มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


-ขุมทรัพย์




-ขุมทรัพย์-

เราท่านทั้งหลายคุ้นกับคำว่ามูลนิธิ เช่นมูลนิธิ อภิธรรมมูลนิธิ มูลนิธิ พุทธางกูร หรือแม้มูลนิธิชัยพัฒนา ความจริงมูลนิธิมีรากศัพท์
มาจากคำว่าบุญนิธิ อันหมายกองบุญ หรือขุมทรัพย์ที่เกิดจากบุญนั่นเอง
พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องขุมทรัพย์นี้ไว้ใน นิธิกัณฑสูตรไว้ดังนี้


บุรุษย่อมฝังขุมทรัพย์ไว้ในน้ำลึกด้วยคิดว่า เมื่อกิจที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้น ทรัพย์นี้จักเป็นประโยชน์แก่เรา เพื่อเปลื้องการประทุษร้ายจากพระราชาบ้าง ความบีบคั้นจากโจรบ้าง เพื่อเปลื้องหนี้สินบ้าง ทุพภิกขภัยบ้าง
ในคราวเกิดอันตรายบ้าง ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้ในโลกเพื่อประโยชน์นี้แลขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้เป็นอย่างดี ในน้ำลึกเพียงนั้น ขุมทรัพย์นั้นทั้งหมดนี้ ย่อมไม่อาจหาสำเร็จประโยชน์แก่เขาในกาลทั้งปวงทีเดียวไม่ เพราะขุมทรัพย์เคลื่อนจากที่เสียบ้าง อันความจำของเขาย่อมหลงลืมเสียบ้าง นาคทั้งหลายลักไปเสียบ้าง ยักษ์ทั้งหลายลักไปเสียบ้าง ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักขุดเอาไปเมื่อ
เขาไม่เห็นบ้าง เมื่อใดเขาสิ้นบุญ เมื่อนั้นขุมทรัพย์ทั้งหมดนั้นย่อมพินาศไป
ขุมทรัพย์คือบุญ เป็นขุมทรัพย์อันผู้ใด ที่เป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม ฝังไว้ดีแล้วด้วยทาน ศีลความสำรวม และความฝึกตน ในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดี ในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี ในพี่ชายก็ดี ขุมทรัพย์นั้นชื่อว่าอันผู้นั้นฝังไว้ดีแล้ว

ใครๆ ไม่อาจผจญได้ เป็นของติดตามตนไป บรรดาโภคะทั้งหลายเมื่อเขาจำต้องละไปเขาย่อมพาขุมทรัพย์คือบุญนั้นไป ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติดตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น บุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึงใคร่ทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนานักซึ่งผลใดๆ ผลนั้นๆ ทั้งหมด อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม
ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะ
ความเป็นผู้มีทรวดทรงดี
ความเป็นผู้มีรูปสวย
ความเป็นอธิบดี
ความเป็นผู้มีบริวาร
อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
ความเป็นพระราชาประเทศราช
ความเป็นใหญ่สุขของพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก
แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในทิพกาย
อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์
ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
มนุษย์สมบัติ ความยินดีในเทวโลกและนิพพานสมบัติ
อิฐผลทั้งปวงนี้ เทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

ความที่พระโยคาวจร ถ้าเมื่ออาศัยคุณเครื่องถึงพร้อมคือมิตร แล้วประกอบอยู่โดยอุบายอันแยบคายไซร้ เป็นผู้มีความชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อิฐผลทั้งปวงนี้
อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และพุทธภูมิ
อิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์มากอย่างนี้
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญความที่บุคคลมีบุญอันทำไว้แล้ว ฯ


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 14:56:38 น.] ( IP = 58.8.38.245 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เหตุเกิดพระสูตร
นิธิกัณฑสูตรนั้น มีเหตุเกิดดังนี้.
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี กุฏุมพีคนหนึ่งมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก แต่เขาเป็นคนมีศรัทธาปสาทะ มีใจปราศจากมลทิน คือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน. วันหนึ่ง เขาถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข สมัยนั้น พระราชามีพระราชประสงค์ทรัพย์ จึงทรงส่งราชบุรุษคนหนึ่งไปที่สำนักเขา ด้วยพระราชดำรัสสั่งว่า พนาย เจ้าจงไปนำกุฎมพีชื่อนี้มา. ราชบุรุษผู้นั้นไปพูดกะกุฏุมพีนั้นว่า ท่านคฤหบดี พระราชาขอเชิญ. ท่านกุฎุมพีมีใจประกอบด้วยคุณมีศรัทธาเป็นต้น กำลังอังคาสเลี้ยงดูพระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงกล่าวว่า ไปก่อนเถิดท่านราชบุรุษ ข้าพเจ้าจะมาทีหลัง ข้าพเจ้าจะฝังขุมทรัพย์ในขณะนี้เสียก่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จทรงชักพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว เพื่อทรงแสดงบุญสัมปทาว่า นิธิโดยปรมัตถ์
นิธึ นิเธติ ปุริโส
ชื่อว่านิธิ เพราะฝังไว้ อธิบายว่า ตั้งไว้ รักษาไว้.

นิธินั้นมี ๔ คือ ถาวรนิธิ ชังคมนิธิ อังคสมนิธิ อนุคามิกนิธิ.
1.ทรัพย์ที่ติดพื้นดินก็ดี ทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในอากาศก็ดี เงินก็ดี ทองก็ดี นาก็ดี ที่ดิน [ปลูกบ้าน] ก็ดี ก็หรือทรัพย์เห็นปานนั้นแม้อื่นใดที่เว้นจากเคลื่อนที่ด้วยตัวเอง ชื่อว่าถาวร มั่นคง ขุมทรัพย์นี้ ชื่อว่าถาวรนิธิ.
2.ทาสหญิง ทาสชาย ช้าง โค ม้า ลา แพะ แกะ ไก่ สุกร ก็หรือว่า ทรัพย์เห็นปานนั้นแม้อื่นใด ที่ประกอบด้วยเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง ชื่อว่าชังคมะ เคลื่อนที่ได้ ขุมทรัพย์นี้ ชื่อว่าชังคมนิธิ.
3.พาหุสัจจะความเป็นพหูสูต อันเป็นบ่อเกิดการงาน บ่อเกิดศิลปะ ที่ตั้งแห่งวิทยาการ ก็หรือว่า พาหุสัจจะเห็นปานนั้น แม้อื่นใด ที่ศึกษาแล้วศึกษาอีกชำนาญติดตัวประหนึ่งอวัยวะใหญ่น้อย ชื่อว่าอังคสมะ เสมอด้วยอวัยวะ ขุมทรัพย์นี้ ชื่อว่าอังคสมนิธิ.
4. บุญที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา ที่สำเร็จด้วยการฟังธรรม ที่สำเร็จด้วยการแสดงธรรม ก็หรือว่าบุญเห็นปานนั้น แม้อื่นใด ตามด้วยผลที่น่าปรารถนา ประดุจติดตามไปในที่นั้นๆ ชื่อว่าอนุคามิกะ ติดตามไปได้ ขุมทรัพย์นี้ ชื่อว่าอนุคามิกนิธิ.
ส่วนในที่นี้ ทรงประสงค์เอา ถาวรนิธิ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงประโยชน์แห่งการฝังขุมทรัพย์อย่างนี้ ครั้นทรงแสดงความประสงค์แห่งการประสพประโยชน์ บัดนี้ เพื่อทรงแสดงความประสงค์แห่งการหลีกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
จึงตรัสว่า
ขุมทรัพย์นี้ จักเป็นประโยชน์แก่เราเพื่อเปลื้องตน
จากราชภัยบ้าง เพื่อช่วยตนให้พ้นจากโจรภัยบ้าง เปลื้อง
หนี้บ้าง ในคราวทุพภิกขภัยบ้าง ในคราวคับขันบ้าง.

บุรุษฝังขุมทรัพย์ ก็ด้วยประสงค์ว่า จักช่วยเปลื้องเราให้พ้นจากราชภัยที่ต้องถูกพวกศัตรูหมู่ปัจจามิตรกล่าวร้าย โดยนัยอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นโจรบ้าง เป็นชายชู้บ้าง หลบหนีภาษีบ้าง ดังนี้เป็นต้นบ้าง จักช่วยปล่อยเราพ้นจากโจรภัย ที่ถูกพวกโจรเบียดเบียน ด้วยการลักทรัพย์โดยวิธีตัดช่องเป็นต้นบ้าง โดยการจับเป็นเรียกค่าไถ่ว่าเจ้าจงให้เงินทองเท่านี้ๆ บ้าง เจ้าหนี้จักทวงให้เราชำระหนี้ ก็จักช่วยปลดเราพ้นจากหนี้ที่เจ้าหนี้เหล่านั้นทวงอยู่บ้าง สมัยที่เกิดทุพภิกขภัย ข้าวกล้าเสีย อาหารหายาก ในสมัยนั้น จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยทรัพย์เล็กน้อย ทำไม่ได้ง่ายๆ ขุมทรัพย์นั้นก็จักช่วยได้ในคราวทุพภิกขภัยเช่นนั้นมาถึงเข้า ดังนี้บ้าง จักช่วยได้ในคราวคับขันที่เกิดจากอัคคีภัย อุทกภัย ทายาทที่ไม่เป็นที่รัก ดังนี้บ้าง.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงประโยชน์แห่งการเก็บทรัพย์ ๒ อย่างด้วย คือ ความประสงค์ที่จะพบประโยชน์ และความประสงค์ที่จะหลีกจากสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะตรัสย้ำประโยชน์แม้ทั้ง ๒ นั้นนั่นแลแก่กุฏุมพีนั้น จึงตรัสว่า
เอตทตฺถาย โลกสฺมึ นิธิ นาม นิธิยฺยติ
ขุมทรัพย์เขาฝังไว้ในโลกก็เพื่อประโยชน์อย่างนี้.
คาถานั้นมีความว่า ประโยชน์นี้ใด คือการพบประโยชน์และการหลีกจากสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ทรงแสดงไว้ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่าจักเป็นประโยชน์แก่เรา และว่าจักเปลื้องเราซึ่งถูกกล่าวร้ายให้พ้นจากราชภัย. ธรรมดาขุมทรัพย์ต่างโดยเงินทองเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาฝังไว้ตั้งไว้ เก็บงำไว้ ในโอกาสโลกนี้ ก็เพื่อประโยชน์นั้น คือเพื่อทำกิจเหล่านั้นให้สำเร็จไป.


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 14:57:44 น.] ( IP = 58.8.38.245 : : )


  สลักธรรม 2

เพราะเหตุที่ขุมทรัพย์นั้น แม้เขาฝังไว้ดีแล้วอย่างนี้ ย่อมให้สำเร็จประโยชน์ที่ประสงค์แก่ผู้มีบุญเท่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์แก่คนเหล่าอื่น ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงประโยชน์ จึงตรัสว่า
ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้เป็นอันดีในที่ลึกมีน้ำเป็นที่
สุดเพียงนั้น ขุมทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์แก่เขาได้
ทั้งหมดในกาลทุกเมื่อทีเดียวไม่.
แม้ขุมทรัพย์นั้นเขาฝังไว้ดีถึงเพียงนั้น ท่านอธิบายว่า แม้เขาขุดหลุมเก็บไว้อย่างดีเพียงนั้น เขาฝังไว้ดีอย่างไร. เขาฝังไว้ในที่ลึกมีน้ำเป็นที่สุด ท่านอธิบายว่าดีตราบเท่าที่นับได้ว่าฝังไว้ในที่ลึกมีน้ำเป็นที่สุด.
บทว่า น สพฺโพ สพฺพทาเยว ตสฺส ตํ อุปกปฺปติ ความว่า
ขุมทรัพย์ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ ไม่สำเร็จผลแม้ทั้งหมด
ท่านอธิบายว่า ไม่สามารถทำกิจตามที่กล่าวมาแล้ว แก่บุรุษที่ฝังไว้ได้ทุกเวลา.
คืออะไรเล่า คือว่าบางครั้งก็สำเร็จประโยชน์ บางครั้งก็ไม่สำเร็จประโยชน์เลย.


พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสว่า น สพฺโพ สพฺพทาเยว ตสฺส ตํ อุปกปฺปติ อย่างนี้
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเหตุที่ไม่สำเร็จประโยชน์ จึงตรัสว่า
เพราะขุมทรัพย์เคลื่อนย้ายจากที่ไปเสียบ้าง
ความจำของเขา คลาดเคลื่อนไปเสียบ้าง พวกนาค
ลักไปเสียบ้าง พวกยักษ์ลักไปเสียบ้าง ทายาทผู้รับ
มรดกที่ไม่เป็นที่รัก ขุดเอาไป เมื่อเขาไม่เห็นบ้าง.
คาถานั้นมีความว่า ขุมทรัพย์นั้นเคลื่อนย้ายออกไปจากที่ๆ เขาฝังไว้ดีแล้ว คือแม้ไม่มีเจตนาก็ไปที่อื่นได้ โดยเจ้าของสิ้นบุญบ้าง. ความจำของเขาคลาดเคลื่อน คือเขาจำไม่ได้ถึงที่ๆ ฝังขุมทรัพย์ไว้บ้าง พวกนาค ที่ความสิ้นบุญของเขาเตือนแล้ว ยักย้ายขุมทรัพย์นั้น เอาไปที่อื่นเสียบ้าง พวกยักษ์ลักพาเอาไปตามชอบใจเสียบ้าง พวกทายาทผู้รับมรดกที่ไม่ชอบกัน ขุดพื้นดินยกเอาขุมทรัพย์นั้นไป เมื่อเขาไม่เห็นบ้าง. ขุมทรัพย์นั้นไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา เพราะเหตุมีการเคลื่อนที่เป็นต้นเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสเหตุที่ไม่สำเร็จประโยชน์ ซึ่งโลกสมมติ มีการทำให้เคลื่อนที่เป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงแสดงเหตุ ที่เข้าใจกันว่า ความสิ้นบุญอย่างหนึ่งอย่างเดียวที่เป็นมูลแห่งเหตุแม้เหล่านั้น จึงตรัสว่า
ยทา ปุญฺญกฺขโย โหติ สพฺพเมตํ วินสฺสติ.
ความว่า สมัยใด บุญที่ทำโภคสมบัติให้สำเร็จสิ้นไป ก็จะทำสิ่งที่มิใช่บุญ ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งโภคสมบัติ มีโอกาสตั้งอยู่ สมัยนั้น ธนชาตใดมีเงินและทองเป็นต้น ซึ่งผู้ฝังขุมทรัพย์ฝังไว้แล้ว ธนชาตนั้นทั้งหมด ก็พินาศหมดสิ้นไป.

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 14:58:46 น.] ( IP = 58.8.33.191 : : )


  สลักธรรม 3

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสถึงขุมทรัพย์ ที่แม้บุคคลฝังไว้แล้วด้วยความประสงค์นั้นๆ แต่ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ตามที่ประสงค์ ถึงโลกสมมติก็ต้องมีอันพินาศไปเป็นธรรมดา บัดนี้ เพื่อทรงแสดงบุญสัมปทาเท่านั้นว่า เป็นขุมทรัพย์โดยปรมัตถ์
ขุมทรัพย์ ของผู้ใด จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม
ชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว ก็ด้วยทาน ศีล สัญญมะ และทมะ.
ทานญฺจ ธมฺมจริยา

สีลํ ได้แก่ การไม่ล่วงละเมิดทางกายและวาจา คือ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และปาฏิโมกข์สังวรศีลเป็นต้น. ศีลทุกอย่างท่านประสงค์ว่าศีลในที่นี้.
สญฺญโม ได้แก่ ความสำรวม การห้ามใจไปในอารมณ์ต่างๆ คำนี้เป็นชื่อของสมาธิ ที่บุคคลประกอบแล้ว ท่านเรียกว่า ผู้สำรวมสูงสุด ในบาลีนี้ว่า
หตฺถสญฺญโต ปาทสญฺญโต วาจาสญฺญโต สญฺญตุตฺตโม
ผู้สำรวจมือ สำรวมเท้า สำรวมวาจา ชื่อว่าผู้สำรวมสูงสุด.
ความสำรวม ท่านอธิบายว่า ความระวัง ความสังวร คำนี้เป็นชื่อของอินทรีย์สังวร.
ความฝึกฝน ชื่อว่า ทมะ ท่านอธิบายว่า การระงับกิเลส
สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ ผู้ฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา
สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ

ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตยาภิยฺโย น วิชฺชติ
ผิว่า ธรรมยิ่งกว่าสัจจะ ทมะ จาคะ ขันติ ไม่มีไซร้.๑-

บัณฑิตรู้จักทานเป็นต้นอย่างนี้แล้ว ขุมทรัพย์ที่สำเร็จด้วยบุญของผู้ใด เป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เขาจะเอาธรรมะ ๔ เหล่านี้ คือ ทาน ศีล สัญญมะ ทมะที่ฝังไว้ดีแล้ว ด้วยการทำธรรมทั้ง ๔ มีทานเป็นต้นเหล่านั้นไว้ด้วยดี ในจิตสันดานเดียว หรือในวัตถุมีเจดีย์เป็นต้น เหมือนขุมทรัพย์ที่สำเร็จด้วยธนชาต เขาก็เอาเงินทอง มุกดา มณี ฝังไว้ด้วยการใส่เงินทองเป็นต้นเหล่านั้น ลงในที่เดียวกัน ฉะนั้น.
____________________________
๑- ขุ. สุ. ๒๕/๓๑๑/๓๖๑


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 14:59:50 น.] ( IP = 58.8.38.245 : : )


  สลักธรรม 4

บุญสัมปทาเป็นขุมทรัพย์โดยปรมัตถ์
วัตถุที่ขุมทรัพย์อันบุคคลฝังแล้ว ชื่อว่าฝังไว้อย่างดี จึงตรัสว่า
ในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดี ในแขกก็ดี
ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี ในพี่ชายก็ดี.
เจติยะ เพราะควรก่อ ท่านอธิบายว่า ควรบูชา. ชื่อว่า เจติยะ เพราะวิจิตรแล้ว.
เจดีย์นั้นมี ๓ อย่าง คือ บริโภคเจดีย์ อุทิสสกเจดีย์ ธาตุกเจดีย์.
บรรดาเจดีย์ทั้ง ๓ นั้น โพธิพฤกษ์ ชื่อว่าบริโภคเจดีย์ พระพุทธปฏิมา ชื่อว่าอุทิสสกเจดีย์ พระสถูปที่มีห้องบรรจุพระธาตุ ชื่อว่าธาตุกเจดีย์.
สงฺโฆ ได้แก่ ผู้ใดผู้หนึ่ง ในหมู่สงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.
ปุคฺคโล ได้แก่ ผู้ใดผู้หนึ่ง ในหมู่คฤหัสถ์และบรรพชิตเป็นต้น.

บัณฑิตรู้จักเจดีย์เป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ พึงทราบความแห่งคาถานี้อย่างนี้ ขุมทรัพย์นั้นใดตรัสว่า เป็นอันฝังดีแล้ว ขุมทรัพย์นั้นที่เขาฝังไว้ในวัตถุเหล่านี้ ย่อมชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว.

เพราะเหตุไร เพราะสามารถอำนวยผลที่น่าปรารถนาได้ตลอดกาลนาน. จริงอย่างนั้น ชนทั้งหลายถวายในพระเจดีย์แม้เล็กน้อย ย่อมเป็นผู้ได้ผลที่ปรารถนาตลอดกาลนาน
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
เอกปุปฺผํว ทตฺวาน อสีติกปฺปโกฏิโย
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปุปฺผทานสฺสิทํ ผลํ.
เราถวายดอกไม้ดอกเดียว ก็ไม่รู้จักทุคคติ
ถึงแปดสิบโกฏิกัป นี้ผลของการถวายดอกไม้.
และว่า
มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ
ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะสละสุข
พอประมาณไซร้.๑-
____________________________
๑- ขุ. ธ. ๒๕/๓๑/๕๓


พึงทราบการจำแนกผลทาน ทรงแสดงความเป็นไปและความเจริญผลแห่งทาน ในวัตถุมีเจดีย์เป็นต้น โดยประการใด ก็พึงปรารภคุณนั้นๆ ในที่ทั้งปวง ตามความประกอบแล้ว จึงทราบความเป็นไปและความเจริญผลแห่งศีล ส่วนที่เป็นจารีตศีลวาริตศีล สัญญมะ ส่วนที่เป็นพุทธานุสสติเป็นต้น และทมะ ส่วนที่เป็นวิปัสสนา มนสิการและการพิจารณาวัตถุนั้น โดยประการนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวัตถุ ต่างโดยเจดีย์เป็นต้น ของขุมทรัพย์ที่สำเร็จด้วยบุญ ซึ่งเขาฝังไว้ด้วยทานเป็นต้น อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงแสดงความต่างของขุมทรัพย์นั้น ที่เขาฝังลงในวัตถุเหล่านั้น จากขุมทรัพย์ที่ฝังลงในที่ลึกมีน้ำเป็นที่สุด จึงตรัสว่า
ขุมทรัพย์ ที่เขาฝังไว้ดีแล้วนั้น ใครๆ ก็ผจญ
ไม่ได้ ติดตามไปได้ ในเมื่อบรรดาโภคะที่จำต้องละ
ไป เขาก็พาขุมทรัพย์คือบุญไปด้วยได้.
ในคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ดีแล้วด้วยทานเป็นต้นนั้น ด้วยบทต้นว่า ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้แล้วนั้น.
ขุมทรัพย์นี้ ใครๆ ผจญไม่ได้ แล้วแสดงคำถามอีกว่า เพราะเหตุไร จึงสัมพันธ์ความว่า เพราะเหตุที่ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้แล้วติดตามไปได้. แต่ความที่ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ดีแล้ว โดยประการนอกนี้เป็นของที่ใครๆ ชนะได้ ก็พึงเป็นอันท่านกล่าวไว้แล้ว แต่ก็หาได้กล่าวไว้ไม่. แท้จริง ขุมทรัพย์นั้น ที่ฝังไว้ดีแล้ว อันใครๆ เอาชนะไม่ได้ คือไม่มีใครเอาชนะได้เลย. ขุมทรัพย์ชื่อว่า อนุคามิก เพราะติดตามไปได้ อธิบายว่า ไม่ละบุคคลแม้กำลังไปปรโลก ด้วยการอำนวยผลให้ในภพนั้นๆ .
ปหาย คมนีเยสุ เอตํ อาทาย คจฺฉติ นี้มีความอย่างนี้ว่า เมื่อมรณกาล ปรากฎขึ้น บรรดาโภคะทั้งหลายที่จำต้องละไป เขาก็พาไปได้แต่ขุมทรัพย์คือบุญนี้.
ความนี้ไม่ถูก. เพราะเหตุไร. เพราะโภคะทั้งหลายไปไม่ได้ ความจริง โภคะนั้นๆ อันมัจจะผู้ต้องตาย พึงละไปเท่านั้น ไปไม่ได้เลย แต่คติวิเศษนั้นๆ ต่างหาก จำต้องไป. เพราะเหตุที่ถ้าความพึงมีอย่างนี้ไซร้ ก็พึงกล่าวได้ว่า บรรดาคติวิเศษทั้งหลายที่จำต้องละโภคะทั้งหลายไป ฉะนั้น จึงควรทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า เมื่อโภคะทั้งหลายจำละมัจจะผู้ต้องตายไป โดยประการเป็นต้นอย่างนี้ว่า นิธิ วา ฐานา จวติ ขุมทรัพย์เคลื่อนไปจากที่บ้าง มัจจะผู้ต้องตาย ก็พาไปได้แต่ขุมทรัพย์คือบุญ ด้วยว่าขุมทรัพย์คือบุญนั้น ไม่ละมัจจะนั้น เพราะเป็นทรัพย์ติดตามไปได้.

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 15:00:57 น.] ( IP = 58.8.38.245 : : )


  สลักธรรม 5



พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความต่างของบุญนิธินี้ จากขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้ในที่ลึก มีน้ำเป็นที่สุด เมื่อทรงยังอุตสาหะให้เกิดแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในบุญนิธินั้น ด้วยการพรรณนาคุณบุญนิธิที่ทรงแสดงด้วยพระองค์อีก เหมือนพ่อค้าผู้ค้าสินค้าอันโอฬาร ยังอุตสาหะให้เกิดแก่คนซื้อด้วยการพรรณนาคุณสินค้าของตนฉะนั้น จึงตรัสว่า
บุญนิธิคือขุมทรัพย์ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น
โจรก็ลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใด ติดตามตนไปได้ ปราชญ์
พึงทำบุญนิธิอันนั้น.
อสาธารณมญฺเญสํ แปลว่า ไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น.
ม อักษร ทำบทสนธิ เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ประกอบด้วยเวทนาที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข.
นิธิ อันโจรทั้งหลายลักไปไม่ได้ ชื่อว่า อโจราหรโณ. อธิบายว่า ย่อมเป็นนิธิ ที่โจรทั้งหลายลักพาไปไม่ได้. ชื่อว่า นิธิ เพราะเขาฝังไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงพรรณนาคุณของบุญนิธิ ด้วยสองบทต้นอย่างนี้แล้ว จากนั้นก็ทรงยังอุตสาหะให้เกิดในบุญนิธินั้น ด้วยสองบทหลังจึงตรัสว่า บุญนิธิอันใด ติดตามตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น.
เหตุที่ธรรมดาบุญนิธิไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น และเป็นนิธิที่โจรลักไปไม่ได้. แต่ก็มิใช่นิธิที่ไม่สาธารณะ และโจรลักไปไม่ได้อย่างเดียวดอก แท้จริง ยังเป็นนิธิที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า นิธินั้น ฝังไว้ดีแล้ว อันใครๆ ผจญไม่ได้ ติดตามตนไปได้. นิธิใดติดตามตนไปได้ เพราะเหตุที่นิธินั้นเป็นบุญนิธิอย่างเดียว ฉะนั้น ปราชญ์คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธิความรู้ ถึงพร้อมด้วยธิติคือปัญญา พึงทำบำเพ็ญบุญทั้งหลาย.


พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยังอุตสาหะให้เกิดแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในบุญนิธิด้วยการพรรณนาคุณอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ชนเหล่าใดอุตสาหะแล้ว ทำอุตสาหะนั้นให้สำเร็จผล ด้วยการทำบุญนิธิ บุญนิธิของชนเหล่านั้น ย่อมให้ผลอันใด
จึงตรัสว่า
นิธินั้นให้ผลที่น่าใคร่ทุกอย่างแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
บัดนี้ เพราะเหตุที่บุญนิธิ เนื่องอยู่ด้วยความปรารถนาเป็นเครื่องให้สิ่งตามปรารถนา จึงจะเว้นความปรารถนาเสียมิได้
เหมือนที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ผู้ประพฤติธรรม ประพฤติ
สม่ำเสมอ พึงหวังว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย
แตก. เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่ากษัตริย์มหา
ศาลไซร้ ข้อที่เขาหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่ากษัตริย์มหาศาล
ก็เป็นฐานะเป็นไปได้. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร. ก็เพราะ
ผู้นั้นเป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ อย่างนั้น.๑-
ฯลฯ เขากระทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ด้วยปัญญายิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึง
อยู่. ข้อนั้นเพราะเหตุไร.ก็เพราะเขาเป็นผู้ประพฤติธรรม
ประพฤติสม่ำเสมอ.๒-


จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า๓-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยศีล สุตะ จาคะ
ปัญญา ภิกษุนั้นปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้า
แต่ตาย เพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหาย
ของเหล่ากษัตริย์มหาศาล. ภิกษุนั้นตั้งจิตนั้นอธิษฐาน
จิตนั้น เจริญจิตนั้น. สังขารปัจจัย เครื่องปรุงแต่ง และ
วิหารธรรมเครื่องอยู่เหล่านั้น อันภิกษุนั้นเจริญให้มาก
อย่างนี้ ทำให้มากอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น
อย่างนี้เป็นต้น.
____________________________
๑- ม. มู. ๑๒/๔๘๕/๕๒๕ ๒- ม. มู. ๑๒/๔๘๖/๕๒๗ ๓- ม. อุ. ๑๔/๓๑๙/๒๑๗

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 15:02:06 น.] ( IP = 58.8.38.245 : : )


  สลักธรรม 6


เพราะฉะนั้น เมื่อทรงแสดงปริยายแห่งความหวังอย่างนั้นๆ ความปรารถนาที่มีอธิษฐานภาวนาด้วยการตั้งจิตเป็นบริขาร เหตุในความที่บุญนิธินั้น ให้ผลที่น่าใคร่ทุกอย่างนั้น จึงตรัสว่า
เทวดาและมนุษย์ปรารถนานักซึ่งอิฐผลใดๆ
อิฐผลทุกอย่างนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.

ผลนั้นใดทุกอย่าง อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินั้น เมื่อทรงแสดงผลนั้นเป็นอย่างๆ จึงตรัสคาถาอย่างนี้ว่า ความมีวรรณะงาม ความมีเสียงเพราะเป็นต้น.
ความมีฉวีวรรณงาม ความมีผิวหนังคล้ายทอง ชื่อว่าความมีวรรณะงามนั้น บุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินั้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาติก่อน ภพก่อน กำเนิด
ก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน เป็นคนไม่โกรธ
ไม่มากด้วยความคับแค้นใจ ถึงถูกเขาว่ากล่าวมากๆ
ก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่ใช้กำลัง ไม่ทำ
ความกำเริบ โทสะ และความไม่มีเหตุปัจจัยให้ปรากฏ
ทั้งเป็นผู้ให้ผ้าปูลาด ผ้านุ่งห่มเนื้อละเอียดอ่อน ผ้า
เปลือกไม้เนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ผ้ากัมพล
เนื้อละเอียดแม้อันใด ตถาคตนั้น เพราะทำสร้างสม
กรรมนั้น ฯลฯ จุติจากภพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่าง
นี้ ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้คือ เป็นผู้มีวรรณะดังทอง
มีผิวคล้ายทอง.
____________________________
๑- ที. ปา. ๑๑/๑๔๘/๑๗๔


ความเป็นผู้มีเสียงดังพรหม ความเป็นผู้พูดเสียงดังนกการะเวก ชื่อว่า ความเป็นผู้มีเสียงเพราะ ความเป็นผู้มีเสียงเพราะแม้นั้น อันบุคคลย่อมได้ก็ด้วยบุญนิธินี้
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า๒-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน ละวาจาหยาบ เว้นขาดจาก
วาจาหยาบ กล่าวแต่วาจาไม่มีโทษ เป็นสุขหู น่ารัก จับใจ
วาจาชาวเมือง ชนเป็นอันมากรักใคร่พอใจ แม้อันใด
เพราะทำสร้างสมกรรมนั้น ตถาคตนั้นจุติจากภพนั้นมาสู่
ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้ คือเป็นผู้มี
ชิวหาใหญ่ มีเสียงดังพรหม พูดเสียงดังนกการะเวก.
____________________________
๒- ที. ปา. ๑๑/๑๖๖/๑๘๘


สุสณฺฐานา ได้แก่ ความมีทรวงทรงดี ท่านอธิบายว่า ความตั้งอยู่แห่งอวัยวะใหญ่น้อย ในอันที่ควรอิ่มเต็มและกลม โดยความเป็นอวัยวะอันอิ่มเต็มและกลม
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า๓-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน หวังประโยชน์เกื้อกูล หวัง
ความผาสุก หวังความเกษมปลอดจากโยคะแก่ชนเป็นอัน
มาก พึงยังชนเหล่านี้ให้เจริญด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ
ปัญญา พึงให้เจริญด้วยไร่นาที่ดิน ด้วยสัตว์สองเท้าสี่เท้า
ด้วยบุตรภรรยา ด้วยทาสกรรมกรชาย ด้วยญาติมิตรพวก
พ้องแม้อันใด เพราะทำสร้างสมกรรมนั้น ฯลฯ ตถาคตนั้น
จุติจากภพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักษณะ
๓ เหล่านี้คือ มีพระกายครึ่งบนดังสีหะ มีระหว่างพระอังสะ
[คือพระอุระ] งาม และมีพระองค์กลมเสมอ อย่างนี้เป็นต้น.
____________________________
๓- ที. ปา. ๑๑/๑๕๔/๑๗๘

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 15:03:15 น.] ( IP = 58.8.33.191 : : )


  สลักธรรม 7


พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสมบัติของเทวดาและมนุษย์ที่ต่ำกว่าสมบัติคือความเป็นพระราชา ที่บุคคลพึงได้ด้วยบุญญานุภาพ ด้วยคาถานี้อย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เมื่อทรงแสดงสมบัติคือความเป็นพระราชาทั้งสองนั้น
จึงตรัสคาถานี้ว่า
ความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศ ความเป็นพระ
ราชาผู้ใหญ่ สุขในความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอันน่ารัก
แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในหมู่ทิพย์
อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.
ปเทสรชฺชํ ได้แก่ ความเป็นพระราชาแห่งประเทศ ในประเทศหนึ่งๆ แม้แต่ทวีปเดียวไม่ถึงทั้งหมด. ความเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ ชื่อว่า อิสสริยะ.
สุขของจักรพรรดิ ชื่อว่า จักกวัตติสุข.


อปิ ทิพฺเพสุ นี้ ทรงแสดงความเป็นพระราชาของเทวดาแห่งมนุษย์ทั้งหลาย
แม้ที่เกิดในหมู่ทิพย์ทั้งหลาย ที่เรียกกันว่าทิพย์ เพราะมีในภพทิพย์.
ยํ ยํ เทวาภิปตฺเถนฺติ สพฺพเมเตน ลพฺภติ
อิฐผลมีความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศ
อิฐผลทั้งหมดนั้นอันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.

ทรงแสดงสมบัติคือความเป็นพระราชาของเทวดาและมนุษย์ ที่บุคคลพึงได้ด้วยบุญญานุภาพ สมบัติคือพระนิพพาน จึงตรัสคาถานี้ว่า
สมบัติของมนุษย์ ความยินดีอันใดในเทวโลก และ
สมบัติคือพระนิพพานใด อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อม
ได้ด้วยบุญนิธินี้.
ตรัสไว้ว่า
มานุสิกา จ สมฺปตฺติ เทวโลเก จ ยา รติ
สมบัติของมนุษย์ และความยินดีใดในเทวโลก.
สมบัติและความยินดีนั้นทั้งหมด และสมบัติคือพระนิพพาน ที่บุคคลพึงบรรลุโดยเป็นพระอริยบุคคล ที่เป็นสัทธานุสารีเป็นต้น อื่นๆ อิฐผลดังกล่าวมานี้ที่ตรัสเป็นที่สาม
พึงทราบว่า อิฐผลทั้งหมดนั้นอันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.

ทรงแสดงนิพพานสมบัติที่พึงได้ด้วยปัญญานุภาพ และที่พึงบรรลุโดยความเป็นพระอริยบุคคลมีเป็นสัทธานุสารีเป็นต้นด้วยคาถานี้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงแสดงนิพพานนั้นและอุบายแห่งนิพพานนั้น โดยความเป็นผู้ชำนาญในวิชชา ๓ และอุภโตภาควิมุตติ

จึงตรัสคาถานี้ว่า
ความที่บุคคลถ้าอาศัยมิตตสัมปทา ประกอบความ
เพียรโดยอุบายแยบคาย เป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ
อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.
ชื่อว่า สัมปทา เพราะเป็นเครื่องสำเร็จผล คือถึงความเจริญแห่งคุณสัมปทา มิตร ชื่อว่ามิตรสัมปทา ซึ่งมิตรสัมปทานั้น.
อาคมฺม แปลว่า อาศัย.
โยนิโส ได้แก่ โดยอุบาย.
ปยุญฺชโต ได้แก่ ทำความขยันประกอบ.
วิชชา เพราะเป็นเครื่องรู้แจ้ง.
วิมุตติ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้น หรือหลุดพ้นเอง.
วิชชาทั้งวิมุตติ ชื่อว่า วิชชาและวิมุตติ.
ความเป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติวสีภาวะ.

ความที่บุคคลอาศัยมิตรสัมปทา คืออาศัยพระศาสดาหรือสพรหมจารีผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพท่านใดท่านหนึ่ง รับโอวาทและอนุศาสนีจากท่านแล้วประกอบโดยอุบายแยบคาย ด้วยการปฏิบัติตามที่ท่านสอน เป็นผู้ชำนาญในวิชชา ๓ มีบุพเพนิวาสญาณเป็นต้น และในวิมุตติที่ต่างโดยสมาบัติ ๘ และพระนิพพาน๑- ที่มาอย่างนี้ว่า ในธรรมเหล่านั้น วิมุตติคืออะไร คือความหลุดพ้นอันยิ่งแห่งจิตและนิพพาน ____________________________
๑- อภิ. สงฺ. ๓๔/๘๗๖/๓๓๙


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 15:04:21 น.] ( IP = 58.8.38.245 : : )


  สลักธรรม 8

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงนิพพานสมบัติที่พึงได้ด้วยอานุภาพแห่งบุญ อันเป็นส่วนแห่งความเป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ ที่กล่าวมาก่อนแล้ว ที่พึงบรรลุแม้โดยอำนาจแห่งไตรวิชชา และอุภโตภาควิมุตติ
บุคคลย่อมได้ด้วยบุญสัมปทานี้ แม้ที่ทำแล้วโดยประการนั้นๆ โดยเป็นปทัฏฐานแห่งวิมุตตินั้น ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงความเจริญแห่งคุณแม้นั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า
ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมี ปัจเจกโพธิ
และพุทธภูมิอันใด อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อม
ได้ด้วยบุญนิธินี้.
ปัญญานี้ใดที่ถึงความแตกฉานในธรรม อรรถ นิรุตติและปฏิภาณ ท่านเรียกว่า ปฏิสัมภิทา
วิโมกข์ ๘ เหล่านี้ใด โดยนัยว่า ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป เป็นต้น.๑-
สาวกบารมีนี้ใด ที่ให้สำเร็จสาวกสมบัติ อันพระสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า พึงบรรลุ.
ปัจเจกพุทธโพธิใด ที่ให้สำเร็จความเป็นพระสยัมภู และพุทธภูมิใด ที่ให้สำเร็จความเป็นผู้สูงสุดแห่งสรรพสัตว์ อิฐผลที่ตรัสเป็นส่วนที่ ๕ แม้นี้พึงทราบว่า อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ซึ่งเขาทำแล้วโดยชอบ.
____________________________
๑- ที. มหา. ๑๐/๖๖/๘๓; ที. ปา. ๑๑/๔๕๓/๓๒๘



พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงผลที่ตรัสไว้ว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนาอิฐผลใดๆ อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ เป็นอย่างๆ ไปด้วย
ทรงสรรเสริญบุญสัมปทา ที่เข้าใจกันว่าเป็นนิธิที่อำนวยผลที่น่าปรารถนาทุกอย่างนี้ทั้งหมด

บุญสัมปทานนี้มีประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น
บัณฑิตผู้มีปัญญา จึงสรรเสริญความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว.
บัณฑิตผู้มีปัญญาเช่นเรา จึงสรรเสริญความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว ซึ่งมีอาการและโวการคือขันธ์มาก ด้วยคำที่กล่าวในที่นี้มีว่า นิธิไม่สาธารณะแก่คนอื่นๆ อันโจรลักไปไม่ได้เป็นต้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญเป็นชื่อของความสุข๑- ดังนี้เป็นต้น ด้วยคุณตามที่เป็นจริง เพราะไม่คร้านในการแสดงธรรม อันนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่สัตว์ทั้งหลาย มิใช่สรรเสริญด้วยเข้าข้างพรรคพวกตน.
____________________________
๑- องฺ. สตฺตก. ๒๓/๕๙/๙๐; ขุ. อิติ. ๒๕/๒๐๐/๒๔๐



โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2552 , 15:05:27 น.] ( IP = 58.8.33.191 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org