| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ร่มธรรม (๑๙)
สุสิมะ ภิกษุ กับพระศาสดา
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ
ตอนที่ผ่านมา
วันหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ วันนั้นพระสารีบุตรกำลังจงกรมอยู่กับภิกษุผู้เป็นบริวารจำนวนมาก พระมหาโมคคัลลานะ, พระมหากัสสป พระอนุรุทธ์ พระปุณณะ มันตานีบุตร, พระอานนท์ และพระเทวทัต ก็กำลังจงกรมอยู่กับภิกษุผู้เป็นบริวารจำนวนมาก
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า :-
ดูเถิดภิกษุทั้งหลาย! สารีบุตรจงกรมอยู่กับภิกษุเป็นอันมาก ภิกษุเหล่านั้นล้วนมีปัญญามากทั้งสิ้น
ภิกษุที่จงกรมอยู่กับมหาโมคคัลลานะ ล้วนมีฤทธิ์ที่จงกรมอยู่กับกัสสป ล้วนเคร่งครัดในธุดงค์....กับอนุรุทธ์ล้วนมีทิพจักษุ.... กับปุณณะมันตานีบุตรล้วนเป็นธรรมกถึก...อุบาลีล้วนทรงวินัย...กับอานนท์ล้วนเป็นพหูสูต แต่ที่จงกรมอยู่กับเทวทัตล้วนเป็นภิกษุที่มีความปรารถนาลามากทั้งนั้น
ภิกษุทั้งหลาย! สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้ากันได้ด้วยธาตุด้วยอัธยาศัย สัตว์ผู้มีอัธยาศัย (อธิมุติ) ทรามย่อมเข้ากันได้กับผู้มีอัธยาศัยทราม ผู้มีอัธยาศัยดีย่อมเข้ากันได้กับผู้มีอัธยาศัยดี เรื่องทำนองนี้ได้มีมาแล้วในอดีต กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันและจักเป็นต่อไปอีกในอนาคต
ภิกษุทั้งหลาย! เปรียบเหมือนคูถเข้ากันได้กับคูถ น้ำลายกับน้ำลาย เลือดกับเลือด น้ำนมกับน้ำนม น้ำตาลกับน้ำตาล
ภิกษุทั้งหลาย! กิเลสรกเพียงดังป่าเกิดขึ้นเพราะการคลุกคลี(กับคนชั่ว) บุคคลย่อมตัดกิเลสได้ เพราะเลิกคลุกคลี (กับคนชั่ว) อันว่าบุคคลอาศัยเศษไม้เล็กข้ามห้วงมหรรณพย่อมไม่อาจข้ามได้ ต้องจมลงในทะเลใหญ่นั้นฉันใด บุคคลแม้จะเคยมีชีวิตดีมาก่อน แต่อาศัยความเกียจคร้าน มีความเพียรเลวเต็มทน ก็ฉันนั้น ย่อมเอาตัวไม่รอด ต้องจมอยู่ในสังสารวัฏมหาสาครนี้ เพราะฉะนั้นผู้ฉลาดจึงควรเว้นการคบหาสมาคมกับคนเกียจคร้านนั้นเสีย พึงคบกับบัณฑิตผู้สงัดผู้ประเสริฐ มีความเพียรอย่างจริงจังแบบเอาชีวิตเข้าแลกกับความสำเร็จ และมีความเพียรสม่ำเสมอไม่ทอดทิ้ง
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [3 ส.ค. 2552 , 07:47:38 น.] ( IP = 58.8.47.217 : : )
สลักธรรม 1อีกวันหนึ่ง พระเทวทัตเข้าเฝ้า เมื่อพระเทวทัตถวายบังคมลาออกไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระเทวทัตตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า:-
ภิกษุทั้งหลาย! ลาภสักการะและชื่อเสียงเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตเพื่อทำลายตัวเทวทัตเอง เหมือนผลกล้วยเกิดขึ้นเพื่อทำลายต้นกล้วยขุยไผ่เกิดเพื่อทำลายต้นไผ่ ขุยอ้อเกิดเพื่อทำลายต้นอ้อ แม่ของม้าอัสดร มีครรภ์ เพื่อทำลายครรภ์ของตัวเอง
เพราะฉะนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกว่าลาภสักการะและชื่อเสียงเป็นของทารุณ อย่าให้ครอบงำจิตใจได้
คราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ คิชฌกูฏบรรพต ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุทั้งหลาย! สังสารวัฏนี้ ไม่ปรากฏเบื้องต้นและเบื้องปลาย แก่สัตว์ผู้มีอวิชชาบัง มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัดแล่นไปท่องเที่ยวไปอยู่
ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อก่อน เวบุลบรรพต ชื่อ ปาจีนวังสะ มนุษย์ทั้งหลายมีชื่อว่า ชาวติวรา มีอายุประมาณสี่หมื่นปี ขึ้นลงภูเขาปาจีนวังสะใช้เวลา ๘ วัน คือขึ้น ๔ วัน ลง ๔ วัน สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทรงมีพระสาวกที่เลิศสองรูปชื่อ วิธูระและสัญชีวะ
ภิกษุทั้งหลาย ดูเถิด บัดนี้ ชื่อแห่งภูเขานั้นอันตรธานไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายพากันตายไปหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรินิพพานแล้ว
สังขารทั้งหลาย! ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนอย่างนี้จึงไม่ควรไว้ใจ ควรเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด และพ้นไปเสียโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [3 ส.ค. 2552 , 07:48:20 น.] ( IP = 58.8.47.217 : : )
สลักธรรม 2สมัยต่อมาอีก เวลุบรรพต มีชื่อว่า วงกต มนุษย์ทั้งหลายใกล้วงกตบรรพตนั้นชื่อว่าชาวโรหิตัสสะมีอายุประมาณสามหมื่นปี ใช้เวลาขึ้นภูเขาวงกตนั้น ๓ วัน ลง ๓ วัน สมัยนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า โกนาคม พระอัครสาวกของพระองค์ชื่อ ภิยโยสะ และอุตตระ
ภิกษุทั้งหลาย! ดูเถิดชื่อแห่งภูเขาวงกตนั้นก็เปลี่ยนไปแล้ว มนุษย์ชาวโรหิตัสสะก็ตายหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรินิพพานแล้วสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนควรเบื่อหน่าย...
อีกสมัยหนึ่ง เวบุลบรรพตนี้ ชื่อ สุปัสสะ มนุษย์สมัยนั้น ชื่อสุปปิยะมีอายุประมาณสองหมื่นปี ขึ้นภูเขาสุปัสสะใช้เวลา ๒ วัน ลง ๒ วัน สมัยนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป พระอัครสาวกทั้งสองชื่อติสสะและภารัทวาชะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานั้นเปลี่ยนไปแล้ว มนุษย์ชาวสุปปิยะตายหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็นิพพานแล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง...
บัดนี้ภูเขาลูกนั้นชื่อ เวบุลบรรพต มนุษย์ทั้งหลายมีชื่อว่า ชาวมคธมีอายุน้อยประมาณร้อยปีเท่านั้น ที่เกินร้อยไปก็น้อยเหลือเกิน ใช้เวลาขึ้นลงภูเขาเวบุลละเพียงครู่เดียว บัดนี้เราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก อัครสาวกของเรา ชื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะ
ภิกษุทั้งหลาย! แน่นอนทีเดียวภายหน้าภูเขาเวปุลละนี้จะต้องมีชื่ออย่างอื่น มนุษย์ทั้งหลายจักตายกันหมด เราก็จะต้องนิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย! สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงไม่ยั่งไม่ยืนไม่น่าไว้ใจ ควรเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และพ้นไปเสีย
ภิกษุ ทั้งหลาย! สังสารวัฏนี้ยาวนัก บุคคลเพียงคนเดียวที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารตายแล้วตายเล่าอยู่นั้น หากนำกระดูกมากองรวมไว้ไม่ให้กระจัดกระจายก็จะเป็นกองสูงใหญ่เท่าเวบุลบรรพตโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [3 ส.ค. 2552 , 07:48:56 น.] ( IP = 58.8.47.217 : : )
สลักธรรม 3เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏพอสมควรแล้วก็ลงมาประทับ ณ เวฬุวนารามเปลี่ยนกันอยู่อย่างนี้เสมอ
ขณะที่ประทับ ณ เวฬุวนารามนั้น มีลาภสักการะเกิดขึ้นแก่พระตถาคตเจ้ามากมาย แม้ภิกษุสาวกก็เช่นกันทั้งนี้เพราะมีประชาชนเคารพนับถือมาก แต่พระตถาคตเจ้าก็หาติดในลาภสักการะนั้นไม่คงอาศัยลาภสักการะเพียงเป็นเครื่องเกื้อกูลในการบำเพ็ญคุณความดีเท่านั้น
ส่วนพวกเดียรถีนิครนถ์ทั้งหลาย เสื่อมจากลาภสักการะลงมาก สมัยนั้นปริพพาชกผู้หนึ่งชื่อสุสิมะอยู่ในเมืองราชคฤห์พร้อมด้วยบริวารมากหลาย
วันหนึ่งศิษย์ของสุสิมปริพพาชก กล่าวกับอาจารย์ของตนว่า ไปเถิด ท่านสุสิมะ ไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระโคดมบรมครูดีว่า ท่านเรียนธรรมของพระโคดมแล้วพึงกลับมาบอกแก่เราทั้งหลาย เราทั้งหลายเรียนธรรมจากท่านแล้ว จักได้บอกแก่คฤหัสถ์ต่อไป ด้วยอาการอย่างนี้เราทั้งหลายจักได้รับการเคารพบูชาจากคฤหัสถ์ทั้งหลายจักเป็นผู้อุดมด้วยลาภ คือข้าวน้ำ เครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค
สุสิมะปริพพาชก คิดดูแล้วเห็นตามข้อเสนอของศิษย์จึงรับปากว่าจะไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระโคดมบรมครู เมื่อตกลงใจดังนั้นแล้วจึงเข้าไปหาพระอานนท์กล่าวสัมโมทนียกถาสาราณียกถาแล้วบอกพระอานนท์ว่า
อาวุโส อานันทะ ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะขอประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้
พระอานนท์ได้นำสุสิมะปริพพาชกเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลให้ทรงทราบถึงความประสงค์ของ สุสิมะ ปริพพาชกแล้วพระศาสดาตรัสว่า
อานนท์! ถ้าอย่างนั้นจงให้สุสิมะบวชเถิด
สุสิมะปริพพาชกได้บวช ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าสมประสงค์ด้วยประการฉะนี้โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [3 ส.ค. 2552 , 07:50:08 น.] ( IP = 58.8.47.217 : : )
สลักธรรม 4ในสมัยนั้น ภิกษุจำนวนมากได้อ้างความเป็นอรหันต์ของตนในสำนักพระผู้มีพระภาค เป็นทำนองว่า ความเกิดของตนสิ้นแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์จบแล้ว ได้ทำกิจที่ควรทำหมดแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว
พระสุสิมะได้เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น สนทนาด้วยและถามว่าท่านเหล่านั้นอ้างตนว่าเป็นอรหันต์จริงหรือ เมื่อภิกษุเหล่านั้นรับว่าจริงแล้ว พระสุสิมะจึงกล่าวว่า
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย! ท่านอ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์นั้น ท่านสามารถอย่างนี้หรือไม่ คือ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้เช่นคนเดียวทำเป็นหลายคน หลายคนทำเป็นคนเดียว ผ่านไปได้ในที่ต่างๆ โดยไม่ติดขัด แม้ในกำแพง เหมือนไปในอากาศ ดำดินได้เหมือนดำน้ำ เดินในน้ำได้เหมือนเดินบนดินเหาะไปในอากาศได้เหมือนนก ท่านสามารถอย่างนี้หรือ?
ภิกษุทั้งหลายตอบว่า ไม่สามารถเลย ผู้มีอายุ
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! พระสุสิมะกล่าวต่อไป ถ้ากระนั้นท่านสามารถในสิ่งต่อไปนี้หรือไม่ คือ ฟังเสียงทั้งทิพและเสียงมนุษย์ทั้งไกลและใกล้, กำหนดรู้ใจของผู้อื่นได้ว่า มีราคะ หรือไม่มีราคะ เป็นต้น, ระลึกชาติหนหลังได้ ถอยหลังไปหลายๆ กัปป์, มีทิพจักษุ, หรือว่า ท่านทั้งหลายได้สัมผัสสันตวิโมกข์อันล่วงรูปทั้งหลายแล้ว?
ภิกษุทั้งหลายตอบว่า อาวุโส! ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่สามารถในสิ่งที่ท่านกล่าวมาแม้เพียงอย่างเดียว
ท่านทั้งหลาย! พระสุสิมะกล่าว เมื่อเป็นดังนี้คำของท่านทั้งหลายที่กล่าวอวดอ้างว่าเป็นพระอรหันต์นั้น จะเป็นจริงอยู่หรือ? พอฟังได้หรือ?
อาวุโส สุสิมะ ภิกษุทั้งหลายกล่าวตอบ พวกเราทั้งหลายเป็น ปัญญาวิมุต
ข้าพเจ้าไม่เข้าใจคำของท่าน ขอได้โปรดอธิบายโดยพิสดารด้วยเถิด
ท่านสุสิมะ ท่านจะเข้าใจคำของพวกเราหรือไม่ก็ตาม พวกเราก็ยังคงเป็นปัญญาวิมุตอยู่นั่นเอง ภิกษุทั้งหลายตอบโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [3 ส.ค. 2552 , 07:54:05 น.] ( IP = 58.8.47.217 : : )
สลักธรรม 5พระสุสิมะลุกจากอาสนะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้ว ทูลเล่าเรื่องทั้งปวงที่สนทนากับภิกษุทั้งหลายมา
พระพุทธองค์ตรัสว่า สุสิมะ! ความรู้ในธรรมฐิติ (ธมฺมฐิติญาณํ มีก่อน, ความรู้ในนิพพานมีภายหลัง
ข้าแต่พระองค์! ข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้ ไม่เข้าใจข้อความที่พระองค์ตรัสแล้ว ขอได้โปรดอธิบายโดยพิสดารด้วยเถิด
ดูก่อนสุสิมะ! เธอจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม, ความจริงก็คงมีอยู่ว่า ความรู้ในธรรมฐิติมีก่อน, ความรู้ในนิพพานมีภายหลัง
ภิกษุ สุสิมะนิ่ง, พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า
สุสิมะ ถ้าอย่างนั้น ขอให้เธอตอบคำถามของเราเท่าที่พอตอบได้นะ
ดี พระเจ้าข้า พระสุสิมะทูล
เธอว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข?
เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า
สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาควรหรือที่จะเห็นสิ่งนั้นว่า เป็นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ไม่ควรเลย พระเจ้าข้า
เพราะฉะนั้นแหละ สุสิมะ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ทั้งรูปภายในภายนอกทั้งหมด เราควรเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่ารูปเป็นต้นนั้น ไม่เป็นของเรา, เราไม่เป็นนั่น, และนั่นมิใช่ตัวของเรา
เมื่อสาวกของพระอริยะเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้น ญาณว่าหลุดพ้นแล้วก็เกิดขึ้น ได้รู้ต่อไปว่า ความเกิดสิ้นแล้ว อยู่พรหมจรรย์จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [3 ส.ค. 2552 , 07:55:56 น.] ( IP = 58.8.47.217 : : )
สลักธรรม 6ดูก่อนสุสิมะ พระศาสดาตรัสต่อไป เธอเห็นว่าชาติเป็นปัจจัยให้มี ชรา มรณะ ใช่หรือไม่?
ใช่ พระเจ้าข้า
ต่อจากนั้น พระศาสดาตรัสถามปฏิจจสมุปบาทไปทีละข้อ จนพระสุสิมะตอบรับหมดแล้ว จนถึงอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
เมื่อตรัสถามในสมุทัยวารเสร็จแล้ว ก็ตรัสถามในนิโรธวาร (สายดับ) ไปทีละข้ออีก มีอาทิว่าชรามรณะดับเพราะชาติดับ ใช่หรือไม่? ตลอดจนสังขารดับเพราะอวิชชาดับ พระสุสิมะทูลตอบรับว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า ทุกข้อไป
แลแล้วพระพุทธองค์ตรัสถามต่อไปว่า
ดูก่อนสุสิมะ เธอเห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้อยู่ ความรู้อย่างนี้ทำให้เธอมีฤทธิ์ต่างๆ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติหนหลังได้ถอยไปเป็นกัปป์ๆ ได้หรือไม่?
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า พระสุสิมะทูลตอบ
ทำให้เธอรู้ใจคนอื่นว่ามีราคะเป็นต้นหรือไม่?
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า
ดูก่อนสุสิมะ เธอคิดเสียให้ดี เธอกล่าวกับภิกษุทั้งหลายไว้อย่างไรโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [3 ส.ค. 2552 , 07:57:37 น.] ( IP = 58.8.47.217 : : )
สลักธรรม 7ขณะนั้น พระสุสิมะ รู้สึกตัวว่า คำของตนเป็นการรุกราน ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงหมอบลงแทบพระมงคลบาทของพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์! ข้าพระองค์ขอประทานอภัยโทษด้วยที่กระทำไป เพราะความเขลา เพราะความหลง ข้าพระองค์นั้นบวชแล้ว (จุดประสงค์) เพื่อขโมยพระธรรมของพระองค์ ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดประทานอภัยด้วยเพื่อข้าพระองค์จักได้สำรวมระวังต่อไป
พระจอมมุนีตรัสว่า
ดูก่อน สุสิมะ! อันว่าโจรที่ราชบุรุษจับได้แล้วนำไปกราบทูลพระราชา และพระราชารับสั่งให้มัดโจรนั้นด้วยเชือก-มัดอย่างมั่นคงให้โกนผม แล้วนำไปตระเวนเพื่อประจานความชั่วในที่ต่างๆ แล้วให้นำไปตัดศีรษะเสีย
สุสิมะ! โจรนั้นย่อมได้รับความทุกข์โทมนัสเพราะกรรมของเขานั้นอย่างหนักใช่หรือไม่?
ใช่ พระเจ้าข้า
สุสิมะ! การที่เธอบวชมาเพื่อขโมยพระธรรมในธรรมวินัยอันเรากล่าวดีแล้วนี้ ย่อมมีวิบากเป็นทุกข์ เผ็ดร้อนกว่ากรรมของโจรนั้นเสียอีก เป็นกรรมที่ทำให้บุคคลต้องเวียนไปในอบาย
แต่เอาเถิด สุสิมะ! เมื่อเธอรู้สึกตัวขอขมาโทษแล้ว เราก็ให้อภัยแก่เธอ การนี้(คือการเห็นโทษ แล้วขออภัย และการรับขมา) เป็นความเจริญในวินัยพระอริยะ
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [3 ส.ค. 2552 , 08:01:34 น.] ( IP = 58.8.47.217 : : )
สลักธรรม 8
ท่านอาจารย์เคยสอนไว้ว่า จะดูนิสัยใคร ก็ให้ดูจากบุคคลที่เขาคบ เป็นไปดังในคำสอนที่ว่า ....สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้ากันได้ด้วยธาตุด้วยอัธยาศัย ...
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะ
อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [3 ส.ค. 2552 , 10:58:08 น.] ( IP = 124.121.177.218 : : )
สลักธรรม 9![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ส.ค. 2552 , 12:57:44 น.] ( IP = 125.27.170.28 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |