มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร่มธรรม (๒๐)




ผู้ได้รับความคุ้มครองจากธรรม
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ


ตอนที่ผ่านมา

ที่เวฬุวัน ป่าไผ่อันรื่นรมย์

พระจอมมุนีผู้ทรงเป็นนาถะแห่งโลก ประทับพักผ่อนอยู่ใต้ร่มเงาแห่งกอไผ่ใหญ่มีใบหนากอหนึ่งเวลานั้นเป็นวัฒนฉายากาล-ดวงอาทิตย์โคจรคล้อยไปทางตะวันตกมากแล้ว

พระพายโชยเฉื่อยฉิว ใบไผ่เล่นลมพลิ้วน่าทัศนา เสียงนกร้องเจี๊ยบจ๊าบอยู่มิได้ขาดทั้งบนกอไผ่และภายใต้ใกล้ภูมิภาค

ณ เบื้องหน้าของพระชินสีห์ มีติณชาติซึ่งราชบุรุษของพระเจ้าพิมพิสารจงใจปลูกไว้มองดูเสมอเรียบขจีพรรณ

ป่านั้นจะชื่อว่าป่าไผ่ก็จริง แต่มิได้มีเพียงไม้พันธุ์ไผ่ เพียงอย่างเดียว ไม้พันธุ์อื่นก็ขึ้นอยู่เป็นอันมาก เช่นมะพร้าว มะม่วง กระดังงา ทองกวาว ประดู่ และ ตะแบกเป็นต้น ล้วนได้รับการตกแต่งอย่างดี เพื่อเป็นที่ประทับสำราญพระอิริยาบถแห่งจอมศาสดาและเป็นที่พักผ่อนตรึกตรองธรรมของพระสงฆ์

ขณะนั้น มีพระเถระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อาการของท่านบ่งว่าเป็นที่พอใจในเสนาสนะป่า จีวรสีเหลืองหม่นคร่ำคร่าของพระภิกษุทั้งหลายอื่น น่าจะเป็นผู้สูงอายุทั้งโดยอายุ โดยพรรษาและโดยคุณธรรม

พระผู้นั้นเข้ามาถวายบังคมพระพิชิตมารแล้วนั่งเฉยอยู่

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:37:33 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

พระศากยมุนีตรัสปราศรัยพอควรแก่มารยาทที่ดีแล้วจึงรับสั่งเป็นเชิงมอบภาระให้ว่า:-

“กัสสปะ จงโอวาทสั่งสอนภิกษุเถิด จงกล่าวธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด เราหรือกัสสปะนี่แหละที่ควรโอวาทภิกษุ กล่าวธรรมกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย”

พระมหากัสสปะกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้มีโชค! เวลานี้ภิกษุทั้งหลายเป็นคนหัวดื้อว่ายาก ประกอบด้วยธรรมแห่งผู้ว่ายาก ไม่ควรแก่โอวาท ไม่รับอนุศาสนีด้วยความเคารพ

“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงหักราคะ! ณ ที่นี้เอง ข้าพระองค์ได้เห็นภิกษุชื่อ ภัณฑะ ลัทธิวิหาริก (ศิษย์) ของพระอานนท์ กับภิกษุชื่อ อาภิชชิกะ ศิษย์ของพระอนุรุทธทะเลากัน กล่าวล่วงเกินกันด้วยเรื่องสุตะคือธรรมที่ได้เรียนมาว่า มาเถิด ใครจะกล่าวได้มากกว่ากัน ใครจะกล่าวได้ไพเราะกว่ากัน ใครจะกล่าวได้นานกว่ากัน”

“ข้าแต่พระองค์! ภิกษุทั้งหลายว่ายากอยู่อย่างนี้ จะให้ข้าพระองค์โอวาทอย่างไร?”

พระมหาสมณะ รับสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่งไปตามพระภัณฑะและพระอาภิชชิกะมาเฝ้าตรัสถามความเรื่องนั้น เมื่อคู่กรณีทูลรับเป็นสัจแล้ว จึงตรัสว่า

“ภิกษุ พวกเธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เรากล่าวหมดแล้วหรือ?”

“หามิได้เลยพระองค์” ภิกษุ ๒ รูปทูล

“เมื่อดังนี้ ไฉนจึงทะเลาะกัน กล่าวโอ้อวดชวนโต้วาทะว่าใครจะกล่าวได้มากกว่า กล่าวได้ไพเราะกว่า กล่าวได้นานกว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ! (คนว่างจากคุณความดี) เธอผู้บวชในธรรมวินัยของเรา ควรหรือที่จะประพฤติตนเช่นนั้น”

ภิกษุทั้งสองได้รับคำเตือนจากพระมหาสมณะแล้ว รู้สึกตนจึงหมอบลงแทบพระยุคลบาททูลขอขมา พระศาสดาทรงประทานอภัยให้แล้ว ตรัสว่า “การสำนึกผิดแล้วตั้งใจสำรวมระวังต่อไปนั้น เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยะ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:39:26 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : )


  สลักธรรม 2

พระศากยมุนี ตรัสกับพระมหากัสสปะต่อไปว่า “กัสสปะ เธอจงโอวาทภิกษุเถิด”

พระมหากัสสปะ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์! ภิกษุเดี๋ยวนี้เป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยธรรมแห่งผู้ว่ายากไม่รับโอวาทด้วยความเคารพ

“ข้าแต่พระองค์! ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาในกุศลธรรมไม่มีแก่ภิกษุใด ความเสื่อมย่อมมีแก่ภิกษุนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน หาความเจริญไม่ได้ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ในกาฬปักข์ ภิกษุเช่นนั้นได้นามว่า เป็นผู้ไม่มี ศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีวิริยะ ไม่มีปัญญา เป็นคนมักโกรธ เป็นคนผูกโกรธ ภิกษุผู้จะโอวาทก็หาไม่ได้ ข้าแต่พระองค์! เรื่องเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นความเสื่อม

“ส่วน ศรัทธา หิริ เป็นต้น มีแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นมีแต่ความเจริญทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนดวงจันทร์ในชุณหปักข์”

พระศาสดาทรงอุทานว่า “ชอบแล้ว กัสสปะ ถูกแล้วเธอกล่าวถูกแล้ว”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:40:19 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : )


  สลักธรรม 3

ตลอดเวลาที่พระศาสดาประทับอยู่ ณ เวฬุวันนั้น ทุกๆ เวลาเย็น จะมีประชาชนทุกเพศทุกวัย ทุกวรรณะและทุกอาชีพเดินกันไปเป็นแถวทิวสู่เวฬุวนารามเพื่อฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ซึ่งมีลักษณะเป็นประโยชน์เกื้อกูลทั้งในปัจจุบันอนาคต และประโยชน์สูงสุดคือพระนิพพานอันดับความกระหายทั้งปวง

ผู้ที่มีบารมียังต่ำอยู่ ก็ทรงสอนให้ตั้งอยู่ในสุจริตสาม คือกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ทรงสอนให้อาศัยสัมมาชีพเป็นเครื่องมือในการสร้างตน หมั่นทำบุญกุศลอันจะเป็นที่พึ่งของตนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ผู้มีบารมีปานกลาง ทรงสอนให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์ เพื่อจะได้เห็นคุณค่าแห่งความสุขอันมีอยู่ในตนนี้เอง แต่ถูกนิวรณ์ปิดกั้นไว้ ทรงย้ำอยู่เสมอว่า ผู้มีจิตสงบแล้วย่อมรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง เสมือนบุคคลมองหน้าของตนในกระจกใส

ส่วนผู้มีบารมีสูง ควรแก่การบรรลุธรรมชั้นสูงสุดแล้ว มักทรงย้ำเรื่องปัญญา ให้จุดแสงสว่างให้เกิดขึ้นในจิตใจเพื่อทำลายความมืดคืออวิชชา ทรงชี้ให้เห็นว่า ความมืดคืออวิชชานั้นมีอยู่ได้ก็เพราะอาศัยตัณหาอุปาทาน หากผู้ใดทำลายตัณหาอุปาทานเสียได้แล้ว แสงสว่างคือปัญญาเกิดขึ้น อวิชชาคือความมืดก็จะหายไปเอง

แต่บางครั้ง พระบรมศาสดาก็ทรงแสดงศีล สมาธิ และปัญญาโดยลำดับในคราวเดียวกัน เพื่อให้พุทธบริษัทได้เห็นความสะอาด ความสงบ และความสว่างในจิตใจตน หรืออย่างน้อยได้สำรวจว่า มีความสะอาด สงบและสว่างอยู่เพียงใดหากเห็นว่ามีอยู่น้อยก็จะได้เพิ่มให้มากขึ้น

ทุกๆ เย็น กุรุพินทา โชติมันต์ รังสิมา สุมิตตา และท่านราเมศร์ จะถือปานียะติดมือไปสู่วิหารเวฬุวัน เมื่อฟังพระธรรมเทศนาเสร็จแล้วก็ถวายน้ำปานะ เป็นต้นว่าน้ำอ้อยแด่พระศาสดาบ้าง นำไปถวายพระมหาเถระเช่นพระสารีบุตรพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นบ้าง

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:41:20 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : )


  สลักธรรม 4

วันหนึ่ง เมื่อฟังพระธรรมเทศนาเสร็จแล้ว กุรุพินทาก็ชวนบุตรของตนพร้อมกับรังสิมาไปหาพระวรัตตะ กันตานีบุตรผู้มีชื่อเสียงในทางแสดงธรรม นับเนื่องในคณะศิษย์ของพระปุณณะมันตานีบุตร

พระวรัตตะ กันตานีบุตร รู้จักกุรุพินทาดีตั้งอยู่สาวัตถี ท่านเป็นพระที่มีอัธยาศัยงาม เหมาะกับหน้าที่ของท่าน, กิริยาวาจาของท่านนั้น ละมุนละไม อ่อนหวานส่อความเป็นผู้มีเมตตาจิตประจำ

หลังจากสาราณียกถา (คำถามทุกข์สุข) ได้ผ่านไปแล้ว กุรุพินทาได้ให้โชติมันต์ ถามข้อสงสัยแห่งตน

โชติมันต์ถามว่า

“ท่านผู้เจริญ! ในการที่ข้าพเจ้าเป็นคฤหัสถ์ ยุ่งอยู่ด้วยภารกิจแห่งผู้ครองเรือน ข้าพเจ้าจะพึงยึดอะไรในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง มีความสุข”

พระวรัตตะตอบว่า:-

“ท่านพึงยึดธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต”

“ข้าพเจ้าใคร่ขอคำอธิบาย” โชติมันต์พูด

“ก่อนอื่น ท่านต้องทราบเสียก่อนว่า” พระวรัตตะอธิบาย “ธรรมนั้น คือบ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งหลาย ท่านต้องการคุณความดีหรือไม่?”

“ต้องการ, ท่านผู้เจริญ!” โชติมันต์ตอบ

“เมื่อต้องการคุณความดีให้แก่ชีวิต ก็ต้องดำเนินชีวิตตามธรรม ต้องประพฤติธรรม เพราะธรรมเป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดี ต้องเป็นคนมั่นคง และไว้ใจในธรรม”

“ข้าพเจ้าไม่เข้าใจคำว่า ไว้ใจในธรรม”

“คือตั้งความเชื่อ ความไว้วางใจลงไปว่า ธรรมย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม”

พระวรัตตะตอบ “อย่าได้ง่อนแง่นคลอนแคลนในธรรม เมื่อตั้งใจประพฤติธรรม จงมีความมั่นใจว่าตนจะต้องประสบผลดีจะเร็วหรือช้าเท่านั้น เพราะได้มอบตนไว้ให้อยู่ในความคุ้มครองดูแลของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ยุติธรรมที่สุดในโลก”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:42:02 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : )


  สลักธรรม 5

“อะไรคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ยุติธรรมที่สุดในโลก?”

“ธรรมนั้นเอง, มานพ!” พระวรัตตะตอบอย่างมั่นใจ “ธรรมยิ่งใหญ่ที่สุด ยุติธรรมที่สุดในโลก ใครประพฤติถูกธรรม ประพฤติตามธรรม ให้เกียรติธรรม ยกย่องธรรม บูชาธรรม-ธรรมะจะอำนวยสุขให้แก่ผู้นั้นอย่างที่สุด ชนิดที่สิ่งอื่นๆ หรือบุคคลอื่นไม่สามารถให้ได้ บุคคลที่ธรรมโอบอุ้มแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว จะไม่มีใครหรืออะไรสามารถทำลายได้ ความทุกข์ก็เข้าไม่ถึง”

“ท่านผู้เจริญ! จงประพฤติตนอย่างไรจึงจะได้รับการคุ้มครองจากธรรม?”

“ต้องประพฤติธรรม ให้เกียรติธรรม กล่าวคือเว้นทุจริตทุกประการ ประพฤติสุจริตทั้งทางกาย วาจา ใจ มีความเพียรพยายามในทางที่ชอบ มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีอุปการคุณ มีความเสียสละ มีความอดทน อย่างนี้แหละเรียกว่าประพฤติธรรมให้เกียรติธรรม แม้จะประสบความลำบากยากเข็ญบ้างก็ไม่ประพฤติชนิด “ดูถูกธรรม เหยียบย่ำธรรม” เพราะความทุกข์เป็นธรรมดาที่ชีวิตจะต้องมีบ้าง มากหรือน้อย หากบุคคลนั้นมั่นอยู่ในธรรมไม่นานนักความทุกข์ความเดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ ก็จะต้องผ่านไป สิ่งที่จะเคียงคู่ไปกับชีวิตก็คือความสุขอันยั่งยืน”

“ขอพระคุณเจ้าโปรดขยายความว่า “ดูถูกธรรม เหยียบย่ำธรรม” เพื่อข้าพเจ้าเข้าใจด้วย”

“โชติมันต์! ผู้ประพฤติทุจริตคดโกงนั่นเองคือผู้ดูถูกธรรมเหยียบย่ำธรรม เขาคงจะนึกดูหมิ่นอยู่ในใจว่าสิ่งใด การกระทำอันใดที่ทางศาสนาสอนว่าผิดไม่ควรทำ มีทุกข์เป็นผล สิ่งนั้น การกระทำอันนั้นหามีผลเป็นทุกข์จริงไม่ จึงได้หัวเราะเยาะธรรมพร้อมทั้งประพฤติล่วงธรรม ตกลงไปในหลุมพรางแห่งอธรรม คลุกคลีอยู่ด้วยสิ่งเน่าเหม็น หมักหมม เศร้าหมองนานาประการจนคุ้นกับสิ่งเศร้าหมองนั้นสิ่งเน่าเหม็นต่างๆ นั้น บางทีก็มีกลิ่นน้อยกว่าบุคคลผู้ประพฤติตนเป็นคนเน่าเหม็นนั้นเสียอีก เพราะบุคคลนั้นมีสิ่งเน่าเหม็นรวมอยู่ทุกชนิด

“คำว่าสิ่งเน่าเหม็นที่กล่าวนี้ หมายถึงการทุจริตคดโกงทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการคดโกง ส่วนบุคคล คดโกงราชการ หรือหลอกลวงประชาชนก็ตาม

“คนที่มีปกติเหยียบย่ำธรรมอยู่เสมอนั้น สักวันหนึ่งจะเห็นเองว่าการดูหมิ่นธรรมมีโทษอย่างไร การหมิ่นประมาทส่วนบุคคล เมื่อเรื่องถึงศาล ย่อมมีผู้พิพากษาตัดสินตามควรแก่กรณี แต่การดูหมิ่นธรรมนั้นจะหาผู้พิพากษาเป็นตัวบุคคลมาตัดสิน หรือหาพยานบุคคลมาช่วยเหลือไม่ได้ ตนของตนนั่นแหละจะต้องเป็นพยานอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นและผู้ตัดสินก็คือธรรมนั่นเอง ท่านลองคิดดูเถิดว่าจะรุนแรงปานใด มีใครพอจะช่วยได้บ้าง

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:43:00 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : )


  สลักธรรม 6

“ท่านลองนึกดู บุคคลบางคน ได้รับทุกข์ทรมานบางอย่างซึ่งไม่มีใครสามารถช่วยได้เลย เพราะเขาไปประพฤติผิดธรรมมาก่อน หากเขายังดูหมิ่นธรรม ประพฤติผิดคำสั่งของธรรมอยู่ต่อไป เขาก็จะต้องได้รับทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้น

เขาจะรอดพ้นจากความทุกข์ทรมานก็โดยการกลับใจเสียใหม่-กลับมาเคารพธรรม บูชาธรรม แม้แต่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองผู้ตรัสรู้พระธรรมก็ยังต้องทรงเคารพธรรม การที่พระองค์ทรงเคารพธรรมนั่นแหละทำให้เราทั้งหลายต้องเคารพพระองค์

พระองค์ทรงมีธรรมอย่างยิ่ง พวกเราจึงเคารพพระองค์อย่ายิ่ง พระธรรมนั่นเองช่วยให้พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ธรรมนั้นเองช่วยให้บุคคลบางคนทรงเป็นกษัตริย์ที่ราษฎรเคารพรักใคร่ธรรมอีกนั่นแหละที่ทำให้บุตรเคารพนับถือปฏิบัติบำรุงมารดาบิดา และมารดาบิดาต้องอดทนเสียสละเลี้ยงลูกจนเติบโตก็เพราะธรรมอีกเหมือนกัน พ่อแม่ที่ลูกพึ่งได้ก็ตาม ลูกที่พ่อแม่พึ่งได้ในในยามชราก็ตาม ต้องเป็นพ่อแม่ หรือลูกที่มีธรรม ไม่ใช่ลูกที่เพียงแต่มีทรัพย์ หรือมีเกียรติเท่านั้น

“ลูกจะมีทรัพย์มากมายปานใดก็ตาม หากเขาไม่มีธรรม กล่าวคือกตัญญูกตเวที และเมตตาปรานีเสียแล้ว เขาก็ไม่เลี้ยงพ่อไม่เลี้ยงแม่ พ่อแม่พึ่งไม่ได้ บางคนได้ดีมีสุขเพราะการเสียสละอย่างสูงของพ่อแม่ ยอมทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน พอเรียนจบได้ดีมีสุข มีเกียรติมากแล้ว ทำเป็นไม่รู้จักพ่อแม่ก็มีเพราะขาดความกตัญญูกตเวที ลูกที่ไม่มีธรรมอย่างนี้ พ่อแม่พึ่งได้ที่ไหน? ลูกที่เลี้ยงพ่อแม่ดีก็เพราะจิตใจของเขามีธรรมทุกคน ทุกฝ่ายจึงควรสำนึกถึงคุณของธรรมให้มากที่สุด เพราะธรรมช่วยคุ้มครองบุคคล ทรัพย์สินของบุคคล คุ้มครองสังคม และประเทศชาติ

“เมื่อบุคคลเอาใจใส่ต่อธรรมอยู่ ธรรมนั้นเองจะหันมาเอาใจใส่ต่อบุคคล ช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย ให้มีความสุข ลองนึกเทียบดูถึงเรื่องศิลปวิทยา คือบุคคลผู้ใดตั้งใจศึกษาศิลปวิทยาโดยเคารพ เมื่อมีความรู้แล้วนำความรู้นั้นไปทำประโยชน์แก่ตน แก่ครอบครัวและอื่นๆ กว้างออกไป บุคคลผู้นั้นมีความสุข อะไรกลับมาคุ้มครองเขา? ศิลปวิทยาอันนั้นเองใช่หรือไม่? เพราะเขามีความรู้ดี ความประพฤติดี ความรู้และความประพฤตินั้นจึงคุ้มครองเขา ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีธรรม ธรรมก็ต้องคุ้มครอง ขอให้เชื่อมั่นอย่างนี้ แล้วก็เริ่มให้เกียรติธรรม ไม่ดูถูกธรรม

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:43:41 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : )


  สลักธรรม 7

“ข้อตัดสินว่าใครจะเจริญ หรือเสื่อมก็ดูกันที่ใครรักธรรม ใครชังธรรมนี่เอง พระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า

“บุคคลจะเป็นผู้เจริญ ก็รู้ได้ง่าย จะเป็นผู้เสื่อมก็รู้ได้ง่าย”

คือ ผู้รักธรรม เป็นผู้เจริญ ผู้ชังธรรม เป็นผู้เสื่อม

กุรุพินทากล่าวว่า

“คำของพระคุณเจ้าไพเราะยิ่งนัก เพียบพร้อมด้วยเหตุและผล เร่งเร้าให้น่าปฏิบัติตาม ข้าพเจ้าประสงค์ให้คนหนุ่มสาวได้เข้าใกล้ชิดพระ ได้ฟังคำอธิบายเรื่องธรรมดังที่พระคุณเจ้าอธิบายให้โชติมันต์ทราบ”

“แต่คนที่ทุจริต คดโกง ดูหมิ่นธรรมอยู่เวลานี้ ไม่เพียงแต่คนหนุ่มเท่านั้นดอก อุบาสิกา! ผู้ใหญ่ๆ ก็มีมากและดูเหมือนจะทุจริตได้มากเสียด้วย” พระวรัตตะกล่าว

“นั่นอาจเป็นเพราะ เมื่อสมัยหนุ่มสาว พวกเขาไม่ได้เข้าใกล้พระ ไม่ได้ศึกษาธรรม จิตใจเหินห่างจากธรรมเสมอมา หิริโอตตัปปะ จึงไม่จับใจ พอเป็นผู้ใหญ่เข้าจึงตัดยาก ประกอบด้วยทิฏฐิมานะทะนงตน จึงประพฤติเสมือนดูหมิ่นธรรม ความทุจริตก็คล้ายสนิมที่จับเกาะ หากทิ้งไว้นานก็เคาะออกยาก”

“ถูกแล้ว อุบาสิกา!” พระกล่าว

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:44:09 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : )


  สลักธรรม 8

“รังสิมา มีปัญหาอะไรจะถามพระคุณเจ้าบ้าง?” กุรุพินทาพูด

“มีค่ะ” รังสิมาพูด “คือข้าพเจ้าอยากทราบว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร จึงจะเป็นสตรีที่ดี?”

พระวรัตตะตอบว่า

“ประการแรก สตรี ต้องเป็นผู้มีมรรยาทงาม คำว่ามรรยาทงามนั้น คือ ความแพรวพราวแห่งบุคลิกลักษณะที่ดูแล้วสุภาพเรียบร้อย เหมาะแก่กาลเทศะ ไม่ขัดหูขัดตา คนมีมรรยาท ย่อมงามน่าดูกว่า ดึงดูดจิตใจกว่า คนที่ได้พบเห็นบังเกิดความยกย่องนับถือขึ้นมาในใจ

“ประการที่สอง ต้องเป็นผู้ทำการงานดี ขยายความว่าไม่เกียจคร้าน, ทำงานเรียบร้อยสะอาด รวดเร็วพอสมควร รู้ว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำทีหลังไม่ทิ้งของรุงรัง ดูน่ารังเกียจ มีความขยันอยู่เสมอเป็นนิสัย

“ประการที่สาม มีน้ำใจ อธิบายว่า มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา หากสตรีที่แต่งงานแล้วก็โอบอ้อมอารีต่อญาติทั้งฝ่ายตนเองและฝ่ายสามี มีใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนบ้าน และคนยากจน ใครตกทุกข์ได้ยากบากหน้ามาพึ่งพิงก็ไม่ปฏิเสธ ผู้ที่ช่วยเหลือคนยากครั้งหนึ่ง ชื่อว่าได้รับพรจากสวรรค์ครั้งหนึ่ง คนยากจนที่มาขอความช่วยเหลือนั้นขอให้คิดเสียว่าเป็นทูตของสวรรค์ คนมีน้ำใจย่อมทนดูความลำบากของผู้อื่นไม่ได้

“ประการที่สี่ พูดจาไพเราะ เป็นคำน่ารัก ฟังแล้วสบายหู ชูกำลัง ให้ความสุข ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนผู้อื่น เว้นวาจาเยาะเย้ยถากถาง วาจาหยาบคาย บางคนแม้จะรูปงามแต่หากวาจาไม่ไพเราะ คนก็ไม่นิยมว่าดี การพูดจาดี สำคัญกว่ารูปสวย

“ประการที่ห้า มีความอดทน ทนต่อความลำบากตรากตรำ อดทนต่อความเจ็บป่วยและเจ็บใจ อดทนต่ออารมณ์ที่มายั่วยวนให้เสียปกติภาพของตน อดทนต่อสิ่งที่มายั่วให้ประพฤติทุจริตนอกลู่นอกทาง ความอดทนเป็นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของสตรี

“หลัก ๕ ประการนี้มีอยู่ในสตรีใด สตรีนั้นย่อมไม่ไร้ที่พึ่งพิง”

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [4 ส.ค. 2552 , 07:44:37 น.] ( IP = 58.8.48.247 : : )


  สลักธรรม 9

คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต

ดีครับ สาธุครับ

โดย พรหมธรรม [4 ส.ค. 2552 , 09:58:58 น.] ( IP = 124.121.49.251 : : )


  สลักธรรม 10

โดย น้องกิ๊ฟ [4 ส.ค. 2552 , 13:10:19 น.] ( IP = 125.27.170.28 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org