| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เจติยราชชาดก
สลักธรรม 1พระเจ้าอุปจิรราชนั้น ครองราชสมบัติอยู่ ณ โสตถิยนคร ในเจติยรัฐ พระองค์ประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ อย่าง มักเสด็จไปโดยอากาศ มีเทพบุตร ๔ องค์ ถือพระขรรค์รักษาอยู่ทั้ง ๔ ทิศ มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากพระวรกาย มีกลิ่นอุบลหอมฟุ้งออกจากพระโอษฐ์ พระองค์มีพราหมณ์ชื่อว่ากปิลเป็นปุโรหิต และกปิลพราหมณ์ มีน้องชายชื่อโกรกลัมพกะ
โกรกลัมพกะ นี้เป็นพาลสหายของพระราชาเพราะเคยเล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกันมาตั้งแต่สมัยที่พระราชายังเป็นพระราชกุมาร พระองค์ได้สัญญากับโกรกลัมพกพราหมณ์ไว้ว่า เมื่อเราได้ครองราชสมบัติแล้ว จักให้ตำแหน่งปุโรหิตกับท่าน
ครั้นพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติแล้วก็ไม่อาจถอดกปิลพราหมณ์ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระชนกออกจากตำแหน่งปุโรหิตได้ และเมื่อกปิลปุโรหิตมาเข้าเฝ้าพระองค์ก็ทรงแสดงความยำเกรงด้วยความเคารพในปุโรหิตนั้น
กปิลพราหมณ์สังเกตเห็นอาการนั้นแล้วก็คิดว่า ธรรมดาการครองราชสมบัติ ต้องบริหารกับผู้ที่มีวัยเสมอกันจึงจะดี เราจักทูลลาพระราชาบวช
กปิลพราหมณ์จึงกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์เป็นคนแก่ ที่เรือนของข้าพระองค์มีกุมารอยู่คนหนึ่ง ขอพระองค์จงตั้งกุมารนั้นให้เป็นปุโรหิต ข้าพระองค์จักบวช"
เมื่อพระราชาพระราชทานพระบรมราชานุญาตและได้ตั้งบุตรไว้ในตำแหน่งปุโรหิตแล้ว กปิลพราหมณ์ก็เข้าสู่พระราชอุทยานบวชเป็นฤๅษียังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้วก็อยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง โดยอาศัยบุตรเป็นผู้บำรุงโดย ศาลาธรรม [7 ก.ค. 2552 , 11:35:53 น.] ( IP = 61.90.96.82 : : )
สลักธรรม 2โกรกลัมพกพราหมณ์ ผูกอาฆาตพี่ชายว่า พี่ชายของเรานี้แม้บวชก็ยังไม่ให้ฐานันดรแก่เรา
วันหนึ่งขณะที่สนทนากันพระราชาตรัสถามว่า "โกรกลัมพกะ ท่านไม่ได้ตำแหน่งปุโรหิตดอกหรือ ?"
โกรกลัมพกพราหมณ์กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ได้ตำแหน่งนั้น แต่พี่ชายของข้าพระองค์ได้ตำแหน่งนั้น"
พระราชารับสั่งว่า "ก็พี่ชายของท่านบวชแล้ว มิใช่หรือ ?"
โกรกลัมพกพราหมณ์ทูลว่า "พระเจ้าข้า เขาบวชแล้ว แต่เขาได้ให้พระองค์ประทานฐานันดรแก่บุตรของเขา"
พระราชารับสั่งถามว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านจะให้เราทำอย่างไร ?"
โกรกลัมพกพราหมณ์ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่อาจให้พระองค์ถอดพี่ชายเสียจากฐานันดร อันสืบเนื่องมาตามประเพณี แล้วแต่งตั้งข้าพระองค์เป็นปุโรหิต"
พระราชารับสั่งว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักแต่งตั้งท่านให้เป็นใหญ่ แล้วทำพี่ชายของท่านให้เป็นน้องชาย"
โกรกลัมพกพราหมณ์ทูลถามว่า "พระองค์จักทำได้อย่างไร ?"
พระราชารับสั่งว่า "เราทำได้โดยมุสาวาท"
โกรกลัมพกพราหมณ์ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ไม่ทรงทราบดอกหรือ แต่ไรมา พี่ชายของข้าพระองค์มีวิชาประกอบด้วยธรรมน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เขาจักลวงพระองค์ด้วยอุบายที่ไม่จริง เช่นจักทำเป็นเทพบุตรสี่องค์หายตัว จักทำกลิ่นหอมที่ฟุ้งจากพระวรกาย และพระโอษฐ์ให้เป็นเหมือนกลิ่นเหม็น จักทำพระองค์ให้เป็นเหมือนพลัดตกจากอากาศ ยืนอยู่บนพื้นดิน พระองค์จักเป็นเหมือนถูกแผ่นดินสูบที่นั้น พระองค์จักไม่อาจดำรงพระวาจาอยู่ได้"
พระราชารับสั่งว่า "ท่านอย่าได้เข้าใจอย่างนั้นเลย เราสามารถทำเช่นนั้นได้"
โกรกลัมพกพราหมณ์ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์จักทรงทำเมื่อไร ?"
พระราชารับสั่งว่า "นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน"โดย ศาลาธรรม [7 ก.ค. 2552 , 11:36:12 น.] ( IP = 61.90.96.82 : : )
สลักธรรม 3เมื่อพระราชดำรัสนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร มหาชนเกิดปริวิตกขึ้นว่า พระราชาจักทรงทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นใหญ่ จักให้ผู้ใหญ่คืนฐานันดรให้แก่เด็ก ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทเป็นอย่างไรหนอ มีสีเขียว หรือสีเหลืองเป็นต้น สีอะไร กันแน่ (เขาว่ากันว่า ในครั้งนั้น เป็นเวลาที่โลกพูดความสัตย์ คนทั้งหลายจึงไม่รู้ว่ามุสาวาทนี้เป็นอย่างนี้)
เมื่อบุตรของกปิลปุโรหิตได้ฟังเรื่องนั้นแล้วก็ไปบอกบิดาว่า "พ่อ เขาว่าพระราชาจักทำมุสาวาท ทำพ่อให้เป็นเด็ก แล้วพระราชทานฐานันดรของฉันให้แก่อา"
กปิลปุโรหิตกล่าวว่า "ลูกรัก ถึงพระราชาทรงทำมุสาวาท ก็ไม่อาจพระราชทานฐานันดรของเราแก่อาเจ้าได้ แล้วพระราชาจักกระทำมุสาวาทในวันไหน ?"
บุตรของกปิลปุโรหิตตอบว่า "ได้ยินว่า แต่วันนี้ไปเจ็ดวัน"
กปิลปุโรหิตกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น เมื่อถึงวันนั้น เจ้าพึงบอกแก่เรา"
ครั้นถึงวันที่เจ็ด มหาชนต่างต้องการดูมุสาวาท จึงไปชุมนุมกันอยู่ที่พระลานหลวง ผูกเตียงซ้อนๆ กันขึ้นยืนดู บุตรของกปิลปุโรหิตได้นำเรื่องไปบอกแก่บิดา ส่วนพระราชาเมื่อแต่งพระองค์แล้วก็เสด็จออกประทับอยู่ในอากาศหน้าพระลานหลวงท่ามกลางมหาชน
พระดาบสได้เหาะมาแล้วลาดหนังรองนั่งตรงพระพักตร์พระราชาซึ่งเป็นบัลลังก์ในอากาศแล้วทูลถามว่า "ดูก่อน มหาบพิตร ได้ยินว่าพระองค์ประสงค์จะทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ แล้วพระราชทานฐานันดรแก่เขา จริงหรือ ? "
พระราชาตรัสว่า "ถูกแล้ว ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าได้กล่าวอย่างนี้จริง "
ลำดับนั้น พระดาบสได้กล่าวว่า " ดูก่อนมหาบพิตรขึ้นชื่อว่า มุสาวาทเป็นบาปหนัก กำจัดคุณความดี ทำให้เกิดในอบายทั้ง ๔ ธรรมดาพระราชา เมื่อทรงทำมุสาวาท ย่อมชื่อว่าทำลายธรรม ครั้นทำลายธรรมเสียแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าทำลายตนนั่นเอง
เชฏฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้ เชฏฐาปจายนธรรมอันบุคคลใดไม่ทำลายแล้ว ย่อมไม่ทำลายบุคคลนั้นสักหน่วยหนึ่ง เพราะเหตุนั้นแล พระองค์ไม่ควรทำลาย เชฏฐาปจายนธรรมเลย เชฏฐาปจายนธรรมที่พระองค์ทำลายแล้ว อย่าได้กลับมาทำลายพระองค์เลย
ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์จักทรงทำมุสาวาทไซร้ ฤทธิ ๔ อย่างของ พระองค์ก็จักอันตรธานไป เพราะเมื่อพระองค์ยังตรัสคำกลับกลอกอยู่ เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหลีกหนีไปเสีย พระโอฐจักมีกลิ่นบูดเน่าเหม็นฟุ้งไป ผู้ใดรู้อยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตอบปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ผู้นั้นย่อมต้องพลัดตกลงจากฐานะของตน
โดย ศาลาธรรม [7 ก.ค. 2552 , 11:36:34 น.] ( IP = 61.90.96.82 : : )
สลักธรรม 4พระเจ้าอุปริจรราชได้สดับโอวาทแล้วมีพระหทัยหวาดกลัว ทรงทอดพระเนตรดูโกรกลัมพกพราหมณ์
ลำดับนั้น โกรกลัมพกพราหมณ์ได้กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์ได้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ไว้ก่อนแล้ว มิใช่หรือ ?"
พระราชาถึงจะได้ทรงสดับคำของกปิลปุโรหิตแล้วก็ตาม แต่เพื่อจะรักษาพระดำรัสของพระองค์ไว้ จึงได้ตรัสว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย"
ทันใดนั้น เทพบุตรทั้ง ๔ องค์กล่าวว่า "พวกเราจักไม่อารักขาคนมุสาวาทเช่นท่าน" พูดจบแล้วก็ได้ทิ้งพระขรรค์ไว้ใกล้บาทพระราชา แล้วก็อันตรธานไปพร้อมกัน
และเมื่อพระราชาได้ตรัสมุสาวาทแล้ว พระโอฐก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนฟองไข่เน่าแตก พระวรกายก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนเวจกุฎีที่เปิดไว้ ฟุ้งตลบไป พระวรกายของราชาก็ตกจากอากาศลงมาประทับอยู่บนแผ่นดิน เพราะฤทธิ์ทั้ง ๔ ได้เสื่อมสิ้นแล้ว
มหาปุโรหิตได้กราบทูลพระราชาว่า "ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ขอพระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ถ้าพระองค์ตรัสสัจวาจาไซร้ ข้าพระองค์จักทำสิ่งทั้งปวงให้กลับเป็นปกติแด่พระองค์แต่ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาอยู่ ก็จะประทับอยู่ได้ที่พื้นดินเท่านั้น จงดูเอาเถิดมหาบพิตร เพียงมุสาวาทครั้งแรกเท่านั้น ฤทธิ์ ๔ อย่างของพระองค์ก็อันตรธานไปแล้ว พระองค์จงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้"
โดย ศาลาธรรม [7 ก.ค. 2552 , 11:36:55 น.] ( IP = 61.90.96.82 : : )
สลักธรรม 5พระเจ้าอุปริจรราชนั้นตรัสว่า "กปิลดาบสกล่าวอย่างนี้ ประสงค์จะลวงท่านทั้งหลาย" คำตรัสของพระราชาเช่นนี้เป็นการกล่าวมุสาวาทเป็นครั้งที่สอง จึงได้ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่ข้อพระบาท
กปิลดาบสได้กราบทูลเตือนพระราชาว่า " มหาบพิตร ด้วยผลแห่งมุสาวาท พระองค์ถูกแผ่นดินสูบไปแค่พระชงฆ์แล้ว ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมตกในเวลาไม่ใช่ฤดูกาล ย่อมไม่ตกตามฤดูกาล ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ตรัสมุสาอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบ"
พระเจ้าอุปริจรราชได้ทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่สามว่า "ข้าแต่ ท่านผู้เจริญท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย" เมื่อตรัสแล้วก็ถูกแผ่นดินสูบลงไปถึงพระชานุทนที
กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้วแกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะเป็นแฉกเหมือนลิ้นงู ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกลงไปอีก"
พระราชามิได้ถือเอาถ้อยคำของพระดาบสนั้นยังทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ไข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย" ครั้นแล้วก็ถูกแผ่นดินสูบลงไปถึงบั้นพระองค์
กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า "ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิดมหาบพิตร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้นจะไม่มีเหมือนปลา ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งกว่านี้ไปอีก"โดย ศาลาธรรม [7 ก.ค. 2552 , 11:37:17 น.] ( IP = 61.90.96.82 : : )
สลักธรรม 6พระเจ้าอุปริจราชได้ทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๕ ว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย" พระราชาก็ถูกแผ่นดินสูบลงไปถึงพระนาภี
กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า "ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้นจะมีแต่พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระโอรสมาเกิดในราชสกุลไม่ ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งไปกว่านี้อีก"
พระราชามิได้ทรงเชื่อถ้อยคำตรัสมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๖ว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย" พระราชาก็ถูกแผ่นดินสูบลงไปถึงพระถัน
กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า "ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้นจะไม่มีพระราชโอรส ถ้ามีก็พากันหลีกหนีไปยังทิศน้อย ทิศใหญ่ ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก"
พระเจ้าอุปริจรราชมิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของพระดาบสเพราะโทษคือการคบคนชั่วเป็นมิตร ได้ทรงคำมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๗ ทันใดนั้น แผ่นดินได้แยกออกเป็นสองช่อง มีเปลวไฟจากอเวจี พลุ่งขึ้นไหม้พระราชา
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นแล้ว มหาชนที่มาชุมนุมกันต่างพากันตกใจกลัวที่พระเจติยราชด่าพระฤๅษี และกล่าวมุสาวาทจนตกนรกอเวจี ส่วนพระโอรส ๕ องค์ของพระเจ้าเจติยราชต่างก็พากันหมอบลงที่เท้าของพระดาบสกล่าวว่า "ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวกข้าพเจ้าเถิด"
พระดาบสทูลว่า "พระชนกของพระองค์ยังธรรมให้พินาศ กล่าวมุสาวาท ด่าพระฤๅษี จึงตกนรกอเวจี ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้ อันบุคคลทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้น พวกพระองค์ไม่สามารถจะพากันอยู่ในที่นี้ได้"
โดย ศาลาธรรม [7 ก.ค. 2552 , 11:37:49 น.] ( IP = 61.90.96.82 : : )
สลักธรรม 7จากนั้นพระดาบสก็เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาทูลว่า "ขอพระองค์จงออกทางประตูด้านทิศปราจีน เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบช้างแก้วเผือกล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า หัตถิปุระ"
พระดาบสเรียกพระโอรสที่สองมาทูลว่า "พระองค์จงออกทางประตูด้านทิศทักษิณ เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจะพบม้าแก้วขาวล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อัสสปุระ"
พระดาบสเรียกพระโอรสองค์ที่สามมาทูลว่า "พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศปัจจิม เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบไกรสรราชสีห์ พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า สีหปุระ"
พระดาบสเรียกพระโอรสองค์ที่สี่มาทูลว่า "พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศอุดร เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบจักรบัญชรที่ทำด้วยแก้วล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อุตตรบัญชร "
พระดาบสเรียกพระโอรสองค์ที่ห้ามาทูลว่า "พระองค์ไม่อาจจะอยู่ในที่นี้ได้ จงสร้างพระสถูปใหญ่ไว้ ในพระนครนี้ แล้วเสด็จออกตรงไปทางทิศพายัพ เมื่อเสด็จไปจักพบภูเขาสองลูก โอนยอดเข้ากระทบกัน ส่งเสียงดังว่า ทัทธะ พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า ทัทธปุระ" พระราชโอรสทั้งห้าองค์ได้ไปสร้างนครอยู่ในที่นั้นๆ ตามสัญญาณนั้น
พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกัน
พระเจ้าเจติยราชนั้นแต่ก่อนเคยเสด็จเที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาปแล้วเสื่อมอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตนแล้วก็ถูกแผ่นดินสูบ เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญฉันทาคติบุคคล ไม่พึงเป็นผู้มีจิตถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่คำสัจเท่านั้น
แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าเจติยราช ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ส่วนกปิลพราหมณ์ ได้มาเป็นเรา ผู้ตถาคต ฉะนี้แล
จบ เจติยราชชาดก
![]()
โดย ศาลาธรรม [7 ก.ค. 2552 , 11:38:10 น.] ( IP = 61.90.96.82 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |