มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร่มธรรม (๒๑)




สังคมพิการ
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ


ตอนที่ผ่านมา

รังสิมากล่าวแสดงความพอใจต่อคำตอบของพระวรัตตะแล้วนิ่งอยู่ สาวกของพระพุทธเจ้าจึงกล่าวต่อไปว่า

“ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี คุณสมบัติ ความดีงามเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต เพราะสิ่งนี้เองทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์เต็มที่ ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ดิรัจฉานทั่วไป”

กุรุพินทากล่าวว่า

“พระคุณเจ้า! หากจะมีผู้ถามว่า เมื่อกล่าวโดยย่อครูของพวกเราคือพระบรมศาสดาทรงสอนอย่างไร จะพึงตอบเขาอย่างไร?”

“ดูก่อนอุบาสิกา!” พระวรัตตะกล่าว “อาตมาทราบมาว่า ความข้อนี้พระสารีบุตร ได้กล่าวโอวาทภิกษุทั้งหลายมาแล้ว อาตมาขอนำความนี้มาตอบปัญหาของอุบาสิกาดังนี้: -

“พระสารีบุตรนั้น ได้รับการยกย่องจากพระศาสดามาก พระองค์เคยตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลาย จงคบสารีบุตรโมคคัลลานะเถิด เธอเป็นคนมีปัญญา อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดา โมคคัลลานะเปรียบเหมือนพี่เลี้ยงนางนม”

“พระสารีบุตรนั้น พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเลิศทางปัญญา สามารถแสดงอริยสัจได้เสมอด้วยพระองค์ และฉลาดในการสั่งสอน คราวใดที่ภิกษุทั้งหลายเข้าเฝ้าทูลลาเพื่อจาริกไปในที่ต่างๆ พระศาสดามักตรัสถามเสมอว่าได้ลาสารีบุตรแล้วหรือไม่ หากยังไม่ได้ลาก็รับสั่งให้ไปลา เพราะพระสารีบุตรสามารถอนุเคราะห์โดยให้คำแนะนำอันจักเป็นประโยชน์เสมอ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 07:52:57 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

“คราวหนึ่ง เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ เมืองเทวทหะ ภิกษุเป็นอันมากเข้าเฝ้าทูลลาไปปัจฉาภูมิชนบนรับสั่งให้ไปลาพระสารีบุตรเสียด้วย ภิกษุทั้งหลายก็ไปลาตามพุทธบัญชา

“พระสารีบุตร ได้ถามภิกษุทั้งหลายว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย! เมื่อท่านไปต่างประเทศ ผู้มีปัญญาอาจถามท่านว่า ครูของท่านสั่งสอนอย่างไร? ท่านทั้งหลายได้ศึกษามาแล้วหรือว่าจะตอบอย่างไร จึงจะไม่ผิดจากคำสอนของพระบรมศาสดา

“ภิกษุเหล่านั้น ขอร้องให้ท่านสั่งสอน

ท่านจึงกล่าวว่า ถ้าเขาถามอย่างนั้น ท่านทั้งหลายพึงตอบว่า ครูของเราสอนให้ละกำหนัดรักใคร่เสีย

หากเขาถามว่า ละความกำหนัดรักใคร่ ในสิ่งใด พึงตอบว่า ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

หากเขาถามอีกว่า ครูของท่านเห็นโทษอย่างไร และเห็นอานิสงส์อย่างไร จึงสอนเช่นนั้น พึงตอบว่า เมื่อบุคคลยังกำหนัดรักใคร่ในรูปเป็นต้นนั้นแล้ว หากสิ่งนั้นแปรปรวนไป ก็จะเกิดความทุกข์ โศก พิลาปรำพัน หากละความรักใคร่ในสิ่งนั้นได้แล้ว เมื่อสิ่งนั้นแปรปรวนไป ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น ครูของพวกเราทรงเห็นโทษอย่างนี้และเห็นอานิสงส์อย่างนี้

อนึ่งหากบุคคลประกอบอกุศลกรรมแล้วมีความสุข หรือกระทำกุศลกรรมแล้วต้องประสบทุกข์ พระศาสดาก็คงไม่สอนให้ละอกุศลบำเพ็ญกุศล แต่เพราะเหตุที่บุคคลผู้ประพฤติทุจริต ประกอบอกุศลกรรมจะต้องอยู่ในทุกข์ ต้องคับแค้น เดือดร้อน ส่วนบุคคลผู้ประกอบกุศลกรรมย่อมอยู่เป็นสุข พระศาสดาจึงทรงสอนให้ละอกุศลเจริญกุศล

“ภิกษุทั้งหลายรับคำสอนของท่านพระสารีบุตรแล้วลาไปด้วยความชื่นชม”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 07:54:30 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : )


  สลักธรรม 2

“ดูก่อนอุบาสิกา!” พระวรัตตะกล่าวต่อไป “เป็นอันอาตมา มาได้ตอบคำถามของท่านแล้วโดยนำเอาคำตอบของพระสารีบุตรมาให้ท่านทราบ”

“ข้อนี้ ชอบแล้วท่านผู้เจริญ” กุรุพินทากล่าว

“พระคุณเจ้า! ตามความรู้สึกของข้าพเจ้า สัตวโลกส่วนมากเหมือนถูกขังอยู่ในที่มืด อะไรปิดบังสัตว์ทั้งหลายไว้ แสงสว่างคือปัญญาจึงลอดเข้าไปทำลายความมืดไม่ได้ อะไรเป็นเสมือนยางเหนียวฉาบไล้สัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในโลกในภพ”

“ดูก่อนอุบาสิกา พระศาสดาตรัสว่า อวิชชา คือความไม่รู้แจ้ง ปิดบังดวงตาของสัตวโลกไว้ จึงเป็นเสมือนถูกขังรวมกันอยู่ในที่มืด, เพราะความอยาก ความดิ้นรนร่านใจ และความประมาทสัตว์ทั้งหลายจึงไม่มีปัญญาอันเป็นแสงสว่าง ขยายความว่า แสงสว่างคือปัญญาเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะใจคนยังมีความอยาก ความดิ้นรน ในอารมณ์ต่างๆ อยู่ ยังมีความประมาทอยู่ และความอยากนั่นเองเป็นเครื่องฉาบไล้สัตวโลกให้ติดอยู่”

“พระคุณเจ้า บุคคลจะกำจัดอวิชชาได้อย่างไร?”

“ต้องกำจัดความอยาก และความยึดมั่นถือมั่นเสียก่อน” พระตอบ “เมื่อความอยาก ความดิ้นรนร่านใจและความยึดติดถูกกำจัดให้สิ้นไปแล้ว แสงสว่างคือปัญญาจะเกิดขึ้นเต็มที่ และอวิชชาคือความมืดก็หายไปเอง อุปมาเหมือนห้องหนึ่งมืดอยู่ เพราะเจ้าของปิดประตูหน้าต่างหมด แสงสว่างไม่สามารถลอดเข้ามาได้ แต่พอเปิดประตูหน้าต่างแสงสว่างลอดเข้ามา ความมืด (อวิชชา) ก็หายไปเองฉันใดก็ฉันนั้น”

“อะไรเป็นภัยใหญ่ ของสัตวโลก?” กุรุพินทาถาม

“พระศาสดาตรัสว่า ความทุกข์เป็นภัยใหญ่ของสัตวโลก” พระตอบ

“เพราะเหตุไรคะ?” กุรุพินทาถาม

“เพราะทุกคนกลัวความทุกข์ ไม่ชอบความทุกข์ สิ่งใดไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ สิ่งนั้นมนุษย์ไม่กลัว มีแต่ต้องการวิ่งเข้าหา”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 07:55:13 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : )


  สลักธรรม 3

“ทำอย่างไร จึงจะไม่ให้มีความทุกข์คะ?”

“ต้องไม่ทำความชั่ว” พระตอบ “พระศาสดาเคยตรัสว่า หากท่านทั้งหลายกลัวต่อความทุกข์ ก็อย่าทำบาปทั้งในที่ลับและที่แจ้งเพราะบาปย่อมให้ผลเป็นทุกข์เสมอ”

“บางคน มองไม่เห็นว่าตนได้ทำความชั่วอะไร แต่ทำไมจึงต้องประสบทุกข์ เขาสงสัยค่ะ?”

“ท่านเชื่อเรื่องสังสารวัฏมิใช่หรือ?”

“เชื่อค่ะ”

“มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพียงชาติเดียวมิใช่หรือ?”

“ใช่ค่ะ”

“เป็นไปได้หรือไม่ ที่เขามิได้ทำชั่วในชาตินี้ แต่อาจเคยทำชั่วในชาติใดชาติหนึ่งในอดีต อันเป็นเหตุให้วิบากแห่งกรรมชั่วตามมาให้ผล”

“เป็นไปได้ทีเดียวพระคุณเจ้า”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ควรหรือไม่ที่บุคคลจะพึงเว้นจากบาป เว้นวิสมจริยา ประพฤติแต่สมจริยา กุศลจริยา?”

“ควรทีเดียวพระคุณเจ้า”

“เพื่ออะไร?” พระถาม

“เพื่อจะได้ไม่ต้องประสบภัยใหญ่หรือความทุกข์มากเกินไปในขณะเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ”

“ถูกแล้ว ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของสรรพสัตว์ ทางที่จะแก้ทุกข์นี้ได้ก็คือการสั่งสมความดีไปทีละน้อยจนถึงที่สุด มีความดีเต็มเปี่ยม ไม่มีความดีอะไรที่จะต้องทำอีก ท่านเรียกว่า กตํ กรณียํ เสร็จกิจที่ควรทำ ความทุกข์ก็ตามไม่ทัน เข้าไม่ถึง”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 07:55:57 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : )


  สลักธรรม 4

“พระคุณเจ้า! คนอย่างไรเรียกว่าเป็นผู้สันโดษ?” กุรุพินทาถาม

“พระศาสดาตรัสไว้ว่า” พระวรัตตะตอบ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์, สำรวมในกามทั้งหลาย, ปราศจากความอยาก, มีสติทุกเมื่อ, พิจารณาเห็นโดยชอบ, ดับเครื่องร้อนกระวนกระวายเสียได้แล้ว ชื่อว่าเป็นสันโดษ คือเต็มความประสงค์ในโลกนี้ ดูก่อนอุบาสิกา! ท่านเห็นว่าผู้เต็มความประสงค์แล้วเป็นบุคคลประเสริฐหรือไม่?”

“ประเสริฐโดยแท้พระคุณเจ้า”

“เพราะเหตุไร?” พระถาม

“เพราะไม่ต้องกระวนกระวาย ด้วยความอยากมีประการต่างๆ” กุรุพินทาตอบ

“บุคคลเมื่อไม่มีความอยาก ความกระตือรือร้นย่อมไม่มี คงจะเฉื่อยชา ไม่ขยันขันแข็ง อย่างนี้จะดีหรือ?” โชติมันต์พูด

“โชติมันต์! ถ้ากระนั้นอาตมาจะขอถามท่านโดยอุปมา เห็นอย่างใด จงตอบอย่างนั้น คือ คนหนึ่งกระหายน้ำอย่างแรง จึงกระเสือกระสนอย่างยิ่งเพื่อให้ได้น้ำมาดื่ม คอของเขาแห้งผาก น้ำลายเหนียว ริมฝีปากแห้ง เขามีความทุกข์ทรมานหรือไม่?”

“เป็นทุกข์แน่นอน-ท่านผู้เจริญ!”

“เมื่อควานหาจนได้น้ำแล้ว เขาดื่มดับความกระหาย เขามีความสุขใช่หรือไม่?”

“ใช่ แน่นอน, ท่านผู้เจริญ!”

“หากเขาไม่ได้น้ำทันต่อความกระหาย เขาจะมีอาการอย่างไร?”

“กระวนกระวาย ปางตายทีเดียว-ท่านผู้เจริญ” โชติมันต์ตอบ

“อีกคนหนึ่ง ไม่กระหายเลย มีปากชุ่มอยู่เสมอ น้ำลายปกติไม่ต้องกระเสือกกระสนหาน้ำมาดับความกระหาย ท่านคิดว่าในระหว่างคนสองคน คนไหนจะมีความสุขกว่ากัน?”

“คนที่ไม่กระหายมีความสุขกว่า” โชติมันต์ตอบ

“เขาจะมีความรู้สึกอย่างไร เมื่อเห็นคนกระหายดิ้นรนอยู่กระเสือกกระสนอยู่เพื่อให้ได้น้ำมาดับความกระหาย?”

“น่าจะรู้สึก สงสาร สมเพช และปรานี”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 07:56:29 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : )


  สลักธรรม 5

“ถูกแล้ว โชติมันต์ ท่านตอบตรงกับความจริงแล้วผู้ไม่กระหายนั้น ย่อมมีเมตตากรุณาอยากช่วยเหลือ แต่คนเป็นอันมากเข้าใจว่าเมื่อหมดกระหายเสียแล้วก็จะหมดความสุขไปด้วย เพราะเขาเคยอยู่กับความสุขชนิดที่ต้องกระหายเสียก่อน ต้องอยากเสียก่อน แล้วคอยกระเสือกกระสนเพื่อสนองความอยากนั้น จะมีความสุขสักทีหนึ่งก็ต้องทนทุกข์เสียก่อน ทุกครั้งไป”

“ท่านเห็นหรือไม่ว่า ผู้เต็มความประสงค์แล้ว ได้พบกับภาวะสงบเย็นอย่างไร? มีความสุขอย่างไร? และบุคคลเช่นนั้น ทำงานได้ดีกว่า ได้มากกว่า คนที่มีความเร่าร้อน กระวนกระวาย ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? เพราะว่าคนที่สงบเยือกเย็นนั้น ความจำก็ดีกว่าคนเร่าร้อนสุขภาพทางกายและทางจิตก็ดีกว่า พลังผลักดันในการทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ก็มากกว่า ได้อาศัยแรงแห่งกรุณานั่นเองผลักดัน หาใช่แรงแห่งความเห็นแก่ตัวจัดไม่ ขณะที่ทำงานก็ทำอย่างมีความสุขสงบ

“มีคนเป็นห่วงเรื่องที่ท่านถามกันมาก เกรงว่าเมื่อไม่มีความอยากเสียแล้ว คนจะเป็นง่อยตายหมด เขาไม่รู้ว่า คนที่จิตใจมีธรรมแทนความอยากนั้น มีพลังกระตุ้นมากเพียงไร กำลังแห่งธรรมนั่นเอง คอยเตือนให้ต้องบำเพ็ญประโยชน์ ให้เสียสละเพื่อส่วนรวม

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 07:59:24 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : )


  สลักธรรม 6

ท่านจงดูพระจริยาแห่งพระศาสดาของเราเถิด ผลงานของพระองค์ท่านไพศาลเพียงใด โดยที่พระองค์ไม่ต้องอาศัยความอยาก ความกระหายเลยแม้แต่น้อย เสด็จพุทธดำเนินไปทุกแห่งที่มีเวเนยยะอันพระองค์พอจะโปรดได้ ทรงทำงานทั้งกลางวัน กลางคืน อะไรเล่าชักนำพระองค์ พลังแห่งธรรมคือพระมหากรุณาใช่หรือไม่?

“คนที่ไม่สันโดษนั่นเองเป็นผู้ประทุษร้ายสังคม จะเป็นผู้กระทำทุจริต คดโกง แม้จะทำความดีอะไรเพียงเล็กน้อยก็เรียกผลตอบแทนเสียไม่มีที่สิ้นสุด ต้องการผลเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น การเสียสละของเขาต้องมีผลตอบแทนมาเป็นวัตถุมากมาย นั่นแหละเขาจึงจะเห็นว่า ได้ผลคุ้มกับที่ลงทุน

“โชติมันต์! ท่านคิดว่าคนที่อ้วนเฉพาะแต่ที่พุง แต่ใบหน้าผอมแขนขาผอม ลำตัวมองเห็นซี่โครงเหมือนจะนับได้ จะเรียกว่าเป็นคนอ้วนที่ถูกต้องหรือ? น่าดู น่าชม หรือน่าเกลียด?”

“น่าเกลียด-พระคุณเจ้า” โชติมันต์ตอบ

“หากบ้านเมืองใด ผู้มีอำนาจทุจริต คดโกง ใช้อำนาจกอบโกยทรัพย์สมบัติเข้าตัวโดยไม่คำนึงถึงความลำบากยากเข็ญของคนอื่นมีคนมั่งคั่งอยู่เพียงกลุ่มเดียว นอกนั้นยากจนทั่วไปหมด เหมือนคนอ้วนเฉพาะที่พุง ท่านว่าสภาพสังคมของบ้านเมืองนั้นเป็นอย่างไร?”

“เป็นสังคมพิการแน่นอน-พระคุณเจ้า” โชติมันต์ตอบ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 08:00:01 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : )


  สลักธรรม 7

“ปัญหาสังคมต่างๆ นั้น” พระวรัตตะพูด “จะแก้ได้ด้วยหลักศาสนาทั้งหมด คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา สามารถแก้ปัญหาสังคมได้ทุกด้าน อาตมาขอยกตัวอย่างให้เห็น เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของสันโดษ, ความกตัญญูกตเวที, ความเสียสละ เมตตากรุณาและความพากเพียรพยายามเพียงเท่านี้ หากประชาชนอบรมให้มีในตนให้มากที่สุดแล้ว ปัญหาสังคมต่างๆ ที่เป็นภาระอยู่เวลานี้ก็จะสิ้นสุดลง

ท่านจะเห็นว่าคุณธรรมทั้ง ๕ ประการ ที่อาตมากล่าวมานั้นครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด แต่เนื่องจากคนส่วนมากขาดธรรมเหล่านี้ จึงเกิดเป็นปัญหาสังคมขึ้นมากมาย เช่นโจรผู้ร้ายชุกชุม เพราะคนนั้นไม่สันโดษ ไม่มีความสุจริต ข้าราชการและผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหงราษฏร ฉ้อราษฏร์บังหลวง เพราะไม่มี ความกตัญญู ไม่มีความเสียสละ การประหัตประหารกัน ฆ่ากันประทุษร้ายต่อกัน ก็เพราะไม่มีเมตตากรุณา ความเพียรพยายามโดยทางที่ชอบนั้นเป็นสิ่งทำให้บุคคลตั้งตนได้”

“อย่างไรก็ตาม การที่ผู้มีอำนาจเบียดบังเอาผลประโยชน์ของประชาชนไปเป็นประโยชน์ ส่วนตัวนั้น เป็นการไม่เปิดโอกาสให้คนมีความเพียรพยายามโดยทางที่ชอบประสบผลสำเร็จในการตั้งเนื้อตั้งตัวโดยเร็วสมความมุ่งหมายเพราะการทุจริตคดโกงไม่ว่าในวงการใดๆ ย่อมเป็นเสมือนตัวเพลี้ย ตัวแมลงที่คอยทำลายพืชของชาวนาหรือชาวสวนหากกำจัดตัวเพลี้ยนั้นไม่ได้ ความพยายามของชาวนา ชาวสวนนั้นก็สูญเปล่า

เพราะฉะนั้นหน้าที่ประการแรกของรัฐบาลหรือผู้ปกครองรัฐที่ประสงค์จะพัฒนาประเทศ ก็คือการกำจัดทุจริตคดโกงในวงราชการให้หมดไป รัฐบาลที่ประชาชนเชื่อถือ ประชาชนย่อมพร้อมจะทำตามเสมอเพราะความไว้วางใจ และการทำให้เขาไว้วางใจนั้นเป็นอุบายสำคัญที่สุดในการเป็นผู้นำ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 08:00:39 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : )


  สลักธรรม 8

“โชติมันต์ ท่านศึกษาวิชาการปกครองมา อาตมาขอฝากหลักดังกล่าวไว้เป็นแง่คิดสำหรับท่านด้วย อาจเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้าง”

“ไม่เพียงแต่เป็นแง่คิดดอก พระคุณเจ้า” โชติมันต์ตอบสนอง “เรื่องที่พระคุณเจ้ากล่าวมานั้นเป็นสัจจธรรม นักปกครอง หรือประชาชนจะต้องประพฤติทีเดียว หลักที่ตรงไปตรงมาอย่างนี้ ไม่ต้องคิดกันแล้ว ต้องทำ ต้องลงมือปฏิบัติกันทีเดียว ข้าพเจ้าเองก็อยากเห็นสังคมของเราดีกว่านี้ มีสภาพที่น่ารื่นรมย์กว่านี้ และข้าพเจ้าก็ยังมองไม่เห็นสิ่งอื่นจะช่วยได้ นอกจากหลักธรรมที่พระคุณเจ้ากล่าวมา ขอแต่ว่าให้ประชาชนลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ความทุจริต คดโกงนั้นเป็นเนื้อร้ายของสังคม หากปล่อยไว้ไม่รีบกำจัดให้สิ้นไป มันจะลุกลามใหญ่โตออกไป สังคมต้องพิการกระปลกกระเปลี้ยอย่างแน่นอน

ก่อนอื่นข้าพเจ้าคิดว่า แต่ละคนต้องจัดการกับตัวเองเสียก่อน ให้อยู่ในขอบเขตที่ดีคือ ความสันโดษ หรือสุจริต มีความเพียรพยายาม มีเมตตากรุณาเสียสละ และกตัญญูกตเวที เมื่อแต่ละคนเป็นอย่างนี้ สังคมก็จะดีอย่างไม่มีปัญหา เพราะมีส่วนประกอบที่ดีทุกส่วน เหมือนรถที่มีส่วนประกอบทุกชิ้น งามและแข็งแรง หรือคนที่มีอวัยวะทุกส่วนงามและไม่มีโรค”

ทุกคนนิ่งกันไปขณะหนึ่ง แล้วพระวรัตตะจึงกล่าวว่า

“หากท่านหลับตานึกถึงสภาพแห่งประชาชนที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ ท่านจะมองเห็นสภาพที่สังเวชยิ่งนัก คนยากจนมากมายเหลือหลาย แต่ละคนกำลังกระเสือกกระสนเพื่อเอาตัวรอด เอาชีวิตรอด เหมือนมดที่กำลังกระเสือกกระสนหนีน้ำที่กำลังขึ้น แม้คนมั่งมีก็มิใช่ไม่เดือดร้อน เขามีเรื่องเดือดร้อนตามประสาคนมั่งมีเหมือนกัน ความทุกข์นั้นจะแวะเข้าเยี่ยมเยียนคนทุกคน จะแตกต่างก็เพียงประเภทและปริมาณเท่านั้น

“อย่างนี้แล้ว ควรหรือไม่ที่มนุษย์เราจะมีความเห็นอกเห็นใจกัน เว้นจากการเบียดเบียนกัน สิ่งเบียดเบียนมนุษย์โดยธรรมดาก็มีอยู่บ้างแล้ว เช่นความแก่ ความเจ็บไข้ มนุษย์ไม่ควรซ้ำเติมกันอีก”

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ส.ค. 2552 , 08:01:07 น.] ( IP = 58.8.48.131 : : )


  สลักธรรม 9

โดย น้องกิ๊ฟ [5 ส.ค. 2552 , 09:46:21 น.] ( IP = 125.27.173.240 : : )


  สลักธรรม 10

รู้จักพอ ก่อสุข ทุกข์สถาน
รู้ประมาณ ต่อการ แสวงหา
อย่าได้คิด เพลิดเพลิน กับเงินตรา
นึกเสียว่า เงินคือทุกข์ หมดสุขใจ ฯ ขอบคุณเทพธรรมครับ ทรัพย์สินเงินตราล้วนภาพมายา สุดท้ายต้องทิ้งสิ่งทั้งปวงไป ฯ

โดย พรหมธรรม [6 ส.ค. 2552 , 00:50:19 น.] ( IP = 124.121.48.98 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org