มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร่มธรรม (๒๓)





การปลงภาระ
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ


ตอนที่ผ่านมา

ตลอดเวลาที่พระศาสดาประทับอยู่ ณ เวฬุวันนั้น ท่านฤาษีสันตบทได้ไปฟังพระธรรมเทศนาทุกเวลาเย็น เสร็จแล้วก็เข้าเฝ้าพระศาสดาบ้าง บางวันก็แวะไปสนทนากับพระมหาสาวกเช่นพระสารีบุตรพระอานนท์ เป็นอาทิ

จากการได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธองค์ก็ดี จากการสนทนาวิสาสะกับพระสงฆ์ผู้มีศีลบริสุทธิ์ก็ดี ท่านฤาษีมองเห็นความสว่างว่าการบรรพชาในสำนักพระศาสดาเป็นทางที่ประเสริฐที่สุด ชีวิตของท่านได้คุ้นกับธรรมชาติมามากแล้ว จิตใจโน้มไปในวิเวกเป็นประจำอยู่แล้ว และได้คุณสมบัติเบื้องสูงชั้นโลกียะแล้ว เหลือแต่การทำลายกิเลสให้สิ้นเชิงเท่านั้น

เมื่อกลับมาถึงท้องถ้ำเชิงภูเขาเวภาระนั้น ท่าฤาษีได้พิจารณาถึงความเป็นของชีวิตมนุษย์ และพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชีวิต แก่โลก แก่สัตว์ที่มีชีพทุกภูมิภพ

ท่านมองออกไปภายนอกถ้ำ ส่งกระแสจิตออกไปสำรวจดูเพื่อนผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บตายทั้งหลายแล้ว ได้ความรู้สึกเสมือนว่า สัตว์ทั้งหลายถูกขังอยู่ในกรงใหญ่ คือบ้านเมือง ไม่มีผิดกับสัตว์ที่เขาขังไว้ในสวนสัตว์สำหรับดูเล่น ร่างกายและจิตใจของมันห่างไกลจากธรรมชาติที่เคยเกิดอยู่เสมอ จึงเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ดิ้นรน คนทั้งหลายก็ทำนองนั้น ยิ่งอยู่ในบ้านเมืองใหญ่เท่าไรก็ยิ่งไกลธรรมชาติมากเท่านั้น ยิ่งห่างไกลธรรมชาติมากเท่าใด จิตใจของเขาก็ยิ่งโหดเหี้ยม ทารุณ เห็นแก่ตัวจัด ห่างเหินจากธรรม ขาดความเอื้อเฟื้อการุณย์

อะไรเล่าจะช่วยดับความกระวนกระวายของเพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย นอกจากพระธรรม น่าจะทำหน้าที่เผยแผ่ธรรม-งานอันเป็นมหากุศลอย่างจะหาอะไรเปรียบปานได้ยาก พระบรมศาสดาก็ทรงรับรองว่า

- การให้ธรรมย่อมชนะการให้ทุกอย่าง

- รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง

- ความยินดีในธรรมชนะความยินดีอื่นใดทั้งหมด การแผ่ธรรมานุภาพเท่ากับการแผ่สันติสุขให้แก่โลก ผู้เผยแผ่ธรรมย่อมเป็นนักบุญไปในตัว มีความปลาบปลื้มใจเป็นผลกำไรแห่งชีวิต

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [7 ส.ค. 2552 , 07:53:26 น.] ( IP = 58.8.46.148 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในวันรุ่งขึ้น ท่านฤาษีสันตบทเข้าเฝ้าพระศาสดาแสดงความจำนงขออุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาทรงมอบหมายให้พระมหากัสสปะเป็นอุปฌายะ เมื่ออุปสมบทแล้วท่านมีนามว่า สันตปโท ภิกฺขุ หรือพระสันตบท ท่านดำเนินชีวิตตามรอยบาทแห่งพระอุปฌายะ คือชอบอยู่ในเสนาสนะป่า ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะแต่พิเศษออกไปอย่างหนึ่งคือมีความตั้งใจเผยแผ่พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อประโยชน์แก่มหาชนผู้น่าสงสาร

คืนหนึ่ง ณ ถ้ำบริเวณภูเขาคิชฌกูฏ ขณะที่พระสันตบทนั่งสงบอยู่ในสมาธิอันลึก เวลานั้นประมาณปลายมัชฌิมยาม เสียงโหยหวน ครวญครางร้องเรียกขอความช่วยเหลือก็หวาดแว่วมากระทบโสตประสาทของท่าน เสียงนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามา จนเหมือนโหยหวนอยู่ใกล้ท่านสัก ๒ วา พระสันตบทลืมตาขึ้น เห็นร่างหนึ่งนั่งตัวสั่นอยู่ใกล้ประมาณ ๒ วา ร่างนั้นโชกด้วยเลือด ยกมือขึ้นประณมพูดว่า “ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิดท่าน” พระสันตบทกำลังจะเอ่ยถามก็พอดีมีเสียงกังวานขึ้นว่า

“รบกวนพระ, ไป”

พอสิ้นเสียง ร่างนั้นก็หายไปด้วย

พระสันตบทจึงรู้ว่ากายนั้นไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นกายทิพย์ในภพใดภพหนึ่ง ท่านจึงเข้าสมาธิตามไป ไม่นานนักก็ได้รู้แจ้งว่า

ประมาณ ๕๐๐ ปีเศษมาแล้ว สัตว์ผู้มาขอร้องขอความช่วยเหลือนั้นเคยเป็นผู้บัญชาการทหารอยู่ ณ เมืองราชคฤห์นี่เอง เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดทางทหาร แต่ไม่ค่อยได้ออกรบมากนัก เพราะสมัยนั้นว่างจากศึกสงคราม เขาจึงใช้ชีวิตสำราญบานใจและประกอบกิจการค้ามากหลาย จนมั่งคั่งร่ำรวย ส่วนมากก็ให้บริวารกระทำ แต่ตัวเองซ่อนอยู่เบื้องหลัง รายได้ส่วนใหญ่เป็นของเขา นอกจากนี้ยังมีวิธีโกงอีกมากมาย ที่รวมเรียกว่าฉ้อราษฎร์ บังหลวง ไม่นานนักก็มีที่ดินทรัพย์สินล้นเหลือ เนื่องจากมีอำนาจมากอยู่ในแผ่นดิน จึงไม่มีใครกล้าทำอะไร ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็รู้

แต่ชีวิตมนุษย์เป็นของไม่ยาวนานนัก เมื่ออายุเพียง ๖๐ เขาก็ตาย มีเจ้าหน้าที่ทางยมโลกมานำเขาไปคุมขังไว้ ณ แดนอันมืดมิดมองไม่เห็นอะไร และลงโทษเขาโดยวิธีต่างๆ ทั้งเฆี่ยนตี ทุบ แทงเพื่อให้สาสมแก่กรรมที่เขาเคยทำไว้ในโลกมนุษย์ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่เขาสะสมไว้มากมายนั้นช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย เขาจะต้องทนทรมานอยู่ในนรกนั้นถึงสองพันปีจึงจะพ้นกรรม

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [7 ส.ค. 2552 , 07:54:18 น.] ( IP = 58.8.46.148 : : )


  สลักธรรม 2

พระสันตบทรู้เห็นแล้วเกิดธรรมสังเวช อนิจจา! สัตว์ทั้งหลายมุ่งแต่ความสุขเฉพาะหน้าเพียงเล็กน้อย และระยะสั้น หารู้ไม่ว่าจะต้องไปทนทรมานชดใช้กรรมในระยะยาวปานใด เขาไม่รู้เอง ไม่เห็นเองก็พอทำเนา แต่ผู้ที่รู้เห็นบอกแล้วเตือนแล้วก็ไม่เชื่อเสียอีก หาว่าเขาหลอกเหมือนนิทานหลอกเด็ก จะช่วยคนพวกนี้อย่างไร ให้พวกเขาได้วางมือจากทุจริตคดโกง ฉ้อราษฏร์บังหลวง สัตว์ทั้งหลายย่อมมีกรรมเป็นของๆ ตน ทำไว้อย่างใดต้องได้รับอย่างนั้น ใครเล่าจะช่วยได้ เมื่อเขาไม่คิดช่วยตัวเอง คนอื่นเพียงช่วยชี้ทางเท่านั้น

พระสันตบทบำเพ็ญเพียรอยู่ไม่นานนัก ก็ได้สำเร็จกิจที่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธามุ่งหมาย กล่าวคือพระอรหัตตผลเป็นพระอริยบุคคลอันดับหนึ่งอันดับหนึ่งในพระศาสนาแห่งพระชินเจ้าได้รับความเบิกบานเต็มที่เต็มความประสงค์ รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์ชนิดที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย

อันว่าบุคคลแบกภาระหนักมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งหนักและเหน็ดเหนื่อย เมื่อวางภาระนั้นเสียได้เพราะหมดหน้าที่ หรือเพราะเหตุใดก็ตามย่อมรู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายฉันใด การวางภาระคือกิเลสลงได้ก็ฉันนั้น แม้ขันธภาระจะยังเหลืออยู่ก็สักแต่ว่าซาก เสมือนเชื้อเพลิงที่ดับมอดแล้วเหลืออยู่เพียงขี้เถ้าไม่อาจจุดให้ติดขึ้นได้อีก

ผู้เช่นนั้นชื่อว่าได้รับปริญญาอันสมบูรณ์แบบตามความหมายแห่งพระพุทธศาสนา สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ภิกษุ ทั้งหลาย! เราจะแสดงปริญเญยยธรรม และปริญญาแก่เธอทั้งหลาย ก็อะไรเล่าคือปริญเญยยธรรม? รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นี่แลเราเรียกว่าปริญญเญยยธรรม เพราะควรกำหนดรู้

“ภิกษุทั้งหลาย! ควรสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ เพราะได้กำหนดรู้ขันธ์ ๕ นั้น เราเรียกว่าปริญญา”

บัดนี้ พระสันตบทได้ถึงแล้วซึ่งการสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ และโมหะ กิจของท่านเสร็จแล้ว เหลืออยู่แต่เพียงการบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น อันเป็นหน้าที่ของผู้มีใจกรุณาเป็นวิหารธรรม

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [7 ส.ค. 2552 , 07:54:41 น.] ( IP = 58.8.46.148 : : )


  สลักธรรม 3

มองไปทางสำนักสันติธรรมาลัย โชติมันต์และรามินทร์นั่งสนทนาอยู่กับอาจารย์สุธรรมเทวะ

โชติมันต์กล่าวขึ้นว่า

“เมื่อคืนนี้ กระผมและรามินทร์ได้ออกเดินดูบ้านเมืองตั้งแต่ประทีปโคมไฟถูกจุดขึ้นตามมุมถนนต่างๆ กว่าจะกลับบ้านก็จวนสิ้นปฐมยาม (ประมาณ ๓ ทุ่มครึ่ง) ได้เห็นเหตุการณ์มากหลายที่ให้เกิดความรู้ แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องน่าเศร้าใจมากกว่าน่าดีใจ กระผมได้เห็นคนมั่งมีแต่งกายอย่างสวยงามด้วยเสื้อผ้าราคาแพงจากแคว้นกาสี นั่งบริโภคอาหารตามร้านขายอาหารใหญ่ๆ มีสุราอาหารอย่างดี กินกันอย่างฟุ่มเฟือย พลางสนุกสนานเฮฮา แต่ภาพที่ติดกันอย่างยิ่งก็คือใกล้ๆ ร้านอาหารนั่นเอง จะเห็นคนยากจนผ่ายผอมอยู่เกลื่อนกล่น ถือภาชนะคอยขอเศษอาหารบ้าง นอนหมดแรงเพราะความหิวอยู่ตามทางเท้าบ้าง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเสื้อใส่ปล่อยร่างกายท่อนบนเห็นซี่โครงบานเหมือนกลอนเรือน

กระผมและรามินทร์คิดกันว่า ทำอย่างไรหนอให้ความเป็นอยู่ของคนสองชั้นนี้ มีช่องว่างที่แคบกว่านี้อีกสักเล็กน้อยไม่ห่างไกลกันเกินไป คนมั่งมีเหล่านั้นส่วนมากเป็นผู้บริหารบ้านเมืองระดับแนวหน้า หรือมิฉะนั้นก็เป็นพ่อค้า ซึ่งคนสองพวกนี้กระผมทราบมาว่าต่างกันเพียงอาชีพเท่านั้น แต่เขาเป็นพวกเดียวกันเพราะต้องอาศัยกันอยู่มาก”

“โชติมันต์!” ท่านอาจารย์สุธรรมเทวะกล่าว “คนในเมืองเรานั้นที่มั่งมีก็มั่งมีเหลือหลาย ฟุ่มเฟือยถึงขนาด แต่ที่ยากจนก็แสนเข็ญ การที่คนมั่งมีซึ่งมีอยู่จำนวนน้อย หาความสุขใส่ตัวอย่างไม่เหลียวหลังนั้น ทำให้คนยากจนมีความกระหายใคร่หาความสุขอย่างนั้นบ้าง เพราะมีสิ่งล่อใจให้เห็นเต็มตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมยั่วให้ความอยากโพลงขึ้น เมื่อได้จุดชนวนความอยากขึ้นแล้ว ไม่อาจดับได้ก็ต้องพยายามหา หากหาไม่ได้โดยสุจริตก็ต้องปล้น ต้องขโมยทรัพย์สินของคนมั่งมี ซึ่งคนมั่งมีบางคนก็ปล้นคนอื่นมาเหมือนกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่เป็นการปล้นที่แนบเนียนและปล้นคนทั้งเมือง

“หากคนมั่งมีโดยสุจริต แทนที่จะหาความสุขจากความฟุ่มเฟือยอย่างนั้น มาหาความสุขโดยการสงเคราะห์คนยากจน ก็น่าจะมีความสุขใจกว่า ปีติปราโมชไปนานกว่าเป็นบุญกุศลที่จะติดตามตนไปได้อีกด้วย

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [7 ส.ค. 2552 , 07:55:06 น.] ( IP = 58.8.46.148 : : )


  สลักธรรม 4

“เรื่องนี้ผู้รับผิดชอบในการปกครองประเทศ เช่นมหาอำมาตย์เสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องทำตนเป็นตัวอย่าง แสวงหาเกียรติโดยการประพฤติสุจริตต่อประชาชนและประเทศชาติ ทำตนให้ประชาชนนับถือ ไม่ใช่มัวแข่งขันกันแต่ในความร่ำรวย แข่งขันกันแต่เรื่องหาเมียว่าใครจะได้มากกว่ากัน

“การทำดีต่อประชาชนนั้นไม่ใช่ของยาก เพราะคนที่อยู่ในฐานะสูง ประชาชนพร้อมจะให้เกียรติและเชื่อฟังอยู่แล้ว ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าขอให้ทำตนให้ประชาชนเชื่อในความสุจริต

“เมื่อพยายามทำทุกอย่างเพื่อประชาชนแล้วประชาชนจะต้องคุ้มครองรักษาไม่ให้ลำบาก นอกจากนี้ยังมีสุจริตธรรมช่วยคุ้มครองรักษาอีกชั้นหนึ่ง แต่คนใหญ่คนโตส่วนมากลืมนึกถึงเรื่องนี้ เมื่อมีอำนาจแล้วก็เมาแต่อำนาจ โมหะจริตครอบงำเสียจนลืมตาไม่ขึ้น แสงสว่างถึงมีอยู่ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่คนประเภทไม่ลืมตา

“คนพวกนี้ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ได้เพราะประชาชนแต่เขายังมีกิริยาอาการดูหมิ่นประชาชนเสียอีก

“จะมีหนทางแก้ไขอย่างไรครับ-ท่านอาจารย์” รามินทร์ถาม “ให้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพที่ดีกว่านี้ ให้คนส่วนมากอยู่ในฐานะที่พอเลี้ยงตัวได้ ไม่เดือดร้อน ให้คนอยู่ในฐานะที่พอๆ กัน มั่งมีหรือยากจนกว่ากันไม่มากนัก”

“สภาพแห่งภารตวรรษของเรานั้น ไม่เพียงแต่ราชคฤห์แห่งเดียวเมืองไหนๆ ก็อยู่ในสภาพอย่างนี้ทั้งนั้น วิธีแก้นั้นมีอยู่ แต่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย และอย่างน้อย ๘ คนใน ๑๐ คน ต้องมีใจเป็นธรรม วางธรรมแห่งครอบครัว ธรรมแห่งสังคมและธรรมของบ้านเมืองไว้และปฏิบัติตามธรรมที่วางไว้นั้น

“อย่างน้อย ๘ ใน ๑๐ คนต้องเป็นคน เสียสละเพื่อส่วนรวม มีความเพียรชอบ มีความกตัญญู มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเอง ต่อมารดาบิดา ต่อหน้าที่การงานและต่อบ้านเมือง ไม่ใช่ ๘ ใน ๑๐ คนเป็นคนเห็นแก่ตัว ทำลายทุกอย่างที่ขวางผลประโยชน์ของตัวเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตัว แสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตัวโดยไม่เหลียวแลความแร้นแค้นลำเค็ญของคนอื่น

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [7 ส.ค. 2552 , 07:55:25 น.] ( IP = 58.8.46.148 : : )


  สลักธรรม 5

“พระราชาพิมพิสารของเรานั้น ทรงเป็นพระราชาที่ดีที่สุดน่าเคารพเทิดทูนเป็นที่สุด แต่พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองพระองค์เดียวเมื่อไร พวกต่างพระเนตรพระกรรณนั่นแหละที่ชอบประพฤติตนเป็นเหลือบสูบเลือดประชาชน มีการโกงซึ่งหน้า แอบโกง กระซิบโกงมากมาย ประชาชนบางพวกอยากให้งานของตนสำเร็จลุล่วงไปโดยรวดเร็วก็ย่อมอุทิศเลือดให้พวกเจ้าหน้าที่กระหายเลือดทั้งหลายสูบเอาไปวันละเล็กวันละน้อย เมื่อประชาชนส่วนมากผอม บ้านเมืองก็ผอม เพราะประชาชนนั่นเองเป็นเลือดเป็นเนื้อของบ้านเมือง

“เวลานี้ดีขึ้นบ้างแล้ว เพราะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มีส่วนช่วยล้างจิตใจที่โสมมของคนใหญ่คนโตบางคนให้สะอาดได้บ้าง แม้เป็นครั้งคราวก็ยังดี” ท่านสุธรรมเทวะกล่าวในที่สุด

บ่ายวันนั้น (ประมาณ ๑๖.๐๐ น.) ที่หลังบ้านของท่านราเมศร์ ๓ สาว คือ สุมิตตา รังสิมา และรามิตา นั่งสนทนากันอยู่ในสวน เธอนำเสื่อมาปูบนพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่มใต้ต้นข่อยที่ได้รับการตกแต่งให้เป็นรูปยูงรำแพน

สถานที่นั้นร่มรื่น

สุมิตตากำลังถักถุงไหมสำหรับใส่หากปณะ

รังสิมานั่งร้อยดอกไม้เพื่อให้มารดานำไปถวายพระในเวลาเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก

รามิตา กำลังชุนผ้าเก่าเพื่อมอบให้คนยากจนที่มักจะมาขอเครื่องนุ่งห่มที่ประตูบ้านเสมอ

ทั้งสามสนิทสนมกัน รักกันเหมือนพี่น้อง

“พี่ชายฉันเวลานี้พูดถึงแต่รังสิมา” รามิตาเอ่ยขึ้นตอนหนึ่ง

“เป็นสื่อหรืออย่างไร? สุมิตตาเงยหน้าขึ้นถามเพื่อน ท่าทางล้อเลียน

“เปล่า-เปล่าจริงๆ ฉันพูดความจริงต่างหาก” รามิตารีบปฏิเสธคำกล่าวหาของเพื่อน

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [7 ส.ค. 2552 , 07:55:50 น.] ( IP = 58.8.46.148 : : )


  สลักธรรม 6

รังสิมายังคงร้อยดอกไม้ด้วยอาการสงบ หน้าแดงขึ้นหน่อยหนึ่ง เมื่อรามิตาพูดว่า

“ถ้าฉันได้พี่สะใภ้อย่างรังสิมา ฉันรักตายเลย”

“รังสิมาเขาไม่มีหัวใจให้ใครอีกแล้ว” สุมิตตาว่า

“นั่นนะซี, ฉันว่าพี่ชายฉันจะอกหักครานี้” รามิตาพูด

“รามินทร์ก็รู้อยู่แล้วมิใช่หรือ?” สุมิตตาถาม “ว่าเพื่อนฉันกับโชติมันต์เขา-----”

ยังไม่ทันจบประโยค ฝ่ามือของรังสิมาก็เผี๊ยะลงไปบนแขนของสุมิตตา มีผลให้สองสาวหัวเราะชอบใจขึ้นพร้อมกัน รังสิมาพลอยหัวเราะไปด้วย แต่เจือด้วยความละอาย

“เขารู้, ทำไมจะไม่รู้” รามิตาว่า “แต่เขาบอกว่าห้ามใจไม่ไหว ไม่รู้เป็นอะไรกันมาแต่ชาติไหน พอเห็นครั้งแรกก็ชอบจนคืนนั้นเอาไปนอนฝัน”

“ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ” สุมิตตาถาม

“ยิ่งกว่านั้นอีก” รามิตาพูด

“มีอะไรอีก?”

“นอนละเมอเสียอีกด้วย”

“อ้าว, ทำไมเธอทราบล่ะ?” สุมิตตาถาม

“ก็นอนห้องติดกันกับฉัน—ฉันได้ยิน”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [7 ส.ค. 2552 , 07:56:15 น.] ( IP = 58.8.46.148 : : )


  สลักธรรม 7

“ละเมอว่าไง?”

“อย่าให้เล่าเลย—อาย” รามิตาพูดแล้วหัวเราะ

“เป็นเอามาก” สุมิตตาเปรย “สงสัยวานน้องสาวเป็นแม่สื่อแน่เลยแบบนี้ละก็”

“ไม่-ไม่จริงๆ” รามิตาปฏิเสธ “เพียงแต่พูดถึงวันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยหน ถ้าเราไม่ชอบรังสิมา เราคงอาเจียนตายไปแล้ว นี่ดีว่าเราก็ชอบรังสิมาด้วย

“ขอบใจ รามิตา” คำแรกที่รังสิมาพูด “ฉันก็ชอบเธอ ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นคนซื่อตรงไม่มีลับลมคมใน”

“แล้วฉันล่ะ รังสิมา?” สุมิตตาเขย่าแขนเพื่อนพลางถาม

“เหมือนกัน” รังสิมาตอบ “ฉันรู้สึกมีความสุขจริงๆ ที่ได้เพื่อนอย่างเธอทั้งสอง ที่สาวัตถีฉันไม่มีเพื่อนอย่างนี้เลย”

“ดีจังเลย” รามิตาอุทาน “เราต้องดึงรังสิมาให้อยู่กับเราให้ได้นะ สุมิตตา”

“ต้องดึงอีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นเพียงเรือพ่วง เรือจูงอยู่ก็คงอยู่” สุมิตตาว่า

“เออ, จริงซินะ ต้องดึงคนโน้น” รามิตาพูด “เธอซิสุมิตตาดึงโชติมันไว้”

“ดึงเข้าซิ, รังสิมาเขาจะได้ฉีกอกฉัน” สุมิตตาว่าชายตามองเพื่อนสาวอย่างล้อเลียน

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [7 ส.ค. 2552 , 07:56:43 น.] ( IP = 58.8.46.148 : : )


  สลักธรรม 8

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2552 , 10:52:03 น.] ( IP = 125.27.172.101 : : )


  สลักธรรม 9

อ่านแล้วได้รับแต่ความชื่นใจ
กราบขอบพระคุณ และกราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [10 ส.ค. 2552 , 12:51:05 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.64 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org