มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เติมน้ำ - เติมความรู้








เติมน้ำ - เติมความรู้

วันนี้ก็มีการลาหยุดไปหลายท่านเพราะมีธุระ การที่เราทุกคนมีธุระไม่ค่อยสลายจึงไม่คลายจากความวิตก เมื่อไม่คลายจากความวิตกแล้วก็ไม่สามารถหยิบยกเอากิเลสที่เป็นเหตุทำให้ทุกข์ลงได้ จะเห็นได้ว่าชีวิตของเราผ่านวันเวลา ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านฤดูกาลต่าง ๆ มาจนวันนี้ เวลาเราเหลือน้อยลงทุกคนแล้ว แต่เราก็ยังมีเวลาที่เหลืออยู่เพื่อที่จะเดินทางต่อไป

ได้เขียนข้อความที่นำมาจากพระพุทธพจน์ไว้บนกระดานว่า

“ผู้ใดล่วงพ้นทางอ้อม หล่ม สังสารวัฏฏ์และโมหะไปได้แล้ว เป็นผู้ข้ามไปถึงฝั่ง เพ่งพินิจอยู่ ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้หวั่นไหว ไม่ความสงสัย ดับสนิทซึ่งความไม่ยึดมั่นถือมั่น เราเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นพราหมณ์ พราหมณ์คือผู้ประพฤติถูก (คือผู้ประพฤติพรหมจรรย์) “

ที่บอกว่าผู้ใดล่วงพ้นทางอ้อม หล่ม สังสารวัฏฏ์และโมหะ สี่ประการนี้ไปได้ เราอ่านแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวเราแน่

เพราะผู้ที่ล่วงพ้นทางอ้อมคือ สุปฏิปันโน สาวกสังโฆ .. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ เป็นเนื้อนาบุญอันเอกของโลก เป็นศาสนทายาท สืบต่อพระพุทธศาสนาตราบเท่าทุกวันนี้ฯ ตามที่เราสวดบทบูชาพระสงฆ์

และเมื่อเราแปลความหมายของพระสงฆ์อย่างนี้แล้ว เราก็สำรวจตัวเองได้ว่าเราคือผู้ปฏิบัติดีบ้าง ไม่ดีบ้าง หรือบางวันก็ไม่ดีเอาเสียเลย

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 16:35:04 น.] ( IP = 125.27.171.16 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



แล้วทำไมถึงจึงไม่ดีเลย? ก็เพราะว่าชีวิตของเราที่กำลังเดินทางอยู่นี้เมื่อจัดเข้าในกลุ่มบุคคลสามแบบ คือ ผู้มีทาง ผู้เดินทาง และผู้หลงทาง เราก็จะพบว่าเราเป็นผู้เดินทาง และกำลังเดินอยู่ในทางที่อ้อม แต่ผู้มีทางนั้นหมายถึง ท่านที่ได้ญาณปัญญาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นับตั้งแต่อุทยัพพยญาณขึ้นไป

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ มีสติระลึกอยู่ในปัจจุบัน โดยมีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ และ ปรมัตถ์อารมณ์นี้ก็ไม่นอกเหนือไปจากรูปนาม อย่างในแผนผังจิตทั้งหมดนี้ก็จะเห็นว่า จิตก็เป็นนาม เจตสิกก็เป็นนาม ส่วนรูปก็เป็นรูป อารมณ์ปรมัตถ์คืออารมณ์ที่แท้จริง คือรูปกับนาม ที่จะปรากฏต่อผู้มีสติอยู่ในปัจจุบัน และปัจจุบันมีอยู่สองปัจจุบันคือ ปัจจุบันธรรม กับปัจจุบันอารมณ์

ปัจจุบันธรรม คือ ธรรมที่มีอยู่โดยทั่ว ไป จะเกิดขึ้นกับเราหรือไม่ ปัจจุบันธรรมนั้นก็มีอยู่ เช่น ขณะนี้มีความมืดอยู่ที่อเมริกา มีคนกำลังจะตาย มีคนกำลังเกิด มีคนกำลังถูกรถชน มีคนที่ ความดันโลหิตกำลังต่ำลงมาก ๆ อีกหนึ่งนาทีตายก็มี อีกสองนาทีตายก็มี ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ได้แก่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความรู้สึกโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ มีอยู่ตลอดเวลาและมีอยู่เรื่อยไปเป็นปัจจุบันธรรม

ปัจจุบันอารมณ์ คือ อารมณ์ต่างๆ ที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ได้มาบังเกิดขึ้นกับเราโดยตรง เช่น ในขณะนี้เราหิวน้ำ...ความหิวน้ำก็เป็นปัจจุบันอารมณ์ของเรา ขณะนี้เราเมื่อย..เมื่อยก็เป็นปัจจุบันอารมณ์ของเรา

ฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่าปัจจุบันอารมณ์กับปัจจุบันธรรมต่างกัน ผู้ที่มีสติอยู่กับปัจจุบันคือปัจจุบันอารมณ์ โดยมีอารมณ์ปรมัตถ์คือกำหนดรู้ในปรมัตถ์ (รู้ในรูปในนาม) เมื่อผู้นั้นกำหนดรู้อยู่เรื่อย ๆ โดยมี สติมา (ความมีสติ) สัมปชาโน (ความมีปัญญา) และอาตาปี (มีความเพียร) เมื่อทั้งสามตัวนี้ทำงานอยู่ที่ปัจจุบัน ก็จะมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นให้เราเห็น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่แล้ว อย่างที่เราพูดว่า “เห็นเสือวิ่งผ่านไป” นั่นก็จะต้องมีเสือตัวหนึ่งวิ่งผ่านไป ซึ่งในคำว่าเสือนั้นก็คือภาพใหญ่ และที่ตัวเสือนั้นก็มีลวดลายของเสือ เราจึงสามารถแยกได้ว่าเป็นเสือดาว หรือเสือลายพาดกลอน การที่เราเห็นลวดลายของเสือก็เหมือนกับการที่เราเห็นลวดลายของรูปนาม

ลวดลายของรูปนามก็คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เมื่อเราปฏิบัติไปมาก ๆ โดยอาศัยความเพียร คือ สติมา สัมปชาโน และอาตาปีแล้ว ปรมัตถ์อารมณ์ที่เรากำหนดอยู่ก็จะปรากฏให้เราเห็นว่า รูปก็คือรูป นามก็คือนาม ไม่ใช่อย่างเดียวกัน แต่ที่เราเห็นว่าเป็นอย่างเดียวกันคือเห็นว่าเป็นเรา จิตก็เป็นของเรา ทั้งที่จิตมาทำงานอยู่ที่กายแต่เราก็นึกว่าเป็นตัวเราคนเดียว แท้ที่จริงขณะเห็นคือนามเห็น สิ่งที่เห็นก็คือรูป เช่น ใบไม้ก็คือรูป เห็นก็คือนาม การที่เราบอกว่าเราเห็นจึงเป็นความเข้าใจผิด

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2552 , 16:36:14 น.] ( IP = 125.27.171.16 : : )


  สลักธรรม 2



และที่มีความเข้าใจผิดอันนี้ก็เพราะว่ามีสันตติปิดบัง มีอิริยาบถปิดบัง และฆนสัญญาปิดบัง โดยเฉพาะใหญ่ๆคือฆนสัญญาคือการประชุมรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน อะไรเป็นกลุ่มเป็นก้อน? ก็คือรูปนามรวมกัน มาทำงาน มีผัสสะ มีการประชุมกัน แต่เราไม่เห็นเหตุต่างๆ ที่มาประชุมกัน เราจึงหลงว่าเป็นเราคนเดียว

ผู้ปฏิบัติหรือโยคาวจรก็เข้าไปเพ่งพินิจเห็นว่า สิ่งเหล่านั้น รูปก็คือรูป นามก็คือนาม นามก็ไม่ใช่รูป รูปก็ไม่ใช่นาม จนกระทั่งสติปัญญามีอำนาจมากขึ้น นอกจากเห็นรูปนามแล้วยังเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้ปรากฏรูปนาม หรือเรียกได้ว่าเห็นสายสัมพันธ์ของรูปนาม คือ ปัจจยปริคหญาณ ความสัมพันธ์ที่ทำให้รูปนี้ปรากฏขึ้นหรือนามนี้ปรากฏขึ้น อันได้แก่ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนมีเหตุและมีปัจจัยทั้งสิ้นจึงทำให้รูปนามนั้นเกิดขึ้นได้ ซึ่งรูป-นามเองก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน และรูปกับนามจะมาเกิดสัมพันธ์กันโดยไม่อาศัยเหตุและปัจจัยก็ไม่ได้ ถ้าเป็นในการศึกษาก็จะรู้ว่าจะต้องมีเหตุ ๔ และปัจจัยอีก ๗๓ นี้คือความรู้แบบนักศึกษา

แต่ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติก็จะเข้าใจเลยว่า อาการที่เราจะก้าวไป หรืออาการที่เราหยิบน้ำขึ้นดื่มนั้น ส่วนของความรู้สึกก็อย่างหนึ่ง อาการก็อย่างหนึ่ง และนามกับนามก็แยกกันเป็นคนละนาม รูปก็คนละรูปกัน แล้วรูปกับนามก็มาทำงานสัมพันธ์กัน มีรูปอยู่ตรงไหนก็มีนามอยู่ตรงนั้น มีนามอยู่ตรงไหนก็มีรูปอยู่ตรงนั้น เว้นอรูปพรหม

ฉะนั้นเราอยู่ในปัญจโวการภูมิ การทำงานเหล่านี้มีความสลับซับซ้อน มีความสุขุม ลึกลับ และ ซ่อนเร้นมาก ผู้มีตาปัญญาเท่านั้นที่จะเข้าไปเห็นได้ แต่เมื่อใดที่เข้าไปเห็นแล้วก็เห็นนามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคยญาณ ในรูปในนามเอง และในรูปก็ดี ในนามก็ดี เกิดขึ้นแล้วก็ดับลงๆ มีความเกิดเกิดขึ้นแทนความดับ ซึ่งความเข้าใจและเห็นถูกในขณะนั้น เรียกว่า สัมมสนญาณ คือญาณขั้นที่ ๓ ในญาณขั้นปฐมที่จะก้าวข้ามไปถึงญาณที่หนึ่งอันเป็นขั้นที่สมบูรณ์ก็คือ อุทยัพพยญาณ

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เกิดความเห็นถูกขึ้นมา และความเห็นถูกนี้ก็จะทำให้ชีวิตดำรงไปได้ด้วยความประมาทน้อยลง

นอกจากนั้น ผู้ได้ญาณทั้งสามก็จะเกิดหิริโอตตัปปะมากขึ้นกว่าธรรมดา จะเกิดจาคะมากกว่าคนธรรมดา เพราะว่าเห็นแต่ความดับ เห็นแต่ความเปลี่ยนแปลงจึงสละและสลัดได้ มีจิตใจเริ่มถ่ายถอนออกจากความกำหนัดออกมาบ้างแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2552 , 16:36:55 น.] ( IP = 125.27.171.16 : : )


  สลักธรรม 3



ขอย้ำว่า ผู้ที่มีทางนั้นท่านนับตั้งแต่อุทยัพพญาณขึ้นไป ส่วนผู้ที่เดินทางก็คือพวกเราที่เป็นสัมภเวสี ..ผู้ที่ท่องเที่ยวเดินหาที่เกิดอยู่เรื่อยๆด้วยตัณหา

เพราะตัณหาเป็นตัวหาจึงทำให้ตาเราหันไปดูรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไปยินดีกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งได้เคยพูดไว้ว่า “อันตัณหาล่วงล่อให้ก่อเกิด ตรองดูเถิดจับสิ่งชั่วตัวตัณหา ถ้าจับเป็นก็จะเห็นอนัตตา ว่าตัณหามันเป็นของให้หมองใจ” ตัณหาตัวนี้ทำให้เรายินดีและกำหนัด ทำให้มีความต้องการอยู่เรื่อยๆ

เมื่อตัณหาเกิดขึ้น อุปาทานก็เกิดขึ้นตาม อย่างหลวงพ่อท่านเคยอุปมาไว้ว่า มีใครบ้าง เดินบนถนนแล้วเห็นแบงค์ ๕๐๐ หรือแบงค์ ๑๐๐ ตกอยู่แล้วไม่เก็บ ไม่มีหรอกและอย่างเรานี่แค่เหรียญ ๑๐ บาทก็ยังเก็บเลย การที่เราเห็นธนบัตรหรือเหรียญแล้วความยินดีคือตัณหาก็เกิดขึ้น และตรงที่เก็บคืออุปาทาน ซึ่งมีอำนาจที่แรงกว่า คือยินดีแล้วเอื้อมมือออกไปเก็บ ตัณหากับอุปาทานนั้นจึงใกล้ชิดกันมาก

แม้ว่าในขณะนี้เรายังเป็นผู้เดินทาง แต่ตอนที่เรามาเรียนพระอภิธรรมก็ทำให้เราหลงทางน้อยลง และการเรียนนี้ก็ต้องเป็นการเรียนที่เข้าใจด้วยนะ ไม่ใช่สักแต่ว่าเรียนไปวันๆ แล้วบอกว่าฉันจบอภิธรรมแล้ว การที่เรียนตามขั้นตอนไปตั้งแต่ปริจเฉจที่ ๑ นี้ทำให้เราเข้าใจทีละเล็กละน้อย สะสมไป

จิตของเราที่เหมือนกับตุ่มแห้งผากที่วางไว้กลางแดดแล้วมีการเติมน้ำเข้าไปที่นิดๆ ก็จะทำให้รอยแตกที่กำลังจะกรอบนั้นหมดไป เพราะน้ำที่ค่อยๆซึมเข้าไปประสาน น้ำนี้เป็นการปฏิรูป ทำให้เนื้อปูน เนื้ออิฐ มีความเย็นชุ่มชื้น

การที่เรามีความรู้ ก็เหมือนกับการเติมน้ำเข้าไป และเมื่อเติมเข้าไปเรื่อยๆ น้ำก็เต็มตุ่ม หรือมีน้ำในตุ่ม ก็จะทำให้เราตัดสินใจได้และวางใจได้ถูกว่าสิ่งที่เขาพูดกัน เขาร่ำลือกัน หรือเขาเอ่ยอ้างกันนั้น มีจริงหรือไม่ เช่น พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็หมายความว่า ไม่มี พระองค์อยู่อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่จาตุมหาราชิกา ตาวติงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรตี ปรนิมมิตตวสวัสตี สุทธาวาสต่างๆ เพราะว่าพระองค์นิพพานแล้ว

และในมงคลจักรวาลนั้นพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นได้ทีละหนึ่งพระองค์เป็นเอกอุของโลก ถ้ามีพระพุทธเจ้าสองพระองค์ก็จะทำให้มีสองลัทธิ แต่ละฝ่ายก็จะถือว่าเดี๋ยวจะไปหาพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ดีกว่าพระองค์นั้น

บางท่านบอกว่าไปเจอพระพุทธเจ้ามาแล้วพร้อมกันหลายพระองค์ แต่การที่เรียนพระอภิธรรมมา แล้วเราก็จะรู้และสลัดความเห็นผิดเหล่านี้ออกไป เพราะเรามีไม้บรรทัดอยู่ในใจ และการที่เรามีความรู้ถูกนี้ก็พอจะอนุโลมได้ว่า เราห่างไกลจากสิ่งที่จะทำให้เราเป็นผู้หลงทาง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [10 ส.ค. 2552 , 16:37:16 น.] ( IP = 125.27.171.16 : : )


  สลักธรรม 4



คำว่า “ผู้ใดล่วงพ้นทางอ้อม” .. ทางอ้อมนี้ท่านหมายถึงราคะ ความกำหนัดยินดี แล้วเราล่ะล่วงพ้นไหม? ไม่ เพราะเรายังยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส “ผู้ใดล่วงพ้นหล่ม” .. หล่มในที่นี้ท่านหมายถึงกาม และ “ผู้ใดล่วงพ้นสังสารวัฏฏ์และโมหะได้แล้ว” โดยปกติคำว่า “โมหะ” เราแปลกันว่าความมืด แต่ในคาถานี้เมื่อแปลออกมาตรงๆแล้วก็แปลว่า ความหลงผิดใน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น หลงผิดในขันธ์ว่าเป็นเรา จริงๆแล้วก็คือขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นธาตุ เช่น จิตก็มีวิญญาณธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ตามที่ได้เรียนกันมา

ฉะนั้นผู้ล่วงพ้นทางอ้อมคือราคะ พ้นจากหล่มคือกาม สังสารวัฏฏ์คือการเวียนว่ายตายเกิด และโมหะ เป็นผู้ข้ามไปแล้วคือไปพ้นแล้ว ส่วนเราเป็นผู้ที่กำลังอยากจะข้าม แต่ยังมองไม่เห็นฝั่ง

ผู้ข้ามไปแล้ว เพ่งพินิจอยู่ ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้หวั่นไหว ไม่มีความสงสัย ดับสนิท เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น พระตถาคตเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นพราหมณ์ คำว่าพราหมณ์มาจากคำว่าพรหมจรรย์ พราหมณ์คือผู้ประพฤติถูก ผู้ประพฤติถูกคือผู้ประพฤติพรหมจรรย์

เราก็จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์สรรเสริญพราหมณ์ และอย่านึกว่าเป็นพราหมณ์ที่มาเป่าสังข์ เราต้องรู้ว่า เมื่อเราเรียนแล้วเราต้องเข้าใจและต้องเป็นคนหนักแน่น อย่าเรียนแค่จำ อย่างเรื่องวิถีจิต ต้องเรียนให้เข้าใจ หลวงพ่อท่านให้คำจำกัดความมาว่า “ เรียนวิถีให้เข้าใจในวิถี แต่อย่ารู้วิธี” คือ ต้องรู้ว่าในวิถีจิตนั้นมี อตีตภวังค์เกิดขึ้น อตีตภวังค์ดับไป แล้วภวังคจลนะเกิดขึ้น ภวังคจลนะดับไป ภวังคุปัจเฉทก็เกิดขึ้น แล้วภวังคุปัจเฉทก็ดับไป ซึ่งไม่ได้เรียงเป็นแถว แต่วิถีจิตเป็นจิตที่เกิดขึ้นมาทำกิจของเขาแล้วก็ดับไป นี่คือการเรียนที่เข้าใจ

ต้องกราบบูชาพระครูศรีโชติญาณเป็นอย่างมากที่ท่านนำแผนผังจิตรูปแบบนี้มาให้เราศึกษา เพราะมองแล้วก็รู้ทันทีว่า จิตดวงไหนคือโสมนัส ดวงไหนคืออุเบกขา เราเรียนเพื่อเสพบ่อยๆ กรรมก็เกิดขึ้นเป็นกุศล และเมื่อเรียนแล้วก็จะรู้ว่าแผนผังนี้มีเพื่อสื่อให้เราเข้าใจ ไม่ใช่มีให้เราจำไว้อย่างเดียว เราต้องเข้าใจแล้วจึงจะถือว่าจบ แม้เราจำไม่ได้ตอบตัวเลขไม่ถูกก็ตาม หรือจะตอบช้าก็ไม่เป็นไร เพราะเราจะไปถึงฝั่งได้เพราะความเข้าใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2552 , 16:37:32 น.] ( IP = 125.27.171.16 : : )


  สลักธรรม 5



พระอภิธรรมเป็นสุดยอดแห่งวิชา เป็นวิชาที่เปิดเผยชีวิตของคนทุกคนมาตีแผ่ ไม่ว่าใครจะมั่งมีศรีสุข หรือยากจนข้นแค้นขนาดไหน จิตก็คือจิต และก็มีอาสวะกิเลสเหมือนกันที่ล้วนเต็มไปด้วยมูตรและเมือกแห่งอกุศล ๑๒ คือ โลภะ ๘ โทสะ ๒ โมหะ ๒ แต่การที่เราเกิดมาเป็นคนไทยถูกปลูกอุปนิสัยไว้ว่าให้มีเมตตา กรุณา ให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่น การปลูกฝังเช่นนี้ก็เปิดโอกาสให้เกิดกุศลได้มากเช่นกัน ดังนั้น ชีวิตเราจึงมีทั้งบาปและบุญเกิดขึ้น

พระพุทธองค์ก็มาสอนว่าบาปให้ผลอย่างไร บุญให้ผลอย่างไร บาปมีอะไรบ้าง บุญมีกี่ชนิด มีกำลังอย่างไร ซึ่งเป็นโสมนัสและเป็นอุเบกขา เป็นอสังขาริก เป็นสสังขาริก เมื่อเราเข้าใจเราก็นำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาตนเองได้ เช่น จากการทำบุญที่เป็นสสังขาริกหัดเป็นอสังขาริก มันก็จะได้มีกำลังขึ้น

เราต้องนำความรู้ทุกอย่างมาสร้างความก้าวหน้า เพื่อจะได้ก้าวไปพ้นจากผู้ที่อยู่ในหล่ม อยู่ในสังสารวัฏฏ์ อยู่ในทางอ้อม แม้ในขณะนี้เราเองยังมีความกำหนัดยินดีและมีความหลงอยู่ในกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่เราก็รู้จักแยกแยะเป็นแล้วว่า เช่น สิ่งนี้เป็นสิ่งบำเรอชีวิตที่เราชอบ ถ้าไม่ไปเราจะเร่าร้อน เราก็ต้องยอมรับว่า เรายังมีความกำหนัด แต่เราก็ต้องมีการพยายามฝึกการกระทำที่สละและสลัดออกด้วย เราจึงต้องเก็บดีมาใช้ เก็บชั่วมาละ เพราะไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง



โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2552 , 16:37:51 น.] ( IP = 125.27.171.16 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

มาเติมน้ำ เติมความรู้อีกครั้ง
เนื้อหาธรรมครั้งนี้ ดูจะลึกซึ้งมากขึ้น

ทำให้เห็นความสำคัญทั้งการศึกษา และการปฏิบัติ
ที่จะทำให้มีความประมาทน้อยลง

การศึกษาพระอภิธรรมนอกจากจะเป็นไม้บรรทัดให้เราเข้าใจตรงถูกแล้ว ยังไม่ทำให้หลงผิด
แต่ก็ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสม

เหลือแต่การเข้าไปรู้ความจริงของธรรมชาติที่เราจะต้องเพียรต่อเนื่องเพื่อเข้าใจให้ถูกตรง และหาทางออกจากหล่ม

โดย น้องอุ๊ [10 ส.ค. 2552 , 19:31:38 น.] ( IP = 125.24.55.59 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org