| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ร่มธรรม (๒๕)
ชาครกับสาวกของพระศาสดา
โดย อาจารย์วศิน อิทรสระ
ตอนที่ผ่านมา
ต่อมาไม่นานนัก เมื่อกุรุพินทากำหนดจะเดินทางกลับสาวัตถี นางได้เล่าให้โชติมันต์ทราบว่า ท่านราเมศร์นั้นที่แท้เป็นญาติกับนาง แม้จะไม่ใกล้ชิดนัก แต่ก็พอนับว่าใครเป็นใคร ปู่ของท่านราเมศร์นั้นเป็นพี่ชายของยายแห่งกุรุพินทา พ่อของท่านราเมศร์กับแม่ของกุรุพินทาจึงเป็นลูกเรียงพี่เรียงน้องกันและเมื่อเป็นดังนี้ โชติมันต์และสุมิตตาก็เป็นพี่น้องกันแม้จะห่างกันถึงช่วงที่ ๔ แต่ก็พอนับได้ว่าเป็นญาติ สืบสายเลือดกันลงมา
เมื่อแม่รักกับพ่อของเจ้านั้น กุรุพินทาเล่าให้โชติมันต์ฟัง ญาติทางฝ่ายแม่เขารังเกียจว่า พ่อของเจ้าเป็นคนไม่มีหลักฐาน ยากจน จึงไม่ปรารถนาให้แม่แต่งงานกับพ่อ แต่แม่ได้ปักใจเสียแล้วว่า หากไม่ใช่ชาคร-พ่อของเจ้า แม่ก็จะไม่แต่งงานกับใคร เขาเป็นคนยากจนจริง แต่นิสัยดีซื่อสัตย์สุจริต อดทน ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ได้ถ่ายทอดมาถึงลูกของแม่ทุกคน
การตัดสินใจของแม่นั้นไม่ผิดหวัง ตั้งแต่แต่งงานกันมา เราไม่เคยมีเรื่องระหองระแหงอะไรกันเลย เราครองชีวิตมาด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน เจ้าคงได้ทราบด้วยตนเองแล้วว่า ตั้งแต่เจ้าจำความได้จนโตเป็นหนุ่มมาเรียนที่ราชคฤห์ เจ้าไม่เคยเห็นหรือได้ยินแม่และพ่อทะเลาะทุบตีกัน จะมีข้อขัดแย้งบ้างเล็กน้อยก็เรื่องเกี่ยวกับศาสนา แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และก็นานๆ ครั้ง เขานับถือศาสนาเชนก็จริง แต่ไม่ได้เป็นเชนศาสนิกที่เคร่งครัดอะไร เจ้าคงดีใจหากทราบว่าบัดนี้พ่อของเจ้าหันมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว เหตุที่จะให้เปลี่ยนศาสนามีดังนี้
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [11 ส.ค. 2552 , 07:21:00 น.] ( IP = 58.8.48.24 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1วันหนึ่งเวลาเย็น สาวกของพระพุทธเจ้ารูปหนึ่งมาเยี่ยมแม่เวลานั้นแม่ไม่หายป่วยสนิทนัก จึงสนทนาอะไรไม่ได้มาก พ่อของเจ้าจึงต้องรับหน้าที่แทน แม้เขาจะไม่เลื่อมใสพระพุทธศาสนา ไม่นับถือพระ แต่หน้าที่แห่งเจ้าของบ้านที่ดีบังคับให้พ่อของเจ้าอยู่สนทนาด้วยภิกษุรูปนั้น และเขาก็สนทนาด้วยอย่างสุภาพเรียบร้อยเมื่อพูดเรื่องอื่นหมดแล้ว ภิกษุรูปนั้นยังไม่กลับ เขาก็ถามถึงเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและข้อปฏิบัติของพระสงฆ์ เขากล่าวเปรียบเทียบศาสนาว่า
ข้าพเจ้าเห็นว่า หลักการ และแนวปฏิบัติของพระพุทธศาสนานั้น เมื่อเทียบกับศาสนาเชนแล้ว การปฏิบัติในพระพุทธศาสนาหย่อนเกินไป ไม่น่าจะเป็นเพื่อความคลายกำหนัดและสละกิเลสได้
อะไรทำให้ท่านเห็นอย่างนั้น? พระถาม
การกินอยู่ของพระสงฆ์และแม้แห่งพระโคดมเองนั่นแหละ ทำให้ข้าพเจ้าคิดอย่างนั้น รู้สึกว่าท่านกินอยู่ใกล้เคียงกับคฤหัสถ์มาก
เช่นอย่างไร พระถาม
เช่นฉันอาหาร นม, เนื้อ, ปลา และอื่นๆ เช่นเดียวกับที่คฤหัสถ์บริโภค และบางที บางรูปอาจมีดีกว่าคฤหัสถ์เสียอีกทั้งคุณภาพและปริมาณ ส่วนพระในศาสนาเชนนั้นไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ไม่บริโภคนมสด และน้ำผึ้ง การบริโภคอาหารแห้งก็ลดลงเสมอทีละน้อยๆ จนไม่บริโภคเลย เป็นเวลาหลายๆ วัน เครื่องนุ่งห่มเล่าสาวกของพระโคดมก็ใช้ผ้าเช่นเดียวที่กับคฤหัสถ์ใช้ กล่าวคือผ้าป่านบ้าง ผ้าฝ้ายบ้าง ไหมบ้าง จะต่างก็เพียงรูปแบบหรือการตัดเย็บเท่านั้น ส่วนพระในศาสนาเชนไม่อาลัยใยดีต่อผ้าเลย มีกายเปลือยเปล่า การที่สาวกของพระโคดมยังสละไม่ได้แม้เพียงเครื่องนุ่งห่มอย่างนี้จะไปสละกิเลสอันสละยากกว่าได้อย่างไร?
ที่อยู่อาศัยก็เช่นกัน ทั้งพระโคดมและสาวกของพระโคดมล้วนอยู่ในเสนาสนะอันมีบริกรรมดีทั้งพื้นฝาและประตูหน้าต่าง บางคราวอยู่บนโลหปราสาทก็เคยมี ส่วนท่านนิครนถ์นาฏบุตร และสาวกไม่ประพฤติเช่นนั้น อยู่ป่าเสมอ จะอาศัยละแวกบ้านก็ไม่เกินคืนหนึ่ง ยกเว้นฤดูฝน ข้าพเจ้าจึงกล่าวแต่ต้นว่า เมื่อเทียบกับศาสนาเชนแล้ว การปฏิบัติในพระพุทธศาสนาก็หย่อนเกินไป ไม่น่าจะเป็นเพื่อคลายกำหนัดและสละกิเลสได้โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [11 ส.ค. 2552 , 07:21:46 น.] ( IP = 58.8.48.24 : : )
สลักธรรม 2รวมความว่า ตามทรรศนะของท่าน พระกล่าว การประพฤติเพื่อคลายกำหนัดและสละกิเลสนั้น จะต้องทรมานร่างกายอย่างเข้มงวด ต้องบำเพ็ญตบะอย่างแรงเช่นอดอาหารเป็นต้นอย่างนั้นมิใช่หรือ?
ใช่แล้ว ท่านผู้เจริญ ชาครรับ
สุขภาพทางกายเป็นสิ่งสำคัญหรือไม่? พระถาม
สำคัญ ชาครตอบ
สุขภาพทางจิตเป็นสิ่งสำคัญหรือไม่?
สำคัญ ชาครตอบ
อย่างไหนสำคัญกว่า?
สุขภาพกายสำคัญกว่า? ชาครตอบ
เพราะเหตุใด? พระถาม
เพราะจิตใจที่สบาย ย่อมอยู่ในร่างกายที่เป็นสุข หากร่างกายไร้ความสุขเสียแล้ว จิตใจก็คงจะไร้ความสุขด้วย
เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนศาสดาของท่านจึงพอใจในการทรมานร่างกายให้ลำบาก และสอนสาวกให้ทำเช่นนั้นด้วย หรือเพื่อให้จิตไร้ความสุขด้วย
คงจะเป็นเช่นนั้นกระมังท่าน ชาครพูด เพราะจิตใจที่มีความสุขย่อมจะต้องเพลิดเพลินในอารมณ์ต่างๆโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [11 ส.ค. 2552 , 07:22:12 น.] ( IP = 58.8.48.24 : : )
สลักธรรม 3ในศาสนาของพระตถาคตเจ้า พระองค์ทรงบัญญัติความสุขไว้หลายระดับ เช่นความสุขที่อาศัยความเพลิดเพลินในกามเรียกว่ากามสุข ความสุขที่อาศัยการละความเพลิดเพลินในกาม แต่อาศัยความพอใจในฌานอันสงัดจากกามจากอกุศลเรียกว่า ฌานสุข ละเอียดประณีตขึ้นไปตามลำดับถึง ๘ ขั้น และประการสุดท้าย คือความสุขอันไม่อิงอาศัยความเพลินใดๆ แต่เกิดขึ้นเพราะละกิเลสทั้งปวงได้เรียกว่านิพพานสุข
ความสุขที่อิงอาศัยกาม ถือเป็นขั้นต่ำ ที่อิงอาศัยฌานถือเป็นชั้นกลาง และความสุขที่อาศัยพระนิพพานเป็นชั้นสูงสุด
ท่านจะเห็นว่า ความสุขมิใช่จะมีได้ด้วยการอิงอาศัยความเพลิดเพลินอย่างเดียว แต่ความสุขที่บริสุทธิ์ไม่ต้องอาศัยอามิสเลยก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอถามท่านอีกครั้งหนึ่งว่า ศาสนาของท่านสอนให้ทรมานร่างกายอันแสบเผ็ดเช่นถอนผม, เดินด้วยรองเท้าที่มีตะปู, เอาหินที่คมกรีดที่อกหน้าผากและซี่โครงลนลวกตนด้วยเพลิงแทงตนเองด้วยหนามและปลายเหล็กแหลม ทากายด้วยโคลนหรือขี้เถ้า ตลอดจนนอนบนสิ่งโสโครกเป็นต้น เพื่อประสงค์อันใด?
ข้าพเจ้าทราบว่า ชาครตอบ เพื่อซักฟอกวิญญาณให้บริสุทธิ์
ดีละ ท่านชาคร พระพูด คำตอบของท่านในตอนนี้ดูจะตรงประเด็นตามทรรศนะแห่งศาสนาของท่าน ข้าพเจ้าขอถามท่านต่อไปว่า ในศาสนาของท่านสอนว่า เมื่อบุคคลตายแล้ววิญญาณออกจากร่างไปเข้าสู่ร่างใหม่อย่างนั้นใช่ไหม?
ใช่แล้วท่านผู้เจริญโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [11 ส.ค. 2552 , 07:22:34 น.] ( IP = 58.8.48.24 : : )
สลักธรรม 4ถ้ากระนั้น พอจะเปรียบได้ว่า ร่างกายเหมือนบ้าน วิญญาณเหมือนตัวเจ้าของบ้าน หรือผู้อาศัยอยู่ในบ้าน หรือร่างกายเหมือนเครื่องนุ่งห่ม วิญญาณเหมือนเจ้าของเครื่องนุ่งห่ม ใช่หรือไม่?
ในศาสนาเชน เปรียบเช่นนั้น ชาครตอบ
ถ้าอย่างนั้น เมื่อร่างกายของท่านเปื้อนโคลน ท่านเอาเสื้อผ้าของท่านโยนลงในกองไฟก็ดี การที่ตัวท่านสกปรก ท่านเอาน้ำไปราดบนหลังคาบ้านก็ดี จะทำให้ท่านบริสุทธิ์ขึ้นหรือไม่?
ไม่ได้ท่านผู้เจริญ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านต้องการให้วิญญาณบริสุทธิ์ แต่ท่านไปทรมานร่างกาย จะทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไร? ทำไมไม่ทรมานวิญญาณ ซักฟอกวิญญาณโดยตรง?
จะซักฟอกวิญญาณให้บริสุทธิ์ โดยไม่ต้องผ่านการทรมานกายได้หรือพระคุณเจ้า? ชาครถาม
ได้ซิ ชาคร พระตอบ
ทำอย่างไร?โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [11 ส.ค. 2552 , 07:23:03 น.] ( IP = 58.8.48.24 : : )
สลักธรรม 5พระศาสดาของข้าพเจ้า ทรงแสดงวิธีนั้นไว้แล้ว และพระสาวกเป็นอันมาก ได้ดำเนินตามประสบผลสำเร็จมาแล้ว คือ
ในเบื้องแรก ต้องเป็นผู้ สำรวมในศีล เว้นจากการเบียดเบียน เห็นภัยในการล่วงศีลแม้เล็กน้อย มีความประพฤติเรียบร้อย ระวังเว้นการไปในที่ควรรังเกียจเช่นร้านสุรา และสำนักโสเภณี
ประการที่สอง ให้สำรวมอินทรีย์ ๖ คือระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจไม่ให้ยินดี ยินร้ายเมื่อตาเห็นรูปเป็นต้น ไม่ให้ติดใจทั้งโดยนิมิต และโดยอนุพยัญชนะ โดยนิมิตคือยึดถือใจคลุมไปทั้งหมด ส่วนโดยอนุพยัญชนะคือแยกติดใจพัวพัน เช่นมือสวย หน้างามเป็นต้น ทรงสอนให้เห็นเพียงสักแต่ว่าเห็น รู้สักแต่ว่ารู้ ไม่ให้อภิชฌา คือความอยากได้ และโทมนัสความเสียใจรั่วไหลท่วมทับวิญญาณได้
ประการที่สาม ให้เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร คือไม่บริโภคมากเกิน น้อยเกิน พิจารณาเสียก่อนบริโภค คือพิจารณาในความเป็นธาตุ เป็นปฏิกูลเมื่อไม่ติดในรสอาหาร อาศัยบริโภคอาหารเพื่อให้ประพฤติพรหมจรรย์สะดวกเท่านั้น หรือบรรเทาเวทนาเก่าคือความหิว และไม่ให้เวทนาใหม่คือความอึดอัดเกิดขึ้น ไม่ให้บริโภคเพื่อเล่นเพื่อคะนอง หรือเพื่อความสวยงามแห่งร่างกาย
ประการที่สี่ ประกอบความเพียรไม่เห็นแก่หลับนอนมากเกินไป กล่าวในทางปฏิบัติ คือกลางวันตลอดวัน จงกรม หรือนั่งบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อกั้นจิตจากนิวรณ์ในปฐมยามก็เช่นกัน นอนในมัชฌิมยาม (๔ ชั่วโมง) เพื่อพักผ่อน แต่ให้มีสติสัมปชัญญะตั้งใจว่าจะลุกขึ้น พอถึงปัจฉิมยามก็ลุกขึ้นทำความเพียร เพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์
ประการที่ห้า พระพุทธองค์ทรงสอนธรรมอันยิ่งขึ้นไปอีกคือให้มีสติสัมปชัญญะอยู่ทุกอิริยาบถไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน หรือก้าวไปข้างหน้า ถอยมาข้างหลัง เหลียวซ้าย แลขวา ตลอดจนจะถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นผู้อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะทุกอิริยาบถ ไม่ปล่อยให้เผลอสติ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันจิตจากอกุศลบาปธรรม เมื่อคอยระวังอยู่อกุศลบาปธรรมย่อมไม่เกิดขึ้น
ประการที่หก ทรงแนะนำให้อยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นต้นว่า โคนไม้ ภูเขา ป่าช้า เป็นต้น แล้วนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายให้ตรงดำรงสติให้มั่นคง พยายามละความอยากต่างๆ ในโลกตลอดถึงพยาบาทความฟุ้งซ่าน.....เข้าสู่ฌานต่างๆ ตั้งแต่ชั้นต้นไปจนถึงชั้นที่ ๔ หรือชั้นที่ ๘โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [11 ส.ค. 2552 , 07:23:32 น.] ( IP = 58.8.48.24 : : )
สลักธรรม 6ท่านชาคร! ภิกษุที่ยังละอาสวะไม่ได้ พระศาสดาของข้าพเจ้าจะทรงพร่ำสอนเช่นนี้เสมอ ส่วนภิกษุที่ละอาสวะได้แล้ว ไม่มีกิจที่จะต้องทำอย่างนี้ ก็ทรงสอน ให้อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น
ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ท่านเห็นอย่างไร? คือหลักการหรือแนวปฏิบัติของพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นไปเพื่อความกำหนัดหรือเพื่อคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อการสะสมกองกิเลสหรือเพื่อสละกิเลส อนึ่ง ท่านจะเห็นว่า พระพุทธศาสนาสอนให้ฝึกกายและฝึกจิตพร้อมๆ กันไป
เมื่อชาครนิ่งอยู่ สาวกของพระพุทธเจ้าจึงกล่าวต่อไปว่า ข้อที่ท่านกล่าว ภิกษุสาวกของพระศาสดา ใช้ปัจจัย ๔ ไม่แตกต่างกับคฤหัสถ์นั้น สำหรับเรื่องอาหารข้าพเจ้าได้ชี้แจงแล้ว ส่วนเรื่องเสนาสนะ เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคนั้น พระศาสดาก็ทรงสอนให้พระสาวกอาศัยใช้สอยเช่นเดียวกับอาหารเหมือนกัน ทำใจเหมือนอาศัยศพข้ามแม่น้ำจะได้ติดใจในศพนั้นหามิได้
ดูก่อนชาคร! ร่างกายที่เราต้องอาศัยใช้สอยนั้นควรหรือที่เราจะทรมานให้เจ็บปวดด้วยเหล็กด้วยหนาม ศาสดาของท่านย้ำนักย้ำหนา เรื่องความไม่เบียดเบียนเป็นยอดแห่งธรรม (อหิงสา ปรโม ธมฺโม) การที่สาวกของนิครนถ์ ต้องทรมานกายด้วยวิธีต่างๆ นั้น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นก็จริงอยู่ แต่เป็นการเบียดเบียนตนเองอย่างร้ายแรง ส่วนศาสดาของข้าพเจ้าสอนไม่ให้เบียดเบียนทั้งผู้อื่นและตนเอง
การนุ่มห่มของพวกเราก็มีจุดหมายเพื่อปกปิดส่วนที่ควรละอาย การไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มเลยเช่นพระในศาสนาเชนนั้น แม้ในหมู่คฤหัสถ์ที่เป็นผู้ดีก็ไม่ทำกัน เพราะมองดูแล้วไม่น่าให้เกิดความสงบอย่างไร พระศาสดาของข้าพเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตให้สาวกเปลือยกายโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [11 ส.ค. 2552 , 07:24:08 น.] ( IP = 58.8.48.24 : : )
สลักธรรม 7การที่ภิกษุสาวกของพระศากยมุนียังต้องฉันเนื้อและปลา หรือนมเนยนั้น ก็เพื่อสะดวกแก่การดำรงชีวิตอยู่ คือให้เป็นคนเลี้ยงง่าย พระนั้นต้องอาศัยคฤหัสถ์เลี้ยงชีพ เขาถวายอย่างไรก็ฉันอย่างนั้น ไม่อาจเลือกสรร จัดหาอาหารเองได้ อย่างไรก็ตาม ในการบริโภค พระศาสดาก็ทรงสอนให้มีสติสัมปชัญญะพิจารณาดังที่ข้าพเจ้าได้ชี้แจงมาแล้ว
ดูก่อนชาคร! เทียบดูแล้ว ใจนั้นเหมือนนาย กายเหมือนบ่าว เมื่อฝึกใจได้แล้ว ใจอยู่ในศีลในธรรมแล้ว กายย่อมไม่ทำความชั่วไปเอง เพราะทุกครั้งที่กาย หรือวาจาจะทำชั่ว หรือทำดี พูดดี ก็สำเร็จมาแต่ใจก่อน คือใจคิดก่อน
เมื่อควบคุมใจให้คิดดี กายและวาจาย่อมดีตาม ท่านพอเห็นแล้วหรือยังว่า บุคคลอาจฟอกจิตให้บริสุทธิ์สะอาดได้ โดยไม่ต้องทรมานกายแบบพระในพระศาสนาของนิครนถ์นาฏบุตร
ชาคร! ชื่อของท่านนั้นเป็นมงคลอยู่ในตัวแล้วข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านตื่นขึ้นจากความหลับ คือความงมงายเช่นเดียวกับที่ภรรยาของท่านได้ตื่นแล้ว กุรุพินทา-ภรรยาของท่านนั้น เป็นโสดาบันจะไม่ตกต่ำอีกเป็นอันขาด
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [11 ส.ค. 2552 , 07:24:39 น.] ( IP = 58.8.48.24 : : )
สลักธรรม 8โดย น้องกิ๊ฟ [11 ส.ค. 2552 , 10:29:13 น.] ( IP = 125.27.172.122 : : )
สลักธรรม 9ธรรมของพระพุทธองค์นั้น งดงาม ยิ่งนัก
กราบขอบพระคุณ และกราบอนุโมทนาค่ะโดย abctoy - [11 ส.ค. 2552 , 12:27:54 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.64 )
สลักธรรม 10uer watches? Well, n cartier pasha 42mM quartz cart-150-319 uer watches? Well, n cartier pasha 42mM quartz cart-150-319 uer watches? Well, n cartier pasha automatic cart-46-332 uer watches? Well, n omeGa watches
โดย discount replica watches - [25 ก.ย. 2553 , 11:27:08 น.] ( IP = 117.44.45.186 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |