| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ภีมเสนชาดก
สลักธรรม 1ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์ ในนิคมคามตำบลหนึ่ง เจริญวัยแล้วเล่าเรียนไตรเพทอันเป็นที่ตั้งแห่งวิชชา ๑๘ ประการ ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ณ เมืองตักกสิลา
เมื่อมีความสำเร็จศิลปะทุกประการแล้วก็ได้นามว่า จูฬธนุคคหบัณฑิต และได้เดินทางออกจากตักกสิลานคร เพื่อเสาะแสวงหาศิลปะในลัทธิต่างๆจนกระทั่งมาถึงมหิสกรัฐ
พระโพธิสัตว์ในพระชาตินั้นมีร่างกายเตี้ยอยู่หน่อยท่าทางเหมือนคนค่อม เขาดำริว่า ถ้าเราจักเฝ้าพระราชาองค์ใดองค์หนึ่ง ท้าวเธอจักกล่าวว่า เจ้ามีร่างกายเตี้ยอย่างนี้ จักทำราชการได้หรือ ...อย่ากระนั้นเลย เราหาคนที่สมบูรณ์ด้วยความสูง ความล่ำสันรูปงามสักคนหนึ่ง ทำเป็นโล่ห์ แล้วก็เลี้ยงชีวิตอยู่หลังฉากของคนผู้นั้นดีกว่า
เมื่อคิดแล้วก็เที่ยวเสาะหาชายที่มีรูปร่างอย่างนั้น จนไปถึงที่ทอหูกของช่างหูกผู้หนึ่ง ชื่อว่า ภีมเสน
จูฬธนุคคหบัณฑิตกล่าวว่า "เธอเป็นผู้มีรูปงาม สมประกอบทุกอย่างอย่างนี้ จะกระทำงานเลว ๆ ต่ำ ๆ นี้ทำไม ?"
ภีมเสน "ฉันไม่อาจอยู่เฉย ๆ ได้"
จูฬธนุคคหบัณฑิตกล่าวว่า "สหายเอ๋ย อย่าทำงานนี้เลย ในชมพูทวีปนี้จะหานายขมังธนูที่มีฝีมือพอจะทัดเทียมกับฉันนั้นไม่มีเลย แต่ถ้าฉันไปเข้าเฝ้าพระราชาองค์ไหนๆ ท้าวเธอน่าจะกริ้วฉันได้ว่า เจ้านี่เตี้ย ๆ อย่างนี้ จะทำราชการได้อย่างไรกัน
ฉะนั้น เธอพึงไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็นนายขมังธนู ดังนี้ พระราชาจักพระราชทาน บำเหน็จให้เธอแล้ว พระราชทานเบี้ยเลี้ยงเนือง ๆ ส่วนฉันก็จะคอยทำงานที่เกิดขึ้นให้เธอโดยขออาศัยดำรงชีพอยู่เบื้องหลังเงาของเธอ ด้วยวิธีอย่างนี้เราทั้งสองคนก็จักเป็นสุข ท่านจงทำตามคำของเราเถิด"
โดย ศาลาธรรม [24 ก.ค. 2552 , 13:27:22 น.] ( IP = 125.27.171.198 : : )
สลักธรรม 2ภีมเสนตกลงรับคำ จูฬธนุคคหบัณฑิตจึงพาเขาไปยังพระนครพาราณสี กระทำตนเองเป็นผู้ปรนนิบัติ ยกเขาขึ้นหน้า แล้สพากันไปหยุดยืนที่ประตูพระราชฐานเพื่อให้กราบทูลพระราชาทรงทราบ ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าแล้ว ทั้งสองคนก็เข้าไปถวายบังคมพระราชาแล้วยืนอยู่
พระราชามีพระราชดำรัสว่า "เจ้าทั้งสองพากันมาทำไม "
ภีมเสนจึงกราบทูลว่า "ข้าพระองค์เป็นนายขมังธนู ทั่วพื้นชมพูทวีป จะหานายขมังธนูที่ทัดเทียมกับ ข้าพระองค์ไม่มีเลย"
พระราชารับสั่งถามว่า "ดูก่อนพนายเจ้าต้องการสิ่งใดเป็นเครื่องตอบแทนจึงจะมาทำงานกับเรา"
ภีมเสนกราบทูลว่า "เมื่อได้พระราชทรัพย์พันกระษาปณ์ ทุก ๆ กึ่งเดือน จึงจะขอเข้ารับราชการ พระเจ้าข้า"
พระราชารับสั่งถามว่า "ก็บุรุษนี้เล่าเป็นอะไรของเจ้า ?"
ภีมเสนกราบทูลว่า "เป็นผู้ปรนนิบัติ พระเจ้าข้า "
พระราชารับสั่งว่า "ดีละ จงทำงานกับเราเถิด "
นับแต่นั้นภีมเสนก็เข้ารับราชการ แต่ราชกิจที่เกิดขึ้นนั้นพระโพธิสัตว์เป็นผู้จัดทำแต่ผู้เดียวโดย ศาลาธรรม [24 ก.ค. 2552 , 13:27:41 น.] ( IP = 125.27.171.198 : : )
สลักธรรม 3ในสมัยนั้น ที่แคว้นกาสี ณ ป่าแห่งหนึ่ง มีเสือร้าย สะกัดทางสัญจรของพวกมนุษย์ จับเอาพวกมนุษย์ไปกินเสียเป็นอันมาก ชาวเมืองพากันกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา
พระราชารับสั่งให้ภีมเสนเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามว่า" พ่อคุณ พ่ออาจจักจับเสือตัวนี้ได้ไหม ? "
ภีมเสนกราบทูลว่า "ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่อาจจับเสือได้ จะได้ชื่อว่า นายขมังธนูได้อย่างไร ? "
พระราชาพระราชทานรางวัลแก่เขาแล้วทรงส่งไปทำงาน เมื่อภีมเสนไปถึงเรือนแล้วก็บอกเรื่องราวแก่พระโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า "ดีแล้วเพื่อน ไปเถิด "
ภีมเสนถามว่า "ก็ท่านเล่าไม่ไปหรือ ? "
พระโพธิสัตว์ตอบว่า "ฉันไม่ไปดอก แต่จักบอกอุบายให้ "
ภีมเสนกล่าวว่า "จงบอกเถิดเพื่อน "
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านอย่ารีบไปที่อยู่ของเสือลำพังผู้เดียวเป็นอันขาด แต่ต้องประชุมชาวชนบท เกณฑ์ให้ถือธนูไปสักพันหรือสองพัน แล้วไปที่เสืออยู่นั้น พอรู้ว่าเสือมันลุกขึ้น ต้องรีบหนีเข้าพุ่มไม้พุ่มหนึ่งแล้วนอนหมอบลง
ส่วนพวกชนบทจะพากันรุมตีเสือจนจับได้ ครั้นพวกนั้นจับเสือได้แล้ว ท่านต้องเอาฟันกัดเถาวัลย์เส้นหนึ่ง จับปลายเดินไปที่นั้น ถึงที่ใกล้ ๆ เสือตายแล้วพึงกล่าวว่า "พ่อคุณเอ๋ย ใครทำให้เสือตัวนี้ตายเสียเล่า เราคิดว่า จักผูกเสือด้วยเถาวัลย์ เหมือนเขาผูกวัว จูงไปสู่ราชสำนักให้จงได้ เข้าไปสู่พุ่มไม้เพื่อหาเถาวัลย์ เมื่อเรายังไม่ทันได้นำเถาวัลย์มา ใครฆ่าเสือตัวนี้ให้ตายเสียเล่า"
เมื่อท่านพูดเช่นนี้ ชาวชนบทเหล่านั้นต้องสะดุ้งกลัวแล้วกล่าวว่า "เจ้านาย ขอรับ โปรดอย่ากราบทูลพระราชาเลย" และจะพากันนำทรัพย์มาให้ท่าน แล้วท่านก็จะกลายเป็นผู้ที่จับเสือได้ ทั้งยังจักได้ทรัพย์เป็นอันมากจากสำนักพระราชาอีกด้วย
ภีมเสนรับคำว่า "ดีจริง ๆ" แล้วไปจับเสือตามอุบายที่พระโพธิสัตว์แนะนำให้นั่นแหละ
และเมื่ออุบายสำเร็จแล้วก็กลับมาเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า "ขอเดชะ ข้าพระองค์จับเสือได้แล้ว ทำป่าให้ปลอดภัยแล้ว" พระราชาทรงยินดี และพระราชทานทรัพย์ให้มากมายโดย ศาลาธรรม [24 ก.ค. 2552 , 13:28:51 น.] ( IP = 125.27.171.198 : : )
สลักธรรม 4ครั้นต่อมาในวันรุ่งขึ้น พวกชาวเมืองพากันมากราบทูลว่า มีกระบือดุ สะกัดทางแห่งหนึ่ง พระราชาก็ส่งภีมเสนไป และเขาก็จับกระบือนั้นมาได้ด้วยคำแนะนำที่พระโพธิสัตว์บอกให้เหมือนกับตอนจับเสือฉะนั้น พระราชาก็ได้พระราชทานทรัพย์ให้เป็นอันมากอีก
แต่เมื่อเกิดมีอิสสริยยศใหญ่ยิ่งขึ้นเขาก็เริ่มมัวเมา .. ด้วยความมัวเมาในความใหญ่โตจึงกระทำการดูหมิ่นพระโพธิสัตว์ และมิได้เชื่อถือถ้อยคำของพระโพธิสัตว์ กลับกล่าวคำหยาบคายสามหาว เป็นต้นว่า เราไม่ได้อาศัยท่านเลี้ยงชีพดอก ท่านคนเดียวเท่านั้นหรือที่เป็นลูกผู้ชาย
ครั้นอยู่ต่อมาไม่กี่วันพระราชาประเทศใกล้เคียงพระองค์หนึ่งได้ยกทัพมาล้อมประชิดพระนครพาราณสีไว้ แล้วส่งพระราชสาสน์ถวายพระราชาว่า "พระองค์จักยอมถวายราชสมบัติแก่หม่อมฉันหรือว่าจะรบกัน"
พระราชาจึงทรงส่งภีมเสนออกไปรบ ภีมเสนได้สวมเครื่องรบครบครันและแต่งตัวเป็นพระราชานั่งเหนือหลังช้างอันผูกเครื่องเรียบร้อย ส่วนพระโพธิสัตว์ก็สวมเครื่องรบพร้อมสรรพนั่งกำกับมาท้ายที่นั่งของภีมเสนนั่นเองเพราะกลัวเขาจะตาย ดังนั้น พญาช้างที่ห้อมล้อมด้วยมหาชนก็ได้เคลื่อนขบวนออกจากประตูพระนครไปจนถึงสนามรบ
ครั้นภีมเสนพอได้ฟังเสียงกลองรบเท่านั้นก็เริ่มสั่นสะท้าน พระโพธิสัตว์คิดว่า น่ากลัวภีมเสนจักตกหลังช้างตายเสียในบัดดล จึงเอาเชือกรัดภีมเสนเข้าไว้แน่นเพื่อไม่ให้ตกช้าง ครั้นภีมเสนเห็นสนามรบแล้วก็ยิ่งกลัวตายเป็นกำลัง ถึงกับอุจจาระ ปัสสาวะราดรดหลังช้าง
พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า "ภีมเสนเอย การกระทำในตอนหลัง ช่างไม่สมกับคำพูดครั้งก่อน ๆ ของท่าน เสียเลย ครั้งก่อนดูท่านใหญ่โตราวกับผู้เจนสงคราม เดี๋ยวนี้สิ กลับประทุษร้ายหลังช้างเสียแล้ว"
โดย ศาลาธรรม [24 ก.ค. 2552 , 13:29:09 น.] ( IP = 125.27.171.198 : : )
สลักธรรม 5เมื่อพระโพธิสัตว์ตำหนิเขาอย่างนี้แล้วก็ปลอบว่า "อย่ากลัวเลย เพื่อนเอ๋ย เมื่อเรายังอยู่ ท่านจะเดือดร้อนไปใย" จากนั้นก็ให้ภีมเสนลงเสียจากหลังช้างเพื่อไปอาบน้ำ แล้วก็คิดว่า "วันนี้เราควรแสดงตน"
พระโพธิสัตว์จึงไสช้างเข้าสู่สนามรบ บรรลือสีหนาทโจมตีกองพลจนแตกพ่ายและให้ล้อมจับเป็นพระราชาผู้เป็นศัตรูเอาไว้ได้แล้วจึงกลับไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสี พระราชาทรงยินดี พระราชทานยศใหญ่แก่พระโพธิสัตว์
นับแต่นั้นมานามว่า จูฬธนุคคหบัณฑิต ก็กระฉ่อนไปในชมพูทวีป ส่วนพระโพธิสัตว์ได้ให้บำเหน็จแก่ภีมเสนแล้วก็ส่งกลับถิ่นฐานเดิม
พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุนี้คุยโอ้อวดแม้ในกาลก่อนก็ได้คุย โอ้อวดแล้วเหมือนกัน"
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ภีมเสนในครั้งนั้นได้มาเป็น ภิกษุผู้โอ้อวดนี้ ส่วนจูฬธนุคคหบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ ภีมเสนชาดก
![]()
โดย ศาลาธรรม [24 ก.ค. 2552 , 13:29:26 น.] ( IP = 125.27.171.198 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณ และ อนุโมทนาค่ะ โดย พี่ดา [24 ก.ค. 2552 , 17:49:48 น.] ( IP = 124.121.179.191 : : )
สลักธรรม 7ขอบพระคุณและอนุโมทนาด้วยค่ะ โดย เซิ่น [24 ก.ค. 2552 , 21:02:22 น.] ( IP = 58.8.52.69 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |