| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ร่มธรรม (๗)
ปัญญารัตนะ
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ
ตอนที่ผ่านมา
เมื่อทุกคนเงียบอยู่ ราเมศร์จึงกล่าวต่อไปว่าเรื่องอื่นเกี่ยวกับท่านบัณฑิตผู้นี้ยังมีอีก คือเรื่องโค
ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม ไปซื้อโคมาจากบ้านอื่นเพื่อไถนาในหน้าฝนที่จะมาถึงเข้า วันหนึ่งเลี้ยงโคอยู่นั่งบนหลังโค รู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลียจึงลงนั่งที่ใต้ต้นไม้ แล้วหลับไป
โจรคนหนึ่งมาพาโคหนีไป เจ้าของตื่นขึ้นไม่เห็นโค จึงออกติดตามไปทันกันเข้าขอโคคืน แต่โจรไม่ยอมให้ อ้างว่าเป็นโคของตน เถียงกันไป จนถึงศาลาของมโหสถ ท่านมโหสถจึงชำระความ
ท่านถามโจรก่อนว่า ที่ท่านอ้างว่าโคนี้เป็นของท่าน ท่านเลี้ยงมันมานั้น ท่านเลี้ยงมันด้วยอะไร?
โจรตอบว่า ข้าพเจ้าให้โคกินยาคู งา แป้ง และขนมกุมมาส
ท่านให้โคกินอะไร? ท่านมโหสถถามเจ้าของโค
เจ้าของโคตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นคนยากจน ไม่อาจให้ยาคูเป็นต้นแก่โคได้ ข้าพเจ้าให้โคกินหญ้านั่นเอง
ท่านมโหสถ จึงให้คนของท่านนำถาดมาแล้วให้นำใบประยงค์มาตำในครก ขยำด้วยน้ำให้โคดื่ม โคก็อาเจียนออกมาเป็นหญ้า ท่านมโหสถแสดงเรื่องนั้นแก่มหาชนแล้วชี้ว่า ผู้นี้เป็นโจร ส่วนผู้นี้เป็นเจ้าของโค
บริวารของท่านมโหสถเกิดเกลียดชังบุรุษผู้เป็นโจร จึงช่วยกันทุบตีจบบอบช้ำ ท่านบัณฑิตจึงให้โอวาทสั่งสอนโจรนั้นว่า กรรมอย่างนี้ไม่เพียงแต่จะให้ความทุกข์ในปัจจุบันเท่านั้น แต่จะต้องส่งผลให้ท่านเสวยทุกข์ใหญ่ในอบายอีกด้วย เพราะฉะนั้นจงงดเว้นให้เด็ดขาดแล้วให้โจรรับศีล ๕ นี่คือความเฉียบแหลมของท่านมโหสถ
อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับบุตร มีหญิงคนหนึ่งพาบุตรไปยังสระโบกขรณีของท่านมโหสถเพื่อล้างหน้า ให้บุตรอาบน้ำแล้ววางไว้บนผ้าอ้อม ตนเองล้างหน้าอยู่ มีหญิงอีกคนหนึ่งเล่ากันว่าเป็นยักษินี (คงหมายถึงคนใจร้าย) มาเห็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดูก็ถามว่า
เด็กนี้เป็นบุตรของเธอหรือ?
ใช่ค่ะ มารดาของเด็กตอบ
น่ารักจังเลย ฉันขออุ้มให้กินนมหน่อยนะ
เมื่อมารดาของเด็กอนุญาตแล้ว เธอก็ทำทีเป็นอุ้มด้วยความรักให้ดื่มนม แล้วพาหนีไป หญิงผู้เป็นมารดารู้ดังนั้นจึงวิ่งตามไปทวงขอบุตรคืน แต่ยักษินีไม่ยอมให้อ้างว่าเป็นบุตรของตน เถียงกันไปจนถึงศาลท่านมโหสถ
ท่านมโหสถรับชำระความอย่างเคย โดยให้ขีดรอยไว้ที่แผ่นดินให้เด็กนอนกลางรอยขีด ให้ยักษินีจับมือเด็ก ส่วนหญิงผู้เป็นมารดาให้จับที่เท้า แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งสองจงแย่งบุตรกัน
นางทั้งสองคร่าทารกนั้นไปๆ มาๆ เด็กนั้นได้รับความเจ็บปวด จึงร้องเสียงดังขึ้น หญิงผู้เป็นมารดาได้ฟังเสียงลูกร้อง รู้สึกเหมือนหัวใจของตนจะแตกหรือทำลายลง จึงปล่อยเด็กนั้นเสีย แล้วยืนร้องไห้อยู่โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [16 ก.ค. 2552 , 07:36:53 น.] ( IP = 58.9.136.53 : : )
สลักธรรม 1ท่านมโหสถจึงบอกแก่มหาชนว่า ธรรมดาใจของมารดาอ่อนกว่า หรือของหญิงที่ไม่ใช่มารดาอ่อนว่า มหาชนตอบว่า ใจของมารดาอ่อนกว่า ท่านมโหสถถามต่อไปว่า ท่านทั้งหลายเห็นว่าหญิงผู้ปล่อยเด็กเป็นมารดา หรือหญิงผู้ฉุดเด็กเป็นมารดา?
มหาชนตอบว่า หญิงผู้ปล่อยเด็กเป็นมารดา
ท่านมโหสถจึงตัดสินให้เด็กแก่หญิงผู้เป็นมารดาที่แท้จริงแล้ว ท่านมโหสถจึงบอกแก่มหาชนว่า หญิงอีกคนเป็นยักษินี สังเกตได้จากตาไม่กระพริบ, ตาแดง ไม่มีเงากาย และหาความเอ็นดูมิได้
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องแก้วมณี พระเจ้าวิเทหราชมีแก้วมณีอยู่ดวงหนึ่ง เป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วบรรพบุรุษ แก้วมณีนั้นคดตั้ง ๘ แห่ง เมื่อนานเข้าด้ายที่ร้อยแก้วมณีก็เก่าและขาด แต่ไม่สามารถนำด้ายนั้นออกเพื่อจะร้อยด้ายใหม่เข้าไปได้
พระราชาวิเทหราชมีพระประสงค์จะทดลองปัญญาของท่านมโหสถ จึงให้ส่งแก้วมณีนั้นไปให้ชาวบ้านปาจีนยวมัชฌคาม พร้อมด้วยรับสั่งว่าให้เอาด้ายเก่าในแก้วมณีออกและร้อยด้ายใหม่เข้าไปด้วย หากทำไม่ได้จะปรับพันกหาปณะ
ชาวบ้านไม่ทราบจะทำประการใด จึงนำแก้วมณีนั้นไปให้ท่านมโหสถ ท่านมโหสถให้นำน้ำผึ้งมาทาช่องแก้วมณีทั้งสองข้าง แล้วฝั้นด้ายแดงเอาน้ำผึ้งทาปลายด้ายทั้งสองด้านร้อยเข้าไปในช่องหน่อยหนึ่ง วางไว้, พวกมดได้กลิ่นน้ำผึ้งจึงพากันออกจากที่อยู่มากินน้ำผึ้งที่ไหล ไปติดด้ายเก่าในมณีแก้ว แล้วไปคาบด้ายแดงเส้นใหม่คร่าไปออกอีกด้านหนึ่ง เป็นอันมดช่วยเอาด้ายเก่าออก และช่วยร้อยด้ายใหม่ให้เพราะปัญญาอันแยบยลของท่านมโหสถ
ชาวบ้านปาจีนยวมัชฌคามนำแก้วมณี ที่ร้อยด้ายใหม่ไปถวายพระราชา พระองค์ทรงทราบถึงปัญญาของท่านมโหสถแล้ว ทรงโสมนัส
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องโคผู้ตกลูก พระเจ้าวิเทหราชรับสั่งให้ราชบุรุษเอาโคผู้ให้กินอาหารเป็นอันมากจนท้องโตให้ชำระล้างเขา ให้ทาด้วยน้ำมัน แล้วให้เอาน้ำขมิ้นรดตัว ส่งไปยังบ้านปาจีนยวมัชฌคาม พร้อมด้วยมีพระราชดำรัสว่า โคตัวผู้ของพระราชาตั้งครรภ์ ขอให้ชาวบ้านปาจีนฯ จงให้โคผู้ตัวนี้ตกลูกแล้วส่งคืนให้พระองค์พร้อมทั้งลูกโคหากทำไม่ได้จะปรับพันกหาปณะ
ชาวบ้านทำไม่ได้ จนปัญญาจึงนำความไปปรึกษาท่านมโหสถ ท่านมโหสถออกอุบายให้ชายคนหนึ่งสยายผมที่เบื้องหลังแล้วปริเทวนาการต่างๆ ไปสู่ทวารพระราชนิเวศน์ ใครถามอย่าตอบ คร่ำครวญเรื่อยไปเฝ้าพระราชาให้ได้
บุรุษผู้นั้นทำตามคำสั่งของท่านบัณฑิต คร่ำครวญสยายผมไปสู่พระราชนิเวศน์ พระราชาตรัสถามถึงเหตุปริเทวนานั้น เขากราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราช! บิดาของข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจคลอดบุตรได้ วันนี้เป็นวันที่ ๗ แล้ว ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเป็นที่พึ่งแก่บิดาของข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด
พระราชารับสั่งว่า แกจะบ้าหรือไร ผู้ชายคลอดบุตรได้หรือ?
บุรุษผู้นั้นทูลย้อนว่า ถ้ากระนั้น ชาวบ้านปาจีนฯ จะให้โคผู้ตกลูกได้อย่างไร
พระราชาทรงทราบว่า ปัญหาย้อนนี้เป็นปัญญาของท่านมโหสถ จึงทรงโสมนัส เป็นที่ยิ่งกว่านักปราชญ์เกิดขึ้นแล้วจริงๆโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [16 ก.ค. 2552 , 07:43:40 น.] ( IP = 58.9.136.53 : : )
สลักธรรม 2อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องแก้วมณี คือมีสระอยู่แห่งหนึ่งไม่ไกลประตูทางทิศใต้แห่งพระนครมิถิลา ประชาชนเห็นแก้วมณีดวงใหญ่อยู่ในสระ ช่วยเล่าลือกันไปมากว่า แก้วมณีอันเป็นมงคลเกิดขึ้นในสระ ประชาชนจึงนำความนั้นกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช พระราชารับสั่งให้เสนกบัณฑิตอันเป็นราชปุโรหิตแห่งพระองค์เข้าเฝ้าตรัสว่า
เสนก! มีข่าวเล่าลือ ประชาชนเขามาบอกว่ามีแก้วมณีอันเป็นมงคลเกิดขึ้นในสระ ทำอย่างไรจึงจะได้มา?
ควรวิดน้ำในสระให้หมด แล้วเอาแก้วมณีมาพะยะค่ะ
เอาละ เราขอยกเรื่องนี้ให้เป็นภาระของท่าน
เสนกรับพระราชโองการแล้วเกณฑ์คนมากมายไปวิดน้ำในสระจนแห้งหมดก็ไม่เห็นแก้วมณี ให้คนขุดโคลนตมออกไปก็ไม่เห็น แต่พอน้ำเต็มสระแก้วมณีก็ปรากฏขึ้นอีก เสนกให้วิดน้ำและตักโคลนอีก แก้วมณีก็ไม่ปรากฏ ทำอยู่ดังนี้หลายครั้งจนอ่อนใจ พระราชาทรงเห็นว่า ปัญญาของเสนกไม่ได้การแล้ว จึงรับสั่งให้มโหสถดำเนินการเอาแก้วมณีมาถวาย มโหสถทูลว่าจะนำแก้วมณีมาถวาย พระราชาดีพระทัยจึงเสด็จออกไปพร้อมด้วยมโหสถ และข้าราชบริพาร
ท่านมโหสถ ผู้อุดมด้วยปัญญายืนอยู่ริมสระพิจารณาดูแก้วมณีในสระนั้น รู้ว่า มิใช่แก้วอยู่ในสระ เป็นแต่เพียงเงาของมันเท่านั้น
มีต้นตาลต้นหนึ่งขึ้นอยู่ริมสระ ท่านมโหสถรู้ได้ทันทีว่าแก้วมณีจะต้องอยู่บนต้นตาล และอยู่ในรังกา จึงให้ตักน้ำใส่ภาชนะอื่นแล้วแสดงแก่พระราชาพร้อมทูลว่า
มหาราช! ทรงพิจารณาดวงมณีในน้ำนี้เถิด ดวงมณีมิได้อยู่เพียงในสระเท่านั้น ในภาชนะน้ำก็มีเหมือนกัน แสดงว่าเป็นเงาของมัน หรือแสงสะท้อนของมัน ข้าพระพุทธเจ้าเชื่อว่า ดวงมณีจะต้องอยู่ในรังกาบนต้นตาล ขอได้รับสั่งให้ราชบุรุษขึ้นไปเอาลงมาเถิด
พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษขึ้นไปเอาแก้วมณี และก็ได้มาสมพระราชประสงค์
พระราชาทรงปราโมชต่อปัญญาของมโหสถ ประชาชนตำหนิเสนกมากมายว่าแก่เสียเปล่าแต่โง่เขลา และแซ่ซ้องสาธุการต่อปัญญาของท่านมโหสถ
พระราชาพระราชทานสร้อยมุกดาหาร เครื่องประดับประศอของพระองค์เป็นรางวัลแก่ท่านมโหสถ ด้วยทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และพระราชทานสร้อยมุกดาวลีแก่กุมารอื่นๆ ผู้เป็นบริวารของท่านมโหสถโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [16 ก.ค. 2552 , 07:49:05 น.] ( IP = 58.9.136.53 : : )
สลักธรรม 3อีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับกิ้งก่า คือวันหนึ่ง พระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปราชอุทยานกับมโหสถ มีกิ้งก่าตัวหนึ่งอยู่บนซุ้มประตูเห็นพระราชาเสด็จมาก็ลงจากซุ้มประตูหมอบลงที่แผ่นดิน
พระราชาทอดพระเนตรเห็นกิริยาของกิ้งก่านั้น จึงตรัสถามมโหสถว่า กิ้งก่าทำอะไร
ท่านมโหสถทูลว่า มันถวายตัว พระเจ้าข้า
มันดีนี่ให้โภคสมบัติกับมัน
กิ้งก่าไม่ต้องการทรัพย์ พะยะค่ะ ให้ของกินก็พอ ให้ทรัพย์ไม่ควร
มันกินอะไร?
กินเนื้อพะยะค่ะ
ควรให้ในราคาสักเท่าไร?
กากนึกหนึ่งก็พอ พะยะค่ะ
รางวัลของหลวงไม่ควรน้อยอย่างนั้น พระราชาตรัส ให้มันวันละครึ่งมาสกก็แล้วกัน
ราชบุรุษได้รับพระบรมราชโองการนั้นแล้ว จึงจัดเนื้อมาให้กิ้งก่าในราคาวันละครึ่งมาสกทุกวัน
บังเอิญวันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ หาเนื้อไม่ได้ ราชบุรุษจึงเจาะทรัพย์ครึ่งมาสกนั้นแล้วเอาด้ายร้อยผูกคอให้กิ้งก่าเป็นเครื่องประดับคอมัน
ลำดับนั้นความถือตัว ทะนงตัวก็เกิดขึ้นแก่กิ้งก่าเพราะมีทรัพย์เพียงครึ่งมาสกนั่นเอง วันนั้นเมื่อพระราชาเสด็จไปสู่ราชอุทยาน มันเห็นพระราชาแล้วก็ตีตนเสมอ เพราะกระหยิ่มอยู่ในใจว่า พระราชามีราชทรัพย์มาก มันก็มีเหมือนกัน จึงมิได้ลงมาจากซุ้มประตูมาหมอบที่แผ่นดินอย่างเคย แต่ยกศีรษะชูร่อนอยู่บนซุ้มประตูนั่นเอง
พระราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสถามมโหสถว่าเหตุไรกิ้งก่าจึงมีกิริยาเปลี่ยนไป ท่านมโหสถสังเกตเห็นเหรียญทองครึ่งมาสกแขวนอยู่ที่คอของกิ้งก่าก็ทราบได้โดยตลอดจึงทูลว่า
มหาราชา! กิ้งก่านี้ได้เหรียญทองครึ่งมาสกซึ่งตนไม่เคยได้ จึงดูหมิ่นพระรา จอมชนแห่ง
วิเทหราช
เมื่อพระราชาตรัสเรียกคนเฝ้าประตูมาสอบถามก็ได้ความสมจริงดังคำของมโหสถ ทรงพอพระทัยว่ามโหสถแก้ปัญหาข้อข้องพระทัยได้ทุกอย่าง สมพระทัยยิ่งนัก จึงพระราชทานส่วยที่ประตูทั้ง ๔ แก่มโหสถ แต่ทรงกริ้วกิ้งก่ามาก ทรงประสงค์จะให้ฆ่าเสีย แต่ท่านมโหสถขอชีวิตไว้ว่า
ข้าแต่มหาราชา! ขออาศัยความกรุณาพระราชทานชีวิตมันเถิด ธรรมดาสัตว์ดิรัจฉานพวกนี้ หาปัญญามิได้
พระราชาเชื่อท่านมโหสถ ไม่เอาชีวิตกิ้งก่าแต่มิได้ประราชทานทรัพย์บำรุงอีกเลย
กิ้งก่าได้ทอง ลืมตัวไป การให้สิ่งที่ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ควรให้ก็มีโทษเหมือนกัน ราเมศร์กล่าวในที่สุด
เป็นโทษด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งคนให้และคนรับ ราเมศร์กล่าวต่อไป เมื่อเห็นบุตรีและหลานยังคงนั่งนิ่งอยู่ คนบางคนเมื่อยังไม่มียศศักดิ์ อัครฐานก็มีกิริยา วาจาและใจน่าคบ น่าเอ็นดู หรือน่าเคารพนับถือ แต่เมื่อได้รับยศศักดิ์ หรือร่ำรวยขึ้นกลับประพฤติตนจองหองพองขน ดูถูกแม้แต่กับคนที่มีอุปการะต่อตัว คนอย่างนี้เจริญไปไม่ได้นาน คนที่จะรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องเป็นคนรู้จักวางเนื้อวางตัวเหมาะสม และมีความกตัญญูกตเวที ผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่รักใคร่และเพื่อนฝูงสนับสนุนโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [16 ก.ค. 2552 , 07:56:05 น.] ( IP = 58.9.136.53 : : )
สลักธรรม 4สนุกดีจังเลยคุณพ่อ สุมิตตาพูด นอกจากฟังเรื่องเพลินแล้ว ยังได้คติสอนใจอีกด้วย คุณพ่อเล่าต่อซิคะ
อีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับสิริและกาฬกัณณี ราเมศร์กล่าวต่อไป...
ครั้งนั้นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อปิงคุตตระไปเรียนศิลปะศาสตร์ที่เมืองตักกสิลา เป็นคนฉลาด เรียนได้รวดเร็วและเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ในสำนักของอาจารย์
เมื่อเรียนจบได้มอบทรัพย์ค่าเล่าเรียนให้อาจารย์ อาจารย์ชอบใจในการศึกษาของเขาจึงยกลูกสาวให้
ธิดาของอาจารย์ดังกล่าวนั้นเป็นคนรูปงาม ปานเทพอัปสร แต่ปิงคุตตระมานพมิใช่เป็นคนมีบุญ เป็นคนกาฬกัณณี มิได้พอใจต่อนารีอันเป็นสิรินั้นเลย แต่จะไม่รับก็เกรงใจอาจารย์ จึงรับไป
เมื่อนอนในราตรี เขานอนบนเตียงอันสบาย พอกุมารีนั้นขึ้นไปนอนด้วย เขาก็ลงมานอนข้างเตียงเสีย หญิงสาวตามลงมานอนข้างเตียง เขากลับขึ้นไปนอนบนเตียงอีก เมื่อหญิงสาวตามขึ้นไปนอนบนเตียง เขากลับลงนอนข้างเตียง ทำอยู่อย่างนี้ เพราะรังเกียจนาง
ท่านกล่าวว่า กาฬกัณณี ย่อมร่วมกับสิริไม่ได้ มานพนั้นทำอยู่เช่นนี้สัปดาห์หนึ่ง จึงพาภรรยากราบลาอาจารย์ออกจากนครตักกสิลา ขณะเดินทางมิได้พูดจากันเลยจนกระทั่งถึงนครมิถิลา
ปิงคุตตระมานพเห็นต้นมะเดื่อมีผลสุกต้นหนึ่ง เกิดความหิว จึงปีนขึ้นไปเก็บผลมะเดื่อกิน กุมารีขอร้องให้เขาช่วยส่งให้นางบ้าง เขากลับด่าว่า ว่าไม่มีมือ มีตีนหรือไร จึงไม่ขึ้นไปเก็บกินเอง นางก็ขึ้นสู่ต้นมะเดื่อกินผลอยู่ มานพได้ทีจึงลงจากต้น เอาหนามล้อมสะต้นมะเดื่อไว้ แล้วก็กล่าวว่า เราพ้นจากกาฬกัณณีแล้ว แล้วหนีไป กุมารีไม่อาจลงได้จึงนั่งอยู่บนต้นมะเดื่อนั้น
วันนั้น พระเจ้าวิเทหราชเสด็จเล่นพระราชอุทยานเวลาเย็นเสด็จกลับ ประทับบนคอช้างเสด็จเข้าเมือง ทอดพระเนตรเห็นกุมารีนั้น เกิดปฏิพัทธิ์ ตรัสถามนางว่า นางมีเจ้าของหรือไม่ นางตอบว่า สามีของนางที่ตระกูลตกแต่งให้มีอยู่ แต่บัดนี้เขาทิ้งนางหนีไปเสียแล้ว
พระราชาทรงดำริว่า ของไม่มีเจ้าของตกเป็นของหลวง จึงให้นำนางลงแล้วพาเข้าสู่พระนคร ทรงสถาปนานางให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอัครมเหสี พระราชาทรงโปรดปรานเป็นที่ยิ่งเพราะพระนางยังพระทัยของพระราชา ให้เอิบอาบเพราะความมีสิริของตนโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [16 ก.ค. 2552 , 08:01:51 น.] ( IP = 58.9.136.53 : : )
สลักธรรม 5ประชาชนเรียกพระนางว่า อุทุมพรเทวี เพราะนิมิตที่พระราชาได้พระนางมาจากอุทุมพรพฤกษ์
วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ให้ชาวบ้านใกล้ประตูเมืองแผ้วถางทางเพราะพระราชาจะเสด็จสู่สวนหลวง ในจำนวนคนเหล่านั้นมีปิงคุตตระมานพอยู่ด้วย เขาทำการจ้างแผ้วถางทางโจงกระเบนมั่นถางทางอยู่ด้วยจอบ
ทางยังไม่ทันเสร็จพระองค์เสด็จพร้อมด้วยพระนางอุทุมพรเทวี พระนางได้ทอดพระเนตรเห็นปิงคุตตระมานพ แล้วทรงดำริว่า บุรุษกาฬกัณณี ไม่อาจทรงสิริ เห็นปานนี้ไว้ได้แล้วทรงพระสรวล
พระราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้นทรงกริ้วตรัสถามว่าหัวเราะอะไร
พระนางทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ! บุรุษที่กำลังแผ้วทาง คนนั้นคือสามีเก่าของหม่อมฉัน ให้หม่อมฉันขึ้นต้นมะเดื่อเอาหนามสะวงโคนต้นแล้วหลีกไป จนกระทั่งพระองค์เสด็จไปพบหม่อมฉัน บุรุษนั้นกาฬกัณณีไม่อาจทรงสิริไว้ได้ หม่อมฉันคิดดังนี้จึงหัวเราะเพคะ
โกหก เธอโกหก พระราชาตรัสด้วยทรงกริ้ว เรื่องนี้ฉันเชื่อเธอไม่ได้เธอต้องเห็นอะไรอย่างอื่นจึงหัวเราะ
พระราชาชักพระแสงดาบออกมาจะฆ่านางเสีย พระนางกลัวแต่พระราชอาญาจึงทูลว่า ขอให้ถามบัณฑิตทั้งหลายดูก่อนแล้วจึงค่อยฆ่าหม่อมฉัน
พระราชาตรัสถามเสนกว่าเรื่องนี้เชื่อนางได้หรือไม่
เชื่อไม่ได้ พะยะค่ะ บุรุษอะไรจะโง่เขลาถึงสละนางผู้มีสิริถึงปานนี้
พระนางอุทุมพรสดับคำของเสนกแล้วทรงสะดุ้งหวาดกลัวยิ่งขึ้น
ลำดับนั้น พระราชาทรงจินตนาการว่า เสนกจะรู้เรื่องอะไรเราจะลองถามมโหสถดู แล้วตรัสว่า
ดูก่อนมโหสถบัณฑิต สตรีรูปงาม และสมบูรณ์ด้วยอาจาระ มารยาทถึงปานนี้ ไม่เป็นที่ปรารถนาบุรุษ ท่านเชื่อหรือ?
ท่านมโหสถทูลว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า! ข้าพระองค์เชื่อ บุรุษบางคนไม่มีบุญสิริกับกาฬกัณณีร่วมกันไม่ได้ ห่างกันดุจฝั่งมหาสมุทร หรือฟ้ากับดิน ข้าพระองค์เชื่อว่า พระนางอุทุมพรเทวีทรงสิริ ส่วนบุรุษผู้นั้นหาบุญมิได้ จึงไม่รู้จักสิริ
พระราชาสดับดังนั้นทรงหายพิโรธ ทรงเชื่อตามมโหสถ ตรัสว่า วันนี้หากเราไม่ได้ปัญญาของมโหสถ, หลงเชื่อเสนก คงจะต้องเสื่อมจากนารีรัตนะเป็นแม่นมั่น
พระราชทานกหาปณะแสนหนึ่งแก่มโหสถ
พระนางอุทุมพรเทวี ทรงโสมนัสที่รอดชีวิตได้เพราะคำพูดของมโหสถ จึงกราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่เทพเจ้า ข้าพระองค์ได้ชีวิตครั้งนี้ เพราะมโหสถ ดังนั้นข้าพระองค์ทูลขอพร ขอให้มโหสถอยู่ในฐานะน้องชายของข้าพระองค์ และให้ได้บริโภคของที่มีรสอร่อยร่วมด้วยน้องชาย ขอให้เปิดประตูพระราชสำนักเพื่อนำของอันมีรสอร่อย ให้น้องชายได้ทุกเวลา
พระราชาทรงอนุญาตทุกประการ
ท่านราเมศร์เล่าเรื่องจบแล้วกล่าวต่อไปว่า
ปัญหาบางอย่างอาจแก้ได้ด้วยเงิน บางอย่างแก้ได้ด้วยกำลังกาย และการช่วยเหลือจากมิตร แต่ปัญญาสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง จงดูท่านมโหสถนั้นเถิด และท่านมโหสถก็มิใช่ใครอื่น คือพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในบุเรชาติ เมื่อทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อพระโพธิญาณอยู่นั่นเอง
ปัญญาจึงเป็นรัตนะของนรชน บุคคลผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา จึงเป็นชีวิตที่ประเสริฐที่สุดนี่คือพระดำรัสของพระบรมศาสดาพระองค์นั้น
จวนเที่ยงวัน ดวงอาทิตย์แผดแสงกล้าทวีขึ้น ราเมศร์ได้สั่งให้หยุดขบวนเกวียน ณ แนวป่าแห่งหนึ่ง ได้อาศัยร่มไม้เป็นที่บังแดด และได้รับความรื่นรมย์ร่มเย็นเป็นอย่างยิ่ง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [16 ก.ค. 2552 , 08:10:51 น.] ( IP = 58.9.136.53 : : )
สลักธรรม 6![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.ค. 2552 , 13:02:10 น.] ( IP = 125.27.174.238 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาด้วยค่ะ โดย เซิ่น [16 ก.ค. 2552 , 23:00:49 น.] ( IP = 61.90.19.234 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |