มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร่มธรรม




ครอบครัวของกุรุพินทา (1)
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ


อรุณเริ่มเบิกฟ้า - สัญญลักษณ์แห่งวันใหม่มาเยี่ยมโลกอีกแล้ว แต่นี้ไปความมืดซึ่งปกคลุมอยู่ตลอดราตรีจะค่อยๆ ปลาสนาการไปทีละน้อย มันเป็นนิมิตหมายแห่งการตื่นตัวของชีวิตทั้งมวล ทั้งปณกชีพที่รู้เคลื่อนไหวไป-มา และพฤกษาลดาวัลย์ทั้งปวง

รัศมีสีขาวนวล และเส้นแดงทาบยาวจากทิศเหนือสู่ใต้ แสงสว่างนั้นเรืองเรื่อขึ้นทีละน้อย ลมเช้าพัดแผ่วเข้าทางช่องหน้าต่างเยือกเย็น มันเป็นพรแห่งธรรมชาติที่อวยให้ แก่มนุษย์ผู้ดิ้นรนอยู่ในความร้อนทั้งร่างกายและจิตใจ

นกเล็กๆ ตื่นแล้ว เสียงมันร้องเจี๊ยบจ๊าบอยู่บนกิ่งชงโคซึ่งมีดอกสีชมพูเข้มแผ่กิ่งก้านส่วนหนึ่งลงสู่สายน้ำอจิรวดี อีกส่วนหนึ่งขยายสง่าอยู่บนภาคพื้นดิน

อุทกธารแห่งอจิรวดียังคงไหลเอื่อยไม่ขาดสายมาตั้งแต่โบราณกาลอย่างไร เช้านี้ก็อย่างนั้น เป็นสัญญลักษณ์แห่งสันติอันสืบต่อกันมาเนิ่นนาน ตราบกาลปัจจุบัน

ใครคนหนึ่งกล่าวว่า “เราไม่อาจจะกระโดดลงไปในกระแสน้ำอย่างเดียวกันได้เป็นครั้งที่สอง” เขาหมายความว่า “กระแสน้ำที่เรากระโดดลงไปครั้งแรกนั้นได้ไหลเลื่อนไปไกลเสียแล้ว มุ่งสู่ปากน้ำ หรือมหาสมุทรเป้าที่หมาย”



เรือนหลังคาจากเก่าๆ หลังหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับความมืดที่ค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย มันยืนสงบนิ่งอยู่ริมฝั่งน้ำอจิรวดี ใกล้ต้นชงโคนั่นเอง แต่ชีวิตภายในเรือนนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้วมีอยู่เสมอเหมือนกันมิใช่หรือในชีวิตมนุษย์ที่อาการภายนอกมีลักษณะสงบ แต่ภายในเต็มไปด้วยความปั่นป่วนรวนเร

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [8 ก.ค. 2552 , 09:10:04 น.] ( IP = 58.9.137.19 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

หญิงวัย ๓๘ นอนเหยียดยาวหันศีรษะทางทิศใต้ บนเสื่อเก่าๆ ผืนหนึ่ง บนเตียงอันทำด้วยฟากและใช้หวายมัดให้ยึดกันแน่น กายของเธอผ่ายยอม มีเนื้อเพียงเล็กน้อยที่เห็นได้ชัดคือหนังหุ้มกระดูก

เธอลืมตาขึ้นเล็กน้อย เผยอศีรษะขึ้นจากหมอน เมื่อเห็นว่าใครนั่งอยู่ข้างเตียงแล้ว เธอยื่นมือมาสัมผัสเกศาของผู้นั้นเบาๆ พลางกล่าวว่า

“กวีนี! พ่อของลูกอยู่ไหน?”

“กำลังเอาวัวออกจากคอค่ะ” ผู้ถูกเรียกว่ากวินีตอบเอามือแตะที่แขนของมารดาเบาๆ สายตาของเธอมีแวววิตกกังวล

“กัญจนาล่ะ?”

“พี่กัญอยู่ในครัวค่ะ”

นิ่งไปอีกครู่หนึ่ง “เสียงใครตักน้ำ โชติมันต์หรือ?”

“ค่ะ พี่โชติมันต์ลุกขึ้นตักน้ำตั้งแต่ยังไม่รุ่งดี”

“โชติมันต์ขยันเสมอ แม่เกรงแต่แกจะเหนื่อยมากเกินไป แต่การขยันถ้าฝึกไว้ แต่อายุยังน้อยก็เป็นของดี เพราะจะติดเป็นนิสัยต่อไป เป็นคนอยู่เฉยไม่ได้ แม่ปลื้มใจที่ลูกของแม่ขยันทุกคน กวินีก็เหมือนกัน”

เด็กสาวยิ้มเล็กน้อย “เพราะคุณแม่ และคุณพ่อทำตัวอย่างที่ดีให้ดูนี่คะ” เธอพูดอย่างภูมิใจ

“เอาเถอะลูก, แม่ขอบใจที่เห็นความดีของแม่ แต่ไม่แน่เสมอไปนะลูก บางครอบครัว พ่อแม่ขยัน แต่ลูกเกียจคร้านก็มี บางทีก็เป็นที่ธาตุแท้ของคนเหมือนกัน คนมีธาตุขยันอยู่ในตัวถึงอย่างไรๆ เขาก็อดทำนั่นทำนี่ไม่ได้ บางครอบครัวพ่อแม่เป็นคนดีเหลือเกิน แต่ลูกๆ ดีไม่ถึงครึ่งของพ่อแม่ ในทางตรงกันข้ามก็มีเหมือนกัน คือพ่อแม่ไม่ค่อยดีนัก แต่ลูกๆ ดีทุกคน”

“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นคะ แม่?”

“แม่เข้าใจว่า จริงอยู่ พ่อแม่ย่อมมีส่วนที่จะให้ลูกดีหรือไม่ดี แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นส่วนที่พ่อแม่ให้เขาไม่ได้ นั่นคือธาตุแท้ของเขาเองซึ่งติดตัวเขามาแต่กำเนิด เป็นคุณสมบัติประจำตัวเขา ลูกจะเห็นความจริงข้อนี้จากตัวอย่างที่ว่า ลูกบางคนมิได้นิยมในความชั่วของพ่อแม่ แม้พ่อแม่จะชั่ว แต่เขาเองก็เอาดีได้ และลูกบางคนไม่นิยมในความดีของพ่อแม่ ดังนั้น แม้พ่อแม่จะดี ตัวเขาเองก็เอาดีไม่ได้ เพราะความโน้มเอียงตรงกันข้ามอยู่ จึงไปด้วยกันไม่ได้”

“แล้วที่ว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นล่ะคะ แม่?”

“นั่นก็มีส่วนถูกเหมือนกันแหละลูก แต่แม่ว่าคนอาจต่างจากลูกไม้ไปบ้างก็ได้ หากได้รับการอบรมสั่งสอนดี ได้อยู่ในสำนักดีและเขามีธาตุประจำตัวของเขาดีมาแล้ว มิฉะนั้นท่านจะกล่าวไว้หรือว่า ลูกโจรอาจเป็นบัณฑิตได้ ลูกของคนโง่อาจเป็นปราชญ์ได้ ในทางตรงข้ามก็เป็นได้เหมือนกัน”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [8 ก.ค. 2552 , 09:16:03 น.] ( IP = 58.9.137.19 : : )


  สลักธรรม 2

กัญจนาออกจากครัว ถือชามข้าวต้มและปลาแห้งออกมาด้วยวางลงใกล้ๆ เตียงแม่ “แม่รับข้าวต้มเสียหน่อยนะแม่ ลูกจะป้อนให้” กัญจนาพูดมองหน้าแม่อย่างวิงวอน เหลียวมามองน้องสาวหน่อยหนึ่ง “หรือน้องช่วยป้อนข้าวแม่ พี่จะไปดูความเรียบร้อยในครัวอีกหน่อย”

“อย่าเลยพี่” กวินีห้าม “พี่กัญเป็นคนทำ พี่กัญควรจะป้อนคุณแม่เองจะได้ปลื้มใจ น้องจะไปดูความเรียบร้อยในครัวเอง พี่อยู่ป้อนข้าวคุณแม่เป็นเพื่อนคุณแม่”

“น้องป้อนก็ได้ พี่เนื้อตัวยังสกปรกอยู่” พี่สาวพูดแต่ไม่ได้มีความหมายตามนั้นจริงจังนัก

“เราเคยสัญญากันแล้วนะพี่ ว่าวันไหนใครเป็นคนหุงข้าวให้คุณแม่ ต้องปฏิบัติคุณแม่ด้วย เพื่อจะได้ปลื้มใจ น้องไม่แย่งบุญของพี่ดอก” ว่าแล้วกวินีก็กระวีกระวาดเข้าไปในครัว ไม่เอาใจใส่ว่าพี่สาวจะว่าอย่างไรต่อไปอีก

กุรุพินทา-มารดาของหญิงสาวทั้งสอง มีสีหน้าสดชื่นนิยมในพฤติการณ์ของบุตรี เธอปลื้มใจที่มีลูกอย่างนี้ จะมีอีกสักกี่คนก็ไม่เบื่อหน่าย

กัญจนาประคองมารดาให้ลุกนั่งพิงฝาด้านหนึ่ง แล้วค่อยๆ ป้อนข้าวต้มให้ด้วยความเต็มใจ เรียบร้อย เอาใจใส่และเป็นห่วง

กุรุพินทาฝืนใจรับประทานเพราะเห็นแก่น้ำใจของลูก กัญจนาป้อนข้าวไป ชวนคุยไปเพื่อให้แม่เพลิน

“ทำไมน้องกวินจึงบอกว่า ถ้าป้อนข้าวให้คุณแม่ด้วยจะเป็นการแย่งบุญของกัญคะ คุณแม่?”

ผู้เป็นมารดายิ้ม ก่อนตอบ “เห็นจะเป็นเพราะ แม่เคยสอนแกว่า หากเราจะทำบุญเป็นต้นว่า ทำอาหารถวายพระ หากเราทำเอง คือปรุงเอง และได้ถวายด้วยมือเองก็จะได้บุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากให้ใครคนอื่นถวายเขาก็จะแบ่งเอาส่วนบุญไปด้วย แกคงนึกถึงเรื่องนั้นแล้วมาเทียบกับการปฏิบัติแม่ จึงพูดอย่างนั้น”

“แล้วความจริงเป็นอย่างไรค่ะ?”

“ความจริงก็เป็นเช่นนั้น คือใครมาช่วยเราขวนขวายในการทำบุญ เขาก็ย่อมได้รับบุญด้วย คนที่ช่วยเขาขวนขวายทำบาปก็ย่อมมีส่วนแห่งบาปด้วย ในกรณีของลูก ลูกจะป้อนข้าวให้แม่หรือไม่ป้อน ลูกก็มีส่วนได้บุญอยู่แล้ว เพราะลูกเป็นคนปรุงเป็นคนทำ”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [8 ก.ค. 2552 , 09:34:14 น.] ( IP = 58.9.137.19 : : )


  สลักธรรม 3

“การปฏิบัติพ่อแม่ ถือเป็นการทำบุญไหมคะ?” กัญจนาถาม

“เป็นซิลูก พระท่านตรัสว่า มารดาบิดาเป็นพระอรหันต์ของลูกผู้ใดต้องการปฏิบัติพระอรหันต์ในเรือนก็จงปฏิบัติมารดาบิดาเถิด”

อีกครู่หนึ่งต่อมา โชติมันต์และชาครผู้เป็นบิดาก็เสร็จธุระขึ้นมาบนเรือน กวินีออกจากครัว ๓ พี่น้องและมารดาบิดา จึงอยู่พร้อมหน้ากัน ร่วมกันรับประทานอาหารซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก อาหารเช้าของพวกเขามีข้าวต้มและปลาแห้ง หรือบางมื้ออาจเป็นเนื้อทอด หรือผักดอง

“กุรุพินทาเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้?” ชาครถามขึ้นขณะรับประทานอาหาร

“อย่างเดิม” เธอตอบ, และตอบอย่างนี้จนลูกๆ ไม่ถามแล้ว

“ยาใหม่ ไม่ทำให้เธอดีขึ้นเลยหรือ?”

“เวลานี้ยัง แต่ลองดูไปก่อน”

“เธอไม่ลองรักษาทางคุณพระของเธอบ้างหรือ?” ชาครถาม ยิ้มน้อยๆ เป็นเชิงเยาะมากกว่าตั้งใจถามจริงๆ

กุรุพินทานิ่ง ขณะเธอนิ่งอยู่นั้น ตาทั้งสองข้างค่อยๆ หลับลงพนมมือไหว้แค่อก ปากพึมพำภาวนาพระพุทธคุณเบาๆ

“ฉันว่าบางทีอาจหายได้” น้ำเสียงของชาครบ่งว่าเยาะ

“เธอไม่เลื่อมใสก็เฉยเสียไม่ได้หรือ ชาคร” กุรุพินทาพูดเสียงแผ่วโผย “ฉันเองไม่เคยล่วงเกินสิ่งที่เคารพนับถือของเธอเลย”

ลูกทั้งสามมองดูมารดาอย่างเห็นใจ แต่ไม่กล้าพูดอะไรเพราะเกรงบิดาอยู่

ขณะนั้น สมณะในพระพุทธศาสนารูปหนึ่ง มีบาตรในมือมาหยุดยืนอยู่หน้าเรือน โชติมันต์หันไปเห็นก่อนจึงกล่าวขึ้นว่า “แม่, พระมา”

ทุกคนเหลียวไปดู, กุรุพินทายกมือขึ้นเหนือเศียรนมัสการพลางกล่าวว่า..“เอาข้าวไปใส่บาตรซิลูก”

กัญจนาลุกขึ้นเข้าไปในครัว มิได้ไยดีต่อความไม่พอใจของผู้เป็นบิดา เธอได้เตรียมข้าวสวยและปลาแห้งไว้สำหรับถวายพระเช้า เธอเอาข้าวและกับมาส่งให้แม่

“จบเสียหน่อยไหมคะ คุณแม่?”

“ไม่ต้องดอกลูก รีบลงไปใส่บาตรเถอะ พระท่านคอย แม่นั่งอธิษฐานเอาอย่างนี้ก็ได้”

กัญจนารีบนำข้าวไปใส่บาตรพระเสร็จแล้วนั่งลงไหว้

“ขอให้เจริญสุขเถอะโยม” ภิกษุรูปนั้นพูดพอได้ยินชัด
“โยมกุรุพินทา เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นบ้างไหม?”

“ยังเหมือนเดิมค่ะ โรคนี้หมอบอกว่าหายยาก ต้องใช้เวลานาน”

“ขอคุณพระรัตนตรัยจงคุ้มครองโยมกุรุพินทาด้วยเถิด”
แล้วภิกษุรูปนั้นก็ค่อยหันหลังกลับ มีจักษุทอดลงต่ำเดินออกจากประตูเรือนไป

ทางบนเรือน เมื่อกัญจนาลงไปแล้ว ชาครพูดกับกุรุพินทาว่า
“ทำไมจะต้องอธิษฐานด้วย?”

“เรื่องของฉัน เธออย่ากวนใจมากนักเลย ชาคร”

“พระของเธอวิเศษอย่างไร เพียงให้ข้าวน้ำแล้วอธิษฐานอะไร จะได้ถ้าวิเศษถึงขนาดนั้น ทำไมจึงเที่ยวขออาหารจากเรือนของคนอื่น ตัวของตัวเองยังเป็นที่พึ่งของตัวเองไม่ได้แล้วจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้อย่างไร ฉันมองไม่เห็นเลย”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [8 ก.ค. 2552 , 09:42:58 น.] ( IP = 58.9.137.19 : : )


  สลักธรรม 4

“แต่ฉันมีความสุขใจที่ได้ทำอย่างนั้น จะได้หรือไม่ได้ก็ช่างเถอะ” กุรุพินทาพูดตัดบท

ชาครลุกขึ้นอย่างรำคาญ ชวนโชติมันต์ไปด้วย

“ไปเถอะโชติมันต์ เราไปไถนากันดีกว่า ไม่ต้องนั่งอธิษฐาน อยากได้อะไรก็ทำเอา ไม่ทำนาก็ไม่มีข้าวกิน”

โชติมันต์มองตาผู้เป็นแม่ เมื่อกุรุพินทาเตือน เขาจึงได้ลุกขึ้นตามบิดาไป

กัญจนาและกวินีเก็บถ้วยชามไปล้าง เสร็จแล้วมาหาแม่คอยดูแลแม่ บดยาให้รับทานตามที่หมอสั่ง กุรุพินทานอนในท่าสบาย รู้สึกเธอมีความสุขใจ แม้ว่าร่างกายจะอ่อนเพลียจนลุกไม่ไหว

ขณะบดยากัญจนาได้ถามแม่ขึ้นว่า..“ทำไม ทำบุญจึงต้องอธิษฐานคะ แม่?”

“เพื่อให้ได้ผลที่เราต้องการซิลูก”

“ถ้าไม่อธิษฐานจะไม่ได้ผลที่ต้องการหรือ?”

“ได้เหมือนกันแหละลูก แต่ผลมันอาจพร่าไป และจะให้ผลตามเหตุของกุศลกรรมนั้น แต่ถ้าเราอธิษฐานเหตุนั้นๆ จะรวมกำลังกันมาให้ผลที่เราต้องการ”

“ลูกยังไม่เข้าใจค่ะ แม่” กัญจนาพูด “ลูกก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” กวินีพูดบ้าง

“เอาอย่างนี้ซิลูก สมมติว่า แม่ให้เงินลูกไปตลาด เพื่อให้ลูกซื้อของมาให้แม่ หากแม่ไม่สั่งว่าให้ซื้ออะไร ลูกก็ซื้อของมาได้เท่าราคาเงินเหมือนกัน แต่อาจถูกใจแม่บ้างไม่ถูกใจบ้าง ลูกอาจซื้อของที่แม่มีอยู่แล้วเป็นอันมากมาก็ได้ ซึ่งมีประโยชน์ แต่ถ้าแม่สั่งว่าต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้ จำนวนเท่านั้นเท่านี้ ลูกย่อมซื้อของที่แม่ประสงค์มา และแม่ก็ได้ของตามต้องการทุกอย่าง อย่างนั้นใช่ไหมลูก?”

“ใช่ค่ะ” สองสาวตอบเกือบจะพร้อมกัน

“เราทำบุญก็เหมือนกันแหละลูก หากเราอธิษฐานผลบุญย่อมจะรวมตัวกันและให้ผลในสิ่งที่เราอธิษฐานไว้ ถ้าเราไม่อธิษฐานผลบุญอาจพร่าไป ได้สิ่งนั้นนิดสิ่งนี้หน่อย หรืออาจจะได้บางอย่างมากเกินไป บางอย่างน้อยเกินไปจนไม่พอความต้องการ”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [8 ก.ค. 2552 , 09:47:43 น.] ( IP = 58.9.137.19 : : )


  สลักธรรม 5

กุรุพินทา หยุดนิดหนึ่งแล้วพูดต่อไปอีกว่า

“ลูกจะสังเกตเห็นว่า ในชีวิตคนมักได้รับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป แต่บางอย่างก็มีน้อยเกินไป ลูกดูแต่เศรษฐีชัยซิ มีทรัพย์มั่งคั่งบริวารมากมาย แต่สิ่งที่เศรษฐีต้องการเหลือเกินคือบุตรก็ไม่อาจมีได้ มีภรรยากี่คนๆ ก้ไม่มีบุตรเลย เป็นเพราะกรรมของท่านเศรษฐีเอง บางคนมีทรัพย์น้อยแต่มีบุตรมากจนเลี้ยงไม่ค่อยไหว ชีวิตคนไม่ค่อยสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างมักขาดนั่นเกินนี่อยู่เสมอ”

“ทำอย่างไรชีวิตจึงจะสมบูรณ์ทุกอย่างคะ คุณแม่?”

“เราต้องมีบุญพร้อมซิลูก แต่ใครสักกี่คนในโลกนี้ที่มีบุญมาพร้อมทุกอย่าง”

“แล้วเวลาคุณแม่ทำบุญ คุณแม่อธิษฐานต้องการอะไรคะ?”

กุรุพินทานิ่ง เธอคิดว่าไม่ควรตอบลูกในคำถามนี้ เพราะสิ่งที่เธออธิษฐานนั้นยากเกินไป สูงเกินไปสำหรับลูก แม้สมบัติบรมจักรเธอก็ไม่ต้องการเท่าสิ่งนี้ มันสงบเยือกเย็น มีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างสูง เมื่อใดลูกของเธอมีอัธยาศัยประณีตกว่านี้ จิตใจสูงกว่านี้ เธอก็จะบอกสิ่งนั้นให้ว่า ชีวิตควรจะต้องการอะไรเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด ในเวลานี้แม้เธอจะบอกก็เชื่อว่าลูกของเธอไม่อาจเข้าใจได้ มันเป็นสิ่งสงบประณีต ละเอียดเกินที่ลูกจะเข้าใจ เธอต้องคอย—คอยจนกว่า ลูกจะมีภูมิปัญญาพอที่จะรับรู้สิ่งนี้ได้ เธอมีความหวังอยู่เหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าลูกของเธอจะมีอุปนิสัยพอที่จะทำให้ความหวังของเธอเต็มเปี่ยมหรือไม่

อย่างไรก็ตามหากลูกๆ มั่นอยู่ในสุจริตเธอก็พอใจแล้ว

อีกครู่หนึ่งกัญจนาและกวินีได้ขอตัวไปทำงานบ้านที่ยังค้างคาอยู่

เมื่อกุรุพินทาอยู่คนเดียวบนเตียงน้อยเธอก็คิด - - คิดถึงสามีและลูก ความคิดของผู้หญิงส่วนมากไม่ค่อยไปไกลกว่านี้ ครอบครัวมีความหมายแก่ชีวิตเธอเป็นอันมาก สตรีย่อมสนใจการบ้านมากกว่าการเมือง ความสงบสุขของครอบครัวเป็นยอดปรารถนาของปวงหญิง

สามีของเธอคือชาครนั้น นับถือศาสนาเชน-เคารพท่านศาสดามหาวีระอย่างสูงยิ่ง เรื่องอื่นๆ ก็พอไปกันได้กับเธอแต่เรื่องศาสนานี่ซิ ปรับเข้ากันยากเหลือเกินจนมีลูก ๓ คนแล้วก็ยังไม่อาจเข้าใจกันได้ เธอแต่งงานเมื่ออายุ ๑๙ และชาครอายุ ๒๑ ห่างกันเพียง ๒ ปี บัดนี้ลูกคนโตของเธออายุ ๑๙ ปี แล้วเท่าเธอเมื่อแต่งงาน คนรองอายุ ๑๗ และกวีนีคนเล็กอายุ ๑๕ ห่วงกันคนละ ๒ ปีพอดิบพอดี

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [8 ก.ค. 2552 , 09:51:09 น.] ( IP = 58.9.137.19 : : )


  สลักธรรม 6

ก่อนแต่งงานเธอก็ทราบว่า สามีนับถือศาสนาเชน และเธอเองนับถือพระพุทธศาสนาบูชาพระรัตนตรัยเสมอชีวิต แต่เพราะความรักซึ่งไม่มีชาติและศาสนาได้นำเอาชีวิตของเขาทั้งสองมาถึงจุดรวมร่วมกัน มีสัญญลักษณ์แห่งการจะต้องผูกฟันกันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

เธอเคยคิดว่าความรักและการแต่งงานอาจช่วยให้เขาเปลี่ยนใจหันมานับถือศาสนาอย่างที่เธอนับถือก็ได้ แต่แล้ว จนแล้วจนรอด ความหวังของเธอก็หาเป็นจริงขึ้นมาไม่ นอกจากเรื่องศาสนาแล้วนิสัยอย่างอื่นของเขาก็ดีทุกอย่าง รักลูกรักเมีย ขยันหมั่นเพียร บัดนี้อายุของเขาถึง ๔๐ ปี พอดี เธอเองอายุ ๓๘ อยู่ในวัยกลางคนด้วยกัน

ภาวะที่เรียกกันว่ายากจนนั้น เธอมีมาตั้งแต่เยาว์วัย จนบัดนี้มันก็เป็นเงามืดที่มิได้คลี่คลายตัวลงเลย แต่เธอคุ้นกับมันเสียแล้ว ความยากจนขนาดเธอนั้นมิใช่เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์แต่ประการใด หากครอบครัวของเธอรู้จักประมาณ รู้จักครองชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อตามคนมั่งมีทั้งหลายอื่น เพราะเธอมีกินมีใช้ ที่สำคัญที่สุดคือ เธอได้รับแล้วซึ่งความสุขใจอันเกิดจากธรรมชาติ

แต่ลูกเล่า? จะทำอย่างไรกับลูกที่มิได้รับการศึกษาเท่าที่ควร กุรุพินทาคิดจนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย - -

ที่ทุ่งนา - - สองพ่อลูก คือชาครกับโชติมันต์กำลังเทียมไถและสนทนากันไปพลาง เมื่อยู่กับลูกชายชาครมักช่างคุยเสมอ รู้สึกเขาจะถือว่าโชติมันต์เป็นเพื่อนที่เขาพอใจที่สุดในบ้าน โชติมันต์นิสัยดี ไม่ชอบขัดคอใคร ลูกหญิงสองคนของชาครนั้นมีท่าทีเอนเอียงเข้าข้างแม่และรักแม่มากกว่าพ่อ แต่โชติมันต์วางตัวเป็นกลาง เมื่อพ่อและแม่สนทนาขัดแย้งกันเรื่องศาสนา เขาก็ได้แต่หันไปยิ้มทางโน้นทีทางนี้ที

“แม่ของลูกน่ะ รู้สึกจะไปเอามาก” ชาครพูดขึ้นขณะเอาเชือกโยงกับงอนไถ

“เรื่องอะไรครับคุณพ่อ?”

“เรื่องพระของแกล่ะซิ ทำไมจึงไปเลื่อมใสได้ พระที่ไม่เห็นปฏิบัติเคร่งครัดอะไร เพียงแต่มารับอาหารไปฉัน แล้วก็นั่งหลับตา นอนหลับตา อย่างพระของพ่อนี่-ท่านศาสดามหาวีระกับสาวกท่านปฏิบัติเคร่งครัด แม้ผ้าก็ไม่ยอมนุ่ง หนาวท่านก็ทน ร้อนท่านก็ทน แม่ของลูกไม่เลื่อมใส ส่วนพระโคดมและสาวกพระโคดมเวลาหนาวก็ห่มจีวรซ้อนเข้าไปมีกี่ผืนๆ ห่มหมด ทนหนาวทนร้อนไม่ค่อยได้ อาหารก็ฉันอย่างที่ชาวบ้านกิน แม่ของลูกเลื่อมใสได้ พ่อเคยแนะนำหลายหนแล้วให้เปลี่ยนความนับถือเสียก็ไม่ยอม”

“ช่างแม่เถอะพ่อ แม่เลื่อมใสก็ปล่อยแม่ไป โชติมันต์พูดและเพื่อไม่ให้โอกาสพ่อพูดเรื่องนั้นต่ออีก โชติมันต์จึงชวนสนทนาเรื่องอื่นเสีย “เราจะไถนากันไปอย่างนี้อีกนานเท่าไรนะ พ่อ?” “นานจนกว่าเราจะตาย เพราะมันเป็นอาชีพของเรา” ชาครตอบ “เราไม่มีทางเปลี่ยนอาชีพบ้างเลยหรือ?” ผู้เป็นบิดานิ่ง เพ่งสายตาไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [8 ก.ค. 2552 , 09:54:11 น.] ( IP = 58.9.137.19 : : )


  สลักธรรม 7

อันคนเรา ดีชั่ว หรือรวยจน
ก็ไม่พ้น ต้องตาย วายชีวา
ทุกชีวิต มีหลัก อนิจจา
คิดเสียว่า คู่กันแล้ว ไม่แคว้นกัน ฯ

โดย Missu [8 ก.ค. 2552 , 12:06:19 น.] ( IP = 124.122.220.122 : : )


  สลักธรรม 8



โดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.ค. 2552 , 10:45:49 น.] ( IP = 125.27.177.93 : : )


  สลักธรรม 9


ความรักไม่มีพรมแดน แม้ต่างศาสนาก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยดี

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [27 ก.ค. 2552 , 17:41:46 น.] ( IP = 124.121.179.36 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org