มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร่มธรรม (๒)




หนามแหลมใครเสี้ยม

โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ


ตอนที่ผ่านมา

“เปลี่ยนอาชีพ” มีคนเป็นอันมากอยากเปลี่ยนอาชีพเข้าลักษณะ “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า” แทบทุกคนเบื่ออาชีพของตัว เพราะความจำเจหรือเพราะรายได้น้อย อาชีพของคนมีอำนาจเท่านั้นที่เขาไม่อยากเปลี่ยน พยายามยึดไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะยึดได้ เขาจะยื้อแย่งใครมาก็ตาม แต่เมื่อใครจะมายื้อแย่งเขา เขาย่อมป้องกันเต็มที่

การเปลี่ยนอาชีพเป็นเรื่องของคนกล้า – กล้าเสี่ยง กล้าลงทุน กล้าเผชิญกับความทุกข์ใหม่ๆ ความลำบากใหม่ๆ หากจะเกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนอาชีพนั้น แต่คนส่วนมากไม่กล้าเปลี่ยน ยอมเกาะอยู่กับอาชีพเก่าๆ แม้รู้ว่าจะไม่มีทางจะดีขึ้นได้เลย เขาชอบพูดว่า “ไม่ทราบจะไปทำอะไร”

นอกจากไม่กล้าเปลี่ยนด้วยตนเองแล้ว ยังสนับสนุนให้ลูกหรือผู้อยู่ในปกครองมีอาชีพอย่างที่ปู่ย่าตายายเคยทำกันมาแล้วอีกด้วย และก็ทำอย่างที่เคยทำไม่มีอะไรแปลกขึ้นดีขึ้น ถ้าจะแปลกขึ้นบ้างก็อาจมีเรื่องที่ฉลาดแกมโกงมากกว่าบรรพบุรุษ

ชาครก็เป็นบุคคลประเภทไม่กล้าเหมือนกัน จึงตอบลูกว่า

“ไม่มีทางดอกลูก เราไม่มีความรู้ทางอื่น อนึ่งปู่ย่าตายายของเราเคยทำมาอย่างนี้และเลี้ยงลูกหลานให้เติบโตมาได้หลายชั่วคนก็ไม่เห็นเป็นไร พ่อก็คิดว่าทำอย่างนี้แหละดีแล้ว”

“มีอะไรดีขึ้นบ้างไหม-พ่อ, ลูกหมายความว่าเมื่อสมัยปู่ย่าตายายหรือสมัยทวด เคยทำนาอย่างนี้ แบบเดียวกันนี้ และมาถึงสมัยเราก็ทำอย่างเดียวกับที่ท่านเคยทำมาเมื่อร้อยปีก่อนใช่ไหม-พ่อ?”

“ใช่ซิลูก” ผู้เป็นบิดาตอบ มองหน้าลูกอย่างฉงน ไม่นึกว่าจะได้ยินคำอย่างนี้จากลูกชาย “ลูกเบื่อหรือ?”

โชติมันต์ไม่ตอบ แต่กลับถามต่อไปว่า “ไม่มีใครเคยคิดทำนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมหรือพ่อ?”

“ก็ไม่รู้จะคิดอย่างไร มีอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น ปีไหนฝนแล้ง เราก็อดข้าว น้ำท่วมต้นข้าวตาย เราก็อดอีก”

“ผู้ปกครองรัฐก็เก็บส่วยจากพวกเราไปทุกปีมิใช่หรือ พ่อ?”

“ถูกแล้ว ลูก”

“แล้วเขาให้อะไรเราคืนมาบ้าง ลูกหมายความว่าจากเงินของพวกเราที่เขาเก็บไปนั้น เขาได้เอาเงินจำนวนนั้นทำอะไรคืนมาให้เราบ้าง?”

“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน เขามาเก็บส่วยก็ให้เขาไป ได้ยินผู้ใหญ่บ้านบอกว่ารัฐบาลช่วยคุ้มครองเราให้ทำมาหากินโดยสงบสุขไม่ให้ใครมาเบียดเบียน

“หากราษฏรเบียดเบียนกันเอง ทางผู้ปกครองรัฐจะช่วยอย่างไร ลูกเห็นมานานแล้ว ตั้งแต่จำความได้ หากใครถูกขโมยวัว ขโมยควาย เจ้าของวัวควายและเพื่อนบ้านก็ตามกันเอง จะได้คืนหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ความสามารถและพวกพ้อง เจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองไม่อาจคุ้มรองทรัพย์สินของราษฏรได้”

“เขาก็คงพยายามช่วยอยู่เหมือนกันแหละลูก แต่อาจไม่ทันกาล หรือไม่ทั่วถึงเพราะเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองมีน้อย เราอยู่บ้านนอกทุ่งนา การไป-มาลำบาก ไม่เหมือนในเมืองซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอยู่มาก อาจช่วยได้ทันท่วงทีเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น”

“ไถนาเถอะลูก-อย่าคิดอะไรมากเลย” ชาครสรุปในที่สุด

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [9 ก.ค. 2552 , 08:13:49 น.] ( IP = 58.9.145.65 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สองพ่อลูกไถนาด้วยโค ๒ คู่ตามหลังกันไป เวียนไปมาอยู่ในบริเวณแปลงนานั้น ชาครบอกไม่ให้คิดอะไรมาก แต่โชติมันต์เด็กหนุ่มชาวนาอดคิดไม่ได้ เขาจะคิดไกลเกินไปหรือไม่ เขาคิดถึงชีวิต คิดถึงอนาคต เขาจะต้องมีชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ละหรือ อนาคตของเขามีอะไรดีขึ้นบ้าง เขาควรจะเป็นคนมีอนาคตอันก้าวไกลไปกว่านี้ เขาไม่มีโอกาสที่จะยกระดับตนเองและครอบครัวให้สูงขึ้นอีกแล้วหรือ ถ้ากระนั้นคนที่เป็นลูกชาวนาก็จะต้องเป็นชาวนาอยู่ตลอดไป

เขาคิดต่อไปว่า โอกาสนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องแสวงหาจะให้โอกาสมาเองเหมือนล่องลอยมาโดยนภากาศแล้วตกลงในครอบครัวนั้นยากมาก หากจะมีบ้างก็อาจมีปีละครั้งซึ่งไม่พอแก่ความจำเป็นในครอบครัว อายุเขายังน้อย ชีวิตยังหนุ่มโอกาสเบื้องหน้ายังมีอีกมาก ควรจะเริ่มทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อแสวงหาโอกาสนั้น

เขาจำได้ถึงคำของพระสุชีวะ ซึ่งมาเยี่ยมคุณแม่เสมอ ท่านกล่าวว่าพระบรมศาสดาของท่านตรัสสอนอยู่เสมอว่า

“บุคคลไม่ลุกขึ้นไม่เพียรพยายาม ในกาลที่ควรลุกขึ้น ควรเพียรพยายาม เป็นคนหนุ่ม ยังมีกำลังดี แต่ประกอบด้วยความเกียจคร้าน มีความดำริที่จมลง คือไม่มีความคิดริเริ่ม ย่อมไม่พบทางแห่งปัญญา

“บุคคลไม่รีบประพฤติพรหมจรรย์ ไม่รีบขวนขวาย ให้ได้ทรัพย์ตั้งแต่ยังหนุ่ม ย่อมจะซบเซาเศร้าโศกในภายหลัง เหมือนนกกระเรียนแก่ตกในปลักที่สิ้นปลา”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [9 ก.ค. 2552 , 08:16:50 น.] ( IP = 58.9.145.65 : : )


  สลักธรรม 2

พรหมจรรย์คืออะไร โชติมันต์ไม่สู้เข้าใจนัก แต่ข้อความนอกจากนั้นเขาเข้าใจโดยตลอด ทำให้เขามีความตั้งใจเสมอมาว่าเขาควรมีความเพียรพยายามเขายังหนุ่ม กำลังยังดี และควรรีบหาทรัพย์เสียตั้งแต่ยังหนุ่ม มิฉะนั้นจะต้องเศร้าโศกซบเซาในภายหลัง

อายุเขาเพียง ๑๗ ปีก็จริง แต่ก็ได้เห็นตัวอย่างคนแก่ที่ยากจน ไม่มีใครเลี้ยงมาหลายคนแล้ว คนเหล่านั้นต้องลำบากเพียงไร ชาวนาในเมืองของเขา แม้จะต้องออกแรงในการงานมากที่สุด ต้องกรำแดดกรำฝน บุกโคลนแช่น้ำมากที่สุด แต่ค่าแรงน้อยเกินไป ผลได้เพียงแต่มีข้าวกินไปวันๆ เท่านั้น มาตรฐานการครองชีพไม่มีอะไรดีขึ้น บรรพบุรุษเคยอยู่กันมาอย่างไรก็อยู่กันไปอย่างนั้น

นอกจากนี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาถูกเหยียดว่าเป็นคนชั้นต่ำ ทั้งๆ ที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองต้องอาศัยเลี้ยงปากเลี้ยงท้องจากหยาดเหงื่อแรงงานของเขา

โชติมันต์เกิดในวรรณะไวศยะ-วรรณะที่ต้องอาศัยแรงงานต้องทำงานด้วยกำลังกายหรือการค้า มันสมองของคนวรรณะไวศยะไม่มีหรืออย่างไร จึงไม่อาจทำให้ชีวิตกระเตื้องขึ้น

คนวรรณะอื่นเป็นต้นว่า กษัตริย์ พราหมณ์ เป็นคนมีมันสมองเลิศไปทุกคนละหรือ? แต่โอกาสของคนเหล่านั้นดูช่างมากมายเสียเหลือเกิน

เขาทราบจากคำของคุณแม่ว่า เพราะเหตุไรคุณแม่จึงเลื่อมใส พระพุทธศาสนาอย่างฝังจิตฝังใจ ในหลายๆ อย่างซึ่งเป็นคุณลักษณะของพระพุทธศาสนา มีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลดูดดึงจิตใจของคุณแม่ได้มาก นั่นคือคำสอนเรื่องการไม่ให้ความสำคัญแก่วรรณะของคน แต่ให้ความสำคัญแก่การกระทำของคน เมื่อทำดีย่อมเป็นคนดี ทำชั่วย่อมเป็นคนชั่ว การกระทำเท่านั้นเป็นสิ่งแบ่งคนว่าเป็นคนดีหรือเลว วรรณะไม่สำคัญ ชาติ ตระกูลไม่สำคัญ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [9 ก.ค. 2552 , 08:20:51 น.] ( IP = 58.9.145.65 : : )


  สลักธรรม 3

พระอาทิตย์โคจรขึ้นกึ่งกลางฟ้าฟากตะวันออก แสดงว่าสายมากแล้ว อีกครึ่งเวลาก็จะเที่ยงพอดี ซึ่งเป็นเวลาที่เขาจะเลิกการไถได้วันหนึ่ง โชติมันต์และบิดาก็หยุดพัก เพื่อให้โคได้พักด้วย ปลดแอก และไถออกชั่วคราว เอาหญ้าและน้ำให้มันกิน มันเป็นเพื่อนทำงานที่ดีที่สุดของชาวนา มันพูดไม่ได้ แต่มันแสดงความชื่นชมหรือความหม่นหมองเป็นเหมือนกัน ใครกรุณาต่อมัน หรือโหดร้ายต่อมันมันก็รู้ สัตว์โลกทุกชนิดไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ดิรัจฉาน ย่อมมีความสำนึกรู้ในความเมตตา หรือทารุณ ในความสุขหรือความทุกข์เสมอกัน เพราะฉะนั้นผู้ปรารถนาความสุขเพื่อตน ควรหรือที่จะปล้นความสุขผู้อื่นสัตว์อื่นโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง

ในขณะนั่งสนทนากับพ่ออยู่นั้น โชติมันต์ได้ถามพ่อขึ้นว่า
“ทำอย่างไรลูกจึงจะเปลี่ยนงานให้ดีขึ้น นอกจากทำนาแล้ว ยังมีงานอะไรอีกบ้างที่พอจะทำได้?”

“งานทุกอย่างต้องอาศัยความรู้นะลูก จะทำงานอะไร ต้องมีความรู้ในทางนั้น ลูกมีความรู้ทางใดบ้าง นอกจากความรู้ในการทำนา?”

“เวลานี้ยังไม่มี แต่ไม่มีทางที่จะรู้เลยหรือ-พ่อ”

“มีซิลูก ลูกอยากรู้อะไรก็ต้องเรียน เมื่อเรียนมีความรู้แล้วก็สามารถทำงานในด้านนั้นๆ ได้ ลูกชอบเรียนอะไรล่ะ?”

โชติมันต์นิ่งตรอง – ตรองถึงความรู้ที่ตนชอบเรียนว่าจะเรียนอะไรดี ส่วนชาครก็ตรองเหมือนกัน แต่ตรองถึงค่าใช้จ่ายในการเรียนของลูก หากลูกจะเรียนขึ้นมาจริงๆ เขาจะเอาทุนที่ไหนให้ลูกเรียน ความยากจนเป็นอุปสรรคในการศึกษา ในความสุข และในการนำตนไปสู่ความก้าวหน้า คนมีจิตใจเข้มแข็งจริงๆ เท่านั้นจึงจะเอาชนะอุปสรรคดังกล่าว นำตนไปสู่จุดมุ่งหมายที่ประสงค์ได้ อนึ่งความยากจน มักเป็นสะพานทอดไปสู่การถูกเหยียดหยาม ความลำเค็ญ และในที่สุดก็คือความตายเพราะอดอาหาร
“วิชาการปกครอง-พ่อ”
ในที่สุดโชติมันต์พูดขึ้น

“วิชาปกครอง!!” ชาครทวนคำ ตกตะลึงต่อข้อเสนอของลูก

“ใช่ครับ-พ่อ” โชติมันต์ยืนยัน

“ลูกจะเอาไปปกครองใคร?”

“ปกครองคนซิ-พ่อ” โชติมันต์ตอบแข็งขัน “ลูกจะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้อยู่ใต้ปกครอง จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่คนยากจน พวกเราถูกปกครองมานานแล้ว พวกเราไม่เคยได้ปกครองผู้อื่นเลย และผู้ที่มาปกครองเรานอกจากพระราชาแล้ว ลูกไม่เห็นใครหวังดีกับพวกเราจริงจัง เขามุ่งแต่ประโยชน์ของเขา”

“แม้จะเรียนมา พ่อว่าโอกาสจะไม่มี ลูกจะไม่พบโอกาสเช่นนั้น”

“เมื่อมีความรู้อยู่ มีความตั้งใจจริง และความตั้งใจนั้นเป็นความตั้งใจที่ดี ลูกคิดว่าน่าจะต้องมีโอกาสเข้าสักวันหนึ่ง”

ชาครคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำทำนองนี้จากลูกชายวัย ๑๗ ของตน ลูกชายซึ่งไม่เคยได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรมาก นอกจากพออ่านออกเขียนได้ และทำนามาแต่เล็กแต่น้อย

แต่ชาครอาจลืมนึกไปว่า หนามแหลมใครเล่าเป็นคนเสี้ยม พริกเผ็ดใครเล่าทำให้เผ็ด ขนุนหวานใครเล่าทำให้หวาน และเสดาขม ใครเป็นคนทำให้ขม ล้วนแต่เป็นธรรมชาติของมันเองทั้งสิ้น บางคนอาจมีภูมิปัญญาดีมาแต่กำเนิด จึงสามารถแสดงภูมิปัญญา และความรู้สึกอันสูงตั้งแต่อายุน้อย

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [9 ก.ค. 2552 , 08:27:36 น.] ( IP = 58.9.145.65 : : )


  สลักธรรม 4

ขณะนั้น สองพ่อลูกมองไปเบื้องหน้า เห็นจุดดำเล็กๆ สองจุดกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา-ใกล้เข้ามา เมื่ออยู่ในระยะประมาณ ๕ เส้น จึงเห็นชัดว่าเป็นม้าคู่กำลังควบมาและมุ่งตรงมาทางเขาทั้งสอง ชายสองคนบนหลังม้าท่าทางบึกบึนเขาชะลอฝีเท้าม้าให้ช้าลง เมื่อผ่านหน้าสองพ่อลูกเขาได้ทิ้งวัตถุสีขาวลงมาแล้ววิ่งม้าเลยไป

โชติมันต์หยิบขึ้นมาคลี่อ่าน

“ปีนี้ทางราชการขอเก็บส่วยเพิ่มขึ้นจาก ๒ ส่วนเป็น ๕ ส่วน ขอให้ทราบล่วงหน้าไว้ก่อน เพื่อมีเจ้าหน้าที่มาเก็บจะได้มอบให้ได้ทันที”

โชติมันต์อ่านแล้วส่งให้พ่อ ยืนมองดูพ่ออ่านแล้วนัยน์ตาของเขาลดลงต่ำ ครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นมองพ่อ เห็นสีหน้าพ่อเศร้าสลด ทำปากขมุบขมิบแล้วส่งหนังสือนั้นคืนให้ผู้เป็นลูก

“เห็นไหม-พ่อ?” โชติมันต์กล่าว “เขาเก็บส่วยเรามากขึ้นๆ แต่สิ่งที่กลับคืนมายังเรามีอะไรบ้าง เราเคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่รู้กี่ชั่วคนมาแล้ว”

ชาครไม่ตอบ เดินดุ่มลงไปจับวัวเข้าเทียมไถ โชติมันต์จึงต้องเดินตามไปด้วย

ที่หลังบ้าน....กัญจนาและกวินีกำลังซ้อมข้าวเปลือก สองพี่น้องซ้อมข้าวไป พลางสนทนากันไปพลาง เรื่องที่สนทนากันเป็นเรื่องที่จะนำข้าวสารไปช่วยในงานแต่งงานของเพื่อนบ้านเดือนนี้มีสองราย รายหนึ่งเป็นเพื่อนบ้านชายและอีกรายหนึ่งเป็นเพื่อนบ้านหญิง

“ตาปนีเขาเป็นคนสวยนะ พี่นะ” กวินีเอ่ยขึ้น เธอหมายถึงเพื่อนสาวที่จะเข้าพิธีสมรสในเร็ววันและเธอจะนำข้าวสารไปช่วยในการเลี้ยงแขก

“สวย” กัญจนารับ “แต่รู้สึกจะอารมณ์ร้อน โกรธง่ายและไม่ยอมลงใคร”

คำว่า “แต่” มันออกจากปากสตรีเสมอเมื่อได้ยินใครชมสตรีว่า “สวย” หรือ “ฉลาด” เธอมักจะยอมรับและต่อด้วยคำ “แต่ว่า” เสมอ นั่นคือการมองเห็นข้อบกพร่องของสตรีอื่นเท่าที่จะพอมองเห็นได้

“กรวิกจะทนต่อความเกรี้ยวกราดของเธอไหวหรือไม่” กัญจนาพูดต่อ “บางทีเธอดุเหมือนเสือ กรวิกเป็นคนติ๋มๆ พูดเสียงค่อย และไม่เคยมีความเห็นอะไรรุนแรง ผิดกับโชติมันต์เป็นหน้ามือ หลังมือ”

“คุณแม่เคยพูดว่า” กวินีผู้น้องพูด “คนเรา-หญิงชายถ้าเป็นคู่ครองกัน เป็นคู่สร้างคู่สมกันมักทำให้อีกฝ่ายหนึ่งดีขึ้นได้ หญิงที่เคยร้าย อาจกลายเป็นดี สงบเรียบร้อยอย่างที่ใครคาดไม่ถึง ถ้าชะตาของชายใดจะได้ภรรยาดี แม้หญิงคนรักของเขาจะไม่ค่อยดีมาก่อน แต่เมื่อมาอยู่กับเขาเข้าก็กลายเป็นคนดีได้ เพราะชะตาเขามีภรรยาดี”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [9 ก.ค. 2552 , 08:33:27 น.] ( IP = 58.9.145.65 : : )


  สลักธรรม 5

“ตรงกันข้าม หากชะตาเขาจะมีภรรยาไม่ดี แม้หญิงนั้นจะดีมาก่อน แต่เมื่อมาอยู่กับเขาเข้าก็กลายเป็นคนร้ายไป ทั้งฝ่ายหญิงก็เหมือนกัน หากชะตาของเธอจะได้สามีดีแล้ว แม้จะเป็นชายที่ไม่สู้ดีนักมาก่อน พอมาอยู่กับเธอเข้าก็เป็นคนดีได้ กลับหน้าเป็นหลังมือกับก่อนแต่งงาน พี่ว่าเรื่องนี้จริงไหม?”

กัญจนาหยุดคิดอยู่หน่อยหนึ่งแล้วพูดว่า

“น้องอ้างคำของคุณแม่ พี่ไม่กล้าออกความเห็นแย้งหรอก คุณแม่มีความรู้อะไรที่ลึกซึ้งเสมอ จริงๆ นะน้อง พี่รู้สึกว่าคุณแม่จะรู้จักชีวิตดีเหลือเกิน และรู้ลึกซึ้งกว่าใครๆ ในละแวกเดียวกับเรา”

“พี่เชื่อคุณแม่หรือเหตุผลของคุณแม่?”

“ทั้งสองอย่างแหละน้อง” กัญจนาตอบ “คุณแม่มีเหตุผลดีเสมอนั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคุณแม่ได้พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ มาก่อนเรา คุณแม่เป็นคนช่างสังเกต ข้อสังเกตของคุณแม่ไม่ค่อยผิด อนึ่ง คุณแม่เป็นผู้เคร่งครัดต่อศาสนา ในศาสนา, คุณแม่บอกว่า, มีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับชีวิตแต่คนส่วนมากไม่ค่อยสนใจ หากใครไปสนใจเข้าก็ติดใจทุกคน ในศาสนามีคำสอนที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตอย่างมากและทำให้เป็นคนฉลาด”

“งานแต่งงานบ้านเรา ในหมู่พวกเรารู้สึกจะฟุ่มเฟือยมากไป พี่ว่าอย่านั้นไหม?” กวินีเปลี่ยนเรื่องสนทนา

“อันนี้ว่าโดยทั่วๆ ไปก็จริงอย่างน้องว่า เราต้องใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็นมากมาย แต่บางคนเขาบอกว่าเป็นผลทางจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางฝ่ายหญิงมักต้องการให้มีพิธีแต่งงานที่ใหญ่โต เพราะเป็นครั้งเดียวในชีวิตจึงต้องการทำอย่างมีหน้ามีตา” กัญจนาตอบ

“หากมีทรัพย์ก็ไม่สู้กระไรนัก” กวินีว่า “แต่ถ้าถึงกับต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาทำก็รู้สึกจะมากเกินไปใช่ไหมพี่?”

“ถูกของน้อง” กัญจนาตอบรับ “หนี้สินนั้นเมื่อมีเข้าแล้วมันเป็นเครื่องหนักอกหนักใจ หากเป็นการลงทุนเพื่อการค้าก็ไม่สู้กระไรนัก แต่ถ้าไปกู้ยืมสินเขามาเพื่อกินเพื่อใช้ หรือเพื่อฟุ่มเฟือยก็ไม่ควร เรื่องทำนองนี้ คุณแม่สอนเราอยู่เสมอ แม้เราจะอยู่อย่างยากจนแต่เรารู้จักเจียมตัว ไม่ใช้จ่ายให้เกินฐานะ เราก็พอมีความสุขได้ หนี้สินเป็นสิ่งทำลายความสุขของครอบครัวประการหนึ่ง”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [9 ก.ค. 2552 , 08:45:41 น.] ( IP = 58.9.145.65 : : )


  สลักธรรม 6

“บางคนบอกว่า” กัญจนาพูดต่อ เมื่อเห็นผู้เป็นน้องยังนิ่งฟังเฉยอยู่ “การแต่งงานที่จัดพิธีใหญ่โตนั้นก็เพื่อเป็นเกียติแก่ฝ่ายหญิง น้องลองนึกถึงหากเราเป็นญาติฝ่ายหญิงบ้าง เราจะต้องการอย่างไร?”

“หากเป็นพี่กัญ คือพี่กัญแต่งงาน น้องก็อยากให้มีพิธีใหญ่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ใหญ่จนเกินไป แต่ให้มีพอสมตัวของเรา และน้องจะเหนื่อยเท่าไรไม่ว่า ยอมทั้งสิ้น, เอ้อ, พี่กัญคะ หากพี่จะมีคนรัก พี่จะเลือกผู้ชายประเภทไหน อย่างไรเป็นคู่ชีวิตคะ?”

“ตอบยาก” กัญจนาพูด

“ความชอบของคนไม่เหมือนกัน คนที่พี่ว่าดี น้องอาจว่าไม่ดีก็ได้ หรือคนที่พี่ว่าไม่ดี น้องอาจว่าดี นานาจิตตัง”

“น้องไม่ได้หมายความอย่างนั้น” กวินีพูดแย้ง “น้อมหมายความว่า ผู้ชายอย่างไรที่พี่กัญพอใจจะแต่งงานด้วย”

“ผู้ชายที่พี่ชอบ คือคนที่เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดริเริ่ม รู้จักตัดสินใจ มีลักษณะเป็นผู้นำของครอบครัว”

“คนอย่างไรคะ ที่เรียกว่า เป็นตัวของตัวเอง?” กวินีถาม
“คือคนที่ไม่พยายามเป็นตัวของใครอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง คนที่รู้จักรับผิดชอบในการทำของตัว และเชื่อมั่นว่าตนเองก็มีดีพอที่จะบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยการกระทำตามแบบของตนเอง ไม่คอยเหลียวหาแต่ตัวอย่างที่คนอื่นเคยทำไว้แล้วเลียนแบบตะบันไปโดยไม่เป็นตัวของตัวเองเสียบ้างเลย”

“แล้วคนที่มีความคิดริเริ่มล่ะคะ?”

“พี่หมายถึงคนที่ไม่ยอมอยู่เพียงในกรอบที่กลุ่มคนในสังคมใดสังคมหนึ่งได้เคยรับปฏิบัติสืบเนื่องกันมาโดยมิได้มีความคิดริเริ่มทำอะไรใหม่เพื่อให้ดีกว่า ประสบความสำเร็จที่สูงกว่า

คนที่มีความคิดริเริ่ม จะต้องเป็นบุคคลที่มีความตั้งใจจะทำอะไรใหม่ให้ดีกว่าที่คนเก่าๆ เคยทำกันมา มิใช่เพียงแต่รักษาของเก่าไว้อย่างเดียว เพราะของที่เก่าแล้วถึงอย่างไรๆ ก็ต้องเสื่อมสลายไปจะคงอยู่ตลอดไปไม่ได้ อย่างน้องโชติมันต์ พี่ชอบ แต่เขาเป็นน้องของเรา น้องโชติมันต์เป็นคนมีความคิดริเริ่มและมีความคิดก้าวหน้า”

“คนรู้จักตัดสินใจล่ะคะ?” กวินีเร่งเร้าให้พี่สาวพูดต่อไป

“คนรู้จักตัดสินใจก็คือคนที่ไม่ลังเลเกินไปเมื่อตรองเห็นอะไรดีอะไรชอบแล้วก็ตัดสินใจทำ แม้จะผิดบ้างก็ยังดีกว่าคนไม่ตัดสินใจทำอะไรเสียเลย เพราะความผิดเป็นบทเรียนและทำให้คนฉลาดขึ้น และเราสามารถทำใหม่ให้ถูกได้ แต่คนไม่ตัดสินใจนั้น ไม่มีทางทำอะไรให้สำเร็จได้เลย มีแต่ปล่อยเวลาให้เสียไปเปล่าๆ จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี”

“ขอโทษเถอะค่ะ พี่” กวินีมองพี่สาวอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “พี่ได้ความรู้ ความคิดเหล่านี้มาจากไหน?”

“คุณแม่ซิน้อง” กัญจนาตอบทันท่วงทีโดยไม่ลังเล “คุณแม่ให้ทุกอย่างแก่เรา สนทนากับคุณแม่บ่อยๆ จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นเสมอ พี่รู้สึกมีความสุขใจที่มีคุณแม่อย่างคุณแม่ของเรา”...

“คุณแม่!” กวินีอุทาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [9 ก.ค. 2552 , 08:53:13 น.] ( IP = 58.9.145.65 : : )


  สลักธรรม 7


โอ้ว่าแม่ แม่จ๋า แม่แม่แม่
อกของแม่ นั้นอุ่น น่าหนุนนอน
ขับบทเพลง เล่าความ ฟังบทกลอน
คลายทุกข์ร้อน สงบเย็น เช่นพระจันทร์ ฯ

โดย Missu [9 ก.ค. 2552 , 17:49:44 น.] ( IP = 124.121.182.30 : : )


  สลักธรรม 8

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.ค. 2552 , 10:48:00 น.] ( IP = 125.27.177.93 : : )


  สลักธรรม 9


ผู้เป็นแม่นั้นย่อมให้ทุกอย่างแก่ลูก แต่ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [27 ก.ค. 2552 , 18:21:31 น.] ( IP = 124.121.179.36 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org