มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร่มธรรม (๒๔)




โรคกาย โรคใจ
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ


ตอนที่ผ่านมา

“พูดเล่นหรือพูดจริง?” รังสิมาถามเพื่อนสาว

“พูดเล่นหรอกแม่พระเอ๋ย” สุมิตตาพูด ดึงแขนของรังสิมา มากอด “ช่างน่ารักอะไรอย่างนี้ แถมน่านับถือเสียอีกด้วย”

“ดูคุณแม่ของเขาซิ น่าเคารพเหลือเกิน แม่ลูก ไม่ไกลกันหรอก” รามิตาออกความเห็น

“พูดเล่นก็แล้วไป” รังสิมาพูด “หากพูดจริงฉันจะเสียใจมาก”

“เพราะอะไรคะ?” สุมิตตาถาม

“เพราะฉันรักเธอทั้งสองมาก รักพอๆ กับตัวฉันเอง สิ่งใดที่ฉันรัก หากเธอทั้งสองต้องการจริง ฉันพร้อมจะเสียสละให้ทุกอย่าง”

“ฟังพูดซิ” รามิตาพูด “อย่างนี้จะไม่ให้พวกเรารักได้อย่างไร นี่ขนาดพวกเราเป็นหญิงด้วยกันยังหลงถึงขนาดนี้ฉันเห็นใจพี่ชายฉันเหมือนกันที่ต้องพร่ำถึงแต่รังสิมาอยู่ทุกวัน”

“ว่าแต่คนอื่นไปเถอะ เธอสองคนน่ะมีใครพร่ำถึงมั่งหรือเปล่า?”

“ไม่มี” สองสาวรีบปฏิเสธพร้อมกัน

“อย่า-อย่ามาปากแข็งหลอกกัน ถึงฉันจะเป็นคนบ้านนอกก็พอดูออกหรอกว่าอะไรเป็นอะไร สุมิตตานี่แหละสำคัญนักเชียว” รังสิมาพูดท่าทางขึงขัง แต่ดวงตาของเธอมีแววอ่อนโยน ใครๆ มองดูก็รู้

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:45:12 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

“บอกมาเสียดีๆ” รังสิมาพูดต่อ “มีอะไรกับใครที่ไหน”

“ฉันไม่มี” สุมิตตาพูด

“แล้วคนอื่นละ?”

“ไม่ทราบ”

“ไม่ทราบได้หรือ ตบมือข้างเดียวดังเมื่อไรล่ะ”

“เธอรู้ก็บอกมาซิ” สุมิตตาพูดเสียงอ่อย

“ฉันไม่รู้” รังสิมาว่า

“ขู่เล่นไปยังงั้นเอง เผื่อจะรับออกมาจริงๆ จะได้สนุก”

“แหม โล่งอกไปที” สุมิตตาว่า “ทีหลังอย่าล้อเล่นอย่างนี้อีกเพื่อนรัก คนยิ่งใจไม่ดีอยู่”

“ทำไมใจไม่ดี?” รามิตาซักต่อ

“ไม่รู้” สุมิตตาตอบ

“แสดงว่ามีอะไรอยู่ในใจละซี” รามิตาพูด

“เรื่องอะไรในใจน่ะ มีกันทุกคนแหละ” สุมิตตาตอบ “เว้นแต่จะมีมากหรือน้อยเท่านั้น ใครเขาจะบอกคนอื่นทุกเรื่อง”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:45:54 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : )


  สลักธรรม 2

กุรุพินทาเดินเข้ามา และนั่งลงใกล้ๆ รังสิมา

“กำลังคุยกันเพลินเชียวนะหลาน” เธอเอ่ยเป็นคำแรก

“มาลัยดอกไม้จวนเสร็จแล้วค่ะ” รังสิมาพูด

“ดี ร้อยได้สวยมาก” กุรุพินทาพูด พลางจับพวงมาลัยอย่างชื่นชม “เดี๋ยวเราจะได้เข้าไปในวัดกัน เอาดอกไม้ไปถวายพระพุทธเจ้า”

เมื่อทุกคนนิ่งอยู่ กุรุพินทาจึงถามว่า

“ฟังเทศน์ เป็นอย่างไรบ้าง”

“ถามใครคะ?” รามิตาถาม

“ถามทุกคนน่ะแหละ”

“รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้างค่ะ” สุมิตตาตอบ

“เช่นอะไรที่ไม่รู้?” กุรุพินทาถาม

สุมิตตานิ่งอยู่ขณะหนึ่งจึงตอบว่า

“เช่นที่พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่องโรค สองอย่าง คือโรคทางกายกับโรคทางใจว่า คนที่ไม่เป็นโรคทางกายหนึ่งปีบ้าง สองปีบ้าง จนถึงร้อยปีบ้าง ก็พอมี แต่ที่ปฏิญาณตนว่าไม่เป็นโรคทางจิตหรือทางใจ แม้เพียงครู่เดียวนั้นหาได้ยากมาก ยกเว้นพระขีณาสพ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:46:27 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : )


  สลักธรรม 3

“แล้วสงสัยตรงไหนล่ะคะ?”

“ประการแรกสงสัยว่าคนที่ไม่มีโรคทางกายเลยจนถึงร้อยปี จะมีหรือคะ? เท่าที่เห็นส่วนมากไม่มีโรคอะไรเลยสักปีหนึ่งก็บุญถมไปแล้ว”

“พระองค์คงหมายถึงสมัยที่คนอายุยืนเป็นพันปี หมื่นปี กระมังคะ ในสมัยที่คนอายุยืนถึงพันปี ร้อยปีก็เท่ากับสิบปีเวลานี้ หากสมัยที่คนอายุยืนถึงหมื่นปี ร้อยปีเวลานั้น ก็เท่ากับหนึ่งปีเวลานี้”

“พอเชื่อได้หรือคะ ว่า คนสมัยก่อนอาจมีอายุยืนถึงพันปีหมื่นปี?”

“อาจเป็นไปได้” กุรุพินทาตอบ “วันเวลาล่วงมานาน เรื่องของโลกอาจมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการนับวันเวลาด้วย พระพุทธองค์เคยตรัสถึงเรื่องภูเขาเวปุลละว่า เมื่อสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ภูเขาเวปุลละชื่อปาจีนวังสะ มนุษย์สมัยนั้นอายุยืนถึง ๔ หมื่นปี ใช้เวลาขึ้นลงภูเขานั้น ๘ วัน คือขึ้น ๔ วันลง ๔ วัน นี่ก็เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็คงเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของโลกนั่นเอง”

“แล้วเรื่องโรคทางใจล่ะคะ ที่พระองค์ตรัสว่าคนที่ปฏิญาณว่าไม่เป็นโรคทางใจแม้เพียงครู่เดียวก็หาได้ยาก เว้นพระขีณาสพ หมายความอย่างไรคะ?”

“หมายความว่า” กุรุพินทาตอบ “โดยปกติคนเราเป็นโรคทางจิต หรือทางใจอยู่ประจำ ท่านหมายความเอากิเลสนั่นเอง เช่นความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยา ความถือตัว เป็นต้น แต่ที่ไม่แสดงอาการก็เพราะยังไม่มีอะไรมายั่วให้กำเริบ หากมีสิ่งยั่วยวนก็กำเริบเห็นอาการทันที สรุปว่าโรคนั้นมีอยู่ แต่สยบอยู่เพราะไม่มีอารมณ์ที่แสลง ส่วนพระขีณาสพหรือพระอรหันต์นั้น ท่านหมดกิเลสแล้ว จึงหมดโรคทางใจ สิ้นข้าศึกทางใจ”

“ทำไมคนเราจึงต้องกลัวคะ?” สุมิตตาถามต่อ

“กลัวอะไร?” กุรุพินทาถาม

“กลัวอะไรต่ออะไรนี่แหละค่ะ รู้สึกว่ามีชีวิตอยู่อย่างหวาดหวั่น แม้จะมีความสุขอยู่แล้วก็ไม่มั่นใจว่าตัวจะมีความสุขต่อไป ยิ่งถ้ารู้ข่าวระแคะระคายว่าจะมีความทุกข์เพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งกลัวใหญ่ โดยความทุกข์นั้นยังมาไม่ถึงก็กลัว และทุกข์ไว้ล่วงหน้าตั้งนานๆ”

“เรื่องนี้ สาเหตุใหญ่ก็มาจากกิเลสเหมือนกัน” กุรุพินทาตอบ “คนที่ยังมีกิเลสอยู่ ย่อมจะต้องมีความกลัวเพราะจิตใจยังไม่มั่นคงพอ ยังห่วงโลก ยังต้องการอะไรๆ จากโลก กลัวว่าจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ กลัวว่าสิ่งต้องการที่ได้แล้วจะสูญเสียไป จึงอยู่ด้วยความหวาดหวั่น”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:47:03 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : )


  สลักธรรม 4

“ในระดับคนที่ยังละกิเลสไม่ได้ มีวิธีการอย่างไรจึงจะลดความกลัวให้ลดน้อยลงคะ?”

“ต้องฝึกหัดแนวคิดให้เป็นไปในทางที่ดีอยู่เสมอ เชื่อมั่นว่าตนจะต้องประสบผลดี ไม่คิดว่าตนเป็นคนโชคร้าย”

“หากโชคร้าย หรือเคราะห์ร้ายมันเกิดขึ้นจริงล่ะคะ?”

“ต้องมีอะไรดีที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเราแม้ในเคราะห์กรรมนั่นเอง อย่างน้อยเป็นบทเรียน ทำให้เราได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่าเหตุอย่างนี้ ก่อให้เกิดผลอย่างนี้ ผลอย่างนี้มาจากเหตุอย่างนี้ๆ ความรู้อย่างนี้เป็นความรู้อันประเสริฐ อนึ่ง ว่าตามความเป็นจริงแล้วเราไม่ต้องกลัวอะไร เราพยายามทำความดีให้ดีที่สุดเท่านั้น นี่คือหน้าที่ของเรา ส่วนอะไรมันจะเกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรา หรือไม่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องของเหตุอันสลับซับซ้อนซึ่งปัญญาญาณอย่างขนาดเราไม่อาจค้นให้พบได้ นอกจากพระบรมศาสดาผู้ทรงมีพระสัพพัญญุตาญาณอย่างลึกซึ้ง”

“ที่สำคัญก็คือว่า หากเราทำดีที่สุดแล้ว เราจะไม่เสียใจ, เพราะเราไม่อาจติเตียนตัวเราเองได้ว่าได้ประกอบกรรมอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ไว้ หากมีเรื่องจะต้องทุกข์ เราก็ดับมันได้ด้วยการปลอบใจตนเองในทางที่ถูก”

“ทำยากมากค่ะ” รามิตาพูด

“ต้องค่อยๆ ฝึกซิคะ” กุรุพินทาพูด “เราฝึกแนวจิตให้มองเห็นทุกอย่างมีประโยชน์แก่ตัวเราไม่โดยตรงก็โดยอ้อม อะไรที่มันจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิด บางทีก็พอแก้ไขทัน บางทีก็ห้ามไม่ได้ก็ต้องปล่อย ไม่ต้องหวาดหวั่น หรือกลัว ความกลัวทำให้วิตกกังวล ความกังวลก่อให้เกิดทุกข์และมันก็ฆ่าเราทีละน้อย เพื่อไม่ให้ความวิตกกังวลมันฆ่าเรา เราต้องฆ่ามันเสียก่อน

การนอนไม่หลับนั้นไม่ทำให้คนเสียสุขภาพแต่ประการใด แต่ความวิตกกังวลเรื่องนอนไม่หลับต่างหากที่ทำให้คนเป็นโรคเส้นประสาทมานักต่อนักแล้ว หากนอนไม่หลับแล้วทำงานเสีย งานอะไรก็ได้ที่เป็นสุจริตพอเหนื่อยเข้าก็หลับไปเอง การหลับนั้นแสดงว่าร่างกายต้องการพักผ่อน หากนอนไม่หลับก็แสดงว่า ส่วนมากก็คือคนที่ทำงานน้อย ยังไม่ถึงเวลาควรจะนอนก็เข้านอนตื่นแล้วร่างกายพักผ่อนพอแล้วก็อยากนอนต่อไปอีกมันก็ไม่หลับแล้วเดือดร้อนเรื่องนอนไม่หลับเข้าอีก ก็ยิ่งไปกันใหญ่”

“ดูตัวอย่างพระที่ท่านทำความเพียร เพื่อละกิเลส” กุรุพินทาพูดต่อไป “กลางวันไม่นอนเลย กลางคืนนอนเพียงยามเดียว “คือมัชฌิมยาม ก็ไม่เห็นเป็นอะไร

การนอนมากเสียอีกให้โทษแก่ร่างกาย นอนน้อยไปหน่อย หากจิตใจไม่กังวลก็ไม่มีปัญหาอะไร ระยะเวลายามหนึ่ง หากหลับสนิทจริงๆ ร่างกายก็ได้รับการพักผ่อนพอ ที่ว่านี้ไม่หมายถึงคนที่ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงกายมาก เช่นกรรมกรขุดถนน ช่างตีเหล็ก หรือคนทำงานอื่นๆ ซึ่งต้องออกแรงมาก ถ้าทำงานอย่างนั้น การนอนเพียงหนึ่งยาม (๔ชั่วโมง) ก็น้อยมาก ร่างกายสู้ไม่ไหว การดำเนินชีวิตนั้น ท่านสอนให้เดินสายกลาง ไม่ตึงเกิน ไม่หย่อนเกิน ให้พอเหมาะสมแก่ตน”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:48:08 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : )


  สลักธรรม 5

“โรคทางจิตมีความสำคัญมาก มีผลกระทบกระเทือนต่อร่างกาย มีคนอยู่ไม่น้อยที่พอไม่สบายใจ อาการแห่งโรคทางกายก็ปรากฏ เช่นหน้ามืด วิงเวียน ปวดศีรษะ นอกจากนี้ยังมีอาการทางกระเพาะอาหารอีกด้วย

“การทำจิตให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ นอกจากจะทำให้มีความสุขประจำวันแล้ว ยังเป็นการป้องกันโรคทางกายอันมีสาเหตุมาจากจิตอีกด้วย”

สุมิตตากล่าวขอบคุณกุรุพินทา ที่กรุณาอธิบายให้เข้าใจ

รังสิมาถามว่า “มีอีกข้อหนึ่งค่ะ คือที่พระพุทธองค์ ตรัสว่า ความรักเกิดจากความรักก็มี, ความโกรธเกิดจากความรักก็มี, ความรักเกิดจากความโกรธก็มี, ความโกรธเกิดจากความโกรธก็มี หมายความว่าอย่างไรคะ?”

“ดูเหมือนพระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้แล้วมิใช่หรือ?” กุรุพินทาถาม

“ใช่ค่ะ แต่จำไม่ได้ ตอนนั้นใจไม่ค่อยแน่วแน่ค่ะ กรุณาอธิบายซ้ำอีกทีเถอะค่ะ”

ทุกคนหัวเราะชอบใจคำสารภาพของรังสิมา

กุรุพินทากล่าวว่า

“ประการแรก ความรักเกิดจากความรักนั้น มีอธิบายว่าสมมุติว่าเรารักนาย ก.อยู่ หากใครคนใดคนหนึ่งมาพูดถึงนาย ก.ด้วยความนิยมชมชอบ เราก็รู้สึกชอบคนนั้นไปด้วย หรือเราอาจรักคนนั้นด้วยเพราะเราและคนนั้นมีจิตใจตรงกัน”

“เป็นอย่างนั้นเสมอไปหรือคะ?” รามิตาถาม “บางคนอาจไม่ชอบให้ใครมารักคนที่เรารักก็มี ใช่ไหมคะ?”

“มีเหมือนกัน แต่คนละแบบนี่คะ” กุรุพินทาว่า “ตัวอย่างเช่นรามินทร์พี่ชายของเธอ เธอรักพี่ชายไหม?”

“รักค่ะ”

“หากใครสักคนหนึ่งมารักพี่ชายของเธอด้วย เธอจะชอบคนนั้นไหม?”

“ชอบค่ะ”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:48:35 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : )


  สลักธรรม 6

“คราวนี้สมมติใหม่ สมมติว่า หญิงสาวคนหนึ่งรักชายหนุ่มไม่ใช่รักแบบพี่น้อง แต่รักแบบรักใคร่เสน่หา หากใครมารักชายหนุ่มคนนั้นด้วย แต่เขาไม่ได้รักอย่างที่เรารัก เขารักอย่างเพื่อน อย่างพี่ อย่างน้อง เราจะชอบคนนั้นไหม?”

“ชอบค่ะ”

“เพราะเหตุไร?”

“เพราะเขาและเรารักคนๆ เดียวกัน แต่ผลประโยชน์ไม่มีอะไรขัดกัน เพราะรักคนละแบบ”

“เก่งมาก รามิตา” กุรุพินทาชม “อย่างนี้แหละเรียกว่าความรักเกิดจากความรัก ตามที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมาย พระองค์คงมิได้หมายถึงความรักแบบเสน่หาเยี่ยงชายหนุ่มหญิงสาวรักกัน เพราะความรักอย่างนั้น โดยทั่วๆ ไปก็ไม่ต้องการให้ใครมารักซ้อน”

“คราวนี้ประการที่สองว่า ความโกรธเกิดจากความรักก็มีหมายความว่า หากเรารักนาย ก.อยู่ ใครมาพูดจาตำหนิติเตียนนาย ก. ต่อหน้าเรา เราก็ไม่ชอบคนนั้น อย่างนี้เรียกว่าความโกรธเกิดจากความรัก

ประการที่สาม ความรักเกิดจากความโกรธก็มี เช่น เราโกรธเกลียดนาย ก.อยู่ ใครมาพูดจา แสดงท่าทางโกรธเกลียดนาย ก. เราก็ชอบคนนั้น

ประการที่สี่ ความโกรธเกิดจากความความโกรธก็มี เช่น เราโกรธเกลียดนาย ก.อยู่ ใครมาพูดถึงนาย ก. ด้วยความรักใคร่พอใจก็ไม่ชอบคนนั้น เพราะเราไม่ชอบนาย ก.”

“มีอยู่ตอนหนึ่งค่ะ” สุมิตตาถาม “คือที่รามิตาพูดว่า เราชอบคนบางคนที่มารักคนที่เรารักแต่รักคนละแบบและผลประโยชน์ไม่ขัดกัน ทำให้มองเห็นและคิดได้ว่าความรักแบบเสน่หานั้นเป็นความเห็นแก่ตัวเป็นความรักที่อยู่ในวงแคบ เพราะใครจะมาร่วมรักด้วยไม่ได้ ส่วนความรักแบบพี่น้อง แบบมารดาบิดาและบุตร ดูจะเป็นความรักที่กว้างดีเพราะไม่มีความหวงแหน และดูเหมือนจะดีใจเสียอีกหากใครมารักใคร่นับถือคนที่เรารัก เช่นสุมิตตารักคุณพ่อ ใครมารักเคารพคุณพ่อสุมิตตาก็ชอบไปด้วย แบบที่ว่าความรักเกิดจากความรัก ปัญหาที่จะถามคือ ความรักเป็นความเสียสละหรือความเห็นแก่ตัวกันแน่ หมายถึงความรักอย่างเสน่หาก่อนค่ะ”

“ความรักจะเป็นความเห็นแก่ตัว หรือความเสียสละนั้นขึ้นอยู่กับคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความรักมากกว่าตัวความรักเอง หากคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความรักเป็นคนมีนิสัยเสียสละ ความรักของเขาก็ผสมผสานไปกับความเสียสละ หากคนนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว ความรักของเขาก็เจือไปด้วยความเห็นแก่ตัว”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:49:12 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : )


  สลักธรรม 7

“คนเห็นแก่ตัวและคนเสียสละมีลักษณะที่เด่นแตกต่างกันอย่างไรคะ?” สุมิตตาถาม

กุรุพินทาตอบว่า

“คนเห็นแก่ตัวนั้น คือคนที่คำนึงถึงแต่ความต้องการของตัว เล็งแต่ความสุขของตัว ไม่คำนึงถึงความทุกข์ความเดือดร้อนของผู้อื่น ใครจะเดือดร้อนอย่างไรช่าง ขอให้ตัวเขามีความสุข ความพอใจเขาก็ทำ

ส่วนคนเสียสละ คือบุคคลที่คำนึงถึงความสุขของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง ยิ่งคนที่ตนรักด้วยแล้ว หากเป็นความสุขของคนที่เขารัก บูชา เขาก็ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวของเขาให้ได้ แม้เขาจะต้องทนทุกข์ แต่ขอให้ผู้นั้นมีความสุข เขาก็ยอม อย่างนี้เรียกว่าคนเสียสละ”

“หาได้ยากมาก” รังสิมาพูด

“ถูกแล้วหาได้ยากมากจริงๆ” กุรุพินทากล่าวสนับสนุน

พอดี ท่านราเมศร์เดินมา และนั่งลงร่วมสนทนาด้วย กุรุพินทาเล่าให้ฟังว่ากำลังสนทนาเรื่องอะไรกันอยู่

“มองในแง่ปรัชญาแกว่งๆ” ท่านราเมศร์ว่า “คนเสียสละนั่นเองก็เป็นคนเห็นแก่ตัวเหมือนกัน”

“ทำไมอย่างนั้นคะ?” กุรุพินทาถาม

“ที่เขาทำอย่างนั้นก็เพราะเป็นความพอใจของเขาหากเขาไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาก็ไม่สบายใจ เขารู้สึกว่าไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ รวมความว่า ทั้งการกระทำของคนหนึ่งที่คนทั้งหลายมองเห็นว่าเป็นความเห็นแก่ตัว และการกระทำของอีกคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความเสียสละ ก็เป็นความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งสอง เพราะเขาต่างก็แสวงหาความพอใจให้แก่ตนเอง เพียงแต่ต่างกันในสิ่งที่ให้เกิดความพอใจเท่านั้น”

“ลูกไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของคุณพ่อเลย” สุมิตตาพูดมองผู้เป็นบิดาด้วยสายตาฉงน “คุณพ่อยกตัวอย่างหน่อยซิคะ”

“ยกตัวอย่าง” ราเมศร์ทวนคำ “ไม่เป็นไร ตัวอย่างมีถมเถ สมมติว่า พ่อมีลูกสองคนให้เงินคนละเท่าๆ กันในวันหนึ่ง ลูกคนหนึ่งเอาไปซื้อผ้าสวยๆ มานุ่งห่ม แต่อีกคนหนึ่งเอาไปซื้อจีวรถวายพระลูกว่าคนไหนเห็นแก่ตัว?”

“คนแรกเห็นแก่ตัว คนหลังเสียสละ” สุมิตตาตอบ

“โดยทั่วๆ ไปก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” ราเมศร์พูด “แต่ในส่วนลึกแล้วลูกสองคนก็เห็นแก่ตัวเหมือนกัน เพราะทำไปเพราะเห็นแก่ความพอใจของตัวและความสุขของตัว ข้อแตกต่างมีเพียงว่า คนแรกรู้สึกสุขเพราะซื้อผ้ามาประดับตัว คนหลังรู้สึกสุขเพราะได้ซื้อจีวรถวายพระเท่านั้น”

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:49:56 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : )


  สลักธรรม 8

“ตกลงไม่มีคนเสียสละในโลกนี้” กุรุพินทาถาม

“ก็บอกแล้วว่าเป็นปรัชญาแกว่งๆ ตามเรื่องของคนชอบคิดอะไรเล่น” ราเมศร์พูดแล้วหัวเราะ เป็นผลให้ทุกคนพลอยหัวเราะไปด้วย

“คราวนี้พูดถึงเรื่องความรัก” ราเมศร์พูดต่อ “การที่เรารักใครสักคนหนึ่งนั้น ก็เป็นเพราะคนๆ นั้นให้ความพอใจแก่เรา ทำให้เรามีความสุข เราจึงรัก เข้าข่ายความเห็นแก่ตัวอีก หากเขาเลิกทำความพอใจให้แก่เรา แต่กลับทำแต่สิ่งที่เราเบื่อหน่าย เราจะคงรักเขาอยู่อย่างดูดดื่มหรือไม่มองในแง่นี้จะเห็นว่าไม่ว่าความรักอย่างไหนล้วนเป็นความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น”

“ที่พูดมานี้เป็นปรัชญาแกว่งๆ ทั้งหมดหรือเปล่า?” กุรุพินทาถาม

“แกว่ง” ราเมศร์ตอบ

“แล้วที่ถูกเป็นอย่างไร”

“ที่ถูก กุรุพินทาก็ว่ามาเองแล้ว” ราเมศร์ตอบ “ความเห็นแก่ตัวมุ่งแต่ความสุขของตน โดยไม่คำนึงถึงหัวใจคนอื่น ส่วนความเสียสละ คือการมุ่งแต่ความสุขของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง, ความสุขของผู้อื่นนั้น อาจเป็นความสุขของตัวด้วยก็ได้ และตรงตามกฎแห่งความจริงคือผู้ที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่น ความสุขนั้นย่อมยอกย้อนกลับมาหาตัว ผู้ที่ให้ทุกข์แก่ผู้อื่น ความทุกข์ก็ต้องกลับไปหาเขาอีกเหมือนกัน”

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 07:50:22 น.] ( IP = 58.8.45.113 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณ และกราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [10 ส.ค. 2552 , 13:58:59 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.64 )


  สลักธรรม 10

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ส.ค. 2552 , 10:26:00 น.] ( IP = 125.27.172.122 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org