว่างที่อยู่สวรรค์นับจำนวนล้านๆ ปีนั้น เราใช้เวลาอย่างไร ไม่ได้ระบุไว้ชัด บางทีอาจจะมีความเจริญก้าวหน้าบางอย่าง แต่มิได้ระบุไว้ชัดเจนว่า หมายความว่าอย่างไรกันแน่ คงไม่ใช่ความเจริญก้าวหน้าทางศีลธรรมอย่างที่เราเข้าใจกันอยู่ทั่วไป เพราะในสวรรค์ซึ่งไม่มีอะไรจะล่วงละเมิดศีลธรรมก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะปฏิบัติศีลธรรม เมื่อไม่ปฏิบัติก็ไม่มีความก้าวหน้าทางศีลธรรม คงมิได้หมายถึงความก้าวหน้าทางปัญญา อย่างที่เราเข้าใจในโลกนี้
เพราะในสวรรค์คงไม่มีปัญหาทางการค้า การเมือง การเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางเชื้อชาติ หรือปัญหาระหว่างชาติที่เราจะต้องขบคิด ทำให้ปัญญาเฉียบแหลมขึ้น คงไม่มีอะไรเหลืออยู่ นอกจากการคิดหาเหตุผลทางอภิปรัชญา แต่การคิดหาเหตุผลแบบนี้สำหรับบางคนนั้น ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายเท่านั้น ยังเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เอาเสียเลยด้วย ถึงแม้ว่าความเข้าใจเรื่องชีวิตในสวรรค์จะเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก สำหรับผู้ศรัทธาแก่
แต่สำหรับคนส่วนมากแล้ว ดูเป็นชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายมาก ถ้าสมมติว่า เราเอาพลโลกประมาณ ๓ ใน ๔ หรือ ๙ ใน ๑๐ เข้าไปอยู่ในอาณาจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีการดำเนินธุรกิจใดๆ ไม่มีหนังสือพิมพ์ โรงภาพยนตร์ วันสุดสัปดาห์ ไม่มีการกิน การดื่ม การหลับนอน ไม่มีการออกแรงทำงาน การก่อสร้าง การประดิษฐ์ ไม่มีการเขียนรูปภาพ การวางแบบแปลน ไม่มีเครื่องดนตรี ไม่มีการถกเถียงเรื่องการเมือง ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ซึ่งจะกระตุ้นเตือนสติปัญญาของคน คนเหล่านั้นจะต้องเกิดความเบื่อหน่ายอย่างร้ายแรงและอาจจะไม่รู้สึกถึงสิ่งแวดล้อมอันประเสริฐของตนเสียด้วยซ้ำไป ชีวิตตลอด
กาลในโลกเช่นนั้นอาจจะยุติความเจริญก้าวหน้าใดๆ ทั้งสิ้นของคนธรรมดา จะไม่มีสิ่งใดที่จะก่อให้เขาเกิดความสนใจ หรือกระตุ้นเตือนใจเขา สิ่งซึ่งทำให้คนที่เจริญแล้วเพลิดเพลิน อาจจะไม่มีความหมายใดๆ สำหรับคนที่ยังไม่เจริญ
เพราะฉะนั้นการตายแล้วเกิดใหม่จึงถูกต้องด้วยหลักเหตุผล เมื่อมันชี้แจงว่าสถานที่ซึ่งจะทำให้จิตใจ และศีลธรรมของเราเจริญรวดเร็วที่สุดนั้น จะต้องอยู่ท่ามกลางพฤติกรรมทางกาย และปัญหายุ่งยากต่างๆ ของเรานี้เอง ความคิดของเราจะต้องรวมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่อยู่ที่สวรรค์ ซึ่งห่างไกลจากชีวิตมนุษย์เหลือเกินโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 07:48:20 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 11มูลเหตุอันแท้จริงของปัญหายุ่งยากนี้ ไม่ขึ้นอยู่กับตัวความไม่ยุติธรรมนั่นเอง แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเราที่ว่า เราเกิดในโลกนี้เพียงชาติเดียว เพราะฉะนั้น เมื่อเราพยายามจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายแห่งชีวิตเดียว โดยไม่คำนึงถึงมูลเหตุในชีวิตก่อนๆ เราก็จนปัญญา อธิบายไม่ได้
เช่นเดียวกับการที่เราจะเข้าใจว่า ทำไมเด็กคนหนึ่งในห้องเรียนจึงอ่านออกเขียนได้ ก็เพราะรู้ว่าเขาได้ร่ำเรียนมาก่อนแล้ว ถ้าเราตัดอดีตของเขาออกเสีย นึกแต่เพียงปัจจุบัน เราก็จะเห็นว่า เขาอ่านออกเขียนได้โดยบังเอิญหรือโดยพรสวรรค์
การเชื่อว่าตายแล้วเกิด ทำให้เรามีความเชื่อมั่นได้ว่า ในโลกนี้มีกฎแห่งจริยธรรมอันเที่ยงตรง และโชคชะตาของคนแต่ละคนเป็นสิ่งที่เขาทำให้แก่ตัวเอง ความสามารถทางจิต สภาพทางกาย อุปนิสัย ทางศีลธรรมและเหตุการณ์ อันสำคัญแห่งชาติหนึ่งๆ ย่อมเป็นแผลแห่งการกระทำความปรารถนา และความคิดของเราเองในชาติก่อนๆ
เพราะฉะนั้น โชคชะตาจึงไม่ใช่สิ่งที่มีใครหยิบยื่นให้ได้ แต่เป็นผลรวมของการกระทำในอดีต ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน ที่ยืนยันเรื่องนี้มีอยู่ดาษดื่น เช่นถ้าเด็กไม่เรียนหนังสือ และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่โง่เขลา ความโง่เขลานั้นก็ไม่ใช่โชคชะตา ที่สิ่งมีอำนาจหยิบยื่นให้ แต่เป็นผลแห่งการกระทำของเขาเอง ผลแห่งความต้องการของเขาเอง
สมมติว่า ชายคนหนึ่งกิยาพิษซึ่งให้ผลระยะยาวเข้าไป หลายปีต่อมาเขาล้มเจ็บลงเพราะยาพิษนั้นแสดงผล ก็มิได้หมายความว่ามีเทวอำนาจใดๆ ลงโทษเขา แต่เขากำลังเก็บเกี่ยวผลแห่งความผิดพลาดในอดีตของเขาเอง แต่จากความทุกข์ทรมานนั้นเอง เขาจะกลายเป็นคนฉลาดและระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น นับว่ามีประโยชน์ในทางบทเรียนได้เป็นอย่างดี
เพราะฉะนั้น เราควรจะมองโชคชะตาของมนุษย์ในแง่นี้ เราควรคิดว่ากฎแห่งจริยธรรม คือกระบวนการแห่งเหตุและผลติดต่อกันไป ทุกเหตุต้องมีผล และทุกผลต้องมีเหตุเสมอ การกระทำในอดีตของเรากำลังแสดงผลแก่เราในรูปสิ่งแวดล้อม และเหตุการณ์ต่างๆ ความคิดในอดีตของเรา เป็นผู้สร้างอุปนิสัยสันดานของเรา ความต้องการในอดีตของเรา เป็นผู้กำหนดโอกาสในปัจจุบันของเรา ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ ไม่ว่าในโลกทางจริยธรรมหรือทางวัตถุ
สภาพปัจจุบันของเรา เป็นผลแห่งการกระทำความคิด และความต้องการของเราในอดีตไม่เฉพาะในชาติก่อนๆ เท่านั้น แต่ในตอนต้นๆ แห่งชีวิตในโลกนี้เองด้วยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:30:13 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 12อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแก่เรา ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ย่อมเป็นผลสะท้อนแห่งพลังที่เราสร้างขึ้นเอง อาจเป็นไปได้ว่า คนบางคนที่เราติดต่อด้วยเป็นผู้นำสุขและทุกข์มาให้เรา แต่เราเองย่อมเป็นผู้รับผิดชอบต่อสุขหรือทุกข์นั้นอย่างสิ้นเชิง
ความเข้าใจเกี่ยวกับโชคชะตาในลักษณะนี้ ย่อมลงรอยกันได้กับสามัญสำนึกในชีวิตประจำวัน
ถ้าในชีวิตประจำวันคนคนหนึ่ง เฝ้าแต่ค่อนแคะกระแหนะกระแหนคนอื่น ในไม่ช้าจะมีแต่คนเกลียดเขา นี้หาใช่เขาถูกลงโทษโดยการเกลียดไม่ เขาเพียงแต่กำลังเรียนกฎสากลที่ว่า เหตุทุกอย่างย่อมมีผลตามสมควร ขอให้ใช้ความคิดนี้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นแก่เราเถิด แล้วเราจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า โชคชะตาของเราขึ้นอยู่กับการตายแล้วเกิดทั้งนั้น
โชคชะตาของทุกคน เป็นผลแห่งการกระทำของเขาเอง จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอยุติธรรม เพราะความไม่ยุติธรรมที่เขาได้รับนั้นก็คือ ผลที่เขาควรได้ เพราะกรรมของเขาเอง ขอให้หวนคิดถึงเรื่องนักโทษ ที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อยที่กล่าวไว้ต้นเรื่องอีกที เราก็จะมองเห็นทางออกได้ดีกว่าศาสนาจารย์คนนั้น ถ้าเราเข้าใจหลักกรรมและการตายแล้วเกิด
ถ้าเราเป็นศาสนาจารย์คนนั้น เราก็อาจจะพูดได้ว่า น้องชายเอ๋ย ท่านต้องทนทุกข์ทรมานในชาตินี้ ก็เพราะผลกรรมชั่วที่ท่านทำไว้แก่คนอื่นๆ ในชาติก่อนนั้น ท่านได้กลั่นแกล้งส่งชายคนหนึ่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำเพื่อช่วยตัวท่านเอง บัดนี้ท่านก็ได้เรียนรู้แล้วว่า สิ่งที่ท่านทำไว้ก่อนนั้น เป็นความผิดอย่างร้ายแรง และไม่ยุติธรรมเลย เพราะท่านได้เสวยผลแบบเดียวกับชายคนนั้น
โดยวิธีนี้เท่านั้น ท่านจึงจะเห็นความผิดพลาดของท่านได้อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อก่อนนี้ท่านคิดว่า ท่านฉลาดเหลือล้น และรอดพ้นจากการถูกลงโทษไปได้ บัดนี้ท่านก็ได้ทนทุกข์ทรมานและบทเรียนอันมีค่าแล้ว ต่อไปนี้อย่าทารุณต่อคนอื่นอีก บัดนี้ท่านพ้นจากเวรกรรมเป็นอิสระแล้ว จงออกไปสู่โลกด้วยความเข้าใจและความกล้าหาญอย่างใหม่โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:32:59 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 13ผลแห่งการกระทำทุกอย่างของเราในชาติหนึ่งไม่ให้ผลทันที
ในชั่วชีวิตเดียว เราย่อมไม่สามารถจะใช้หนี้กรรมเก่าที่เราประกอบไว้ได้หมด เราทำ คิด และต้องการอยู่ทุกขณะ ถ้ากรรมเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งไปเป็นอันตรายแก่คนอื่นเข้า เราจะไปได้รับการทดแทนที่ไหน? เพราะเราทำ คิด ต้องการจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต? ในสวรรค์หรือ?
คงไม่ได้ เพราะสวรรค์เป็นโลกแห่งวิญญาณ เราจะได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสม กับการกระทำทางกายของเราในโลกแห่งวิญญาณไม่ได้
มีคนเป็นอันมากที่ทำผิดโดยไม่รู้ว่าผิด เพราะความโง่ของตนเอง เนื่องจากขาดประสบการณ์ เขาอาจจะถูกบังคับให้ทำการแก้ตัว บางอย่างในสวรรค์ โดยให้เกิดความเสียอกเสียใจเกี่ยวกับการทำชั่วนั้น หรือให้สารภาพว่าตนได้ทำผิดจริง หรืออาจจะถูกไฟนรกไหม้ (อย่างที่คนบางพวกเข้าใจกัน) แต่การลงโทษแบบต่างๆ ดังกล่าวนี้ จะให้ผลทางการศึกษาแก่เขาได้เพียงใด หรือจะเป็นสิ่งตอบแทนอันเหมาะสมต่อการกระทำทางกายของเขาหรือไม่ ยังเป็นปัญหาตามทรรศนะเรื่องตายแล้วเกิด
หนี้ใดๆ ที่เรามีอยู่ จะต้องถูกใช้คืนในลักษณะเดียวกัน ความผิดทางกายจะต้องได้รับโทษทางกาย จึงจะสอนเรามิให้ลักษณะเดียวกัน ความผิดทางกายจะต้องได้รับโทษทางกาย จึงจะสอนเรามิให้ทำความผิดแบบนั้นอีกในอนาคต ความผิดทางใจจะต้องได้รับโทษทางใจโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:35:36 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 14การเชื่อว่าตายแล้วเกิดช่วยอธิบายให้เราเข้าใจความลึกลับของพันธุกรรมได้ดีขึ้น
มีบางคนพูดว่า การเชื่อว่าตายแล้วเกิดเป็นการปฏิเสธความสำคัญทางพันธุกรรม ตรงกันข้าม การตายแล้วเกิดกลับช่วยเสริมเรื่องพันธุกรรมเสียอีก
กฎของพันธุกรรมยังเป็นเรื่องคลุมเครือมาก สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีการเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า คุณสมบัติต่างๆ ได้รับการส่งต่อไปโดยทางพันธุกรรมอย่างไร เช่นลูกได้รับคุณสมบัติต่างๆ จนบิดามารดาอย่างไรในอาณาจักรสัตว์ชั้นต่ำ ความคล้ายคลึงระหว่างลูกกับพ่อแม่เห็นได้ชัด จนสามารถจะตั้งกฎได้อย่างง่ายดาย แต่ในอาณาจักรมนุษย์ แม้ว่าลักษณะทางกาย อุปนิสัย และรูปร่าง จะถ่ายทอดให้กันได้ก็จริง แต่ก็เป็นการยากที่จะอธิบายความแตกต่างทางจิตใจ และทางจริยธรรมซึ่งมีอยู่อย่างมากมายเสมอระหว่างลูกกับพ่อแม่
คำตอบตามหลักตายแล้วเกิด มีอยู่ว่า ในขณะที่เราได้รับสรีระรูปจากมารดาบิดา แต่เราก็ได้นำคุณสมบัติทางใจ ทางสติปัญญา และทางจริยธรรมมากับเราด้วย เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนจึงเป็นผลบวก อันกลมกลืนกันดีระหว่างคุณสมบัติทางกาย ที่ได้มาจากมารดาบิดา และคุณสมบัติทางจิต ที่ได้มาแต่ชาติก่อนๆ
เด็กที่เกิดมาจากบิดามารดาจิตทรามหรือชั่วช้า มักจะขาดศีลธรรม หรือมีจิตใจอ่อนแอ เพราะว่าประการแรก เพราะคุณภาพอันต่ำของสรีระร่างกาย และประการที่สอง เพราะจิตที่ยังด้อยพัฒนา ถูกชักนำให้มาเกิดกับมารดาเช่นนั้น นี้แสดงว่าหลักการตายแล้วเกิดช่วยอธิบายหลักพันธุกรรมโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:37:51 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : )
สลักธรรม 15หลักการตายแล้วเกิด ช่วยอธิบายความแตกต่างทางใจของคน
สมมติว่า มีชาย ๔ คนยืนเรียงแถวกันอยู่ คนแรกเป็นคนป่า ซึ่งไม่เพียงแต่โง่เขลาเท่านั้น ยังไม่สามารถจะเรียนรู้อะไรๆ ได้ด้วย เพราะความสามารถทางจิตของเขาต่ำมาก การคิดอย่างแท้จริง ย่อมต้องการบางสิ่งบางอย่างที่มากไปกว่าโครงสร้างของมันสมอง และไม่มีการฝึกฝนใดๆจะสามารถทำให้คนป่าคนนี้ดีขึ้นได้เลย
คนที่สอง ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ คนป่า เป็นศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ มีจิตใจฉลาด ว่องไวอย่างเลิศ สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว อะไรเล่าทำให้คนทั้ง ๒ แตกต่างกัน? ตามหลักศาสนาปัจจุบัน วิญญาณของเขาทั้ง ๒ ย่อมเท่าเทียมกัน แม้จะมีสมรรถนะต่างกันก็ตาม หรือว่าความแตกต่างนั้น เนื่องมาจากพันธุกรรม อย่างที่นักวิทยาศาสตร์บางคนประกาศ? ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็อาจจะคาดคะเนได้อย่างถูกต้องว่า หลังจากการตาย เมื่อวิญญาณถูกปล่อยจากกายและอยู่ในอาณาจักรที่พันธุกรรมจะตามไปคุมไม่ได้ สมรรถนะทางจิตของศาสตราจารย์และคนป่าก็จะหายไปอย่างสิ้นเชิง แล้วอะไรเล่าที่ยังเหลืออยู่?
จากการค้นคว้าทางจิตอันแน่นอน เราทราบว่า จิตใจของศาสตราจารย์ ภายหลังตายย่อมแตกต่างจากจิตใจของคนป่าอย่างมากมาย เช่นเดียวกับเมื่อก่อนตาย เพราะฉะนั้น เราจึงมีเหตุผลพอสรุปได้ว่า สิ่งที่เราเรียกว่าอำนาจจิตนั้น คือลักษณะอันหนึ่ง แห่งความรู้สึกนึกคิดของวิญญาณ และความเจริญแห่งวิญญาณของศาสตราจารย์ ย่อมจะยิ่งใหญ่กว่าความเจริญทางวิญญาณของคนป่า
บุคคลที่สามในแถว เราสมมติให้เป็นชาวอาหรับคนหนึ่งในจำนวนชาวอาหรับจำนวนมาก
ที่มารุมล้อมเรือในอ่าวเมืองปอร์ทซาอิด เขามีไหวพริบดี แต่ไม่มีใจประกอบด้วยศีลธรรม กระตือรือร้นที่จะได้เงิน โดยไม่คำนึงถึงความดีความเสียในการหาเงิน เขาจะทำให้เราประทับใจด้วยวิธีการโกงอันฉลาดของเขา ไม่ใช่ด้วยคุณภาพอันดีแห่งอุปนิสัยของเขา
ขอให้เราเปรียบเทียบชาวอาหรับคนนี้ กับชายคนที่ ๔ ซึ่งสมมติว่าเป็นนักบุญที่ถูกต้องตามความหมายของคำทุกประการ ประกอบด้วยความรู้สึกอันละเอียดสุขุมเกี่ยวกับเกียรติยศ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างเยี่ยมยอด มีวิญญาณการเสียสละเพื่อผู้อื่น เราจะถือว่าวิญญาณของคนทั้ง ๒ นี้ เป็นอันเดียวกันหรือ?
ถ้าเป็นอันเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุนิยมก็ถูกต้อง ความไร้ศีลธรรมของชาวอาหรับและความมีศีลธรรมของนักบุญ เป็นผลแห่งความแตกต่างกันทางพันธุกรรม และการอบรมเท่านั้น ถ้าว่าตามหลักเหตุผลแบบนี้กันแล้ว เราก็อาจสรุปได้อย่างแปลกประหลาดว่า เกียรติยศก็ดี ความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมก็ดี วิญญาณแห่งการเสียสละก็ดี ที่เราพบในคนคนหนึ่ง และไม่พบในอีกคนหนึ่ง จะต้องสูญหายไปขณะที่ตาย เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ เป็นเพียงสิ่งที่เนื่องอยู่กับกาย กายตกลงใจเช่นนี้ย่อมผิดวิสัย เพราะถ้าชีวิตจะต้องมีความมุ่งหมายใดๆ บ้าง
คุณสมบัติทางจิตใจและทางศีลธรรมจะต้องเป็นลักษณะที่ขาดเสียมิได้ของวิญญาณ ถ้าคนมีคุณสมบัติเหล่านี้แตกต่างกันมาตั้งแต่เกิด ก็หมายความว่า วิญญาณของคนมีลักษณะต่างกัน
ตามหลักการตายแล้วเกิด ความแตกต่างเหล่านี้ มิใช่สิ่งที่เทพเจ้าสร้างขึ้นตามอำเภอใจ หรือเกิดมีขึ้นเพราะหลักอันเลือนรางของพันธุกรรม แต่เป็นความแตกต่างกันเพราะอายุของวิญญาณนั่นเอง ความสามารถทางใจทุกอย่าง ความสามารถของมือ คุณสมบัติทางอารมณ์ ไม่ใช่ของขวัญที่ใครหยิบยื่นให้ แต่เป็นผลงานที่เราทำมาได้ด้วยความยากลำบาก ไม่มีใครหยิบยื่นอุปนิสัยให้เราได้ มันจะต้องพัฒนาไปเองในโรงเรียนแห่งชีวิต
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 ก.ค. 2552 , 08:42:32 น.] ( IP = 61.90.73.110 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |