มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตติยปาราชิก1





ตติยปาราชิก ๑


บัดนี้จักทำการวิจัยในตติยปาราชิก สิกขาบทที่ 3 ใน ปาราชิกกัณฑ์ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ ว่า

โย ปน ภิกฺขุ สญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปยฺย สตฺถหารกํ วาสฺส ปริเยเสยฺย มรณวณฺณํ วา สํวณฺเณยฺย มรณาย วา สมาทเปยฺย อมฺโภ ปุริส กึ ตุยฺหิมินา ปาปเกน ทุชฺชีวิเตน มตนฺเต ชีวิตา เสยฺโยติ อิติ จิตฺตมโน จิตฺตสงฺกปฺโป อเนกปริยาเยน มรณวณฺณํ วา สํวณฺเณยฺย มรณาย วา สมาทเปยฺย อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส.

แปลว่า ภิกษุใด จงใจฆ่ามนุษย์ให้ถึงตายหรือแสวงหาเครื่องมือที่จะฆ่ามนุษย์นั้น หรือบรรยายและชักชวนเกี่ยวกับการตายว่า นี่ ! คุณโยม จะมีประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยชีวิตอันทุกข์ทรมานนี้ ท่านตายเสียดีกว่ามีชีวิตอยู่ เธอมีจิตจดจ่อ อยากให้ตายอย่างนี้ บรรยายและชักชวนเกี่ยวกับการตายโดยวิธีการหลากหลายรูปแบบ ก็เป็นอันขาดจากความเป็นพระแล้ว อยู่ร่วมกับพระไม่ได้ ฯ

การฆ่าตัวตาย (SUICIDE) เป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความขัดแย้งต่อบรรทัดฐานในสังคมของหลายประเทศ โดยเฉพาะบทบัญญัติในศาสนาต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงการฆ่าตัวตายว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรในการปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การฆ่าตัวตายจึงจัดเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนประเภทหนึ่ง

ในความรู้สึกของคนทั่วไป ความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่ทุกคนพยายามหลีกหนีหรือชะลอให้มาถึงตัวช้าที่สุด จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของศีลข้อที่หนึ่งคือการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ แต่การฆ่าตัวตายซึ่งนับว่าฝืนกับความรู้สึกสามัญข้างต้นรวมทั้งสวนทางกับสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงพระประสงค์ และยังความรู้สึกต่างๆ แก่ชาวพุทธที่ประพฤติธรรม ค่อนข้างมากทั้งในแง่เห็นใจหรือคัดค้าน กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากทุกที จึงสมควรที่เราจะได้ทำความเข้าใจกับการฆ่าตัวตายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อการรักษาและป้องกันเหตุร้ายนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การฆ่าตัวตาย แม้จะเป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณแต่ก็มิได้มีการศึกษาพฤติกรรมอันสวนทางกับความต้องการอยู่รอดตามธรรมชาตินี้อย่างเป็นระบบมานานพอในวรรณกรรมนิยายหรือประวัติศาสตร์ การทำลายชีวิตตัวเองมักเป็นการแสดงออกถึงความเสียสละให้แก่ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจไม่เป็นเช่นนั้นในชีวิตจริงและเนื่องจากแนวโน้มสังคมในปัจจุบัน มีสถิติการฆ่าตัวตายหรือพยายามกระทำสูงขึ้นทุกที จุดที่เราควรเพ่งเล็งก็คือ เหตุใดคนจึงนิยมฆ่าตัวตายมากขึ้น ผู้อยู่เบื้องหลังมีความสุขยิ่งขึ้นจริงหรือ และเราจะป้องกันฆ่าตัวตายได้อย่างไร (การฆ่าตัวตาย สุมนต์ทิพย์) ฯ

การวินิจฉัยเกี่ยวกับ ตติยปาราชิกนี้ เราจะเห็นคำที่ชาวโลกพูดกันว่าชีวิตใครๆก็รัก อันนี้ก็เป็นกฎธรรมดา แต่ว่าการที่พระภิกษุสงฆ์ท่านฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เกิดความระอาไม่อยากมีชีวิตนั้นก็เพราะว่า นิสัยของมนุษย์นั้นบางทีก็มีความคิดอยากจะตาย อยากจะหนีไปเสียจากความทุกข์ เรามาวิจัยกันในเรื่องนี้ว่าทำไม

ถ้าเราหันกลับไปมองประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา ประมาณ 2552 กว่าปีมาแล้วในครั้งนั้น สมัยที่พระภิกษุมีมาก วันหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ เมืองเวสาลี สมัยนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสแสดงกรรมฐานเกี่ยวกับการเจริญอสุภกรรมฐาน เพื่อให้เกิดความสังเวช และ ปลงได้ในเรื่องของความเที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตและความงามความหลงใหลในร่างกาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงรู้ด้วยว่า การที่วิปากของอกุศลกรรมเกี่ยวกับการทำปาณาติบาตของภิกษุเหล่านั้นตามมาให้ผลพระองค์จะ ห้ามอย่างไรก็คงไม่สามารถ ก็เลยรับสั่งไม่ให้ใครรบกวนนอกจากพระผู้ถวายบิณฑบาตเพียงรูปเดียว พระภิกษุเหล่านั้นก็ ฆ่ากันเองบ้าง ให้เด็กวัดบ้าง ช่วยฆ่า แม้แต่เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่แห่งมารก็มาร่วมด้วยช่วยกันเพื่อที่จะส่งเสริมการฆ่าพระสงฆ์องค์เจ้า ปรากฏว่า เมื่อได้เทวดาฝ่ายมารเข้ามาสนับสนุนเด็กวัดก็มีความเพียร ฆ่าทุกวัน ตั้งแต่ 1-2-3- จนถึง 60 รูป ซึ่งเรียกว่า กว่าจะครบกึ่งเดือน นั้นพระถูกฆ่าตายแทบจะหมดวัด

อันนี้เราก็อาจจะมองกันได้ที่อกุศลวิปากของการที่พระภิกษุเหล่านั้นท่านเคยทำปาณาติบาตมาในอดีตชาติด้วยเมื่อผลของมันตามมาให้ผลแม้จะไม่มีใครฆ่า ก็ฆ่าตัวเองบ้าง แล้วในสมัยนั้นเมื่อไม่มีวินัยที่คอยกำกับไม่ให้พระท่านฆ่าตัวเอง ท่านก็มีความไม่รู้อยู่มาก ก็เลยฆ่ากันสนุกเลย และเมื่อมาฟังอสุภกรรมฐานจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยิ่งเกิดความรังเกียจสะอิดสะเอียน ระอาในร่างกายสังขารยิ่งขึ้นไปอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดย Dokrak [10 ก.ค. 2552 , 15:16:59 น.] ( IP = 124.122.219.31 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ตติยปาราชิก ๒


และเราก็มาตั้งข้อวิจัยโดยการตั้งคำถามขึ้นมาในขอบข่ายที่ว่า Who, Where, What happened, When , Why , and How ? ตามลำดับ

ก่อนอื่นที่เดียวเราก็มาตั้งคำถามว่า Who were in the sutta ?

คำตอบก็จะพึงมีว่า ในเรื่องนี้ก็มี พระเอกอยู่ คือ พระพุทธเจ้า พระอานนท์เถระ เด็กวัดที่ชื่อ มิคลัณฑิกสมนกุตต์ เทวดาที่นับเนื่องอยู่ในฝ่ายแห่งมาร และ พระภิกษุชาวเมืองเวสาลี ประมาณ ๕๐๐ รูป

แล้วก็มาถึงคำถามที่ ๒ ที่ว่า Where was the Lord Buddha residing ?

ซึ่งในข้อนี้ก็ต้องตอบว่าในสมัยนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี

แล้วก็มาถึงคำถามที่ ๓ ที่ว่า What else happened at that time ?

ก็ ต้องตอบว่า เกิดการฆ่าตัวตายของพระภิกษุสงฆ์ชาวกรุงเวสาลี ซึ่งฆ่าตัวเองบ้าง บอกให้คนอื่นฆ่าตัวบ้าง วานให้เด็กวัด ชื่อ มิคลัณฑิกสมณกุตต์ ช่วย ฆ่าบ้างซึ่ง เด็กวัดก็เกิดความไม่สบายใจหลังจากที่ได้เข่นฆ่าพระไปหลายรูปแล้วไปล้างมีดดาบที่แม่น้ำแล้วก็ร้องรำพึงรำพันว่าไม่ใช่ลาภของเราหนอ เราเกิดมาไม่ดี แถมไม่ได้สร้างกรรมดีอะไรเลยในชาตินี้ ยังต้องมาทำบาปคือการฆ่าพระสงฆ์องค์เจ้าอีก ในขณะนั้นเทวดาผู้ที่นับเนื่องในฝ่ายแห่งมารก็เข้ามาสนับสนุนท่าน ว่า เป็นลาภของท่านทีเดียว ท่านได้สร้างกรรมอันดีงามมากมาย ท่านช่วยทำท่านผู้อยากข้ามพ้นจากสงสาร ให้พ้นสงสาร ท่านได้ทำกุศลทำความดีอย่างมากมายหาประมาณมิได้

แล้วก็มาถึงคำถามที่ ๔ ที่ว่า When did the event occur ?

ก็ต้องตอบว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นถ้านับจากยุคเราไปแล้วก็ ๒๕๕๒ ปีล่วงไปแล้ว ซึ่งในสมัย นั้น ก็เป็นระยะเวลายาวนานยังอยู่ในสมัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประมาณ พรรษาที่ ๒๐ หลังจากพระองค์ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

แล้วก็มาถึงคำถามข้อที่ ๕ ว่า Why was it like that ?

ซึ่งเราก็ต้องตอบว่า ที่มันเหตุการณ์เยี่ยงนั้นขึ้นก็เพราะว่า พระพุทธองค์ได้ทรงเทศนาเรื่อง อสุภกรรมฐาน คือกรรมฐานที่แสดงความน่าเกียจ สกปรก โสโครก ของร่างกาย ตั้งแต่ปลายผมไปจนถึงเล็บเท้า หรือ ตั้งแต่ เล็บเท้าไปจนถึงปลายผมช่างหาความงามอะไรมิได้เลย ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่ายินดีปรีดา น่าสะอิด สะเอียด น่ารังเกียจ เสียเหลือเกิน จนท่านเหล่านั้นทนไม่ได้ต้องถึงขนาดนำมีดมาเชือดคอตนเองบ้าง วานให้คนอื่นเชือดบ้าง ซึ่งก็เป็นผลมาจากการพิจารณาร่างกายว่า ไม่สวยไม่งามไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเอง

แล้วก็มาถึงคำถามข้อต่อไปว่า How did the Buddha act to that ?

ก็ต้องตอบว่า พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติในเรื่องนี้ ก็คือ หลังจากออกจากการภาวนาของพระองค์แล้ว ทราบความที่พระภิกษุสงฆ์ ฆ่าตัวตายเองบ้าง ให้ผู้อื่นฆ่าบ้าง เพราะผลมาจากการเจริญอสุภกรรมฐาน พระพุทธองค์เลยตรัสเทศนากรรมฐานข้ออื่นอีก ก็คือข้อที่ว่าด้วยการเจริญอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นกรรมฐานที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ สำหรับผู้ที่ภาวนายิ่งขึ้นไปก็จะทำให้เกิดความระเอียดความประณีตขึ้นไปตามลำดับมีความสุขสงบเย็นยิ่งขึ้นๆๆ และก็ทรงแก้ด้วยการบัญญัติสิกขาบทห้ามพระสงฆ์องค์เจ้า ฆ่าตัวเอง และให้คนอื่นฆ่า ถ้าใครฝืนล่วงละเมิดก็ต้องขาดจากความเป็นพระ ดังที่มาใน พระปาติโมกข์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้ อนึ่ง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น แม้ภิกษุนี้ขาดจากความเป็นพระ หาสังวาสมิได้

ซึ่งก็เป็นการตั้งกฎระเบียบขึ้นใน สังฆมณฑล ซึ่งพระองค์ก็ทรงแสดงอานิสงค์ของการบัญญัติพระวินัยไว้ ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ

๑. เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์
๒. เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์
๓. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก
๔. เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
๕. เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน
๖. เพื่อกำจัดอาสวะจักบังเกิดในอนาคต
๗. เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส
๘. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว
๙. เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
๑๐. เพื่อถือตามพระวินัย

แล้วก็มาถึงคำถามที่ ๗ ว่า What was the conclusion of the sutta ?

ถ้าจะหาผลสรุปจากสิกขาบทข้อนี้ก็ต้องตอบว่า มีผลดีอย่างยิ่งทำให้พระที่เหลือนั้นรับถือ และประพฤติตามกฎวินัยบัญญัติ โดยเคร่งครัดหยุดการฆ่า และการสั่งให้ฆ่าได้อย่างชงัด และหลังจากพระสงฆ์ที่เหลือท่านน้อมนำไปประพฤติก็ทำให้จิตใจผ่องใส สามารถเจริญภาวนา จนบรรลุสำเร็จเป็นพระอรหันต์มากมายในพระพุทธศาสนา

โดย Dokrak [10 ก.ค. 2552 , 17:49:07 น.] ( IP = 61.90.96.71 : : )


  สลักธรรม 2

ตติยปาราชิก 3


ซึ่งเราก็มาหาข้อที่ว่า แล้วสิกขาบทนี้ให้ผลแก่สังคมโลกในยุคปัจจุบันอย่างไร?

เราก็จะเห็นว่า ทำให้รู้ค่าของชีวิตนั้นยิ่งใหญ่ต้องเป็นผู้มีกุศลที่สั่งสมไว้มากจึงจะมาเกิดเป็นผู้เป็นคนได้สมดังพระบาลีว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ แปลว่า การได้เกิดเป็นคนนั้น เป็นสิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญ ทำให้มนุษย์รู้ค่าของความเป็นมนุษย์มากขึ้นและหยุดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายซึ่งยังระบาดแม้ในครั้งพุทธกาลได้อย่างดีเยี่ยม และทำให้มนุษย์ มีความ รู้สึกตัวว่า เรารักสุขเกลียดทุกข์ อยากเป็นอยู่ไม่อยากตายฉันใด บุคคลอื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ อยากเป็นอยู่ไม่อยากตาย ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเราจึงทำตนให้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกและสังวรในข้อนี้ จึงไม่ควร ฆ่าใคร หรือว่า สั่งให้ฆ่า ใคร เลย สมควรที่จะทำนุบำรุงชีวิต ทั้งของตนเองและของคนอื่น ให้เป็นดุจเดียวกัน เพื่อความสันติสุขของจิตใจตนเอง ครอบครัว สังคม และ มวลมนุษยชาติในโลกใบนี้และทั้งจักรวาล โดยไม่มีที่สิ้นสุด ฯ

การฆ่าตัวตายนั้นไม่ใช่มีแต่ครั้งสมัยพุทธกาลเท่านั้น ก่อนพุทธกาล หรือว่าในอนาคตกาลอันยาวไกลอย่างนับประมาณมิได้ การฆ่าตัวตายก็ยังคงจะมีอยู่ในสังคมมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในปัจจุบันเราก็สามารถเห็นพฤติกรรมการฆ่าตัวตายซึ่งมีรายระเอียดดังปรากฏนี้ จาก (*www. sumonthip.com)

สถิติการฆ่าตัวตาย

- ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุด คือ อันดับ 1 ได้แก่ ประเทศฮังการี โดยมีอัตราการฆ่าตัวตายของประชากร คือ 38.6 : 100,000 คน รองลงมาคือ ประเทศศรีลังกา ส่วนประเทศไทย อันดับที่ 26 โดยมีอัตราการฆ่าตัวตายของประชากรคือ ประมาณ 9 : 100,000 คน โดยประชากรที่ฆ่าตัวตายในปัจจุบัน อายุ 15 - 24 ปี มี มากขึ้น

- จังหวัดที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุดในไทย คือ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ระยอง จันทบุรี ประเด็นสำคัญคือ จังหวัดดังกล่าวล้วนแต่เป็นจังหวัดท่องเที่ยง อันอาจมีสาเหตุการฆ่าตัวตายจาก โรคเอดส์

- อาการ หรือ สัญลักษณ์อันตรายของผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย คือ มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย ต่อเนื่อง 2 อาทิตย์ขึ้นไป มีอาการเตือนคนข้างเคียง มีความคิด ไม่อยากอยู่เพราะทรมาน

และก็ผลกระทบของการฆ่าตัวตายที่มีต่อสังคมมีดังต่อไปนี้

ผลกระทบของการฆ่าตัวตาย

1. สูญเสียทรัพยากรบุคคล และเศรษฐกิจของประเทศ

2. สุขภาพจิตของคนใกล้ชิด เพราะอาจเป็นเสมือน ตราบาปในใจของผู้ใกล้ชิดไปตลอดชีวิต

3. เป็นเครื่องบ่งชี้สภาพของสังคม โดยเฉพาะสภาวะความผูกพันของคนในสังคม

โดย Dokrak [10 ก.ค. 2552 , 18:02:11 น.] ( IP = 61.90.96.71 : : )


  สลักธรรม 3

กระบวนการฆ่าตัวตายมีความซับซ้อนทั้งความกว้างและลึก การรอให้เกิดการกระทำขึ้นก่อนแล้ว
จึงค่อยๆบำบัดรักษาโดยไม่ป้องกันตั้งแต่การเริ่มมีแนวคิด ทั้งละเลยไม่ช่วยประคับประคองจิตใจของทั้งผู้กระทำและญาติ หรือโยนความผิดให้กับปัญหาสังคมหรือความเจริญซึ่งดูจะใหญ่เกินแก้แต่เพียงอย่างเดียว น่าจะไม่เพียงพออีกแล้ว ควรที่ชาวพุทธจักร่วมมือกับสังคมป้องกันการลุกลามของกระบวนการนี้ ให้ความรู้คนทั่วไปในการประพฤติปฏิบัติธรรมและกำหนดรู้ถึงคุณค่าของความมีชีวิตสนับสนุนให้สถาบันครอบครัวมีความใกล้ชิดแน่นแฟ้นมากขึ้นเพื่อเป็นที่พึ่งแก่สมาชิกคนใดคนหนึ่งที่อาจรู้สึกหมดหวัง

สร้างทัศนคติของชาวพุทธทั่วไปให้มองการฆ่าตัวตายว่าเป็นวิธีของคนที่ไร้ความคิดและเป็นบาป ที่ให้เกิดโทษกับเจ้าของชีวิตทั้งในชาตินี้และชาติหน้าและเป็นการสั่งสมความขี้ขลาดหวาดกลัวขึ้นในอุปนิสัยต่อไปในอนาคตชาติ และเป็นภัยต่อสังคมเพราะคนที่ฆ่าตัวตายได้ก็ย่อมไม่ปลอดภัยสำหรับชีวิตของผู้อื่นที่อยู่ใกล้เพราะว่าแม้แต่ตัวเองยังฆ่าได้แล้วจะนับประสาอะไรกับคนอื่นเล่า

ชาวพุทธควรใช้หลักพุทธธรรม สามารถเป็นผู้ให้คำปรึกษาเบื้องต้นได้ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ฆ่าตัวตาย ได้วนเวียนไปพบเพื่อนหรือ คนรอบข้าง และเปรยคำว่า อยากตาย หรือ ฆ่าตัวตาย ก่อนลงมือกระทำราว 1-2 สัปดาห์ ทั้งควรสร้างค่านิยมที่ถูกต้องต่อกระบวนการนี้ว่าไม่ใช่เป็นวิธีน่าเทิดทูน เสียสละ ทันสมัย หรือใช้มาต่อรองสิ่งใดอีกต่อไป แล้วประเทศชาติจะมีคนที่สามารถอยู่สร้างประโยชน์มากขึ้นได้ปีละหลายพันคน

และเราก็ควรตระหนักด้วยว่า ทุกชีวิตนั้นมีสิทธิ มีค่าแห่งชีวิตที่ยิ่งใหญ่ควรที่จะ ทนุถนอมดูแลรักษาไว้ ไม่ควรที่จะคิดทำลายชีวิตเลย ทุกคน มีเสรีภาพแห่งความเป็นคนเท่ากัน เมื่อเราได้สร้างความดีก็ได้ชื่อว่า เป็นคนดี เมื่อได้สร้างความชั่วก็ได้ชื่อว่าเป็นคนชั่ว เพราะฉะนั้น กรรมนั้นจึงลิขิตชีวิตคนให้ยืดยาว หรือ ให้สั้น ตามอำนาจของกรรมที่บุคคลนั้นๆกระทำมานั่นเอง ไม่ควรเลยที่มนุษย์จะฆ่ามนุษย์ด้วยกัน หรือว่าสัตว์อื่นเพราะทุกสรรพสัตว์ล้วนก็มีความรักตัวกลัวตายเสมอเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นผู้ที่รักตนจึงไม่ควรที่จะเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือนร้อนด้วยความหวาดกลัวหรือด้วยความตายเลย สมกับพระดำรัส ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ใน ขุททกนิกายชาดก ในสุตตันตปิฏก เป็นคาถาที่ 129 ในทัณฑวรรคว่า

สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส
สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา
น หเนยฺย น ฆาตเวฯ

แปลเป็นใจความว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ย่อมสดุ้งต่อการที่จะถูกเบียดเบียน
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ย่อมหวาดกลัว ต่อความตายบุคคลทำตนให้เป็นอุปมาดังนี้แล้ว
จึงไม่ควรเลย ที่จะฆ่าใคร หรือ สั่งให้ใคร ทั้งหมดทั้งสิ้น ฯ

ซึ่งคาถานี้ก็มีใจความที่ลึกซึ้งมากถ้าเราจะมองก็จะเห็นว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นทรงสอนให้เราอยู่ด้วยกันด้วยความเมตตา มีมิตรจิตมิตรใจสนับสนุนกันและกัน ในการที่จะสรรสร้างความดีและในการที่จะให้การอยู่ร่วมกันในสังคมโลก ทั้งต้องช่วยกันเติมกลิ่นอายของศีลธรรมความเมตตา ปรารถนาดี กรุณา สงสารกันและกัน และมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันเพราะว่าทุกชีวิตนั้นต่างก็รักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ผู้ที่รักตนจึงไม่ควรที่จะเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นโลกจึงจะมีความสุขและมีความปลอดภัย มีความสันติภาพ ให้แก่มวลมนุษยชาติ ตลอดกาลปาวสาน ฯ

จบตติยปาราชิกกัณฑ์

โดย Dokrak [10 ก.ค. 2552 , 18:05:40 น.] ( IP = 61.90.96.71 : : )


  สลักธรรม 4

ขอร่วมเพิ่มเติมเนื้อความ

จากพระไตรปิฎกฉบับประชาชน http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/prawinai/1.4.html

(อรรถกถาตั้งคำถามว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงทราบหรือว่า พระเหล่านั้นจะฆ่าตัวตาย หรือจ้างเขาฆ่าแล้ว เฉลยว่า ทรงทราบ เพราะภิกษุนั้นในชาติก่อนเคยเป็นพรานล่าเนื้อ ฆ่าเนื้อมาตลอดชีวิต เป็นเรื่องของการใช้กรรมที่ไม่มีใครจะแก้ไขได้ พระองค์จึงทรงหลีกเร้นเสียตลอดกึ่งเดือน เรื่องของการใช้กรรม ถ้าไม่ตายอย่างนี้ ก็ต้องตายอย่างอื่น)

จากพระไตรปิฎก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=1&A=7436&w=ตติยปาราชิกสิกขาบท

ประวัติพระอุบาลีเถระ ผู้ชี้แจงเกี่ยวกับข้อบัญญัติพระวินัย http://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-ubalee.htm

โดย ศาลาธรรม [10 ก.ค. 2552 , 18:09:50 น.] ( IP = 61.90.96.71 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบคุณพี่ดอกแก้ว ขอบคุณ ศาลาธรรม ที่ช่วยเพิ่มงานวิจัยให้สมบูรณ์ครับ ขอบคุณครับ จะได้ส่งงาน ป เอก ขอบคุณสำหรับการเติมเต็ม ขอบคุณสำหรับทีว่าง ทำนานยังไม่บริบูรณ์ ขอบคุณ ล้านครั้งล้านครา ขอให้แตกฉานในนิรุตติปฏิสัมภิทา มีปัญญา ในด้านภาษาศาสตร์ ทุกภพชาติสิ้นอสงไขยเวลาเทอญ

โดย Dokrak [10 ก.ค. 2552 , 18:56:40 น.] ( IP = 124.122.219.31 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org