
..ท่องไปในไตรภพ.
.ไตรภพคือ ภพทั้ง 3 มีกล่าวในพุทธศาสนา ภพทั้ง 3 อยู่ในจักรวาลๆ หนึ่ง ภพทั้ง 3 คือ
1 กามภพ
2. รูปภพ
3. อรูปภพ
ภพทั้ง 3 นั้นจะมีการกล่าวต่อไปดังบทความข้างล่าง .
..ท่องไปดินแดนมนุษย์ ดินแดนมนุษย์เป็นดินแดนที่มีรูปหยาบ
มนุษย์อาศัยอยู่บนผิวก้อนดินกลมๆ เรียกว่าโลก มีน้ำ มีอากาศ มีต้นไม้ มีสัตว์เดรัชฉาน อยู่บนผิวโลก
สิ่งมีชีวิตในโลก อาศัยแสงสว่างจากดวงไฟ ที่ก้อนดินหรือโลกหมุนรอบลูกไฟนั้น ลูกไฟนั้นคือดวงอาทิตย์
ความจริงแล้ว โลกที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เหมือนมนุษย์ สัตว์เดรัชฉาน หรือต้นไม้ ในจักรวาลนี้มีอยู่หลายก้อนดิน
แต่เมื่อเปรียบเทียบระยะระหว่างก้อนดินทีมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่นั้น กับมนุษย์โลก นั้นมันชั่งห่างไกลกันมากๆ จนไม่สามารถดินทางธรรมดาไปถึงกันได้
จะมากล่าวถึงมนุษย์โลกในสุริยะจักรวาลนี้เพียงโลกเดียว
ที่พระพุทธเจ้าสามารถอุบัติขึ้นได้เพราะมนุษย์โลกนี้ ในบางช่วงบางโอกาส สามารถพัฒนาจิดใจรับรสพระธรรม เข้าใจในธรรมแตกฉานจนหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่น ถึงอมตะนิพพานได้
และอายุขัยของมนุษย์แต่ละช่วงแต่ละยุกต์ ก็ไม่เท่า อายุขัยของมนุษย์ช่วงที่น้อยที่สุดคือ 10 ปี อายุขัยของมนุษย์ช่วงที่มากที่สุด ก็มากมายเสียเหลือเกิน
มนุษย์ในปัจจุบันนี้มีอายุขัยอยู่ในช่วง 75 ถึง 100 ปี กล่าวถึงในภาพรวมของมนุษย์โลกใบนี้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสติปัญญา รู้จักคิด รู้จักเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร รู้จักสร้างปัจจัย 4 ให้กับตนเอง คือ
1 ที่อยู่อาศัย
2 อาหาร
3 เคื่รองนุ่งห่ม
4 ยารักษาโรค
ด้วยความที่มีสติปัญญามนุษย์สามารถ
สร้างปัจจัย 4 ได้วิจิตรพิศดาร ด้วยการวิเคราะห์
ศึกษาร่วมกันสืบต่อกันมา มนุษย์อยู่รวมกันเป็น
สังคม คือเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ปู ยา ตา ยาย
แล้วรวมกันเป็นหมู่บ้าน เป็นเมืองขึ้นมา มนุษย์
สามารถสร้างดัดแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นระบบ
เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ และป้องกันตนเองได้ มนุษย์ไม่เบียดเบียนกันเองจนโหดร้ายจนทำลายล้างกันทั้งหมด ด้วยความมีสติปัญญาของมนุษย์ มนุษย์จึงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งบันเทิง สิ่งที่สร้างความสนุกความสุขได้อย่างมากมาย
โดยใช้การแลกเปลี่ยนซึ่งกันละกันด้วยสิ่งของ และพัฒนาเป็นเงินตรา ไว้เพื่อการแลกเปลี่ยนเพื่อปัจจัย 4 และแสวงหาความสะดวกความสุขและความพึงพอใจตามยุคตามสมัย
ถึงแม้มนุษย์จะเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่มีรูปร่างเล็กใหญ่ผิวพรรณแตกต่างกันบ้าง ตามเผ่าพันธุ์ของมนุษย์นั้น แม้แต่ในความเป็นอยู่ของหมู่มวลมนุษย์เอง ก็มีความแตกต่างกัน และเลื่อมล้ำกันมากมาย
ตามภูมิประเทศและตามสังคมของมนุษย์ มนุษย์จึงแบ่งเป็นวรรณะ ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ และ ทาส หรือเป็นชนชั้นคือ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ชนชั้นต่ำ หรือเป็นชาวป่าเถื่อนที่ไม่มีวัฒนธรรม และชาวเมืองที่สีวิไล
ดังนั้นมนุษย์หาได้มีความสุขเสมอเหมือนกันไม่ ส่วนการหาเลี้ยงชีพของมนุษย์ก็ต่างกันแบ่งเป็นอาชีพ คือ กรรมกร การเกษตร การค้าขาย
การใช้วิชาความรู้ การวิเคราะห์หาความรู้ การบริหารละการปกครอง และมนุษย์มีภัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การแก่ การเจ็บ และการตาย
มนุษย์ทุกผู้ทุกคนเมื่อเกิดมา ก็ต้องแสวงหาความสะดวก และความสุข
ดังนั้นมนุษย์จึงมีการชิงดีชิงเด่นกันและกัน เบียดเบียนกัน ทำร้ายกัน ฆ่าฟันกัน เป็นครั้งเป็นคราว จึงบังเกิดมีมนุษย์ชั่วมนุษย์ดี และมีที่กักขังมนุษย์กันเอง
มีการทำโทษกันตามกฏบัญญัติของมนุษย์ แต่มนุษย์เบียดเบียนสัตว์เดรัชฉานเป็นอาจิณ เพื่อ เป็นอาหาร เครื่องนุงห่ม ยารักษาโรค เพื่อความสะดวกและความบันเทิงความพึ่งพอใจ บางครั้งมนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติที่แวดล้อมตนเอง
.