มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร่มธรรม (๒๒)




เกียรติคุณของพระมหากัสสปะ
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ


ตอนที่ผ่านมา

เมื่อคณะของกุรุพินทาอุบาสิกาลากลับไปแล้วพระวรัตตะจึงได้มาเดินจงกรมอยู่ ณ ใต้ร่มพฤกษ์พิจารณาหัวข้อธรรมบางประการไม่นานนัก พระอานนท์ พุทธอนุชาก็เดินผ่านมา ท่านทั้งสองเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน คือพระปุณณะมันตานีบุตร

พระวรัตตะลงจากที่จงกรมเชื้อเชิญให้พระอานนท์นั่ง ณ ม้านั่งซึ่งทำด้วยไม้ใต้ร่มทองกวาวเล็กๆ ต้นหนึ่ง

“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ! ข้าพเจ้าภูมิใจที่ท่านมาสู่สำนักของข้าพเจ้า”

“ท่านผู้เจริญ! ท่านนั้นได้รับยกย่องทั่วไปว่าเป็นองค์แทนแห่งธรรมรัตนะ เป็นพหุสูตร จำทรงพระธรรมวินัยไว้ทั้งหมดนั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งการได้สนทนากับท่านก็เหมือนได้เข้าเฝ้าพระศาสดา”

“ในข้อหลังนั้นมากไป” พระอานนท์ทักท้วง “ข้าพเจ้ายังมีอาสวะอยู่ ยังมีกิจที่ต้องทำเพื่อละอาสวะอีกมาก”

“แต่พระศาสดาทรงยกย่องท่านอยู่เสมอว่า เป็นบัณฑิตรู้จักการณ์อันควรและไม่ควร เป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรมและต้อนรับแขก มีอัธยาศัยอ่อนน้อมยำเกรงต่อเพื่อนพรหมจารี ท่านผู้เจริญ! ขอประทานโทษเถิด ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ใกล้ชิดพระศาสดาที่สุด ท่านพอทราบหรือไม่ว่า พระพุทธองค์ทรงยกย่องภิกษุรูปใดว่ามีปฏิปทาน่าเลื่อมใสที่สุด มีแนวปฏิบัติการดำเนินชีวิตที่ภิกษุทั้งหลายควรดำเนินตาม?”

พระอานนท์นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“อาวุโส! พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระสาวกหลายท่านด้วยกัน แต่ที่อยู่ในขอบข่ายดังที่ท่านกล่าวมามากที่สุดเห็นจะเป็นพระมหากัสสปะเถระที่ทรงยกย่องว่าเป็นพระเถระเคร่งครัด มีวิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 07:57:12 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

“ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ เมืองสาวัตถี ตรัสให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า “ภิกษุทั้งหลาย! กัสสปะเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช เมื่อได้ก็ไม่หมกมุ่นติดใจ มองเห็นโทษ มีปัญญาคิดจะสลัดออกเมื่อไม่ได้ก็เสียใจ น้อยใจ ไม่เดือดร้อน นอกจากนี้กัสสปะยังกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษนั้นด้วย

“พระศาสดาทรงชักชวน ให้ภิกษุทั้งหลายเอาอย่างพระมหากัสสปะ ในเรื่องนี้ และยกย่องอีกว่า “ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายพึงเป็นผู้มีจิตเช่นเดียวกับกัสสปะ คือ ชักกายชักใจออกห่างจากตระกูล ไม่คะนองกายและวาจาในตระกูลประพฤติตนเป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิจ ไม่คุ้นเคยเกินไป อุปมาเหมือน ดวงจันทร์ อนึ่งภิกษุพึงชักกาย ชักจิตออกห่างจากตระกูลมองดูตระกูลเป็นสิ่งที่น่าหวาดเสียว เหมือนบุคคลมองดูบ่อน้ำที่ชำรุด ภูเขาขาด และหล่มเลนต่างๆ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อกัสสปะเข้าสู่ตระกูล จิตของเธอมิได้ติดข้องในตระกูลเธอมีใจอันเปี่ยมด้วยความปรารถนาดีว่าผู้มุ่งลาภจงได้ลาภ ผู้มุ่งบุญจงทำบุญ

“ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุใดแสดงธรรมด้วยคิดว่า ไฉนหนอเขาพึงฟังธรรมของเรา ฟังแล้วพึงเลื่อมใสเรา เลื่อมใสแล้วพึงทำอาการแห่งผู้เลื่อมใสแก่เรา ภิกษุทั้งหลาย! ธรรมเทศนาของภิกษุเช่นนั้นไม่บริสุทธิ์

ส่วนภิกษุใดแสดงธรรมด้วยคิดว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว— คนทั้งหลายพึงฟังธรรม ฟังแล้วพึงรู้ธรรม รู้ธรรมแล้วพึงปฏิบัติตามธรรม เธออาศัยความที่ธรรมนั้นเป็นธรรมดี (น่าประกาศน่าสั่งสอน) จึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น อาศัยความกรุณา, ความเอ็นดู และน้ำใจอนุเคราะห์จึงแสดงธรรม ธรรมเทศนาของภิกษุเช่นนั้นบริสุทธิ์

“ภิกษุทั้งหลาย! กัสสปะมีจิตเช่นนี้ มีความรู้สึกเช่นนี้ จึงแสดงธรรม

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุใดเข้าสู่ตระกูลด้วยคิดว่าเขาจงให้เรา จงให้ให้มาก จงให้เร็วๆ อย่าช้า จงให้โดยเคารพ หากเขาไม่ให้เป็นต้น ภิกษุนั้นย่อมไม่พอใจ เธอย่อมเกิดทุกข์โทมนัส เพราะเหตุนั้น ภิกษุเช่นนั้นไม่ควรเข้าสู่ตระกูล

ส่วนภิกษุใดไม่ได้คิดเช่นนั้น เธอย่อมไม่มีทุกข์โทมนัส ควรเข้าสู่ตระกูลได้

“ภิกษุทั้งหลาย! กัสสปะเมื่อเข้าสู่ตระกูลไม่ได้คิดเลยว่า ขอเขาจงให้เรา เขาจงให้มากๆ เร็วๆ กัสสปะไม่มีทุกข์โทมนัส ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติอย่างกัสสปะ”

“อาวุโส!” พระอานนท์กล่าวต่อไป “พระศาสดาทรงยกย่องพระมหากัสสปะมากอย่างนี้

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 07:57:55 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : )


  สลักธรรม 2

“อีกคราวหนึ่ง ที่เวฬุวันนี้เอง พระมหากัสสปะเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า กัสสปะ บังสุกุลจีวร ซึ่งเป็นผ้าป่านี้เก่ามากแล้ว และหนักนัก เธอเองก็แก่แล้ว เพราะฉะนั้นจงใช้จีวรที่คหบดีเขาถวายบ้าง ฉันอาหารที่เขานิมนต์บ้าง อยู่ในที่ใกล้เราตถาคตบ้าง”

“พระมหากัสสปะทูลว่า ข้าแต่พระองค์! ข้าพระองค์ถือบังสุกุลจีวร ถือบิณฑบาต และการอยู่ป่าเป็นต้นมานานแล้ว และกล่าวสรรเสริญการประพฤติเช่นนั้นอยู่เสมอ

“พระศาสดาตรัสถามว่า กัสสปะ! เธอเห็นอำนาจประโยชน์อย่างไร จึงประพฤติเช่นนั้น?”

“ข้าแต่พระองค์! ข้าพระองค์ประพฤติเช่นนั้นเพราะเห็นประโยชน์สองประการคือ เพื่ออยู่เป็นสุขของข้าพระองค์เองในปัจจุบันประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเพื่อปัจฉิมาตาชนทั้งหลาย (คนรุ่นหลัง) จักได้ถือเป็นทิฏฐานุคติ (ตัวอย่าง) ดำเนินตามว่า ดูเถิดพุทธานุพุทธสาวกทั้งหลายในอดีตได้เป็นผู้ทรงบังสุกุลจีวร ถืออาหารบิณฑบาต และอยู่ป่าเป็นวัตรเป็นต้น แล้วจักดำเนินตาม ข้าแต่พระองค์! ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ดังนี้แหละ จึงประพฤติเช่นนี้ตลอดกาลนาน

“ดูก่อนผู้มีอายุ! พระศาสดาทรงประทานสาธุการแก่พระมหากัสสปะในเรื่องนี้ และตรัสว่าการปฏิบัติอย่างพระมหากัสสปะนั้นเป็นประโยชน์แก่คนมาก เป็นการอนุเคราะห์คนมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ ทรงยินยอมสนับสนุนให้ท่านดำเนินปฏิปทาเช่นนั้นต่อไป และให้ภิกษุทั้งหลายถือเป็นตัวอย่าง

“นี่แหละผู้มีอายุ พระศาสดาทรงยกย่องพระมหากัสสปะมากอย่างนี้” พระอานนท์กล่าวในที่สุด

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 07:58:22 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : )


  สลักธรรม 3

“น่าปลื้มใจจริงๆ นะท่าน” พระวรัตตะกล่าว “ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น นอกจากความสุขจะเกิดแก่ผู้นั้นโดยเฉพาะแล้วยังก่อความชุ่มชื่น ปลาบปลื้มแก่ผู้ได้ดูได้เห็นหรือได้ยินได้ฟังอีกด้วย เกียรติคุณของท่านผู้เช่นนั้นมีแต่จะก่อให้เกิดปีติปราโมชแก่คนทั้งหลายและเป็นแนวทางให้ดำเนินตาม”

พระอานนท์ยิ้มนิดหนึ่งเป็นการแสดงความเบิกบานใจพระวรัตตะพลอยยิ้มไปด้วย แล้วทั้งสองท่านก็อยู่ในอาการสงบ

ครู่ใหญ่ผ่านไป พระอานนท์เอ่ยขึ้นว่า

“อาวุโส วรัตตะ! การเดินทางมาราชคฤห์ครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้รับความรู้แปลกประหลาดมากอย่างหนึ่ง”

“เรื่องอะไรเล่า ท่านผู้เจริญ?”

“วันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะ และพระลักขณะลงจากภูเขาคิชฌกูฏ เมื่อมาถึงที่แห่งหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะได้แสดงอาการยิ้มแย้ม พระลักขณะจึงถามว่า ยิ้มเรื่องอะไร พระมหาโมคคัลลานะบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ขอให้ถามเรื่องนี้กับท่านในสำนักพระศาสดา

“เมื่อกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทั้งสองท่านมาเฝ้าพระศาสดาที่เวฬุวัน พระมหาโมคคัลลานะจึงเล่าให้ฟังว่าได้เห็นร่างกระดูกร่างหนึ่งลอยอยู่ในอากาศ มีแร้งและกาเป็นต้นตามจิกตีอยู่ ท่านยิ้มแย้มเพราะรู้สึกว่าอัศจรรย์มาก ประหลาดมากที่สัตว์เห็นปานนี้ก็มีเหมือนกัน

“พระศาสดาทรงสดับแล้วจึงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่าสาวกของเรามีจักษุแล้วมีญาณแล้ว การเห็นอย่างนี้ย่อมเป็นพยานของเรา แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า สัตว์เห็นปานนั้นพระองค์เองเคยทรงเห็นมาแล้ว แต่ไม่ตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะหากตรัสเล่าแล้ว ภิกษุรูปใดไม่เชื่อก็จะเป็นความทุกข์ความเศร้าหมองแก่ภิกษุนั้น บัดนี้พระองค์ทรงได้พยานแล้ว คือพระมหาโมคคัลลานะ และตรัสต่อไปว่า สัตว์ร่างกระดูกเห็นปานนั้น เดิมทีเมื่อเป็นมนุษย์ได้เป็นคนฆ่าโคอยู่ในเมืองราชคฤห์นี่เอง ตายแล้วตกนรกอยู่นานเป็นพันๆ ปีเมื่อขึ้นจากนรกแล้วเศษวิบากยังเหลืออยู่ จึงได้อัตภาพเห็นปานนั้น

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 07:58:53 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : )


  สลักธรรม 4

“ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ตรัสเล่า เรื่องทำนองเดียวกันนี้หลายเรื่อง ที่พระองค์ทรงเห็นมาด้วยพระองค์เอง เป็นต้นว่าได้ทรงเห็นสัตว์ซึ่งมีขนเป็นเข็มปักอยู่ทั่วกาย บางขนเข้าไปทางศีรษะออกทางปาก เข้าทางปากออกทางอกเป็นต้น สัตว์เหล่านั้นล้วนเคยทำกรรมอันลามกมาแล้วในอดีตทั้งสิ้น

“อาวุโส วรัตตะ! กรรมชั่วให้ผลน่ากลัว น่าหวาดเสียว คนทั้งหลายไม่ค่อยเชื่อเรื่องทำนองนี้ แต่พระศาสดาผู้ทรงมีทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงสามัญมนุษย์ทรงเห็น ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยจะทรงเล่าให้คนทั้งหลายทราบ เพราะเกรงผู้ฟังจะไม่เชื่อ ข้อนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่เขาเลย พระมหาโมคัลลานะและพระมหาสาวกผู้ได้ทิพจักษุทั้งหลาย ย่อมเป็นพยานของพระศาสดาได้ดีในเรื่องนี้”

พระวรัตตะแสดงอาการอนุโมทนาต่อภาษิตของพระอานนท์เถระแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ! พระพุทธคุณนั้นน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก พระสัพพัญญุตญาณของพระศาสดานั้นไม่มีอะไรติดขัดขวางกั้น เป็นลาภของเราแล้วหนอที่ได้พระผู้ปานนี้เป็นพระศาสดา

แลแล้ว พระวรัตตะกล่าวกับพระอานนท์ว่า

“ท่านผู้เจริญ! ข้ออื่นยังมีอีกหรือไม่ที่พระศาสดาตรัสเกี่ยวกับเรื่องพระมหากัสสปะ?”

“ยังพอมีอยู่ ผู้มีอายุ” พระอานนท์กล่าว

“ที่เวฬุวันนี่เอง วันหนึ่งพระมหากัสสปะเข้าเฝ้า พระศาสดารับสั่งให้ท่านโอวาทสั่งสอนภิกษุ ท่านกราบทูลว่าบัดนี้ภิกษุทั้งหลายเป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็นคนว่ายากมีความมักมากในลาภเป็นต้น

“พระศาสดาตรัสว่า จริงทีเดียว กัสสปะ, จริงอย่างที่เธอกล่าว เมื่อก่อนนี้ภิกษุที่เป็นเถระมีการอยู่ป่า ถือธุดงค์ข้อบิณฑบาตบังสุกุลจีวร ผ้าสามผืน มีความปรารถนาน้อย สันโดษ พอใจในวิเวก ไม่คลุกคลีในหมู่คณะ มีความเพียรสม่ำเสมอ และสรรเสริญคุณความเป็นผู้อยู่ป่า และสันโดษเป็นต้นนั้น

“ภิกษุเช่นนั้นย่อมได้รับการยกย่องจากภิกษุทั้งหลายแม้ที่เป็นเถระ

แต่มาบัดนี้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระพากันทอดทิ้งคุณธรรมอันนั้นเสีย ไม่อยู่ป่าเป็นปกติ ไม่ถือบิณฑบาต ไม่ถือบังสุกุลจีวร ไม่ถือผ้าสามผืน ไม่เป็นคนปรารถนาน้อย ไม่สันโดษ ไม่ชอบวิเวก ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่มีความเพียรสม่ำเสมอ

“ภิกษุใดมีชื่อเสียง ร่ำรวยลาภสักการะ มียศ ภิกษุเช่นนั้นได้รับการยกย่องจากภิกษุทั้งหลายแม้ที่เป็นเถระ ภิกษุที่เป็นเถระก็เชื้อเชิญเขาด้วยอาสนะ สรรเสริญยกย่องว่าเป็นผู้ดี เป็นผู้เจริญ—

“ดูก่อนกัสสปะ เมื่อจะกล่าวโดยชอบในบัดนี้ ก็ควรจะกล่าวว่า เพื่อนพรหมจรรย์ถูกประทุษร้าย โดยอุปัทวะจากเพื่อนพรหมจรรย์นั่นเอง”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 07:59:34 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : )


  สลักธรรม 5

“อาวุโส” พระอานนท์กล่าวต่อไป “ข้ออื่นยังมีอีก คราวหนึ่งพระศาสดาประทับ ณ สาวัตถี ตรัสยกย่องพระมหากัสสปะว่ามีวิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์ คือ พระองค์เองจำนงอยู่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าสู่ฌาน ๔ และฌาน ๘ ได้อย่างไร พระมหากัสสปะก็ทำได้อย่างนั้น พระองค์ทรงสามารถเรื่องการแสดงฤทธิ์ต่างๆ ทรงระลึกชาติได้ มีทิพโสตทิพจักษุอย่างไร ทรงสิ้นอาสวะอย่างไร พระมหากัสสปะก็สามารถอย่างนั้น ฉะนั้นในบางครั้งจึงทรงเอาสังฆาฏิของพระมหากัสสปะมาทรงใช้เอง และประทานสังฆาฏิของพระองค์แก่พระมหากัสสปะ”

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้าเอง” พระอานนท์กล่าว “คือเมื่อพักอยู่เชตวนาราม เมืองสาวัตถีด้วยกัน วันหนึ่งข้าพเจ้าไปอาราธนาท่านเข้าไปสู่สำนักภิกษุณีเพื่อให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลายท่านปฏิเสธถึง ๒ ครั้ง”

“เพราะเหตุไร? ท่านจึงปฏิเสธ?” พระวรัตตะถาม

“อาจเป็นเพราะท่านชอบสงัดไม่ต้องการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ” พระอานนท์ตอบ “และยังพูดกับข้าพเจ้าอีกว่า ไปเถิดอานนท์ เธอเป็นคนมีกิจมากมีเรื่องจะต้องทำมากเสมอ ข้าพเจ้าอ้อนวอนเป็นครั้งที่ ๓ ท่านจึงยอมไปด้วย ข้าพเจ้าอาราธนาให้ท่านให้โอวาทภิกษุณีทั้งหลาย ท่านก็ให้โอวาทอย่างดี”

“เมื่อท่านหลีกไปแล้ว ภิกษุณีรูปหนึ่งชื่อ ถูลติสสา ไม่พอใจในโอวาทของพระมหากัสสปะ ได้กล่าวออกมาว่า อะไรกัน ท่านกัสสปะกล้ากล่าวธรรมต่อหน้า เวเทหมุนีเช่นข้าพเจ้า (พระอานนท์) เหมือนพ่อค้าขายเข็มเสนอเข็มขายแก่นายช่างทำเข็มผู้ฉลาด ช่างน่าหัวเราะ

“พระมหากัสสปะทราบความนั้นแล้ว จึงกล่าวกับข้าพเจ้าว่า อานนท์! ระหว่างเราและเธอนั้นใครเป็นช่างทำเข็ม ใครเป็นพ่อค้าขายเข็มกันแน่ แล้วท่านก็กล่าวถึงข้อที่พระศาสดาทรงยกย่องท่านเพียงใด

“ข้าพเจ้าต้องขอโทษท่านแทนภิกษุณีผู้โง่เขลานั้นว่า ขอท่านได้โปรดยกโทษเถิด ผู้หญิงมักเป็นคนเบาความเสมอ”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 08:00:06 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : )


  สลักธรรม 6

“อาวุโส” พระอานนท์กล่าวต่อไป พระมหากัสสปะนั้นมีความสนิทสนมกับข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ท่านมีเมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าประหนึ่งว่าบุตรของท่าน แม้ข้าพเจ้าจะมีอายุล่วงมัชฌิมวัย มีเกศาหงอกแล้ว ท่านก็ยังเรียกข้าพเจ้าโดยกุมารกวาทะ (เรียกว่าเด็กน้อย) อยู่เสมอ

“บังเอิญภิกษุณีรูปหนึ่งชื่อ ถูลนันทาได้ยินคำนั้นเข้าจึงติเตียนท่านว่าเรียกข้าพเจ้าโดยวาทะอันไม่สมควร เพราะข้าพเจ้าเป็นเวเทหมุนี เธอติเตียนพระมหากัสสปะว่าเหมือนเคยเป็นเดียรถีย์มาก่อน

“พระมหากัสสปะทราบความนั้น จึงเล่าเรื่องแต่เบื้องหลังของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่าท่านคิดอย่างไรจึงบวช ได้พบพระศาสดาอย่างไรโดยนัย ดังนี้:-

“อานนท์! ภิกษุณีชื่อถูลนันทาได้กล่าวคำออกไปโดยมิได้พิจารณาแล้ว, อานนท์! จำเดิมแต่ข้าพเจ้าปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกบวชประพฤติตนเป็นอนาคาริกมุนี มิได้อุทิศศาสดาองค์อื่นเลย นอกจากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อก่อนข้าพเจ้าอยู่ครองเรือนมีความคิดเกิดขึ้นมาว่า ฆราวาสเป็นทางแคบเป็นทางมาแห่งธุลีคือกิเลส แต่บรรพชาเป็นทางว่าง ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนสังข์ที่ขัดแล้วนั้นทำได้ยาก ไฉนหนอเราพึงออกจากเรือนประพฤติตนเป็นผู้ไม่มีเรือน

“ต่อมาข้าพเจ้าได้เอาผ้าเก่าๆ เป็นผ้าห่ม ออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก ได้พบพระศากยมุนีศาสดาที่พหุปุตตเจดีย์ระหว่างเมืองราชคฤห์และนาลันทา ข้าพเจ้าเลื่อมใสได้เข้าไปหมอบลงแทบพระบาทของพระองค์ขอเป็นสาวก

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 08:00:55 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : )


  สลักธรรม 7

“พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทแก่ข้าพเจ้า ๓ ข้อคือ

๑. ให้เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้าในภิกษุทั้งที่เป็นผู้ใหญ่, ปานกลาง, และภิกษุใหม่

๒. เมื่อฟังธรรมที่เป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง จงตั้งใจฟังด้วยดี ถือเอาสาระสำคัญให้ได้

๓. ต้องเป็นผู้ไม่ละกายคตาสติ คือพิจารณากายโดยความเป็นของไม่งาม น่าเกลียดโสโครก

“อานนท์! ข้าพเจ้านั้นเป็น ผู้มีหนี้บริโภคอาหารของชาวเมืองอยู่เพียง ๗ วันเท่านั้น พอวันที่ ๘ ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

“อานนท์! คราวหนึ่งภายใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ปูสังฆาฏิของข้าพเจ้าทำเป็น ๔ ชั้น แล้วทูลอาราธนาให้พระศาสดาประทับนั่งบนสังฆาฏินั้น เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า พระองค์ก็ประทับนั่ง แล้วตรัสว่า สังฆาฏิของข้าพเจ้านุ่มดี ข้าพเจ้าจึงเอ่ยวาจาถวายพระองค์ พระองค์ทรงรับและทรงมอบสังฆาฏิผ้าป่านที่พระองค์ทรงใช้แล้วแก่ข้าพเจ้า พระศาสดาและข้าพเจ้าได้เปลี่ยนสังฆาฏิกันใช้ด้วยประการอย่างนี้

“อานนท์! หากพึงกล่าวโดยชอบก็จะพึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นบุตรของพระผู้มีพระภาคเกิดจากพระโอฏฐ์ คือธรรมเกิดแล้วจากธรรม อันธรรมสร้างขึ้นมาแล้วเป็นธรรมทายาทแห่งพระองค์—”
ฯลฯ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 08:01:36 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : )


  สลักธรรม 8

“อาวุโส วรัตตะ! สมัยหนึ่ง ณ เชตวันวิหาร พระมหากัสสปะทูลถามพระศาสดาว่า อะไรหนอเป็นปัจจัย เมื่อสิกขาบทยังน้อย ภิกษุทั้งหลายดำรงอยู่ในอรหัตตคุณมาก แต่เมื่อสิกขาบทบัญญัติมากขึ้นผู้ดำรงอยู่ในอรหัตตคุณกลับน้อยลง

“พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะ! เมื่อสัตว์กำลังเสื่อมสัทธรรมกำลังอันตรธาน สิกขาบทแม้มาก ผู้ดำรงอยู่ในอรหัตตคุณก็น้อย ดูก่อนกัสสปะ ตราบใดที่สัทธรรมปฏิรูป คือธรรมปลอมยังไม่เกิดขึ้นในโลก สัทธรรมแท้ก็ยังไม่อันตรธานตราบนั้น เปรียบเหมือนเมื่อเงินปลอมยังไม่เกิดขึ้น เงินแท้ก็ยังไม่อันตรธาน

“ดูก่อนกัสสปะ! อะไรอื่นเป็นต้นว่า ปฐวีธาตุหาทำให้พระสัทธรรมเสื่อมได้ไม่ แต่สิ่งที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อม คือโมฆบุรุษที่เกิดขึ้นในศาสนานี้เอง

“กัสสปะ! สิ่งที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่อความอันตรธานแห่งพระสัทธรรมมีอยู่ ๕ ประการคือ บริษัท ๔ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษาและในสมาธิ ส่วนธรรมอีก ๕ ประการ ซึ่งมีนัยตรงกันข้ามนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความมั่นคง แห่งพระสัทธรรมโดยแท้”

“อาวุโส! เกียรติคุณของพระมหากัสสปะนั้นยังมีอีกมาก แต่บัดนี้จวนจะได้เวลาที่พระศาสดาจะทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุแล้ว”

พระอานนท์พูดได้เพียงนั้น เสียงระฆังอันเป็นสัญญาณก็ดังกังวานขึ้นทั่วเวฬุวนาราม สาวกทั้งสองของพระพุทธเจ้าต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน พระอานนท์รีบกลับสู่สำนักของพระผู้มีพระภาค

วันนั้นมีภิกษุชาวปาวาประมาณ ๓๐ รูปเดินทางมาถึงเวฬุวันทันเวลาฟังพระพุทธโอวาทพอดี ภิกษุเหล่านั้นล้วนอยู่ป่าเป็นวัตรถือธุดงค์ข้อบิณฑบาตเป็นวัตร, ถือการใช้ผ้าบังสุกุลอย่างเดียว และใช้เฉพาะผ้า ๓ ผืน ภิกษุเหล่านั้นยังมีกิเลสเครื่องร้อยรัดอยู่

พระศากยมุนี ทอดพระเนตรภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงดำริว่าธรรมเทศนาอะไรหนอจักเหมาะสมแก่พวกเธอ ทรงพิจารณาเห็นอนมตัคคสังยุตตธรรมนั่นแลเหมาะสมยิ่ง จึงตรัสพรรณนาถึงความยืดยาวแห่งสังสารวัฏ และความทุกข์ทรมานในระหว่างท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏนั้น ต้องหลั่งเลือดในสภาวะต่างๆ มากมายในชาติภพทั้งที่เป็นมนุษย์และเป็นสัตว์ดิรัจฉาน

ทรงสรุปให้เห็นเป็นที่น่าสังเวชสลดใจ ควรพยายามเพื่อพ้นไปเสีย เมื่อจบกระแสพระพุทธดำรัส ภิกษุชาวปาวาทั้ง ๓๐ รูป พอใจในพระพุทธภาษิต จิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง เป็นพระอรหันต์ ณ ที่นั่นเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [6 ส.ค. 2552 , 08:02:21 น.] ( IP = 58.8.46.45 : : )


  สลักธรรม 9

โดย น้องกิ๊ฟ [6 ส.ค. 2552 , 10:53:08 น.] ( IP = 125.27.172.99 : : )


  สลักธรรม 10

อ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งในพระจริยาวัตรของพระมหากัสป เลื่อมใสศัทธาในธุดงควัตรของท่าน
ต้องกราบขอบพระคุณท่านเทพธรรมมากค่ะ
และกราบอนุโมทนาด้วยค่ะ

โดย abctoy - [6 ส.ค. 2552 , 13:05:50 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.64 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org