มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ท่องไปในอณาจักรอันยิ่งใหญ่




..ท่องไปในไตรภพ.

.ไตรภพคือ ภพทั้ง 3 มีกล่าวในพุทธศาสนา ภพทั้ง 3 อยู่ในจักรวาลๆ หนึ่ง ภพทั้ง 3 คือ

1 กามภพ

2. รูปภพ

3. อรูปภพ

ภพทั้ง 3 นั้นจะมีการกล่าวต่อไปดังบทความข้างล่าง .


..ท่องไปดินแดนมนุษย์ ดินแดนมนุษย์เป็นดินแดนที่มีรูปหยาบ

มนุษย์อาศัยอยู่บนผิวก้อนดินกลมๆ เรียกว่าโลก มีน้ำ มีอากาศ มีต้นไม้ มีสัตว์เดรัชฉาน อยู่บนผิวโลก

สิ่งมีชีวิตในโลก อาศัยแสงสว่างจากดวงไฟ ที่ก้อนดินหรือโลกหมุนรอบลูกไฟนั้น ลูกไฟนั้นคือดวงอาทิตย์

ความจริงแล้ว โลกที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เหมือนมนุษย์ สัตว์เดรัชฉาน หรือต้นไม้ ในจักรวาลนี้มีอยู่หลายก้อนดิน

แต่เมื่อเปรียบเทียบระยะระหว่างก้อนดินทีมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่นั้น กับมนุษย์โลก นั้นมันชั่งห่างไกลกันมากๆ จนไม่สามารถดินทางธรรมดาไปถึงกันได้

จะมากล่าวถึงมนุษย์โลกในสุริยะจักรวาลนี้เพียงโลกเดียว

ที่พระพุทธเจ้าสามารถอุบัติขึ้นได้เพราะมนุษย์โลกนี้ ในบางช่วงบางโอกาส สามารถพัฒนาจิดใจรับรสพระธรรม เข้าใจในธรรมแตกฉานจนหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่น ถึงอมตะนิพพานได้

และอายุขัยของมนุษย์แต่ละช่วงแต่ละยุกต์ ก็ไม่เท่า อายุขัยของมนุษย์ช่วงที่น้อยที่สุดคือ 10 ปี อายุขัยของมนุษย์ช่วงที่มากที่สุด ก็มากมายเสียเหลือเกิน

มนุษย์ในปัจจุบันนี้มีอายุขัยอยู่ในช่วง 75 ถึง 100 ปี กล่าวถึงในภาพรวมของมนุษย์โลกใบนี้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสติปัญญา รู้จักคิด รู้จักเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร รู้จักสร้างปัจจัย 4 ให้กับตนเอง คือ

1 ที่อยู่อาศัย
2 อาหาร
3 เคื่รองนุ่งห่ม
4 ยารักษาโรค


ด้วยความที่มีสติปัญญามนุษย์สามารถ

สร้างปัจจัย 4 ได้วิจิตรพิศดาร ด้วยการวิเคราะห์

ศึกษาร่วมกันสืบต่อกันมา มนุษย์อยู่รวมกันเป็น

สังคม คือเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ปู ยา ตา ยาย

แล้วรวมกันเป็นหมู่บ้าน เป็นเมืองขึ้นมา มนุษย์

สามารถสร้างดัดแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นระบบ

เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ และป้องกันตนเองได้ มนุษย์ไม่เบียดเบียนกันเองจนโหดร้ายจนทำลายล้างกันทั้งหมด ด้วยความมีสติปัญญาของมนุษย์ มนุษย์จึงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งบันเทิง สิ่งที่สร้างความสนุกความสุขได้อย่างมากมาย

โดยใช้การแลกเปลี่ยนซึ่งกันละกันด้วยสิ่งของ และพัฒนาเป็นเงินตรา ไว้เพื่อการแลกเปลี่ยนเพื่อปัจจัย 4 และแสวงหาความสะดวกความสุขและความพึงพอใจตามยุคตามสมัย

ถึงแม้มนุษย์จะเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่มีรูปร่างเล็กใหญ่ผิวพรรณแตกต่างกันบ้าง ตามเผ่าพันธุ์ของมนุษย์นั้น แม้แต่ในความเป็นอยู่ของหมู่มวลมนุษย์เอง ก็มีความแตกต่างกัน และเลื่อมล้ำกันมากมาย

ตามภูมิประเทศและตามสังคมของมนุษย์ มนุษย์จึงแบ่งเป็นวรรณะ ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ และ ทาส หรือเป็นชนชั้นคือ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ชนชั้นต่ำ หรือเป็นชาวป่าเถื่อนที่ไม่มีวัฒนธรรม และชาวเมืองที่สีวิไล

ดังนั้นมนุษย์หาได้มีความสุขเสมอเหมือนกันไม่ ส่วนการหาเลี้ยงชีพของมนุษย์ก็ต่างกันแบ่งเป็นอาชีพ คือ กรรมกร การเกษตร การค้าขาย

การใช้วิชาความรู้ การวิเคราะห์หาความรู้ การบริหารละการปกครอง และมนุษย์มีภัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การแก่ การเจ็บ และการตาย

มนุษย์ทุกผู้ทุกคนเมื่อเกิดมา ก็ต้องแสวงหาความสะดวก และความสุข

ดังนั้นมนุษย์จึงมีการชิงดีชิงเด่นกันและกัน เบียดเบียนกัน ทำร้ายกัน ฆ่าฟันกัน เป็นครั้งเป็นคราว จึงบังเกิดมีมนุษย์ชั่วมนุษย์ดี และมีที่กักขังมนุษย์กันเอง

มีการทำโทษกันตามกฏบัญญัติของมนุษย์ แต่มนุษย์เบียดเบียนสัตว์เดรัชฉานเป็นอาจิณ เพื่อ เป็นอาหาร เครื่องนุงห่ม ยารักษาโรค เพื่อความสะดวกและความบันเทิงความพึ่งพอใจ บางครั้งมนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติที่แวดล้อมตนเอง

.

โดย เณรน้อยเจ้าปัญญา [8 ก.ค. 2545 , 20:26:32 น.] ( IP = 203.170.149.183 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


มาท่องอาณาจักรด้วยค่ะ และจะมาติดตามวิวัฒนาการแห่งภพต่อนะคะ ดูเหมือนว่าไม่ว่า ความเจริญ หรือ ความเสื่อมก็เป็นภัยจริงๆเลยนะคะ

โดย หมออุ๊ [8 ก.ค. 2545 , 21:17:17 น.] ( IP = 203.113.39.7 : : )


  สลักธรรม 2

มาเที่ยวอาณาจักรส่วนตัวเหมือนกันค่ะ...

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2545 , 00:48:12 น.] ( IP = 202.183.178.229 : : )


  สลักธรรม 3

มาเที่ยวอาณาจักรส่วนตัวเหมือนกันค่ะ...

อ่านดูแล้ว มนุษย์เราใจร้ายจัง เบียดเบียนทุกอย่างเพื่อความสุขความสบายของตัวเอง เศร้าจัง

น้องกิ๊ฟทำไมนอนดึกจัง
รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ

ขอบคุณท่านเณรน้อยเจ้าปัญญามากๆค่ะ

โดย พี่ดา [9 ก.ค. 2545 , 08:12:28 น.] ( IP = 158.108.12.130 : : )


  สลักธรรม 4

มาท่องเที่ยวหาความรู้ครับ ขอบพระคุณครับผม

โดย ซาโยจัง [9 ก.ค. 2545 , 08:15:48 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 5

อนุโมทนาค่ะ

โดย ข้าวนอกนา [10 ก.ค. 2545 , 07:19:08 น.] ( IP = 202.6.107.20 : : )


  สลักธรรม 6

อนุโมทนาค่ะ สมกับชื่อที่ว่าเณรน้อยเจ้าปัญญาค่ะ และจะคอยติดตามท่องเที่ยวในตอนต่อไปนะค่ะ

โดย เล็ก [10 ก.ค. 2545 , 09:24:25 น.] ( IP = 203.107.143.115 : : )


  สลักธรรม 7

มนุษย์หาได้มีร่างกายสมบูรณ์เหมือนกัน

ทั้งหมด มีบางส่วนก็พิกลพิการมาแต่กำเนิด บาง

ส่วนพิกลพิการจากโรคภัยต่างๆ บางส่วนเป็นบ้ามี

สติไม่สมประกอบ

เนื่องด้วยมนุษย์แสวงหาความสะดวกความสุขและความสนุกเพลิดเพลินตามความเพิ่งพอใจ จึงมีมนุษย์บางส่วน กระทำการ

1. ฆ่าสัตว์ฆ่ามนุษย์กันเอง

2. ลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น

3. ด่าว่ากันด้วยคำหยาบคายด้วยคำที่ไม่เป็น ความ จริง และโกหกหลอกลวงกัน

4. ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น

5. ดื่มหรือเสพของมึนเมา

เนื่องจากสภาพต่างๆ ที่กล่าวมา ทำให้มนุษย์ระคนกันอยู่ทั้งสุขและทุกข์

แต่ภาพโดยรวมของมนุษย์เป็นภพภูมิที่เป็นสุขเสียมากกว่า จึงเรียกว่า สุขคติภูมิชั้นแรก

วิเคราะห์เทียบมนุษย์และโลกทางวิทยาศาสตร์แนวคิดปัจจุบัน กับพุทธศาสนา

พุทธศาสนา เรียกสิ่งที่มีจิตเหมือนมนุษย์หรือสัตว์ว่า สัตว์

วิทยาศาสตร์ เรียกสิ่งที่มีทางกายภาพเหมือนมนุษย์หรือสัตว์ หรือมีโครงสร้างของเซลล์คล้ายกันว่า สิ่งมีชีวิต


คำว่าสัตว์ในพระพุทธศาสนา แบ่งเป็นดังนี้
1. รูปกายละเอียด ที่สายตามนุษย์ธรรมดามองไม่เห็น ได้แก่ พรหม เทพเทวดา เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก

2. รูปกายหยาบ ที่สายตามนุษย์เห็นได้ได้แก่ สัตว์เดรัชฉาน และมนุษย์ด้วยกันเอง

โดย เณรน้อยเจ้าปัญญา [10 ก.ค. 2545 , 14:20:12 น.] ( IP = 203.170.128.73 : : )


  สลักธรรม 8


ดังนั้นความว่า สัตว์ของพระพุทธศาสนา กับสิ่งมีชีวิต ตามความหมายทางวิทยาศาสตร์ มีความหมายเหมือนกันเพียงส่วนเดียว คือมนุษย์และสัตว์ ที่มีรูปกายหยาบในความหมายทางพุทธ


มนุษย์ในทางพุทธศาสนาคือ สัตว์รูปกายหยาบ ที่มีสติปัญญา ลำตัวตั้งตรงเดินด้วยสองเท้า มีสองมือ แต่สามารถคลานแบบ 4 เท้าได้

ส่วนสัตว์เดรัชฉานเป็นสัตว์ที่ ไม่มีปัญญา เดินด้วย 4 เท้า หรือ 2 เท้า หรือไม่มีมือมีเท้า หรือมีหลายเท้า มนุษย์และสัตว์เดรัชฉานบังเกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งแต่เริ่มบังเกิดโลกซึ่งเรียกร่วมกันว่าสัตว์

ทั้งสัตว์เดรัชฉานและมนุษย์ในยุดนั้นมีลักษณ์คล้ายกันหมด

เมื่อโลกพัฒนาขึ้น มนุษย์ และสัตว์เดรัชฉาน ก็เริ่มแยกออกจากกันชัดเจนขึ้น

เพราะสัตว์เดรัชฉานนั้น มีการพัฒนาทางรูปกาย และอายุขัยเพียงอย่างเดียว ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างหรืออายุยืนบ้างสั้นบ้างตามยุกตามสมัย

ส่วนมนุษย์นั้น มีการพัฒนาทั้งรูปกาย อายุและ สติปัญญา กายมีขนาดเล็กลงหรือใหญ่ขึ้น อายุน้อยลงหรือมากขึ้น และสติปัญญาน้อย หรือสติปัญญามาก เป็นไปตามยุกต์ตามสมัย เป็นไปตามรอบของโลก


ยามใดที่สติปัญญาของมนุษย์พัฒนาสูงขึ้น รูปกายและความเป็นอยู่ของมนุษย์ จะมีความแตกต่างกับสัตว์เดรัชฉานมาก

แต่ยามใดที่สติปัญญาของมนุษย์พัฒนาถอยลง หรือต่ำลง รูปกายและความเป็นอยู่แทบ
จะไม่ต่างกับสัตว์เดรัชฉานจนแยกกันได้ยาก

ดังนั้นความแตกต่างของมนุษย์กับสัตว์เดรัชฉาน ในพุทธศาสนาแตกต่างอยู่ที่สติปัญญา ส่วนรูปกาย นั้นพระพุทธศาสนาไม่ให้ความสนใจมาก

เพราะ ถือว่าเป็นกายหยาบเหมือนกัน แต่พระพุทธศาสนานั้น ได้กล่าวถึงรูปกายและอายุขัยของมนุษย์ ในแต่ละยุกต์รูปร่างเล็กใหญ่ต่างกันและอายุมากและน้อยต่างกัน

ดังมีข้อความประมาณในตำราพุทธศาสนาว่า เมื่อเริ่มกำเนิดโลกขึ้นมาใหม่ก็มีสัตว์บังเกิดขึ้น

(สัตว์ในที่นี้รวมทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัชฉาน) นั้นมีอายุยืนยาวจนนับจำนวนปีไม่ถ้วน แล้วสัตว์เหล่านั้นมีอายุขัยน้อยลง คือเมื่อครบ 100 ปีอายุขัยของสัตว์(โดยเฉพาะมนุษย์) ลดลง 1 ปี

ซึ่งอายุขัยจะลดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และรูปร่างก็เล็กลงเรื่อย จนอายุขัยของมนุษย์เหลือ 10 ปี จึงมีการฆ่าฟันทำร้ายกันเองจนเหลือมนุษย์อยู่น้อย

หลังจากนั้นอายุขัยของมนุษย์ก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อครบ 100 ปีเพิ่มขึ้น 1 ปี ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นแสนแสนปี แล้วจึงลดลงมาอีกเป็นอย่างนี้เป็นรอบๆ ไป

และในช่วงที่อายุขัยของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น สติปัญญาและศีลธรรมของมนุษย์ พัฒนาสูงบ้างต่ำบ้างไม่เหมือนกัน เมื่อพัฒนาปัญญาและศีลธรรมสูง ก็มีความเป็นอยู่ก็ต่างจากสัตว์เดรัชฉาน

แต่ถ้าพัฒนาต่ำลงความเป็นอยู่ก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัชฉาน เพราะมนุษย์บางยุกต์มีศีลธรรมมากปัญญาก็มากดังยุกต์ปัจจุบัน และบางยุกต์ศีลธรรมถดถอยจนแทบไม่มี ปัญญาจึงน้อยลงเกือบพอๆ กับสัตว์เดรัชฉานมีสภาพคล้ายสัตว์ป่า จึงมีสภาพทางกายเหมือนหรือเกือบจะเหมือนกับสัตว์ป่า รวมทั้งการดำรงค์ชีพความเป็นอยู่ก็แยกกันเกือบไม่ได้

และจำนวนมนุษย์ในแต่ละยุกต์แต่สมัยก็มีไม่เท่ากัน บางยุกต์มีน้อยมากแทบจะหาไม่ได้ในโลก บางยุกต์มีมากมายจนฆ่ากันเองดังสัตว์ป่าไม่มีพี่ไม่มีน้อง

สิ่งที่ทำให้มนุษย์และสัตว์โลกมีน้อยในบางยุกต์เพราะ

1.รบร่าฆ่าฟันกันเอง
2.โดนโรคทำลาย
3.โดนการแห้งแล้งขาดอาหารทำลาย ทำให้สัตว์และมนุษย์มีน้อย แล้วจึงค่อยพัฒนาทั้งรูปร่างและสติปัญญาขึ้นมาใหม่


การที่สัตว์โดนทำลาย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนๆ ในโลก หาได้เหมือนกับตอนที่จะสิ้นกัป เมื่อโลกและจักรวาลโดนทำลายจนเป็นจุล


มนุษย์และการพัฒนาของมนุษย์ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ทางวิทยาศาสตร์ประมาณว่า มนุษย์ที่มีรูปร่างและลักษณะคล้ายมนุษย์ปัจจุบัน เพิ่งจะมีประมาณ ล้านกว่าปีมานี้เอง จากการขุดซากกระดูกหรือซากศพมาเปรียบเทียบ และมนุษย์ได้พัฒนามาจากลิง จนพัฒนาเป็นมนุษย์ที่เจริญขึ้นทางสติปัญญาและวิชาการในยุกต์ปัจจุบัน ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ก่อนหน้าล้านกว่าปีนั้น ว่ามีมนุษย์หรือเปล่า เพราะค้นพบแต่เพียงซากสัตว์อย่างเดียว และทางวิทยาศาสตร์ตั้งสมติฐานว่า....

สิ่งมีชีวิตเริ่มแรกที่เกิดในโลกเป็นสัตว์เซลล์เดียวและพืชเซลล์เดียว การเกิดนั้นเกิดจากสารเคมีที่สะสมในทะเลด้วยความเหมาะเจาะบวกกับการสป๊ากของไฟฟ้า จึงบังเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตเป็นสัตว์เซลล์เดียว เมื่อประมาน สองพันหรือสามพันล้านปีมาแล้ว แล้วพัฒนาเป็นสัตว์หลายเซลล์และพืชหลายเซลล์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ แล้วพัฒนาเป็นสัตว์รูปร่างต่างๆ กันตามสภาพแวดล้อม แล้วมาพัฒนาขึ้นบนบกเป็นสัตว์ต่างๆ ขึ้นมา

และพัฒนารูปร่างต่างๆ มาเรื่อยจนเพิ่งบังเกิดมีมนุษย์เมื่อล้านกว่าปีมานี้เอง

จะเห็นว่าการพิสูจน์และสมติฐานของวิทยาศาสตร์กับการกล่าวถึงของพุทธศาสนานั้น มีส่วนแตกต่างกันอย่างมาก แต่สามารถตีได้ 3 ประเด็น

1. ถ้าถือเอาวิทยาศาสตร์เป็นหลัก การกล่าวถึงมนุษย์และสัตว์ทางพุทธศาสนานั้นมีส่วนไม่ถูกต้องอย่างมากๆ

2. ถ้าเชื่อถือตามพุทธศาสนา โดยไม่วิเคราะห์ให้ละเอียด ก็จะไม่สนใจหรือไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์

3. ถ้าเอาพุทธศาสนาเป็นหลักและเอาวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ตาม ก็จะเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูง เมื่อตั้งสมติฐานว่า ..พระพุทธศาสนากล่าวถึงโลกโดยรวมเหมือนดังน้ำในมหาสมุทร แต่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์หาหลักฐานได้เหมือน

น้ำที่ปากแม่น้ำเพียงแห่งหนึ่งแห่งเดียว ซึ่งเปรียบเทียบได้ดังนี้

*** พระพุทธศาสนา คำว่า สัตว์ ร่วมมนุษย์ สัตว์ พรหม เทวดา เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ที่เป็นรูปกายหยาบและรูปกายละเอียด

วิทยาศาสตร์ คำว่า สัตว์โลก หมายถึงมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตามนุษย์ หรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

** ส่วนนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน

*** พุทธศาสนา กล่าวว่า สัตว์(มนุษย์และสัตว์)เกิดขึ้นเองเมื่อเหมาะสม เมื่อโลกก่อตัวเป็นโลกสมบูรณ์
วิทยาศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาเองด้วยสารเคมีและไฟฟ้าในน้ำ เมื่อโลกเกิดขึ้นได้ระยะหนึ่งที่เหมาะสม

** ส่วนนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน

*** พุทธศาสนากล่าวว่า มนุษย์มีการพัฒนาทั้งทางร่างกายและศีลธรรมปัญญา เป็นยุกต์หรือขึ้นๆ ลงๆ บางสมัยมนุษย์พัฒนาต่างจากสัตว์มากทั้งร่างกายและศีลธรรมปัญญา แต่บางสมัยมนุษย์ขาดศีลธรรมและปัญญาถอยจนมีสภาพไม่ต่างจากสัตว์

วิทยาศาสตร์ กล่าวว่าสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ พึงมีประมาณล้านกว่าปีระยะแรกมีความเป็นอยู่คล้ายสัตว์ แล้วค่อยพัฒนาตีขึ้นมาเป็นยุกต์ๆ เรื่อยมาจนเป็นมนุษย์ปัจจุบัน

** ส่วนนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน

*** พระพุทธศาสนากล่าวว่า โลกนี้เกิดมานานแสนนานแล้วจนนับจำนวนปีไม่ถ้วน คือตั้งแต่โลกนี้ยังเป็นวัตถุที่ละเอียดเป็นของเหลว
และสัตว์(มนุษย์โลกละสัตว์เดรัชฉาน) ยังมีกายที่ละเอียดล่องลอยอยู่ในอากาศ หาได้อาศัยบนผิวโลก เมื่อโลกเริ่มเย็นพอที่จะอาศัยได้ สัตว์เหล่านั้นก็ลงมาเกิดเองเป็นกายที่หยาบขึ้น

วิทยาศาสตร์กว่าว่า โลกนี้เป็นก้อนวัตถุที่แข็งประมาณ สองพันหรือสามพันล้านปี จากการตรวจสอบอายุของก้อนหินที่แข็งตัว แต่ไม่สามารถพิสูจน์อายุของก้อนหินก่อนสภาพที่จะเป็นหิน ซึ่งอาจเป็นสภาพอื่นที่สลายจากก่อนหนิเก่ามาเป็นก่อนหินใหม่หลายร้อยหรือหลายพันรอบมาแล้วก็ได้ เพราะผิวโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยอย่างช้าๆ จากหินเหลวระยะเกิดโลกตอนต้นแล้วก็เป็นหินแข็งบนผิวโลก หลังจากนั้นก็ยุบตัวลงอย่างช้าๆ ลงใต้ผิวโลกกลายเป็นลาวาแล้วถูกดันขึ้นมาบนผิวโลกเย็นตัวลงเป็นหินแข็ง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบหินที่แข็งบนโลกที่มีอายุมากที่สุด ประมาณสองหรือสามพันล้านปีเท่านั้น ซึ่งอาจมีหินที่แข็งแต่เกิดก่อนหน้านี้ก็ได้ถ้าไม่เป็นลาวาและกลายเป็นดินไปเสียก่อน ที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาไม่เจอ

** ส่วนนี้จึงยังไม่ขัดแย้งกันทั้งหมด


โดย เณรน้อยเจ้าปัญญา [10 ก.ค. 2545 , 14:29:24 น.] ( IP = 203.170.128.73 : : )


  สลักธรรม 9

WoW!....WoW! ตามมาอ่านอีกก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีก ..ท่านเณรน้อยฯท่านเจ้าปัญญาสมชื่อเลยนะคะ วิเคราะห์เจาะลึก เทียบเคียงกับวิชาการทางโลกเสียจนแจ่มกระจ่างเลยค่ะ...ขอWoW! อีกที

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2545 , 12:35:09 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 10

อ้าวน้องกิ้ฟอย่าลืมซิกั้บว่าผมเด็กวิทย์นะครับ ปทุมคงคาพาเก่งแบบนี้นะครับแต่มันต้องอาศัยเหตุอดีตส่วนตัวจริงๆๆๆๆอิอิอิ WOW !!!

โดย เณรน้อยเจ้าปัญญา [11 ก.ค. 2545 , 14:09:31 น.] ( IP = 203.146.128.155 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org