| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำไมจัดศีลไว้หลังทาน?
อยากให้แก้ข้อที่ยังสงสัยอยู่ค่ะว่า
..ทำไมจัดศีลไว้หลังทาน?
มีเหตุ - ผลประการใดค่ะ
ขอคำชี้แจงด้วยคะขอบคุณค่ะ
โดย เซิ่น [27 ก.ค. 2552 , 19:26:17 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1สวัสดีครับคุณเซิ่น
การควบคุมชีวิตให้ดีให้ควรนั้น พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตายิ่งต่อปวงสัตวโลกทั้งหลาย ด้วยการวางหลักชีวิตให้ไว้ประพฤติปฎิบัติกัน คือ ทาน ศีล ภาวนา และการที่พระองค์ มอบงานไว้นี้ด้วยเหตุที่สมควรยิ่งครับ
คุณเซิ่นขอรับ...คนเรานั้นควรจะทำตั้งแต่ของง่ายไปสู่ของยากกว่าจริงไหมครับ? ถ้าง่ายไม่ผ่านยากก็คงไม่มีขึ้นได้นะครับผม
ดังนั้น...พระพุทธศาสนากับการดำเนินชีวิต ถือว่ามีความจำเป็นและสำคัญยิ่งต่อตนเองมากๆเลยครับ
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นโดยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งมีความเพียรพยายามที่ถูกต้องเพื่อค้นคว้าสัจธรรม คือความจริงเกี่ยวกับเรื่องโลกและชีวิต ว่าเป็นอย่างไร? ความสุขและความทุกข์เกิดขึ้นมาจากไหน? และแก้ไขได้อย่างไร ?
พระพุทธศาสนา มุ่งเน้น ที่ตัวมนุษย์ และการกระทำของมนุษย์ ที่เป็นไปอย่างประเสริฐ คือการได้รับความสุขตั้งแต่ขั้นต้น ไปจนถึงขั้นสูงสุดครับผมโดย พี่เณร [27 ก.ค. 2552 , 19:33:58 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 2ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เป็นความจริงในระดับสูงสุดของธรรมชาติที่แยกอธิบายได้เป็น ๔ประการ คือ กฎไตรลักษณ์, อริยสัจจ์ ,ปฏิจจสมุปบาท และพระนิพพาน
๑ . กฎไตรลักษณ์ เป็นกฏของธรรมชาติ
ประกอบด้วยสภาวะ ๓ ประการ คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) การทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้(ทุกขัง) และการบังคับบัญชาไม่ได้(อนัตตา)
๒. อริยสัจจ์ แสดงถึงหลักเหตุผล ๔ ประการ คือ ความทุกข์(ทุกข์) ต้นเหตุให้เกิดความทุกข์(สมุทัย) ความดับทุกข์(นิโรธ) หนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรค)
๓. ปฏิจสมุปบาท แสดงถึงกระบวนการเกิดและกระบวนการดับแห่งทุกข์ โดยเป็นเหตุปัจจัยอาศัยกันและกัน
๔. พระนิพพาน คือ ดับสนิทแห่งตัณหา
จากความจริงในระดับสูงสุดของธรรมชาติข้อที่ ๑ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า สิ่งใดก็ตามที่มีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา และบรรดาสิ่งทั้งหลายที่ทีอยู่ในธรรมชาติย่อม ตกอยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ชีวิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ที่จะต้องมีการดับไปเป็นธรรมดา
เป็นสิ่ง ที่ไม่คงที่ ต้องเปลี่ยนแปลง และเสื่อมสลายไปในที่สุด มนุษย์จึงควรทำความเข้าใจในธรรมชาติของตนเพื่อจะได้ไม่ทุกข์โศก
เมื่อประสบกับภาวะเปลี่ยนแปลงใดๆ ดังเช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ไม่มีใครหลีกพ้น จึงมีการสอนให้ไม่ประมาท และตระหนักถึงกฎอนิจจัง คือความไม่เที่ยงแท้คงทน
แม้ว่าพระพุทธศาสนา จะแสดงให้เห็นว่าชีวิตทั้งหมด
ตกอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ แต่พระพุทธ ศาสนา ก็ให้ความสำคัญแก่ชีวิตว่าเป็นสิ่งที่มีค่า
การกระทำใดที่เป็นการจงใจ ให้ผู้อื่นหมดสิ้นชีวิต ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด เป็นความประพฤติที่ไม่ดี
นอกจากนี้คำว่าศีลธรรม ยังมีความหมายที่ครอบคลุมถึงคำสั่งสอนทั้งหมดทางศาสนา ซึ่งมีมากมายหลายหมวด และมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาคำสอนของพระพุทธศาสนา เรื่องความจริงสูงสุดแล้วจะพบว่า การที่มนุษย์จะสามารถ
ดำเนินชีวิตไปสู่ทางที่ประเสริฐได้นั้น จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องของการกระทำ โดยเฉพาะการกระทำความทุกข์ให้สิ้นไปโดย พี่เณร [27 ก.ค. 2552 , 20:32:38 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 3คำว่าการกระทำนี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยเจตนา ไม่ว่า เจตนาดีหรือชั่ว พระพุทธศาสนากล่าวว่า เจตนาคือพื้นฐานของการกระทำที่แสดงออกทางกายและวาจา และเจตนานี้จะเป็นเครื่องตัดสินว่า สิ่งที่ทำนั้นดีหรือชั่ว
ในการดำเนินชีวิตนั้น มนุษย์จะมีการแสดงออกทางการกระทำ ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ การแสดงออกทั้งสามทางนี้ เป็นไปในสองลักษณะคือ ดีกับชั่ว
เกณฑ์ที่จะตัดสินว่าสิ่งใดดีหรือชั่วนี้มี ๓ ระดับ เช่นกันครับ
๑. ระดับพื้นฐาน คือ เบญจศีล และเบญจธรรม
เบญจศีล คือ เว้นจากการทำลายชีวิต เว้นจากการถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ และเว้นจากเครื่องหมักดองของเมาคือสุราเมรัย
เบญจธรรม คือ ความเมตตากรุณา การประกอบอาชีพสุจริต ความสำรวมระวัง การรักษาความสัตย์ และการระลึกรู้สึกตัว
๒. ระดับกลาง คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางแห่งกรรมดี อันนำไปสู่สุคติ คือ มนุษย์ และเทวดา
๓. ระดับสูง คือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ ความเห็นชอบ ความคิดชอบ , การเจรจาชอบ , การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ , ความเพียรชอบ , การระลึกชอบ และการตั้งมั่นชอบโดย พี่เณร [27 ก.ค. 2552 , 20:48:06 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 4หลักศีลธรรมทั้งสามระดับนี้ แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธ
มิได้สอนให้แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่สอนให้รู้จักขอบเขตของการกระทำที่สมควรเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อนำไปสู่ประโยชน์แก่ชีวิตในระดับต่างๆ ที่จะพึงมีแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติทุกคน นะครับ
เมื่อกล่าวถึงกรรม ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่น่าปรารถนา เช่น เมื่อมีผู้กระทำความไม่ดี ได้รับภัยอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ก็มักจะกล่าวกันว่าถูกกรรมตามสนอง
หรือผู้ใดได้รับความเดือดร้อน การค้าขาดทุน ลูกติดยาเสพติด ก็จะกล่าวในทำนองว่า ช่างมีเคราะห์กรรมมากเสียจริงๆ หรือ มันเป็นกรรมเป็นเวรอะไรกันนักหนาและต่างพากันไปสะเดาะเคราะห์ เพื่อตัดกรรมทิ้งไปเสีย
บางคนเมื่อประสบความทุกข์ยาก มีปัญหาไม่สบายใจ หมดทางแก้ไขปัญหานั้น ก็กล่าวว่า สุดแท้แต่เวรกรรม จะเป็นอย่างไรก็เป็นไปปล่อยไปตามยถากรรมเถิด
คำว่า กรรม แปลตามศัพท์ว่า การงาน หรือการกระทำ ภาษาทางธรรม หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา หรือ การกระทำที่เป็นไปด้วยความจงใจ และเจตนาหรือ เจตน์จำนงค์
ความมุ่งหมายที่จะกระทำ เป็นตัวกำหนดทิศทางแห่งการกระทำทั้งหมด ของมนุษย์ บุคคลจงใจแล้วจึงกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ดังนั้นการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพการงาน และการดำเนินกิจการต่างๆของมนุษย์ จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจาก เจตน์จำนง ความคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ กรรมจึงมีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนการแห่งชีวิต เป็นผู้ปรุงแต่งโครงสร้าง และวิถีชีวิตที่จะดำเนินไปโดย พี่เณร [27 ก.ค. 2552 , 20:57:43 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 5ประเภทของกรรม แบ่งตามกิจหรือหน้าที่ของกรรม ได้แก่
.๑ ชนกกรรม คือ กรรมที่ทำให้เกิด มีหน้าที่ทำให้เกิดชีวิต เช่น เกิดเป็นมนุษย์ เพราะมีเบญจศีลเบญจธรรม เกิดเป็นเทวดาเพราะมีหิริโอตตัปปะ (อายชั่วกลัวบาป) และทำทานโดยไม่หวังผลตอบแทน เกิดเป็นเปรตเพราะมีความโลภมากจนกระทำทุจริต เกิดเป็นสัตว์ในนรกเพราะ มีความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทอย่างรุนแรงจนกระทำทุจริต
๒ . อุปถัมภกกรรม คือ กรรมอุดหนุนหรือส่งเสริม มีหน้าที่ช่วยอุดหนุนกรรมอื่นๆ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เช่น บุคคลเกิดเป็นมนุษย์เพราะกระทำดี มีเบญจศีลเบญจธรรม ถ้าปัจจุบันชาติรักษาศีล ๕ เป็นประจำ มีน้ำใจช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทำบุญให้ทานเสมอ ด้วยอำนาจของการกระทำดี ทำให้บุคคลนั้นมีความสุขกายสุขใจ ผิวพรรณผ่องใส มีเกียรติยศชื่อเสียง สุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืน ปราศจากภัยอันตราย
๓อุปปีฬิกกรรม คือ กรรมที่เบียดเบียน มีหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่นๆ เช่น บุคคลที่เกิดมาเป็นมนุษย์ มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน แต่ชอบกระทำกรรมชั่ว มีการเสพสุรา ฆ่าสัตว์ ฉ้อโกงอยู่เสมอ ด้วยอำนาจของการกระทำชั่ว ต่อมาภายหลังมีโรคภัยเบียดเบียน หรือมีสติฟั่นเฟือน หรือเกิดความวิบัติเสียหายในลาภ ยศ บริวาร การงานอาชีพฝืดเคือง ได้รับความเดือดร้อนใจต่างๆ
๔. อุปฆาตกรรม คือ กรรมตัดรอน มีหน้าที่ตัดรอนกรรมอื่นๆ เช่น บุคคลที่เกิดมาเป็นมนุษย์ มีอวัยวะร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ ต่อมาได้รับอุบัติเหตุ ทำให้ตาบอด แขนขาด ขาหัก หรือถึงแก่ความตาย เช่นเดียวกันสัตว์เดรัจฉานที่เกิดเพราะผล ของการกระทำชั่ว เช่น สุนัขหรือแมวที่ได้รับอุบัติเหตุ ถูกรถชนถึงแก่ความตาย หรือถูกฆ่าตายโดย พี่เณร [27 ก.ค. 2552 , 21:07:37 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 6ประเภทของกรรม แบ่งตามลำดับการให้ผล ได้แก่
ครุกรรม คือ กรรมหนัก เป็นกรรมที่มีกำลังแรง จะต้องส่งผลให้ได้รับก่อนกรรมอื่นๆ เช่น ความเห็นผิดจากความเป็นจริงที่เรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็นความเห็น ที่ปฏิเสธเหตุ ปฏิเสธผล ปฏิเสธบุญและบาป
การทำอนันตริยกรรม ๕ อย่าง ได้แก่ การฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ กระทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ยุแยกสงฆ์ให้แตกจากกัน และการกระทำสมาธิจนได้ฌานสมาบัติ
อาสันนกรรม คือ กรรมที่กระทำเมื่อใกล้ตาย ได้แก่ การกระทำดีการกระทำชั่ว หรือการระลึกถึงสิ่งที่ดีสิ่งที่ชั่ว ในเวลาใกล้จะตาย เช่น บุคคลที่กำลังทะเลาะวิวาทกัน แล้วเกิดฆ่าฟันกันถึงแก่ความตาย หรือ ระลึกถึงการถวายสังฆทาน การทอดกฐินที่เคยกระทำไว้ก่อนตาย
อาจิณณกรรม คือ กรรมที่กระทำเสมอเป็นนิจ เป็นการสั่งสมการกระทำที่ดีและไม่ดีไว้บ่อยๆ เช่น การใส่บาตรทุกเช้า การสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน หรือการกล่าวคำหยาบ พูดปด ฆ่าสัตว์ เป็นประจำบ่อยๆ
กฏัตตากรรม คือ กรรมเล็กน้อย เป็นกรรมเล็กๆน้อยๆที่ผู้กระทำ มิได้มีความจงใจกระทำอย่างเต็มที่ คล้ายกับว่าไม่เต็มใจทำ เช่น เด็กที่ไร้เดียงสา ไร้กำลังปัญญา มีเจตนาหรือความจงใจอ่อน ที่ตี เตะ กัดมารดาซึ่งอุ้มตนอยู่ หรือมารดาสอนลูกจับมือให้ไหว้พระพุทธรูป พระสงฆ์ ให้ท่องคำสวดมนต์ สวดคำภาวนา พุทโธ พุทโธ โดยที่เด็กน้อยนั้นไม่มีเจตนารู้ว่าตนเองกำลังกระทำดีหรือกระทำชั่วโดย พี่เณร [27 ก.ค. 2552 , 21:15:33 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 7. ประเภทของกรรม แบ่งตามกำหนดเวลาให้ผล ได้แก่
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน เปรียบได้กับการปลูกถั่วเขียวให้เป็นถั่วงอก ซึ่งใช้เวลาเพียง ๓-๔ วัน เราก็จะได้ถั่วงอกไว้รับประทาน
อุปปัชเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๒ เปรียบได้กับการปลูกหน่อกล้วย ซึ่งใช้เวลาเป็นปี จนได้ต้นกล้วยที่โตเต็มที่ ออกปลีออกเครือกล้วยให้เรารับประทาน แล้วต้นกล้วยนั้นก็ตายไป ไม่สามารถให้ผลได้อีกต่อไป
อปราปริยเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป เปรียบได้กับการปลูกเมล็ดมะม่วง ต้องใช้เวลานาน ๓-๕ ปี ในการที่จะออกดอกออกผลเป็นผลมะม่วง ให้เรารับประทาน และให้ผลมะม่วงอีกได้ ในปีต่อๆไป
อโหสิกรรม คือ กรรมที่ไม่ให้ผล เป็นกรรมที่ให้ผลจนสมควรแก่เหตุแล้ว เหมือนคนได้รับโทษจำคุก ๒ ปี เมื่อครบกำหนดแล้วเขาย่อมพ้นจากโทษนั้น หรือเป็นกรรมที่จะไม่ให้ผล เพราะ หมดเวลาการให้ผลแล้ว ได้แก่ กรรมที่ให้ผลตามกำหนดเวลา เมื่อไม่มีโอกาสให้ผลตามกำหนดเวลาได้ ก็เป็นอโหสิกรรมไป หรือเป็นกรรมที่จะไม่ให้ผล เพราะไม่มีผู้ที่จะรับผลกรรมนั้น ได้แก่ พระอรหันต์ที่ปรินิพพาน ไม่มีภพชาติที่จะต้องเกิดอีกแล้ว กรรมที่ได้เคยกระทำไว้แล้วเหล่านั้น ไม่มีผู้รับผลของกรรมนั้น กรรมเหล่านั้นจึงเป็นอโหสิกรรมไปโดย พี่เณร [27 ก.ค. 2552 , 21:21:14 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 8เมื่อได้กระทำกรรมดีหรือกรรมชั่วไปแล้ว กรรมดีหรือกรรมชั่วนั้นจะเป็นปัจจัย ให้เกิดผลตามสมควรแก่กรรมนั้นๆ
การให้ผลของกรรมจะให้ผล ได้ในชาติปัจจุบันที่กระทำก็ได้ หรือจะให้ผลในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไปก็ได้ ไม่ใช่ว่ากรรมทุกกรรมจะให้ผล ได้ทั้งหมดในชาติปัจจุบันที่กระทำกรรม เพราะกรรมนั้นสามารถติดตามไปให้ผลได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ให้ผลหรือยังให้ผลไม่หมด
เนื่องจากกรรมจะสะสมสืบต่อ อยู่ในจิตทุกๆขณะที่จิตเกิดดับสืบต่อกันไป เป็นพลังอำนาจที่สามารถให้ผลได้ เมื่อถึงกำหนดเวลา
ที่พี่เณรได้ยกเรื่องกรรมมากล่าวเสียมากมายนั้น ก็ปรารถนาให้ท่านทั้งหลายเห็นเด่นชัดว่า เรามีกรรมเป็นของๆตน และไม่มีใครจะเก่งเกินกรรม และพระองค์ทรงวางทางให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตตน ไว้ด้วยนะครับเช่น
ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม สัมปรายิกัตถ สังวัตตนิกธรรม และ ปรมัตถประโยชน์ โดยเฉพาะข้อ.. สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม มี ๔ ประการ คือ สัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคะสัมปทา และปัญญาสัมปทา
และเข้าสู่คำถามคุณเซิ่นก็ตรงศีลสัมปทาไงครับผม เฉพาะศีล ๕ ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรยึดถือและปฏิบัติ ศีลทั้ง ๕ ข้อ นี้เรียกว่า มหาทาน เพราะเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีทานชนิดใดเสมอเหมือน ผู้ที่กระทำย่อมได้ชื่อว่าให้ความไม่มีเวรไม่มีภัย แก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ ศีล จึงสูงกว่าทาน ละเอียดอ่อนกว่าทาน และสามารถขัดเกลากิเลสได้ดียิ่งกว่าทาน ครับคุณเซิ่น
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร [27 ก.ค. 2552 , 21:47:02 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 10กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ โดย เซิ่น [28 ก.ค. 2552 , 22:39:29 น.] ( IP = 58.8.50.151 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |