มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะปฎิสันถาร




ทำไมคนไทยจึงขี้โกง?
ธรรมะปฏิสันถาร
พระราชวิจิตรปฏิภาณ



สาเหตุที่ 1 คนไทยที่เกิดมายากจน บางตระกูลถูกกดขี่ ดูถูก รังเกียจจากสังคมของคนมีเงิน แม้แต่จะรักผู้หญิงที่ถูกชาติตระกูลของฝ่ายหญิงดูถูก (ดูจากนิยายตั้งแต่โบร่ำโบราณ) ก็เลยอาจต้องปล้นเงินมาเพื่อการแต่งงาน หรือมีการฉุดผู้หญิงไปเป็นเมีย การฉุดผู้หญิงไปเป็นเมีย การฉุดผู้หญิงเป็นลักษณะแห่งการฉ้อโกงที่ถูกพ่อแม่ฝ่ายหญิงกดดัน หรือถูกตัวผู้หญิงเองดูถูกเหยียดหยาม เช่น “คนอย่างแกน่ะเรอะ... ชาตินี้ไม่มีวันที่จะได้เห็นขาอ่อนฉันหร๊อก” คำอย่างนี้นั้นแหละที่ทำให้ต้องปล้นสวาท

เสียงผู้ชายที่ถูกดูถูกพูดกับเพื่อนๆ ด้วยความเจ็บแค้น... “ดูถูกกูนัก เอาเถอะแล้วจะได้เห็นดีกันอย่าว่าแต่เห็นขาอ่อนเลย กูจะต้องเห็นขนอ่อนให้ได้” ...แล้วก็มีการดักฉุดกันเอาไปทำเป็นเมีย

สาเหตุที่ 2 เรื่องของคนจนนี่แหละ แต่คนจนทะเยอทะยาน เหตุเพราะเห็นคนรวยมีความสุข คนจนที่ทะเยอทะยาน ไม่มีอาชีพการงาน แต่อยากมีเงิน จึงเกิดการลักเล็กขโมยน้อย จนถึงการจี้ ปล้น

สาเหตุที่ 3 สังคมไทยชื่นชมความมั่งมีด้วยการอวดวัตถุ เช่น บ้าน รถยนต์ กระเป๋าถือ เครื่องประดับ ได้นำมาชื่นชมกันปัจจุบันอย่างออกหน้าออกตา แม้แต่ในละครโทรทัศน์ก็ไม่มีสภาพบ้านไร่ปลายนาให้เห็น เด็กรุ่นใหม่ถูกปลูกฝังให้เป็นผู้เอาอย่างโดยไม่รู้เหตุผล เมื่อโตขึ้นมาจึงมีคำพูดในใจว่า “ต้องรวย” แหละแล้วเมื่อโอกาสที่จะได้เงินมาถึงด้วยการกินตามน้ำหรือฉ้อโกง พวกเขาจึงฉวยโอกาสนั้น

สาเหตุที่ 4 การอยากได้เกียรติจากสังคมในการออกงานสังคม จึงทำให้คนในชุมชนตะเกียกตะกายเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น (ทั้งๆ ที่ท้องแห้ง) ด้วยหวังจะได้รับเชิญไปในงานศพ บวช แต่ง หรือมีโอกาสเบียดไหล่ใกล้ชิดกับนักการเมือง ระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ เมื่อความต้องการซุกซ่อนอยู่ในใจเช่นนี้จึงซื้อสิทธิ การซื้อสิทธินำมาสู่การถอนทุน และเมื่อเป็นนักการเมืองท้องถิ่นทุจริตได้สำเร็จก็ผันตัวเองมาสู่การเมืองระดับจังหวัดจนถึงระดับชาติ โครงกิน จึงถูกสร้างเป็น โครงการ สุมหัวกันในระดับชาติ นำเสนอเป็นงบประมาณ ครั้นเมื่อโกงกินสำเร็จก็พากันดีอกดีใจเฉลิมฉลองกันด้วยเหล้ายาปลาปิ้ง แล้วก็เกิดความเชี่ยวชาญในการทำโครงกินระดับชาติต่อๆ ไป

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [10 ก.ค. 2552 , 22:03:17 น.] ( IP = 58.8.49.225 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สาเหตุที่ 5 การเอาอย่างหรือประชดของคนรุ่นหลัง เพราะเห็นนักการเมืองรุ่นพ่อ รุ่นพี่โกงกินโดยไม่ห่วงใยสังคมประเทศชาติ คนรุ่นหลังก็คิดว่า “บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียวเมื่อไหร่ เมื่อพวกมันโกงกินได้ เราจะรักษาความสุจริตอยู่คนเดียวหาหอกทำไม มันโกงได้เราก็โกงได้” ด้วยเหตุนี้อีกประการหนึ่งที่ “คนดีไม่เกิด คนประเสริฐไม่มี พวกกาลีเต็มบ้านเมือง”

สาเหตุที่ 6 เป็นสาเหตุระหว่างนักธุรกิจ กับระบบราชการ ที่มีการกีดกันผู้ประกอบธุรกิจ แต่ถ้าจะให้ธุรกิจหรือระเบียบต่างๆ ดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างรวดเร็ว ทันเวลา นักธุรกิจก็จำเป็นต้องจ่ายให้แก่ข้าราชการนั้นๆ

สาเหตุที่ 7 เป็นที่รู้กันว่าข้าราชการระดับชาติทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ได้รวมหัวกันแสวงหาผลประโยชน์ จึงร่วมกันโกงกิน ข้าราชการประจำได้ตำแหน่งและผลประโยชน์ ส่วนข้าราชการการเมืองเอาผลประโยชน์อันเกิดจากข้าราชการประจำเอื้ออำนวยหรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่

สาเหตุที่ 8 การรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่ไม่ต้องการเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น ภาษีโรงเรือน ภาษีการประกอบการทุจริต จึงอาศัยการให้สินบนแก่ข้าราชการประจำ บางแห่งนั้นถึงขนาดเจ้าหน้าที่ฝ่ายภาษีมานั่งทำงานด้านการหลบเลี่ยงภาษีให้แก่เจ้าของธุรกิจเสียเอง หรือไม่ก็...นายท่านใช้ให้มาทำให้...

สาเหตุที่ 9 การที่ข้าราชการทั้งที่อยู่ในตำแหน่งหรือเกษียณแล้วประกอบธุรกิจผิดกฏหมายร่วมกันแล้วนำผลประโยชน์จากธุรกิจนั้นมาแบ่งปันกัน แล้วจะไปจับมือใครดม เพราะต่างคนต่างมือมีแผลกันเน่าเฟะทั้งหมด ธุรกิจเถื่อนจึงเกลื่อนประเทศไทย ภาษีจากธุรกิจเถื่อนนั้นเกือบครึ่งของภาษีที่เก็บได้ที่เดียวแหละ

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [10 ก.ค. 2552 , 22:06:42 น.] ( IP = 58.8.49.225 : : )


  สลักธรรม 2

สาเหตุที่ 10 เกิดจากระบบการศึกษา สาเหตุนี้เป็นตัวปลูกฝังที่เลวร้ายที่สุดของประเทศไทยเลยทีเดียว จงอย่าได้มองข้ามสาเหตุหลักที่แท้จริงอันจะนำไปสู่การทุจริตที่ขยายวงกว้าง และกลายเป็นปัญหาการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมากกว่าทุกประเทศในโลก

ทำไมจึงกล่าวว่าระบบการศึกษาเป็นตัวปลูกฝัง เราก็ลองดูซิ...นับตั้งแต่ลูกหลานเรียนโรงเรียนระดับอนุบาล พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็ช่วยลูกหลานทำการบ้านการฝีมือ เมื่อนำการบ้านไปส่งครูๆ ก็ให้คะแนน หากจะถามว่าคะแนนที่ได้นั้นเป็นคะแนนของเด็กหรือของพ่อแม่ ก็ต้องตอบว่าเป็นคะแนนของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย จึงพบว่าเมื่อพ่อแม่เปิดสมุดงานของลูกหลานดู เมื่อเห็นคะแนนสูงก็แสดงอาการดีใจ ทำไมจึงดีใจ เอ้า...ก็เพราะตนเองเป็นคนทำ ส่วนลูกหลานมันมีอาการเฉยๆ เพราะมันรู้ว่ามันไม่ได้ทำ บางทีลูกหลานไม่ดีใจ พ่อแม่ปู่ยาตายายกลับดุตวาดเอาด้วย เด็กมันก็ถูกปลูกฝังให้ดีใจกับการโกหกครู แล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกบ้านนะ ยกเว้นบ้านที่พ่อแม่ไม่ค่อยรู้หนังสือ กลายเป็นเด็กสุจริต สมุดรายงานผลการเรียนก็เป็นสมุดฉ้อฉลซึ่งต้องนำไปสมัครเรียน สมัครงาน คราวนี้เมื่อไม่มีความรู้ที่แท้จริง กับไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร เรื่องก็เลยตามเลย

หันมาดูระบบการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา รวมถึง ปวช. และ ปวส. การที่สอบแบบปรนัยนั้นเป็นอันตราย ต่อระบบการศึกษาเหลือเกินเด็กไม่น้อยกว่า 70 % ของชาติมีพฤติกรรม 3 อย่าง คือ “เดาทุจริต พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการสอบ” เด็กพวกนี้ครั้นเมื่อได้คะแนนแล้วก็พากันตื่นเต้นดีอกดีใจต่อคะแนนอันชั่วร้ายนั้น แล้วก็พกพาคะแนนอันชั่วร้ายที่ตนเองดีใจนักหนาติดตัวไปโดยไร้ความสามารถ ครั้นเมื่อจะสอบเลื่อนชั้นเรียนก็ต้อง “ทำทุจริตซ้ำ” เมื่อเข้าสมัครงานที่ต้องมีการสอบ จึงมีระบบจ้าง ทุจริต แม้แต่สอนนายสิบตำรวจก็จ้างกัน 2 แสนบาทขึ้นไป เมื่อทำงานแล้วเกิดอะไรขึ้นเล่า? สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คลุกเคลีย เลียเท้า วิ่งเข้าหา อิจฉา ฆ่าคนมีความสามารถทิ้ง”

ระบบการศึกษาแบบปรนัย นับเป็นความสั่งสมคนด้อยความสามารถให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง รวมถึงระบบทำรายงานด้วยคอมพ์หรือทำรายงานกลุ่มที่เด็กทั้งหลายมิได้ทำด้วยตนเอง ใครรวย ใครเกเรก็จ้างและข่มขู่เพื่อนร่วมชั้นให้ทำให้ทำแทนได้คะแนนมาก็ดีใจ โดยหารู้ไม่ว่า “เขาเองจะต้องกลายเป็นผู้ฉ้อฉล ปล้นตำแหน่งปล้นชาติ” ในวันข้างหน้า

ไม่มีเวลาที่จะพูดมากนัก แต่ก็ตั้งใจว่าวันหนึ่งจะต้องสัมมนานักการศึกษาให้เปลี่ยนระบบให้ได้ ต้องเช่าเวลาสถานีโทรทัศน์สัก 3 ชั่วโมง พูดมันให้ถึงพริกถึงขิง แต่ก็เชื่อว่าถ้ามีการสัมมนา พวกนักการศึกษารัฐมนตรีก็คงไม่มาฟังก็ตั้งใจว่า “พูดคนเดียวก็ได้” พูดให้พวกเขารู้ว่าถ้าไม่เปลี่ยนระบบการศึกษาของไทยใน 6-7 หลักการ ระบบการศึกษาจึงเป็นแหล่งผลิตคนกะล่อน ปลิ้นปล้อน คนทุจริต และฆาตกรให้แก่เมืองไทย

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [10 ก.ค. 2552 , 22:09:23 น.] ( IP = 58.8.49.225 : : )


  สลักธรรม 3

สาเหตุที่ 10 นี้แหละ จะมีผลกลับไปสู่สาเหตุ 9 ประการข้างต้น ซึ่งนับวันจะเพิ่มปัญหาความยุ่งยากแก่บ้านเมือง และนำความหายนะมาสู่ทุกคน อาตมารังเกียจการศึกษาแบบ “คะแนนเป็นใหญ่ ไม่ใส่ใจความรู้ความสามารถ และไม่เปิดโอกาสให้บุคคลแสดงความรู้ที่แท้จริง ความชอบในสิ่งที่เขาอยากเป็น

” ขอยืนยันว่า ...ความภูมิใจสูงสุดในชีวิตกับการศึกษาคือการจบ ป.4 และการสอบได้เป็นมหาเปรียญ ถึงแม้จะได้แค่ประโยค 5 ก็ภูมิใจ” และที่ไม่เรียนปริญญาตรี โท เอก ก็เพราะเห็นระบบการศึกษาที่เลวร้าย แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าหยุดแสวงหาความรู้ อยากเรียนจบนิติศาสตร์ก็จบได้ภายใน 2 เดือน คือ ไปซื้อหนังสือ ปี1-ปี4 มาอ่านเฉพาะวิชา อยากจบนิเทศ ก็ซื้อวิชานิเทศปี 1-4 มาอ่าน แน่ละ...การหาความรู้อย่างนี้ย่อมไม่มีดีกรีพ่วงท้าย ก็ไม่เห็นจะต้องอายใคร ไม่อยากหลอกตัวเอง ไม่อยากโกหกคนอื่นตลอดชีวิตว่าเป็นบัณฑิต ดอกเตอร์บางทีตายไปแล้วประวัติทางการศึกษาจะกลายเป็น “ผีหลอกคนรุ่นหลัง หลอกให้พวกเขากราบไหว้บูชาในสิ่งจอมปลอม”

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [10 ก.ค. 2552 , 22:14:48 น.] ( IP = 58.8.49.225 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org