มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความประทับใจในห้องเสือพิทักษ์




ความประทับใจในคำสอนเกี่ยวกับสติปัฏฐาน


จากการที่ได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับกองของอกุศลต่างๆที่หลวงพ่อเสือได้นำมาอธิบายให้ได้รู้จักนั้น นอกจากจะมีความเข้าใจชัดเจนในสภาพธรรมที่มีสภาวะใกล้เคียงกันแล้ว สิ่งที่รู้สึกว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักเรียนทุกคน ก็คือการที่ได้รับความรู้เกี่ยวกับ สติปัฏฐาน ควบคู่ไปด้วยกัน ซึ่งเป็นการยากนักที่จะได้พบการสอนในลักษณะนี้ เพราะโดยทั่วไปของการเรียนที่เป็นชั้นเรียนนั้น ก็มักจะมีข้อจำกัดของหลักสูตรว่า จะต้องอธิบายไปตามบทเรียนที่กำหนดไว้ จะข้ามขั้นหรือออกนอกหัวข้อที่กำหนดไว้มิได้ การเรียนเช่นนั้นจึงมีผลดีคือ ทำให้ผู้เรียนมีความจำได้เป็นหมวดหมู่ตามลำดับๆ แต่มีผลเสียคือ ไม่อาจที่จะนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ เพราะมิได้ถูกอบรมมาให้ใช้ความรู้เชิงประยุกต์ และที่สำคัญยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับตัวของผู้เรียนอีกด้วย ที่อาจมีภูมิธรรมไม่เพียงพอ หากอธิบายไปในแง่มุมต่างๆมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายใจได้

……แต่สำหรับการเรียนที่มูลนิธิแห่งนี้ เป็นการเรียนที่แปลกกว่าที่ใด เพราะผู้เรียนทุกคนจะได้ทั้งความรู้และความเข้าใจเพื่อนำไปใช้ …..แม้จะมีภูมิความรู้ที่แตกต่างกัน และแม้จะเรียนในหัวข้อธรรมอันลุ่มลึกในปริจเฉทระดับสูง หลวงพ่อเสือผู้เป็นพระอาจารย์ที่สอนนั้นก็จะสามารถอธิบายและยกตัวอย่างให้ทุกคนเกิดความเข้าใจได้ในสภาวธรรมนั้นๆ และที่สำคัญก็คือการเชื่อมโยงให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กันไปด้วย…ดังที่จะนำเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ได้เรียนแล้วเกิดความประทับใจเป็นอย่างมาก มาเล่าสู่กันฟังต่อไป


“………..ถ้าไม่มีปัญญา ก็มักจะตัดสินทุกอย่างด้วยการคาดคะเนเอา อนุมานเอา ตรึกตามอาการเอา โดยที่หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีเหตุเฉพาะๆ “มันคงไม่” “มันคงจะ” อย่างนี้ไม่มี มีแต่ “มันต้อง” ทำอย่างนี้มันต้องเป็นอย่างนี้ มันต้องทั้งสิ้น มันต้องยืน มันต้องเดิน มันต้องนอน มันต้องกิน มันต้องขับถ่าย ฯลฯ มันคงจะกิน ไม่มี ธรรมชาติรอบๆ ตัวเรานั้น มันต้องทั้งสิ้น “ต้อง” เป็น “ทุกข์” ต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น
ถ้าเผื่อเราไม่มีความรู้ เราก็จะคาดคะเน คงจะ… คงจะ…. คงจะ…. แล้วในความคงจะ…นี้ ใจของเราก็ไม่ชนะใจเราเอง เกิดอารมณ์คับแค้นใจ เสียใจ ตัดอาลัยไม่ขาดบ้าง ทั้งๆ ที่กรรมจำเพาะเจาะจงมา ทำอย่างนี้ต้องได้อย่างนี้ คำสอนของพระพุทธองค์ผู้ปราชญ์เมธี
ธรรมะของพระองค์ไม่มีคาดคะเนเลย ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิดทั้งสิ้น
อยู่ที่ว่า เหตุนั้นมีผลเป็นอย่างไร แล้วผลนี้มาจากเหตุอะไร


สัพพัญญุตญาณจึงประมาณมิได้ ไม่มีอะไรมาขวางพระสัพพัญญุตาญาณได้เลย พระองค์รู้ทั่ว แล้วนำมารวบรวมเพียงใบไม้ในกำมือ ก็คือเรื่องราวของขันธ์ ๕ ที่เป็นทุกข์ นำมาตีแผ่ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เราอุปาทานเอาว่ามีสาระ ทั้งที่จริงมันไม่มีแก่นสารสาระอะไรเลย ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา …ชีวิตที่อยู่วันๆ หนึ่ง ก็เหมือน “สวะ” ที่ไปตามยถากรรม น้ำขึ้นก็ขึ้นไปด้วย ลงก็ลงไปด้วย เมื่อมีลาภก็ดีใจ ยศ สรรเสริญ สุขก็เช่นกัน แต่พอเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็เหมือนน้ำลงก็เสียใจ จิตก็ไหลขึ้น ไหลลงไม่ไปทางตรงซักที พระองค์จึงมาแนะนำให้สัตวโลกทั้งหลาย รู้จริงก่อน แล้วก็เดินอย่างจริงจัง แล้วก็จะไปสู่สันติสุขจริงแน่ ถ้าเผื่อไม่รู้จริง ก็เดินไปสู่สันติสุขไม่ได้ แต่ถึงรู้จริง แล้วไม่เดินอย่างจริงจัง ก็ไม่ถึง

ความสำคัญของชีวิตนั้นจึงต้องอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัมมาทิฏฐิคือความเห็นอันถูกต้อง เพราะถ้าขาดความเห็นอันถูกต้องแล้ว ก็เวียนว่ายตายเกิด ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหาที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้ เป็นชีวิตที่น่าสงสาร เรานี้ตกอยู่ในความน่าสงสารทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถพาตนเองออกจากหลุม หล่ม เครื่องร้อยรัดได้ (สังโยชน์) เช่น ทำให้สงสัยในสิ่งที่เป็นจริง หรือทำตามประเพณีสืบทอด ลูบคลำสิ่งที่ไม่ได้เป็นผลอันประเสริฐจริง

เรามีสังโยชน์ ๑๐ แต่พระโพธิสัตว์เจ้าท่านมีบารมี ๑๐ เรามีกิเลส ๑๐ ท่านมีพระ
ปรมัตถบารมี ๑๐
ฉะนั้น คนละฝั่ง เมื่อเราจะต้องก้าวไปฝั่งท่าน ที่ท่านมีความสุขอันอุดม จึงจะต้องอาศัยพาหนะไป พาหนะที่ท่านวางไว้ก็เปรียบเสมือนเรือที่จะพาขึ้นฝั่งได้ ไม่ต้องมาว่ายวนเวียนอยู่ มันน่าอยู่ที่ไหนชีวิต ไม่ว่าจะยากจน หรือร่ำรวยล้นฟ้า ล้วนต้องเจ็บ ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า แล้วรักใครที่สุด ก็แค่ตาย เดี๋ยวก็ลืม แต่เราไม่เคยลืมรักตัวเองเลยทุกคน เพราะทุกคนแสดงออกถึงความรักตัวเอง คือไม่ต้องการความทุกข์ ไม่ต้องการภัย แต่หนีไม่พ้นภัย ก็เพราะว่าไม่มีตา พระธรรมคือดวงตาที่จะพาให้เห็นว่าทางไหนคือทางเดิน เหมือนชีวิตทุกคนอยู่ท่ามกลางพายุ ยิ่งมีครอบครัวที่รักที่ห่วง แต่เราหยิบยื่นกรรมให้ใครไม่ได้ เพราะกรรมเป็นของตน เขาทำกรรมของเขามา เขาก็ต้องได้รับอย่างนั้น ต้องอย่างนั้น ไม่ใช่ “คงจะ” ฉะนั้น เราจึงควรที่จะจริงใจ และจริงจังต่อการศึกษา และปฏิบัติธรรม

โดย ทวีพร พันธุ์พาณิชย์ [8 ก.ค. 2545 , 18:24:11 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คำถาม คำว่าสติสัมปชัญญะที่ใช้พูดทั่วไป กับ สติสัมปชัญญะในสติปัฏฐาน ๔ นั้นเหมือนกันหรือไม่

คำตอบ ที่ถามมานี้ ไม่ตอบ เดี๋ยวเชื่อโดยฟังตามกันมา เชื่อโดยคิดว่าผู้พูดน่าเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อจะเชื่ออะไรต้องเชื่ออย่างมีเหตุผล และรับคำสอนของพระพุทธองค์มา ต้องไม่ตู่พระพุทธพจน์ ต้องมีหลักการนี้ เพราะเป็นบาปหนักที่สุด ไม่ตอบว่าเหมือนกันไหม แต่ต้องเข้าใจให้ถูก แยกแยะให้เป็น ซึ่งจะทำให้ปมปัญหาเหล่านั้น คลี่คลายไป เพราะธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ เชื่อคำนี้ไว้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การที่จะพ้นหรือการที่จะข้ามโอฆะคือกิเลสทั้งหลายได้ ไม่ใช่เป็นการพัก หรือการเพียร เมื่อมีเทวดามาทูลถามว่า พระองค์ข้ามโอฆะหรือห้วงน้ำได้อย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสตอบเทวดาว่า “เราไม่พัก เราไม่เพียร เราจึงข้ามโอฆะได้” ….. ถ้าศึกษาพระไตรปิฏก ก็จะเห็นว่าในพระสูตรมีที่แสดงว่าสภาพธรรมเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์ สภาพที่ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ มีเหตุเป็นแดนเกิด แล้วจึงมีผล เมื่อหมดเหตุก็หมดผล บางท่านมีความเข้าใจผิดว่า จะบรรลุในคืนนี้ หรือในบัดนี้ แล้วไม่บรรลุ การบรรลุธรรมไม่ใช่ด้วยความตั้งใจ หรือจงใจ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์พระอานนท์ ว่าจะได้เป็นพระอรหันต์เมื่อถึงวันสุดท้าย ก่อนที่จะทำการสังคายนา ซึ่งผู้สังคายนาจะต้องเป็นพระอรหันต์ แต่พระอานนท์เป็นเพียงพระโสดาบัน จึงตั้งใจว่าในวันนี้จะต้องปรารภความเพียรให้มาก จะพิจารณาธรรมะ เราจะเจริญสติปัฏฐาน ตั้งใจทำเท่าใดก็ไม่บรรลุ ท่านก็คิดว่าท่านจะพักผ่อน ในขณะที่ท่านกำลังเอนกายลงที่เตียง ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน ขายกจากพื้นเล็กน้อย ครึ่งนั่งครึ่งนอน ในขณะนั้นท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

………..จึงควรเข้าใจให้ถูกต้องว่า ขณะใดที่มีความตั้งใจ หรือมีความต้องการ หรือมีเจตนาที่จะปฏิบัติ ขณะนั้นไม่ใช่หนทาง คือไม่ใช่มัชฌิมา แต่เมื่อใด นักศึกษามีความเข้าใจถูกต้อง แล้วก็ได้สะสมไว้ซึ่งความเข้าใจ ให้มากขึ้นๆ จนเป็นปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิดขึ้นในขณะนั้น สติปัฏฐานเกิดขึ้นระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงในขณะนั้น ขณะนั้นจึงเป็นการปฏิบัติธรรม คือสติและเจตสิกที่เป็นองค์มรรคเกิดขึ้นในขณะนั้น ปฏิบัติกิจหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ……ฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า การบรรลุธรรมไม่ใช่เพราะการพัก และการเพียร เมื่อมีความเข้าใจผิดที่คิดจะทำ และคิดจะปฏิบัติ ก็จะมีความพากเพียรเต็มที่ ทำด้วยความเป็นตัวตน เพื่อจะให้ได้ผล เรียกว่าก้าวล่วงเลยไป คือไม่ได้ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่ได้มีความเข้าใจ สนใจธรรมะเลย ก็จะย่อหย่อน ขณะนั้นก็เรียกว่าเป็นการพักแล้ว ขณะอยากทำก็เพียรมากไป ขณะไม่รู้เลยก็เป็นการพักแล้ว เช่นนี้ต้องเข้าใจ

ฉะนั้น มัชฌิมาปฏิปทาจริงๆ จะต้องเกิดจากความเข้าใจสภาพธรรมอย่างถูกต้องจากการศึกษาก่อน จนกระทั่ง สติปัฏฐานเกิดโดยไม่มีเจตนา ความตั้งใจ จงใจที่จะปฏิบัติ ขณะนั้นเป็นการรู้สภาพธรรมะ ความรู้สภาพธรรมะในขณะปัจจุบันตรงนั้น เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นสติปัฏฐาน และเป็นการอบรมเจริญวิปัสสนา ทุกคนคงจะคุ้นหู “มรรคมีองค์ ๘” สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นถูกต้อง ซึ่งเป็นอีกคำหนึ่งของชื่อ “ปัญญา” คือ ปัญญา มีอีกชื่อหนึ่งว่า สัมมาทิฏฐิ ลงชื่อว่า “ปัญญา” ไม่เห็นผิดเลย แต่มิจฉาทิฏฐิเป็นความเห็นผิด คือไม่สามารถเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้ นี่เป็นเรื่องของการปฏิบัติโดยตรงเลย จึงต้องเรียนก่อน คือฟังมาแล้วพิจารณาให้เกิดความเข้าใจ หรือว่าจะปฏิบัติด้วยความเป็นเรา เพราะถ้ายังไม่มีความเข้าใจธรรมะอย่างถูกต้อง ยังมีความเป็นเราเต็มที่ เมื่อมีความเป็นเราแล้ว ความรู้สึกเกิดอยากปฏิบัติมันจะเกิดขึ้น เพราะไม่ได้ศึกษาให้ละเอียด

โดย ทวีพร [8 ก.ค. 2545 , 18:35:22 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

คำบาลีว่า ปฏิ + ปติ ปฏิหมายถึง เฉพาะ ปติ หมายถึง เห็น ฉะนั้น คำว่า ปฏิบัติ คือ เมื่อสภาพธรรมใดเกิดขึ้น สติก็เกิดขึ้นระลึกในสภาพนั้นที่ปรากฏทีละขณะๆ โดยเฉพาะๆ เพราะในขณะที่เห็น ก็ไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน ไม่ใช่ขณะที่นึกคิดด้วย เป็นสภาพของนามธรรม ซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว
เพราะฉะนั้น การที่บุคคลจะสามารถรู้ความจริงของสภาวะธรรมว่า ไม่ใช่เราเลย เป็นเพราะสภาพธรรมแต่ละอย่างๆ เกิดขึ้นสืบต่อกัน ซึ่งเกิดเฉพาะด้วยเหตุปัจจัย เป็นลำดับๆ เร็วมาก ไม่มีความเป็นเรา ที่อยากจะเข้าไปประจักษ์การเกิดดับ ถ้าเผื่อเป็นเราจะไม่มีความสามารถไปประจักษ์สิ่งนั้นได้ เพราะต้องเป็นปัญญาความเห็นถูก เป็นสัมมาทิฏฐิคือความเห็นถูก ไม่ผิดเลยที่มันถูกอบรมจนเจริญขึ้นๆ ความเจริญขึ้นของปัญญาจึงสามารถรู้ความจริงของสภาวธรรมต่างๆตามลำดับได้

ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าใจละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป จึงจะต้องมีธรรมะเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ตามข้อความที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ผู้ไม่มีปัญญา ย่อมไม่สามารถมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ” ขอเท่าไหร่ก็ไม่มี ฉะนั้น ที่ถามมาต้องเข้าใจว่า หลักพระพุทธศาสนา นั้น เป็นคำสอนให้เกิดปัญญา ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังที่แปลกัน ส่วนมากที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่แปลว่าเป็นคำสอนที่ทำให้เกิดปัญญา เพราะเป็นคำสอนของผู้ที่ตรัสรู้ เมื่อผู้ฟังได้โอกาสฟังจึงสามารถเข้าใจได้ และขณะที่ฟังมีความเห็นถูกคือความเข้าใจเกิดขึ้น มีความเข้าใจถูกในขณะที่ได้ยินได้ฟังที่อธิบาย จะมากก็ดี จะน้อยก็ดี หรือว่าในขณะที่ฟังมีความต้องการอย่างอื่น เช่น ต้องการจะจด จะทำ จะรู้โดยไม่ทราบเลยว่าขณะนั้นมันไม่ใช่ปัญญา แต่ความเข้าใจ
เป็นปัญญา


จึงพูดเสมอว่าที่จดๆ กันไป ถ้าไม่เก่งจริง หัวไม่จำด้วย ความไวของความจำไม่มี แล้วจด ก็ไม่ได้ผล ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญาเพราะมีความต้องการ มีเราต้องการที่จะจำได้หมายรู้ ต้องการจะจดเอาไว้ แต่ขณะทำความเข้าใจ ไม่รู้ถาม ไม่รู้ถาม ถามจนรับรู้ ขณะนั้นแหละปัญญารู้ ที่นี้เมื่อรู้แล้วก็เอาความรู้มาจดไว้ เอาความรู้ความเข้าใจก่อนแล้วค่อยจด ไม่ต้องคอยจดลอกตามอย่างนั้นถอดเทปเอาก็ได้ ฉะนั้น สภาวธรรมตื้นลึกหนาบางต้องเข้าใจ เข้าใจรู้ ไม่ใช่อยากรู้ความเข้าใจทำให้รู้ ไม่ใช่จดให้รู้ คือเข้าใจแล้วรู้ จำได้หมายรู้ แต่ขณะฟังมีความปรารถนา อันเช่นจะจดเป็นเราอยากจด ขณะนั้นไม่ใช่สภาพความจริงแล้ว มีเราแล้วไม่ใช่ปัญญาแล้ว

เอาแค่นี้แหละ จะรู้เลยว่าวิปัสสนาวางใจอย่างไร สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง จะรู้มาก รู้น้อย แต่เรามีความใส่ใจ เขาเรียกว่า มนสิการ วางใจให้ถูก ถูกต่อการตั้งใจฟัง ขณะตั้งใจนี้สติทำงานแล้ว ฟังแล้วไม่เข้าใจคือรู้น้อย เวลาฟังพระพุทธพจน์นี่ฟังของถูกอยู่ แต่ได้มากได้น้อยมันบังคับบัญชาไม่ได้ แต่เราเข้าใจน้อยก็ได้ปัญญา ก็เรียกว่ารู้ แต่รู้ไม่หมด แต่ผู้ที่จดได้หมด แต่ไม่เข้าใจไม่รู้เลย ไม่ใช่ตัวรู้ คือไม่ใช่ปัญญารู้ คันธะธุระอย่างเดียวจึงไปพระนิพพานไม่ได้เพราะอ่านแล้วรู้ วิปัสสนาธุระ ทำไมไปพระนิพพานได้เพราะเรียนแล้วปฏิบัติ ปฏิบัติจึงรู้จริงในปัจจุบันแล้วไป

โดย ทวีพร [8 ก.ค. 2545 , 18:42:21 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 3

เพราะฉะนั้นคำต่างๆ ที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้ เช่น คำว่า สติปัญญา หลายคนอาจคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้ว แต่ความเข้าใจนั้นไม่ตรงกับสภาวธรรมตามความเป็นจริง เพราะสภาวธรรมหรือสภาพธรรมที่เป็น “สติ” ต้องเป็นโสภณธรรม เป็นธรรมฝ่ายดี จะเกิดกับอกุศลไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ขณะที่ทำอะไรด้วยความติดข้องหนึ่ง ทำอะไรด้วยความพอใจหนึ่ง มีความตั้งอกตั้งใจทำแล้วคิดว่าขณะนั้นเป็นสติ ขณะนั้นไม่ถูกต้องแล้ว เพราะสติต้องเป็นโสภณในชีวิตประจำวันของเรานี้ สติจะเกิดกับจิตเป็นกุศล เป็นแค่เพียงคราวๆ สติเราด้อยพัฒนาถ้าศึกษาให้เข้าใจว่า สติเป็นโสภณเจตสิก ย่อมเกิดกับจิตประเภทอื่นๆ ชาติอื่น เช่น อกุศลจิตไม่ได้

เมื่อศึกษาธรรม การฟังต้องตั้งใจฟัง เข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง จะไปคิดของเก่าไม่ได้แล้ว สามารถนำมาพิจารณาแล้วเกิดความเข้าใจได้ ที่มีภาพเจตสิกเก่าอยู่ พอพูดอย่างนี้ก็เข้าใจ สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ถ้าสิ่งนั้นไม่ถูกต้องก็ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าถูกต้อง
คือตรงกับสภาวธรรมตามความเป็นจริงที่กำลังปรากฏอยู่ การฟังทำให้เข้าใจธรรมะเพิ่มขึ้น ปัญญาก็จะเจริญขึ้นๆ ตามลำดับ จนกว่าจะเป็นสติปัฏฐาน ซึ่งไม่ใช่เราไปทำขึ้น แต่เพราะปัญญามีความเข้าใจถูกมากขึ้นๆ ตามลำดับ ปัญญาที่เข้าใจถูกมากขึ้น แล้วเป็นปัจจัยปรุงแต่ง (เป็นสังขารขันธ์) ที่จะทำให้สติอีกระดับหนึ่งเกินสามัญชน เกิดขึ้นเป็นสติปัฏฐาน

สติที่เราเคยเข้าใจว่าเกิดขณะตั้งใจทำอะไร เช่น จะหยิบอะไรหันไปดู ตั้งใจหยิบ นี่คือให้ฝึก จะได้มีสติโน้มไป สมาธิด้วย อันนี้ไม่ใช่สติปัฏฐาน สติปัฏฐานจะเกิดขึ้นจากความตั้งใจไม่ได้ สติเป็นโสภณเจตสิกเกิดแก่โสภณจิตเท่านั้นเอง จะเกิดกับฝ่ายอื่นไม่ได้เลย เช่น อยากจะทำ มุ่งมั่นจะทำอะไรไม่ได้ มันเกิดขึ้นพร้อมกับสิ่งนั้นที่เกิดขึ้นและรู้สภาพสิ่งนั้น รู้สึกในสภาพสิ่งนั้นทันที การที่เรามาศึกษาแล้วเข้าใจสภาวธรรมตามความเป็นจริง แต่ต้องมีปัจจัยด้วยทำให้มีสภาพเห็นที่ถูกต้อง ในสิ่งนั้นๆ จึงจะปรากฏได้ นี่คือการปฏิบัติ จะเห็นจริงได้ต้องมีปัจจัยคือเรียนมา สะสมทุนปัญญามา เออ มนสิการถูก วางใจถูก เข้าใจๆ มีอะไรเกิดขึ้น อ๋อ! เข้าใจ เช่น นั่ง ไม่ใช่เรานั่ง เป็นอาการนั่ง อาการก็คือความรู้สึกทั่วไปเลยว่านั่ง เรียนซ้ำๆ ซักไปมา เดินมาเมื่อยแล้ว ไม่ได้อยากนั่งเลย แต่เมื่อยผลักดันให้นั่ง พออาการนั่งปรากฏขึ้น เข้าใจว่าเป็นรูปนั่ง นั่นแหละสติปัญญา ปัจจุบันนั้นเลย ไม่ได้อยากนั่ง ไม่ได้เลิก ไม่ได้เพียร ฉะนั้น จะปฏิบัติกันวันเดียวได้ไหม ไม่ได้ เพราะการเข้าปฏิบัติ เริ่มจากความตั้งใจจะเข้าก่อน เพราะว่าง ต้องอาศัยอันนี้เข้าไปก่อน แต่ระหว่างที่อยู่ตรงนี้ ความอยากอยู่มันหายไปแล้ว มีการกำหนดเข้ามาแทน ระหว่างช่วงนี้ธรรมะถึงจะเกิด แล้วยิ่งไม่ปฏิบัติเลย สภาพทุกอย่างก็เหมือนเดิม เรียนไปไม่ได้ขัดเกลาให้คนดี แต่ปฏิบัติขัดเกลาให้คนดี ถ้าเรียนอย่างเดียว๑๐ ปี ก็เหมือนเดิม ช่างพูด ช่างคุย ช่างกิน ขี้งอน เหมือนเดิม ไม่ดีขึ้น แก่แล้ว เดี๋ยวตาย เร่งทำต่อ ถ้าไม่ทำก็เป็นชีวิตที่ไม่ได้ปรับปรุง

คนตาบอดไม่รู้สีสันวรรณะ แต่สัมผัสกลิ่นแยกแยะได้ สัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็งได้ ถือว่ารู้จักสภาวธรรม หรือสภาพธรรมที่ปรากฏถูกต้องหรือไม่ ลองคิดดูจะได้พัฒนาปัญญา ลองมาดูว่า ถ้าเอามือกดหัวเข่าแรงให้ถึงกระดูก แข็งไหม ทุกคนว่าแข็ง แต่นั่นไม่ใช่ปัญญา เพราะต้องเข้าใจอรรถะของสภาวะชนิดหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ เรียกว่าปัญญา ที่มีชื่ออีกว่าสัมมาทิฏฐิ ปัญญาเข้าใจสภาพธรรมที่มีความเห็นถูกต้องเป็นลำดับตามชั้นตามตอนขึ้นไป ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ปัญญาเจตสิก ไม่ใช่ปัญญาทางโลก (สัญญาเจตสิก)

เราศึกษาวิชาการทางโลกได้ทุกแขนง แต่ไม่ได้รู้ตัวเองจริงตามธรรมชาติ แต่ที่ตอบได้เป็นเพียงความทรงจำ จำเรื่องราวต่างๆ ของธรรมะที่เกิดสืบกันอย่างรวดเร็ว จำมา แล้วก็ยึดว่าสิ่งหนึ่งๆ สิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาการสาขาใด แขนงใดก็แล้วแต่ ใช้ความจำ แยกแยะรูปพรรณสัณฐาน กำหนดบัญญัติขึ้นใช้ แต่ลักษณะแท้ๆ ของสิ่งนั้นปรากฏเมื่อไหร่ ถ้ามีจักขุปสาท มีสีสันวรรณะ เท่านั้นจึงปรากฏออกมาได้ ถ้ากระทบสัมผัส ความเย็นหรือความร้อน ฯลฯ จึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้น สภาวธรรมจริงๆ ปรากฏเมื่อจิตรู้ขึ้นทีละอย่างๆ แต่มันรวดเร็ว เพราะจิตเกิดขึ้นทีละขณะจะเกิดขึ้นในคนๆ หนึ่งพร้อมกัน 2 ขณะหรือหลายขณะเป็นไปไม่ได้ ในคนๆ หนึ่งจะมีธาตุรู้เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องทีละหนึ่งๆ แต่มันเร็ว (วิถี) จิตเกิดทีละขณะ เป็นประธานในการรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น รู้แค่นั้นเอง จิตไม่จำ จิตจึงไม่สุข ไม่ทุกข์ ความทุกข์ต่างๆ เกิดขึ้นจาก การเห็น ได้ยิน เป็นลักษณะของเจตสิก คือ สภาวธรรมใดเกิดขึ้นกับจิต เจตสิกรู้อารมณ์ คือสิ่งต่างๆที่ปรากฏให้จิตรู้ จิตรู้อารมณ์ใด เจตสิกก็รู้อารมณ์นั้น เช่น จิตเห็นอุจจาระ เจตสิกเห็นด้วย แต่มีเหม็น จิตสักแต่ว่าเห็น เจตสิกเห็นด้วย มีสัญญาเจตสิกก็รู้เห็นขี้ ที่รู้ขี้ก็เจตสิก ตัวเหม็นก็เจตสิก ไม่ใช่จิต เข้าใจอย่างนี้

เมื่อปฏิบัติมันก็จะวางใจถูก แล้วเข้าใจเลยว่าสภาพธรรมที่ปรากฏขึ้นนี้ เรารู้โดยอะไร พอเรารู้โดยปัญญา เราก็เข้าใจ เราก็รู้เรารู้แบบสัญญาเราก็รู้ แล้วมีปัญญาด้วย พอรู้ด้วยสัญญา ก็สามารถแก้ไขอารมณ์ตัวเองได้ เขาเรียกว่าไม่ตกอยู่ในการแช่อารมณ์ คนจะไม่แช่อารมณ์ต้องมีปัญญา ผู้ไม่มีปัญญาจึงไม่มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

โดย ทวีพร [8 ก.ค. 2545 , 19:03:35 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 4

ขอพักครึ่งเวลาก่อนนะคะ ...โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

โดย ทวีพร [8 ก.ค. 2545 , 19:05:02 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 5


มาติดตามด้วยความตั้งใจค่ะ ขอขอบพระคุณสำหรับความเอื้ออาทรค่ะ

โดย หมออุ๊ [8 ก.ค. 2545 , 20:58:41 น.] ( IP = 203.113.39.7 : : )


  สลักธรรม 6

ขอขอบพระคุณคุณทวีพรอย่างยิ่งเลยค่ะ ที่นำคำสอนอันมีคุณค่าอย่างที่สุดของหลวงพ่อเสือ มาถ่ายทอดให้ได้ศึกษากันค่ะ
อ่านแล้วก็พิจารณาตามไป รู้สึกประทับใจกับธรรมะที่หลวงพ่อให้มากค่ะ อีกทั้งยังได้มีโอกาสอ่านทบทวนเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ดีขึ้น จึงต้องขอขอบคุณในความกรุณาของคุณทวีพรจริงๆค่ะ
จะคอยติดตามตอนต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ และอยากจะให้ วี นำเสนอธรรมะที่ประทับใจจากหลวงพ่ออีกนะค่ะ ขออนุโมทนาค่ะ

โดย ธัญธร [8 ก.ค. 2545 , 22:47:14 น.] ( IP = 203.113.71.169 : : )


  สลักธรรม 7

ขออนุโมทนาและขอบคุณพี่ทวีพรมากครับ ที่นำหลักการศึกษาและปฎิบัติมาเผยแพร่ อ่านแล้วเหมือนได้ไปฟังหลวงพ่อในห้องเสือพิทักษ์เลยครับ ผมรออ่านตอนต่อไปอยู่นะครับ

โดย เฉลิมศักดิ์ [9 ก.ค. 2545 , 04:33:29 น.] ( IP = 203.113.81.169 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนากับคุณทวีพรด้วยค่ะ

โดย พี่ดาค่ะ [9 ก.ค. 2545 , 08:21:37 น.] ( IP = 158.108.12.130 : : )


  สลักธรรม 9

...อนุโมทนาค่ะ...ที่นำความรู้ที่เรียนในห้องเรียน...
...มาทบทวนให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น..

โดย ข้าวนอกนา [10 ก.ค. 2545 , 07:43:03 น.] ( IP = 202.6.107.20 : : )


  สลักธรรม 10

อนุโมทนากับน้องทวีพรด้วยค่ะ พี่เล็กจะคอยติดตามตอนต่อไปนะค่ะ

โดย พี่เล็ก [10 ก.ค. 2545 , 08:12:12 น.] ( IP = 203.107.143.115 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org