มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร่มธรรม (๑๕)




ความร่มเย็นแห่งชีวิต
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ


ตอนที่ผ่านมา

การกลับสู่สำนักสันติธรรมาลัย ของโชติมันต์ก่อความปีติปราโมชให้เกิดแก่รามินทร์เป็นอันมาก โชติมันต์ก็เช่นเดียวกัน รู้สึกมีความสุขใจที่ได้พบเพื่อนอันเป็นที่ถูกอัธยาศัยเช่นรามินทร์ ความรักระหว่างมิตรอันปราศจากความเห็นแก่ตัว และปราศจากตัณหาราคะนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เป็นความสุขที่ก่อให้เกิดความอุ่นใจ เพื่อนที่แท้จริงต้องเป็นเพื่อนทั้งในยามสุขและทุกข์

รามินทร์เชิญชวนโชติมันต์ไปรับประทานอาหารที่บ้านของเขา ความจริงก็มิใช่ครั้งเดียว เขาเคยชวนโชติมันต์ไปรับประทานอาหรที่บ้านของเขาเสมอ ทุกคนในบ้านยินดีต้อนรับ รามินทร์เป็นบุตรที่พ่อแม่รัก เมื่อรู้ว่าเขารักใครก็พลอยรักคนนั้นด้วย ประกอบด้วยโชติมันต์เป็นผู้มีมารยาทและน้ำใจงาม สมาชิกที่บ้านของรามินทร์จึงไม่มีข้อรังเกียจ หรือพะวักพะวนใจในการคบ รามิตาน้องสาวของรามินทร์แสดงความยินดีจนออกหน้า

“ฉันดีใจเหลือเกิน โชติมันต์ ที่เธอกลับจากปัญจาละโดยปลอดภัย” รามิตาพูด อาการกิริยาของเธอสอดคล้องกับอารมณ์ที่แสดงออก

“ขอบใจเธอมาก รามิตา” โชติมันต์พูดอย่างจริงใจ “ฉันจะไม่ลืมว่าอย่างน้อยยังมีเธอคนหนึ่งที่มีความปรารถนาดีต่อฉันอย่างจริงใจ”

“คำว่า “ปรารถนาดี” อาจน้อยไปกระมังคะสำหรับความรู้สึกที่ฉันมีต่อเธอ” รามิตากล่าว

“ควรจะกล่าวอย่างไรเล่า-รามิตา จึงจะตรงกับความรู้สึกของเธอ?”

“ฉันมีความห่วงใย และกังวลถึงเธอ” รามิตาบอก “คำนี้มีความหมายไม่กว้างนัก แต่ลึกซึ้งกว่า “ปรารถนาดี” เธอเห็นอย่างนั้นไหม-โชติมันต์?”

“เห็นอย่างนั้น, เธอฉลาดใช้คำให้ตรงกับความรู้สึกของจิตใจ” โชติมันต์ชม

“เธอไปหัสดินบุรี สนุกไหม?”

“สนุก และได้รับความรู้เพิ่มขึ้นหลายอย่าง”

“เธอคงไม่ได้คิดถึงฉันอย่างที่ฉันคิดถึงเธอ” รามิตาพูด

“คิดถึงเหมือนกัน” โชติมันต์ตอบ

“เพียงเหมือนกันเท่านั้นหรือ?” รามิตาทักท้วง “ฉันไม่ภูมิใจในคำตอบของเธอเลย แต่---ฉันว่าเธออาจไม่คิดถึงฉันเลยก็ได้เพราะมีใครคนหนึ่งไปด้วย ความคิดของเธอคงจะวนเวียนอยู่ที่บุคคลผู้นั้น จนไม่อาจถึงฉันได้”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:47:49 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

“รามิตา! ฉันพูดจริงๆ ว่าฉันคิดถึงเธอเสมอ แต่ไม่มากถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การคิดถึงใครคนหนึ่งจนทำอะไรไม่ได้นั้น ไม่เป็นคุณแก่ใคร มีแต่จะเป็นโทษแก่ตนและคนผู้เกี่ยวข้อง”

“แต่ฉันกล้าพนันได้ว่า เธอคิดถึงฉันน้อยกว่าที่ฉันคิดถึงเธอ” รามิตาว่า

“ความคิดถึง ความรัก ไม่มีเครื่องชั่งตวงวัด จึงรู้ยาก” โชติมันต์แย้ง “ในทางที่ดี มีผลกำไรแก่ตนแล้ว คนเรามักรู้สึกว่า ตนมีมากกว่าคนอื่นเสมอ รามิตาอาจเป็นอย่างนั้นก็ได้”

รามิตาหัวเราะ ก่อนพูดว่า

“เรื่องทำนองนี้ ผู้หญิงเขารู้ได้ละเอียดกว่าผู้ชาย คือเขาย่อมรู้ว่ามีมากหรือมีน้อยในใจของเขาเอง แต่ผู้ชายไม่ค่อยจะรู้ แม้มีเพียงนิดเดียวก็ทึกทักเอาว่ามีมากเสมอ”

โชติมันต์นิ่ง รามิตาพลอยนิ่งไปด้วย โชติมันต์เกิดในราศีที่เป็นเสน่ห์แก่เพศตรงข้าม ประกอบกับกุรุพินทาอบรมเขาอย่างดีเสมอมา จึงทำให้เป็นที่รักของสตรีทั้งหลายเมื่อมีโอกาสได้คบหาสมาคมดีอยู่ที่ว่าโชติมันต์ไม่เป็นคนฉวยโอกาสเยี่ยงชายบางคน เขาจึงไม่เป็นภัยแก่เพศตรงข้าม คุณสมบัติข้อนี้ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ในตัวเขามากขึ้น แม้เขาจะยังเป็นคนหนุ่มอยู่ในเขตปฐมวัย แต่จากการอบรมของกุรุพินทาทำให้เขาระลึกอยู่เสมอว่า สุขสัมผัสหากผิดทำนองคลองธรรมแล้วก็จะก่อความทุกข์อันยืดเยื้อให้แก่ชีวิต ปัญหาบางอย่างที่เกี่ยวกับทางเพศนั้นยากเกินไป จนไม่ควรลองเล่นเพื่อสนุกคะนองเพียงครู่ยาม บ่วงชีวิตจะผูกพันอย่างหนาแน่นซึ่งบุคคลผู้เล่นกับชีวิตอย่างประมาท คำสอนอย่างนี้ แม้จะไม่สู้มีผลนักในวัยเด็ก แต่หากเด็กจำได้ เมื่อนำมาตรึกตรองในสมัยที่เขาเป็นผู้ใหญ่รู้คิดแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตอย่างมาก

สุขสัมผัสย่อมให้ความสุขและความทรมาน ในอัตราเท่าๆ กันเสมอ เพราะมิใช่ความสุขที่บริสุทธิ์

โชติมันต์ระลึกถึงคำสนทนาระหว่างท่านราเมศร์และท่านฤาษีสันตบท ตอนหนึ่งท่านฤาษีกล่าวว่าท่านได้รับความสงบสุขในชีวิตอย่างสูง สมบัติแห่งจักรพรรดิท่านก็ไม่ยินดีแลกกับความเป็นฤาษีของท่าน ท่านปรารถนาได้เฝ้าพระสมณโคดมบรมศาสดา เมื่อชอบใจธรรมของท่านอาจขอบวชตาม หรืออาจอยู่ในเพศฤาษีต่อไปแล้วแต่ความรู้สึกในขณะนั้น

ท่านผู้มีความรู้สึกเช่นนั้น จะต้องได้พบแล้วซึ่งคุณธรรมอะไรอย่างหนึ่งซึ่งให้ความเย็นแก่จิตใจ มีคุณค่ายิ่งกว่าความเป็นจักรพรรดิราชอันเป็นที่ปรารถนายิ่งนักของปวงโลกียชน

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:49:13 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 2

“เธอไม่ชอบหรือ-โชติมันต์ ที่ฉันพูดอย่างนั้น เห็นเธอนั่งเฉยไป” รามิตาเริ่มพูด

“หามิได้ รามิตา, ฉันมิได้ไม่ชอบใจคำของเธอดอก แต่คำพูดของเธอทำให้ฉันคิด ฉันรู้สึกว่ามีคนอยู่หลายคนที่มีความปรารถนาดี กังวลห่วงใยในตัวฉัน ฉันจะมีอะไรตอบแทนความหวังดีของท่านเหล่านั้นบ้าง ฉันไม่มีอะไรเลย-รามิตา ฉันเริ่มเป็นทุกข์ว่า ตัวฉันจะมีคุณค่าไม่ควรแก่ความหวังดีของคนทั้งหลาย”

“เธออย่าคิดเรื่องนั้นเลย-โชติมันต์!” รามิตาปลอบ “คนทุกคนที่ปรารถนาดี กังวลห่วงใยในตัวเธอนั้น ย่อมจะมองเห็นแล้วว่า เธอมีคุณค่าพอ คนอื่นย่อมตีราคาเธอถูกต้องกว่าเธอตีราคาตนเอง เรื่องนี้ขออย่าได้กังวลเลย ดูแต่พี่รามินทร์เถอะ คบคนยาก แต่ยังถือเธอเป็นเพื่อน พี่รามินทร์บอกว่าที่สันติธรรมาลัยนั้น มีเธอคนเดียวที่พี่คบเป็นเพื่อนสนิท นี่คือข้อวินิจฉัยว่าเธอมีคุณค่าพอสำหรับทุกคนที่คบเธอ พี่รามินทร์เคยบอกฉันว่า เธอมีคนรักรอคอยอยู่ที่สัมมาคาม แคว้นโกศล เธอกังวลใจถึงเขาหรือ?”

“ก็เป็นบ้างเหมือนกัน” โชติมันต์ตอบ

“ขนาดเป็นคนรักกันแล้วเธอยังพูดเพียงว่า เป็นบ้างเหมือนกัน เท่านั้นหรือ?”

“คุณแม่สอนฉันว่าไม่ให้คิดถึงใครมากแม้แต่ตัวท่านเอง ท่านบอกว่าไม่มีประโยชน์ จะทำให้งานเสีย เรียนไม่สำเร็จ”

“แล้วเธอเชื่อท่าน?”

“เชื่อซิ-รามิตา” โชติมันต์ตอบ “ฉันเชื่อคุณแม่ทุกอย่าง”

“เธอเป็นลูกที่ดีมาก อย่างนี้ซิ ใครๆ จึงได้รักเธอ”

“แม้แต่ตัวเธอเองหรือ-รามิตา?”

หญิงสาวบุตรีพราหมณ์นิ่งอึ้ง ไม่ทราบจะตอบอย่างไร เธอจึงเลี่ยงไปว่า

“ฉันเพียงแต่รู้สึกมีความสุข ความอุ่นใจเมื่อได้คบกับเธอสนทนากับเธอ เธอเองล่ะ เป็นเหมือนฉันไหม?”

“เป็นเหมือนกัน, เธอเป็นเพื่อนที่ดีของฉัน ฉันจะรักเธอเหมือนกับที่รามินทร์รัก”

“แต่---”

“แต่อะไร รามิตา บอกฉันซิ”

หญิงสาวก้มหน้านิ่งอยู่ขณะหนึ่ง

“แต่ฉันไม่ได้รักเธออย่างที่รักพี่รามินทร์”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:49:52 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 3

ขอย้อนกล่าวถึงท่านฤาษีสันตบทสักเล็กน้อย—เมื่อคณะของราเมศร์เข้าสู่กรุงราชคฤห์นั้น ฤาษีผู้สงบได้ยืนมองดูขบวนเกวียนอยู่จนลับสายตาแล้ว จึงหันหน้ากลับไปทางเวภารบรรพตอันตะหง่านเงื้อมมีอายุยืนมาเป็นแสนเป็นล้านปี ได้เห็นความดีความชั่วของมนุษย์มามากมาย ท่านยืนสงบนิ่ง ในห้วงหทัยเต็มไปด้วยจินตนาการอันลึกซึ้ง---

“อา! มนุษย์ทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายต้องการอะไร ท่านค้นพบตัวของท่านแล้วหรือ ท่านพอใจในความสุขหรือความทุกข์กันเล่า หากท่านพอใจในความสุขไฉนจึงก่อแต่กรรมอันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์อันยืดเยื้อเช่นนั้น เราเองเล่า ค้นพบตัวของเราเองแล้วหรือ ตัวตนมีหรือไม่มี? อะไรเล่าคือความสุขอันถาวรที่ไม่ต้องกลับกลายเป็นความทุกข์อีก เรารู้สึกว่าเราได้พบแสงสว่างแห่งชีวิตแล้ว แต่ยังสว่างไม่เต็มที่ เราได้สัมผัสกับความสงบแล้ว แต่ยังไม่ถึงที่สุดน่าจะยังมีอะไรที่สว่างกว่านี้ สงบกว่านี้ ใจของเราเหมือนกายที่โรคสงบลงแล้ว แต่รู้สึกว่ายังมีอยู่ หาได้เป็นสมุจเฉทไม่ อาจกำเริบขึ้นได้อีก ทำอย่างไรหนอให้โรคนี้สิ้นสุดโดยเด็ดขาดไม่กำเริบอีกต่อไป

รำพึงฉะนี้แล้ว อนาคาริกมุนีก็เดินดุ่มสู่หุบผาแห่งเวภารบรรพต เข้าไปสู่ท้องถ้ำ ณ ที่นั้นสงบเงียบ ปราศจากเสียงรบกวนอันทำให้ใจเหินห่างจากสันติธรรม ใจของท่านแน่วแน่ไม่ไหลกลับไปสู่โลกิยารมณ์อีก รู้สึกเบาสบาย ไร้กังวล ไร้ความอึดอัด ปีติน้อยๆ บังเกิดขึ้นแล้วแผ่กระจายไปทั่วสรีระให้มีลักษณะขนพอง และเบาหวิว ดวงใจของท่านอาบด้วยปีติอันเกิดจากวิเวก

“ความสุข---ความสุขอยู่ตรงนี้” ท่านอุทานเบาๆ “มนุษย์ทั้งหลายวิ่งไขว่คว้าหาความสุข แต่หาไม่พบ เพราะเขาทิ้งความสุขไว้เบื้องหลังเสียแล้ว อนึ่งความสุขนั้นถูกความพอใจในวัตถุปิดบังเสียแล้วโดยสิ้นเชิง ความสุขอยู่ที่จิตใจอันปลอดโปร่ง ปราศจากอารมณ์รบกวนนี่เอง ความสุขได้โผล่ขึ้นมาในจิตใจที่ไม่มีอารมณ์ปิดบังห่อหุ้มนี่เอง ช่างละเอียดประณีต เบาสบายเสียนี่กระไร! อา! เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายเอย? ฉันได้พบความสุขแล้ว นี่คือความร่มเย็นแห่งชีวิต อยู่ตรงนี้เอง พอหยุดความปรารถนาอันเร่าร้อนได้ ความสงบเย็นก็โปรยลงชโลมชีวิตทันที อา! ช่างน่าประหลาดเสียนี่กระไร! อยู่ใกล้กว่ามือเอื้อมเสียอีก แม้แต่ราชาธิราชผู้มีราชอาณาเขตไพศาลก็ไม่อาจได้ชม ได้ลิ้มรสแห่งความสุขนี้ได้ ใจของเราช่างเบิกบานกระไรเช่นนี้

“มาเถิดเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย! มาหาความสุขจากความสงบกันเถิด ฉันบอกท่านทั้งหลายไม่ถูกดอกว่าสุขอย่างไร ปานใด ประณีตเพียงใด แต่ท่านจะพบมันเองเมื่อท่านมาเป็นอย่างฉัน หรืออย่างน้อยก็ทำอย่างฉัน ฉันหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง และทั้งทั่วโลก ฉันสงสารเพื่อนมนุษย์และสัตว์ร่วมโลกทั้งหลายที่คร่ำครวญโหยไห้ อยู่ทั่วทุกหมู่บ้าน ตำบล คามนิคม ชนบท ราชธานี ฉันปรารถนาช่วยท่านทั้งหลาย แต่ท่านต้องช่วยตัวเองด้วย มิฉะนั้น ฉันจะช่วยท่านไม่ได้”

เมื่อเสียงอุทานนี้เงียบไป เสียงแผ่เมตตาซึ่งกังวานลึกก็ดังขึ้นแน่นอนทีเดียว ท่านผู้มีจิตใจอย่างนี้ ย่อมมีเมตตาต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งมวลทั่วหน้า

วันรุ่งขึ้น เวลาเย็น โชติมันต์ชวนรามินทร์ไปดูต้นไม้บางอย่างเชิงเขาเวภาระ เพื่อการศึกษาและประดับความรู้ ขณะเดินชมอยู่นั้นใจของเขาหวนระลึกถึงฤาษีสันตบท

“ฉันชอบลักษณะของฤาษีสันตบทเหลือเกิน” โชติมันต์เปรย

“ท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงมาก” รามินทร์พูด “มีคนเคารพนับถือมาก ท่านเป็นคนรุ่นเดียวกับท่านราเมศร์และบิดาของฉัน เธอเคยพบท่านหรือ?”

“พบเมื่อวันกลับจากปัญจาละ ท่านสนทนากับท่านราเมศร์อยู่นาน ฉันยืนฟังอยู่ด้วย ท่านบอกว่า ท่านอาศัยอยู่ ณ ท้องถ้ำ เชิงภูเขาลูกนี้ เราไปหาท่านกันหน่อยไหม?”

“จะไม่เป็นการรบกวนท่านไปหรือ?” รามินทร์ออกความเห็น “ฤาษีมักชอบอยู่อย่างสงบ ไม่ต้องการให้ใครไปรบกวน”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:50:37 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 4

“ฉันมีเรื่องจะถามท่านเหมือนกัน” โชติมันต์พูด

รามินทร์ประหลาดใจ

“เธอน่ะหรือมีเรื่องจะถามท่าน ฉันเกรงว่า เราจะสนทนากับท่านไม่รู้เรื่อง

“รู้ซี วันก่อนฉันยืนฟังท่านพูดกับท่านราเมศร์ ฉันยังรู้เรื่องเข้าใจที่ท่านพูดดี ฉันรู้สึกว่าฉันอยากเข้าใกล้ท่าน”

“เธอนี่ ดูๆ ชักจะสมถะใหญ่เสียแล้ว” รามินทร์เย้าเพื่อน

“โชติมันต์ไม่ตอบ กลับถามอีกว่า

“ตกลงไหม?”

“ตามใจเธอ ไปก็ไป แต่ว่าแถวนี้มีฤาษีอยู่มากนะ ฉันไม่เคยไปสำนักของท่านเหมือนกัน ต้องหาเอาหน่อย”

“ไม่เป็นไรหรอก เราต้องอดทนแสวงหา รามินทร์จำไม่ได้หรือ อาจารย์เคยสอนเราว่า นักปราชญ์นั้นไม่ว่าอยู่ที่ใด ไกลแสนไกลอย่างไร ผู้ประสงค์ความรู้ก็พึงดั้นด้นไปหา”

“จำได้” รามินทร์ตอบ “หากท่านไม่ยินดีต้อนรับเราล่ะ?”

“ไม่ดอก” โชติมันต์พูด “คนดีย่อมไม่แสดงกิริยาทรามต่อผู้ไปหา หากท่านจะแสดงกิริยาอะไรรุนแรงบ้างก็เพื่อทดสอบว่าผู้ไปหา มีความตั้งใจจริงหรือไม่เท่านั้น เราอยากได้ความรู้ก็ต้องอดทนเอาหน่อย ท่านที่เป็นนักปราชญ์ กว่าจะได้ความรู้มา ท่านก็ต้องอดทนเหน็ดเหนื่อย ไม่ใช่เป็นกันได้วันสองวัน ต้องใช้เวลา ๒๐ – ๓๐ ปีเป็นอย่างน้อย เราจะไปหาความรู้จากท่านก็ต้องอดทนบ้าง มิฉะนั้นก็เอาเปรียบท่านเกินไป คอยชุบมือเปิบอยู่เรื่อย”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:51:27 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 5

พอสองสหายตกลงใจว่าจะไปหาท่านแน่นอนเท่านั้น กลิ่นหอมชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไรก็รวยรินมาตามสายลม เขารู้สึกว่าเป็นกลิ่นแปลก ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ แต่หอมพิเศษไม่แรงเกินไป

“กลิ่นอะไร รามินทร์?”

“ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยได้กลิ่นอย่างนี้เลย เธอเคยไหม?”

“ไม่เคยเหมือนกัน” โชติมันต์ตอบ

“แปลกมาก” รามินทร์เปรย “ไปกันเถอะ”

ทั้งสองเดินไปตามทางเล็ก และได้รับกลิ่นหอมไปตลอด เมื่อไปถึงทางแยก เขาแยกไปทางหนึ่ง กลิ่นนั้นหายไป

“หายไปแล้ว” รามินทร์พูด

“ลองไปแยกโน่นซิ” โชติมันต์เสนอ

เขาเดินกลับไปอีกทางหนึ่ง พอเข้าทางก็ได้กลิ่นหอมนั้นอีก

“เดินตามกลิ่นไปดีกว่า” โชติมันต์ว่า

“ตกลงสนุกดี” รามินทร์รับ “เหมือนมีกลิ่นหอมนำทาง”

เขาเดินกันไปเรื่อยๆ พอถึงแยกอื่นๆ อีก เขาไม่แน่ใจว่าจะไปทางใดก็ลองเดินดู หากไม่มีกลิ่นก็เดินกลับไปทางทิศที่มีกลิ่นนำอยู่ ไม่นานนักก็มาถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่งดูสะอาดเรียบร้อย

กลิ่นหอมมาสิ้นสุดลงตรงหน้าถ้ำนั้น

หน้าถ้ำมีต้นไม้ขนาดกลางขึ้นอยู่เรียบรายเป็นต้นตะแบกบ้าง มะม่วงบ้าง จิกบ้าง ที่โคนต้นได้รับการปัดกวาดสะอาดเรียบร้อย มีม้านั่งเป็นวงกลมล้อมต้นไม้บ้าง เป็นม้านั่งชนิดยาวบ้าง ม้านั่งเหล่านั้นทำด้วยไม้ทั้งสิ้น มีโอ่งน้ำวางอยู่ ๒ โอ่ง พร้อมฝาปิดเรียบร้อย

รวมความว่าบริเวณถ้ำนี้น่ารื่นรมย์สมเป็นที่พักของผู้บำเพ็ญพรต สองสหายยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฤาษีสันตบทก็ออกมา ท่านยิ้มนิดหนึ่งเป็นเชิงต้อนรับ ทั้งสองก้มลงแสดงคารวะ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:52:20 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 6

“เชิญนั่ง” ท่านพูด

เมื่อทั้งสองนั่งลงแล้ว ท่านถามว่า

“มาทำไม”

“ข้าพเจ้าต้องการมาเยี่ยมท่าน” โชติมันต์ตอบ

“เยี่ยมทำไม?” ท่านถามอีก

สองสหายมองสบตากัน

“ต้องการมาสนทนากับท่าน เพื่อหาความรู้” โชติมันต์ตอบอีก

“ฉันไม่มีความรู้จะให้ และไม่คิดว่า ความรู้จริงๆ จะมีได้ด้วยการคุยกัน ต้องการความรู้ทำไมไม่ไปแสวงหาในบ้านในเมือง มาหาที่ถ้ำจะได้อะไร

รามินทร์มีอาการกระวนกระวาย แต่โชติมันต์ยังอดทนสงบนิ่งอยู่

“ท่านมีความสุขดีหรือ อยู่ที่นี่?” โชติมันต์ถามต่อไปอีกเพราะไม่รู้จะพูดอะไร

“ฉันพอใจ” ท่านตอบ

“ข้าพเจ้าทราบมาว่า ท่านเคยเป็นนักศึกษารุ่นเดียวกับท่านราเมศร์และบิดาของรามินทร์”

“นั่นมันนานมาแล้ว การทราบเรื่องนี้เป็นประโยชน์อะไรกับเธอบ้างโชติมันต์”

“โชติมันต์และรามินทร์สะดุ้ง เมื่อท่านออกชื่อโชติมันต์

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:53:48 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 7

“ข้าพเจ้าอยากทราบว่า เหตุไรผู้ซึ่งมีโอกาสมากเช่นท่านในการที่จะเป็นอะไรก็ได้ จึงเลือกเอาความเป็นฤาษีเป็นทางดำเนินชีวิต?”

ฤาษีสันตบทนิ่งไปครู่หนึ่ง ในที่สุดได้กล่าวขึ้นว่า

“เธอรู้สึกว่า การเป็นฤาษีเป็นความต่ำต้อยนักหรือ?”

“ข้าพเจ้ามิได้เห็นเช่นนั้น” โชติมันต์ตอบ “แต่เห็นเป็นเรื่องแปลก เพราะคนส่วนมากมิได้เลือกเดินทางนี้”

“เธออาจไม่รู้” ฤาษีพูด “ทางกว้างซึ่งคนนิยมเดินเข้าไปมากนั้น ยิ่งเดินไปก็ยิ่งแคบเข้า ส่วนทางเล็กซึ่งมีคนเดินน้อยยิ่งเดินไปทางก็ยิ่งกว้างออก ทางที่มีคนเดินมากเป็นทางแห่งความวุ่นวาย ส่วนที่มีคนเดินน้อยเป็นทางแห่งสันติสุข ที่ฉันเลือกเดินทางเล็กเพราะฉันต้องการสันติสุข”

“ทางใหญ่ที่คนเดินเข้าไปมาก หาสันติสุขมิได้หรือครับท่าน?”

“เมื่อมีความวุ่นวายเสียแล้ว จะหาสันติสุขได้ที่ไหน เพราะมันตรงกันข้ามอยู่ ความเย็นกับความร้อนจะมีอยู่พร้อมๆ กันในที่เดียวกันได้อย่างไร”

“ข้าพเจ้าต้องขออภัยท่านด้วย หากว่าคำพูดของข้าพเจ้าจะรุนแรงไม่เป็นที่สบอารมณ์ของท่านบ้าง ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าเลื่อมใสท่านอยากทราบความคิดของท่านในการสละโลกิยารมณ์ มาสงบอยู่ในป่า หากบารมีของข้าพเจ้ามีอยู่ อาจได้เดินทางเดียวกับท่านบ้าง คือมีคนเขากล่าวกันเสมอว่า ผู้ที่ปลีกตนมาเป็นฤาษีเช่นนี้เป็นการไม่สู้โลก ยอมแพ้ต่อโลก บางคนมีความเห็นรุนแรงถึงกับว่าผู้เช่นนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว ท่านโปรดให้ความแจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”

“โชติมันต์! เธอเองเห็นอย่างนั้นด้วยหรือไม่?”

“ข้าพเจ้ายังสงสัยอยู่” โชติมันต์ตอบ

“ความจริงเรื่องนี้ไม่ต้องตอบก็ได้ ใครจะเข้าใจอย่างไรก็ช่างเขา แต่เพื่อความเข้าใจอันดีสำหรับเธอ เราจะอธิบายให้ฟัง โชติมันต์! หากเธอเห็นไฟกองใหญ่กำลังลุกโหมอยู่ ณ ทุ่งกว้างแห่งหนึ่ง เธอจะกระโดดเข้าไปในกองไฟเพื่อสู้มัน หรือเธอจะหนีไฟ?”

“คิดว่าจะหนี” โชติมันต์ตอบ

“ทำไมจึงหนี?”

“เพราะขืนกระโดดลงไปก็ตายเปล่า โดยที่ไฟก็ไม่ดับ เพราะข้าพเจ้าไม่มีเครื่องมือสำหรับดับไฟ”

“และที่ตัวเธอเองก็มีไฟดวงน้อยๆ ติดอยู่ทั่วตัวด้วย” ฤาษีเสริมให้ “หากเธอกระโดดลงไปในกองไฟก็เท่ากับเอาไฟน้อยนี้ไปรวมกับกองไฟใหญ่ มันจะยิ่งลุกโพลงใหญ่ขึ้น เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น จริงหรือไม่?”

“จริงครับ-ท่าน” โชติมันต์รับ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:54:50 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 8

“โชติมันต์เอย! สภาพแห่งโลกนี้ก็ทำนองนั้นเหมือนทุ่งกว้าง ที่โชนอยู่ด้วยกองไฟใหญ่ มนุษย์ทั้งหลายต่างมีไฟติดตัวอยู่คนละเล็กคนละน้อย เมื่อมารวมกันอยู่ก็กลายเป็นกองไฟใหญ่มหึมาโพลงอยู่ทั่วหลายคนร้องอยู่เสมอว่าร้อน แต่ตราบใดที่เขาไม่ถอนตนออกจากบริเวณกองไฟ เขาจะสงบเย็นไม่ได้เลย มนุษย์ทั้งหลายกระเสือกกระสนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในกองไฟใหญ่นั้น คนเป็นอันมากเมื่อไปในที่ชุมนุมชนใหญ่ๆ ก็มักอุทานออกมาว่า คนมากจริง คนมากจริง ก็ตัวเขานั่นแหละคนหนึ่งที่เพิ่มจำนวนคนให้มากขึ้นอย่างน้อยหนึ่งคน คนอื่นๆ ก็บ่นทำนองนั้นเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จะไปลงโทษเอาใครว่าเป็นสาเหตุแห่งความร้อน ยังมีที่สงบเย็นอีกมากซึ่งยังว่างเปล่าอยู่ แต่มนุษย์ส่วนใหญ่เห็นสภาวะอย่างนั้นเป็นความต่ำต้อย จึงไม่พอใจเปลื้องตนจากเครื่องพันธนาการ

“โชติมันต์เอย! ลองคิดดูเถิด, สุนัขตัวหนึ่งชอบลอบกัดคนทั้งหลาย เจ้าของจึงเอากระดิ่งเล็กๆ ผูกคอมันไว้ เพื่อเตือนให้คนทั้งหลายได้เห็นและระวังตัว กระดิ่งนั้นเป็นเครื่องหมายแห่งความอัปยศของมัน แต่สุนัขหารู้ไม่มันกลับเข้าใจว่า นั่นคือเครื่องหมายแห่งเกียรติยศ จึงเที่ยวเดินชูคออวดสุนัขตัวอื่น มันเอิบอิ่มพอใจอยู่นานแสนนาน คนทั้งหลายเห็นแล้วรู้ แต่ตัวมันไม่รู้ จนกระทั่งมันชูคอมาอวดสุนัขเฒ่าตัวหนึ่ง สุนัขเฒ่าจึงได้เตือนมันให้ทราบว่ากระดิ่งนั้นเป็นเครื่องหมายแห่งความดื้อด้านเลวทรามของมันต่างหาก หาใช่เครื่องหมายแห่งเกียรติยศประการใดไม่

“มนุษย์เราควรจะดีกว่าสุนัขตัวนั้น คือควรจะรู้ให้ลึกซึ้งว่าอะไรเป็นเกียรติยศ อะไรเป็นความอัปยศ การขาดเสรีภาพหรือการมีเสรีภาพกันเล่า เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของมนุษย์ หากเราถูกจองจำอยู่ในเครื่องพันธนาการต่างๆ แม้ในสายตาของโลกจะเห็นเป็นอย่างไรก็ตาม มันก็ยังเป็นสิ่งนำความทุกข์ทรมานมาให้อยู่นั่นเอง สิ่งที่คนทั้งหลายพากันหลงใหลอยู่นั้น มีสิ่งใดบ้างที่ให้ความสุขโดยส่วนเดียว สิ่งที่ดื่มด่ำรำพันว่าสุขในวันนี้ ก็ลงท้ายเป็นสิ่งน่าเบื่อหน่าย และครางออกมาว่าเป็นความทุกข์ในวันหน้า

“เมื่อคำนึงถึงว่าทุกอย่างต้องลงท้ายอย่างนี้ มีสิ่งใดบ้างที่ควรจะเพลิดเพลินหลงใหลจนลืมนึกถึงความทุกข์ที่รายรอบเข้ามาทุกเวลานาที

“เครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่ชาวโลกพากันไขว่คว้าหานั้น เมื่อได้มาแล้วก็สวมติดอยู่ สำคัญตนไปต่างๆ ความจริงสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเศษเหล็ก เศษผ้า อันหาแก่นสารอันใดมิได้ มันเป็นวัตถุแห่งความมัวเมาของคนหลง เมื่อไปหลงเข้าแบบนั้น เครื่องปฏิการคุณงามความดีก็กลายเป็นเครื่องมือให้คนพลาดได้โอกาสยกตนข่มผู้อื่น แลแล้วก็ทำลายความดี ความบริสุทธิ์ในตนไปด้วย เหมือนสนิมเหล็กเกิดจากเหล็ก กัดเนื้อเหล็กให้กร่อนไป

“ความวุ่นวายในสังคมมนุษย์นั้นมีมากมายเกินที่จะสาง เหมือนหยากเยื่อที่สะสมมาเป็นพันๆ ปี ฉันไม่ใช่คนเก่งที่จะสางความยุ่งเหยิงในสังคมมนุษย์ ฉันจึงได้ปลีกตนเสียจากสังคม เพื่อให้สังคมไม่ต้องวุ่นวายกับการต้องสางฉันคนหนึ่งด้วย และเพื่อฉันจะได้ไม่ต้องเห็นความวุ่นวายอันนั้น

“โชติมันต์! ฉันไม่ต้องการเกียรติยศใดๆ ฉันไม่ต้องการชื่อเสียงหรือความร่ำรวย แต่ฉันต้องการเฉพาะความสุขในชีวิตของฉัน ฉันต้องการบ่มวิญญาณให้พร้อมเพื่อรอคอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ฉันไม่เชื่อว่าลำพังตัวฉันเองจะหลุดรอดไปจากบ่วงทุกข์ได้

“ด้วยเหตุนี้แหละ, โชติมันต์! ฉันจึงเลือกทางนี้เป็นทางดำเนินชีวิตของฉัน

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:55:34 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 9

“สำหรับใครจะว่าอย่างไร คือจะเห็นการกระทำและดำเนินชีวิตอย่างฉันเป็นความเห็นแก่ตัว ทำเพื่อเอาตัวรอดหรือไม่นั้นแล้วแต่เขาจะคิด เขามีสิทธิจะคิดได้ ฉันไม่กังวลในเรื่องนั้น เรื่องการเลือกทางดำเนินชีวิตก็เหมือนการเลือกรสอาหาร ชอบอย่างไหนก็ว่าอย่างนั้นดีไม่เหมือนกันทุกคน แต่คุณค่าแห่งชีวิตย่อมอยู่ที่เจ้าตัวเองนั่นแหละ รู้สึกว่าตนมีค่าเพียงใดหรือไม่”

“ขอขอบพระคุณท่านผู้เจริญเป็นอย่างสูงที่กรุณาให้ความเข้าใจแก่ข้าพเจ้าทั้งสอง”

และแล้วโชติมันต์ได้เล่าเรื่องที่เขาเดินทางมาหาท่านฤาษี ได้กลิ่นหอมประหลาดมาตลอดทาง พอจะแวะไปทางอื่นกลิ่นนั้นก็หายไปพอเดินเข้าทางที่จะมาที่นี่กลิ่นั้นก็มีขึ้นอีก และเมื่อมาถึงหน้าถ้ำ กลิ่นก็หายไป ไม่ทราบเพราะเหตุใด เขาและรามินทร์สงสัยมาก

ท่านฤาษีสันตบทยิ้มน้อยๆ

“แปลกมากหรือ?”

“แปลกมากทีเดียว” รามินทร์พูด

“แต่เป็นเรื่องธรรมดาในหมู่ฤาษีที่สำเร็จวิชาบางอย่างแล้ว?”

“ท่านเห็นว่าเป็นกลิ่นอะไร?” โชติมันต์ถาม

“ฉันเอง, โชติมันต์? ฉันส่งกระแสจิตไปรับเธอทั้งสองมา ฉันรู้ตั้งแต่เธอตัดสินใจจะมาหาฉันแล้ว หากไม่ทำดังนั้น เธอจะมาไม่ถูกอย่างแน่นอน”

“ท่านผู้เจริญ อัศจรรย์มาก”

“ธรรมดาในหมู่ฤาษี” ท่านพูด พอขาดคำร่างของท่านฤาษีสันตบทก็หายวับไป ที่นั่งของท่านเหลือแต่ความว่างเปล่า

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [28 ก.ค. 2552 , 07:56:57 น.] ( IP = 58.8.46.147 : : )


  สลักธรรม 10

“ขอบใจเธอมาก รามิตา” โชติมันต์พูดอย่างจริงใจ “ฉันจะไม่ลืมว่าอย่างน้อยยังมีเธอคนหนึ่งที่มีความปรารถนาดีต่อฉันอย่างจริงใจ”

“คำว่า “ปรารถนาดี” อาจน้อยไปกระมังคะสำหรับความรู้สึกที่ฉันมีต่อเธอ” รามิตากล่าว ดูว่า ช่างกล่าวได้ลึกซึ้ง ประทับใจ ประโลมโลก

โดย พรหมธรรม [29 ก.ค. 2552 , 00:07:37 น.] ( IP = 124.121.45.132 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org