| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ท่องไปในอณาจักรอันยิ่งใหญ่
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
![]()
มาท่องอาณาจักรด้วยค่ะ และจะมาติดตามวิวัฒนาการแห่งภพต่อนะคะ ดูเหมือนว่าไม่ว่า ความเจริญ หรือ ความเสื่อมก็เป็นภัยจริงๆเลยนะคะโดย หมออุ๊ [8 ก.ค. 2545 , 21:17:17 น.] ( IP = 203.113.39.7 : : )
สลักธรรม 2
มาเที่ยวอาณาจักรส่วนตัวเหมือนกันค่ะ...
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2545 , 00:48:12 น.] ( IP = 202.183.178.229 : : )
สลักธรรม 3มาเที่ยวอาณาจักรส่วนตัวเหมือนกันค่ะ...
อ่านดูแล้ว มนุษย์เราใจร้ายจัง เบียดเบียนทุกอย่างเพื่อความสุขความสบายของตัวเอง เศร้าจัง
น้องกิ๊ฟทำไมนอนดึกจัง
รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
ขอบคุณท่านเณรน้อยเจ้าปัญญามากๆค่ะโดย พี่ดา [9 ก.ค. 2545 , 08:12:28 น.] ( IP = 158.108.12.130 : : )
สลักธรรม 4มาท่องเที่ยวหาความรู้ครับ ขอบพระคุณครับผม
โดย ซาโยจัง [9 ก.ค. 2545 , 08:15:48 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )
สลักธรรม 5
อนุโมทนาค่ะ
โดย ข้าวนอกนา [10 ก.ค. 2545 , 07:19:08 น.] ( IP = 202.6.107.20 : : )
สลักธรรม 6อนุโมทนาค่ะ สมกับชื่อที่ว่าเณรน้อยเจ้าปัญญาค่ะ และจะคอยติดตามท่องเที่ยวในตอนต่อไปนะค่ะ
โดย เล็ก [10 ก.ค. 2545 , 09:24:25 น.] ( IP = 203.107.143.115 : : )
สลักธรรม 7
มนุษย์หาได้มีร่างกายสมบูรณ์เหมือนกัน
ทั้งหมด มีบางส่วนก็พิกลพิการมาแต่กำเนิด บาง
ส่วนพิกลพิการจากโรคภัยต่างๆ บางส่วนเป็นบ้ามี
สติไม่สมประกอบ
เนื่องด้วยมนุษย์แสวงหาความสะดวกความสุขและความสนุกเพลิดเพลินตามความเพิ่งพอใจ จึงมีมนุษย์บางส่วน กระทำการ
1. ฆ่าสัตว์ฆ่ามนุษย์กันเอง
2. ลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น
3. ด่าว่ากันด้วยคำหยาบคายด้วยคำที่ไม่เป็น ความ จริง และโกหกหลอกลวงกัน
4. ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น
5. ดื่มหรือเสพของมึนเมา
เนื่องจากสภาพต่างๆ ที่กล่าวมา ทำให้มนุษย์ระคนกันอยู่ทั้งสุขและทุกข์
แต่ภาพโดยรวมของมนุษย์เป็นภพภูมิที่เป็นสุขเสียมากกว่า จึงเรียกว่า สุขคติภูมิชั้นแรก
วิเคราะห์เทียบมนุษย์และโลกทางวิทยาศาสตร์แนวคิดปัจจุบัน กับพุทธศาสนา
พุทธศาสนา เรียกสิ่งที่มีจิตเหมือนมนุษย์หรือสัตว์ว่า สัตว์
วิทยาศาสตร์ เรียกสิ่งที่มีทางกายภาพเหมือนมนุษย์หรือสัตว์ หรือมีโครงสร้างของเซลล์คล้ายกันว่า สิ่งมีชีวิต
คำว่าสัตว์ในพระพุทธศาสนา แบ่งเป็นดังนี้1. รูปกายละเอียด ที่สายตามนุษย์ธรรมดามองไม่เห็น ได้แก่ พรหม เทพเทวดา เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก
2. รูปกายหยาบ ที่สายตามนุษย์เห็นได้ได้แก่ สัตว์เดรัชฉาน และมนุษย์ด้วยกันเอง
โดย เณรน้อยเจ้าปัญญา [10 ก.ค. 2545 , 14:20:12 น.] ( IP = 203.170.128.73 : : )
สลักธรรม 8
![]()
ดังนั้นความว่า สัตว์ของพระพุทธศาสนา กับสิ่งมีชีวิต ตามความหมายทางวิทยาศาสตร์ มีความหมายเหมือนกันเพียงส่วนเดียว คือมนุษย์และสัตว์ ที่มีรูปกายหยาบในความหมายทางพุทธ
มนุษย์ในทางพุทธศาสนาคือ สัตว์รูปกายหยาบ ที่มีสติปัญญา ลำตัวตั้งตรงเดินด้วยสองเท้า มีสองมือ แต่สามารถคลานแบบ 4 เท้าได้
ส่วนสัตว์เดรัชฉานเป็นสัตว์ที่ ไม่มีปัญญา เดินด้วย 4 เท้า หรือ 2 เท้า หรือไม่มีมือมีเท้า หรือมีหลายเท้า มนุษย์และสัตว์เดรัชฉานบังเกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งแต่เริ่มบังเกิดโลกซึ่งเรียกร่วมกันว่าสัตว์
ทั้งสัตว์เดรัชฉานและมนุษย์ในยุดนั้นมีลักษณ์คล้ายกันหมด
เมื่อโลกพัฒนาขึ้น มนุษย์ และสัตว์เดรัชฉาน ก็เริ่มแยกออกจากกันชัดเจนขึ้น
เพราะสัตว์เดรัชฉานนั้น มีการพัฒนาทางรูปกาย และอายุขัยเพียงอย่างเดียว ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างหรืออายุยืนบ้างสั้นบ้างตามยุกตามสมัย
ส่วนมนุษย์นั้น มีการพัฒนาทั้งรูปกาย อายุและ สติปัญญา กายมีขนาดเล็กลงหรือใหญ่ขึ้น อายุน้อยลงหรือมากขึ้น และสติปัญญาน้อย หรือสติปัญญามาก เป็นไปตามยุกต์ตามสมัย เป็นไปตามรอบของโลก
ยามใดที่สติปัญญาของมนุษย์พัฒนาสูงขึ้น รูปกายและความเป็นอยู่ของมนุษย์ จะมีความแตกต่างกับสัตว์เดรัชฉานมาก
แต่ยามใดที่สติปัญญาของมนุษย์พัฒนาถอยลง หรือต่ำลง รูปกายและความเป็นอยู่แทบ
จะไม่ต่างกับสัตว์เดรัชฉานจนแยกกันได้ยาก
ดังนั้นความแตกต่างของมนุษย์กับสัตว์เดรัชฉาน ในพุทธศาสนาแตกต่างอยู่ที่สติปัญญา ส่วนรูปกาย นั้นพระพุทธศาสนาไม่ให้ความสนใจมาก
เพราะ ถือว่าเป็นกายหยาบเหมือนกัน แต่พระพุทธศาสนานั้น ได้กล่าวถึงรูปกายและอายุขัยของมนุษย์ ในแต่ละยุกต์รูปร่างเล็กใหญ่ต่างกันและอายุมากและน้อยต่างกัน
ดังมีข้อความประมาณในตำราพุทธศาสนาว่า เมื่อเริ่มกำเนิดโลกขึ้นมาใหม่ก็มีสัตว์บังเกิดขึ้น
(สัตว์ในที่นี้รวมทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัชฉาน) นั้นมีอายุยืนยาวจนนับจำนวนปีไม่ถ้วน แล้วสัตว์เหล่านั้นมีอายุขัยน้อยลง คือเมื่อครบ 100 ปีอายุขัยของสัตว์(โดยเฉพาะมนุษย์) ลดลง 1 ปี
ซึ่งอายุขัยจะลดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และรูปร่างก็เล็กลงเรื่อย จนอายุขัยของมนุษย์เหลือ 10 ปี จึงมีการฆ่าฟันทำร้ายกันเองจนเหลือมนุษย์อยู่น้อย
หลังจากนั้นอายุขัยของมนุษย์ก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อครบ 100 ปีเพิ่มขึ้น 1 ปี ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นแสนแสนปี แล้วจึงลดลงมาอีกเป็นอย่างนี้เป็นรอบๆ ไป
และในช่วงที่อายุขัยของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น สติปัญญาและศีลธรรมของมนุษย์ พัฒนาสูงบ้างต่ำบ้างไม่เหมือนกัน เมื่อพัฒนาปัญญาและศีลธรรมสูง ก็มีความเป็นอยู่ก็ต่างจากสัตว์เดรัชฉาน
แต่ถ้าพัฒนาต่ำลงความเป็นอยู่ก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัชฉาน เพราะมนุษย์บางยุกต์มีศีลธรรมมากปัญญาก็มากดังยุกต์ปัจจุบัน และบางยุกต์ศีลธรรมถดถอยจนแทบไม่มี ปัญญาจึงน้อยลงเกือบพอๆ กับสัตว์เดรัชฉานมีสภาพคล้ายสัตว์ป่า จึงมีสภาพทางกายเหมือนหรือเกือบจะเหมือนกับสัตว์ป่า รวมทั้งการดำรงค์ชีพความเป็นอยู่ก็แยกกันเกือบไม่ได้
และจำนวนมนุษย์ในแต่ละยุกต์แต่สมัยก็มีไม่เท่ากัน บางยุกต์มีน้อยมากแทบจะหาไม่ได้ในโลก บางยุกต์มีมากมายจนฆ่ากันเองดังสัตว์ป่าไม่มีพี่ไม่มีน้อง
สิ่งที่ทำให้มนุษย์และสัตว์โลกมีน้อยในบางยุกต์เพราะ
1.รบร่าฆ่าฟันกันเอง
2.โดนโรคทำลาย
3.โดนการแห้งแล้งขาดอาหารทำลาย ทำให้สัตว์และมนุษย์มีน้อย แล้วจึงค่อยพัฒนาทั้งรูปร่างและสติปัญญาขึ้นมาใหม่
การที่สัตว์โดนทำลาย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนๆ ในโลก หาได้เหมือนกับตอนที่จะสิ้นกัป เมื่อโลกและจักรวาลโดนทำลายจนเป็นจุล
มนุษย์และการพัฒนาของมนุษย์ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ทางวิทยาศาสตร์ประมาณว่า มนุษย์ที่มีรูปร่างและลักษณะคล้ายมนุษย์ปัจจุบัน เพิ่งจะมีประมาณ ล้านกว่าปีมานี้เอง จากการขุดซากกระดูกหรือซากศพมาเปรียบเทียบ และมนุษย์ได้พัฒนามาจากลิง จนพัฒนาเป็นมนุษย์ที่เจริญขึ้นทางสติปัญญาและวิชาการในยุกต์ปัจจุบัน ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ก่อนหน้าล้านกว่าปีนั้น ว่ามีมนุษย์หรือเปล่า เพราะค้นพบแต่เพียงซากสัตว์อย่างเดียว และทางวิทยาศาสตร์ตั้งสมติฐานว่า....
สิ่งมีชีวิตเริ่มแรกที่เกิดในโลกเป็นสัตว์เซลล์เดียวและพืชเซลล์เดียว การเกิดนั้นเกิดจากสารเคมีที่สะสมในทะเลด้วยความเหมาะเจาะบวกกับการสป๊ากของไฟฟ้า จึงบังเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตเป็นสัตว์เซลล์เดียว เมื่อประมาน สองพันหรือสามพันล้านปีมาแล้ว แล้วพัฒนาเป็นสัตว์หลายเซลล์และพืชหลายเซลล์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ แล้วพัฒนาเป็นสัตว์รูปร่างต่างๆ กันตามสภาพแวดล้อม แล้วมาพัฒนาขึ้นบนบกเป็นสัตว์ต่างๆ ขึ้นมา
และพัฒนารูปร่างต่างๆ มาเรื่อยจนเพิ่งบังเกิดมีมนุษย์เมื่อล้านกว่าปีมานี้เอง
จะเห็นว่าการพิสูจน์และสมติฐานของวิทยาศาสตร์กับการกล่าวถึงของพุทธศาสนานั้น มีส่วนแตกต่างกันอย่างมาก แต่สามารถตีได้ 3 ประเด็น
1. ถ้าถือเอาวิทยาศาสตร์เป็นหลัก การกล่าวถึงมนุษย์และสัตว์ทางพุทธศาสนานั้นมีส่วนไม่ถูกต้องอย่างมากๆ
2. ถ้าเชื่อถือตามพุทธศาสนา โดยไม่วิเคราะห์ให้ละเอียด ก็จะไม่สนใจหรือไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์
3. ถ้าเอาพุทธศาสนาเป็นหลักและเอาวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ตาม ก็จะเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูง เมื่อตั้งสมติฐานว่า ..พระพุทธศาสนากล่าวถึงโลกโดยรวมเหมือนดังน้ำในมหาสมุทร แต่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์หาหลักฐานได้เหมือน
น้ำที่ปากแม่น้ำเพียงแห่งหนึ่งแห่งเดียว ซึ่งเปรียบเทียบได้ดังนี้
*** พระพุทธศาสนา คำว่า สัตว์ ร่วมมนุษย์ สัตว์ พรหม เทวดา เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ที่เป็นรูปกายหยาบและรูปกายละเอียด
วิทยาศาสตร์ คำว่า สัตว์โลก หมายถึงมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตามนุษย์ หรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
** ส่วนนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน
*** พุทธศาสนา กล่าวว่า สัตว์(มนุษย์และสัตว์)เกิดขึ้นเองเมื่อเหมาะสม เมื่อโลกก่อตัวเป็นโลกสมบูรณ์
วิทยาศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาเองด้วยสารเคมีและไฟฟ้าในน้ำ เมื่อโลกเกิดขึ้นได้ระยะหนึ่งที่เหมาะสม
** ส่วนนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน
*** พุทธศาสนากล่าวว่า มนุษย์มีการพัฒนาทั้งทางร่างกายและศีลธรรมปัญญา เป็นยุกต์หรือขึ้นๆ ลงๆ บางสมัยมนุษย์พัฒนาต่างจากสัตว์มากทั้งร่างกายและศีลธรรมปัญญา แต่บางสมัยมนุษย์ขาดศีลธรรมและปัญญาถอยจนมีสภาพไม่ต่างจากสัตว์
วิทยาศาสตร์ กล่าวว่าสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ พึงมีประมาณล้านกว่าปีระยะแรกมีความเป็นอยู่คล้ายสัตว์ แล้วค่อยพัฒนาตีขึ้นมาเป็นยุกต์ๆ เรื่อยมาจนเป็นมนุษย์ปัจจุบัน
** ส่วนนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน
*** พระพุทธศาสนากล่าวว่า โลกนี้เกิดมานานแสนนานแล้วจนนับจำนวนปีไม่ถ้วน คือตั้งแต่โลกนี้ยังเป็นวัตถุที่ละเอียดเป็นของเหลว
และสัตว์(มนุษย์โลกละสัตว์เดรัชฉาน) ยังมีกายที่ละเอียดล่องลอยอยู่ในอากาศ หาได้อาศัยบนผิวโลก เมื่อโลกเริ่มเย็นพอที่จะอาศัยได้ สัตว์เหล่านั้นก็ลงมาเกิดเองเป็นกายที่หยาบขึ้น
วิทยาศาสตร์กว่าว่า โลกนี้เป็นก้อนวัตถุที่แข็งประมาณ สองพันหรือสามพันล้านปี จากการตรวจสอบอายุของก้อนหินที่แข็งตัว แต่ไม่สามารถพิสูจน์อายุของก้อนหินก่อนสภาพที่จะเป็นหิน ซึ่งอาจเป็นสภาพอื่นที่สลายจากก่อนหนิเก่ามาเป็นก่อนหินใหม่หลายร้อยหรือหลายพันรอบมาแล้วก็ได้ เพราะผิวโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยอย่างช้าๆ จากหินเหลวระยะเกิดโลกตอนต้นแล้วก็เป็นหินแข็งบนผิวโลก หลังจากนั้นก็ยุบตัวลงอย่างช้าๆ ลงใต้ผิวโลกกลายเป็นลาวาแล้วถูกดันขึ้นมาบนผิวโลกเย็นตัวลงเป็นหินแข็ง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบหินที่แข็งบนโลกที่มีอายุมากที่สุด ประมาณสองหรือสามพันล้านปีเท่านั้น ซึ่งอาจมีหินที่แข็งแต่เกิดก่อนหน้านี้ก็ได้ถ้าไม่เป็นลาวาและกลายเป็นดินไปเสียก่อน ที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาไม่เจอ
** ส่วนนี้จึงยังไม่ขัดแย้งกันทั้งหมด
![]()
โดย เณรน้อยเจ้าปัญญา [10 ก.ค. 2545 , 14:29:24 น.] ( IP = 203.170.128.73 : : )
สลักธรรม 9
WoW!....WoW! ตามมาอ่านอีกก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีก ..ท่านเณรน้อยฯท่านเจ้าปัญญาสมชื่อเลยนะคะ วิเคราะห์เจาะลึก เทียบเคียงกับวิชาการทางโลกเสียจนแจ่มกระจ่างเลยค่ะ...ขอWoW! อีกที
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2545 , 12:35:09 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 10
อ้าวน้องกิ้ฟอย่าลืมซิกั้บว่าผมเด็กวิทย์นะครับ ปทุมคงคาพาเก่งแบบนี้นะครับแต่มันต้องอาศัยเหตุอดีตส่วนตัวจริงๆๆๆๆอิอิอิ WOW !!!
โดย เณรน้อยเจ้าปัญญา [11 ก.ค. 2545 , 14:09:31 น.] ( IP = 203.146.128.155 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |