มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เก็บตะวัน









เก็บตะวัน



เราทุกคนที่ก้าวเข้ามาที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ในเช้าวันนี้ต่างก็ทราบว่าฝนฟ้าได้คะนองมาตั้งแต่เมื่อคืน สองสามวันมานี้ก็มีฝนตกหนัก แต่เราก็ฟันฝ่าอุปสรรคความเหนื่อยยากความลำบาก โดยใช้ความอดทน ความเพียร และมีความมุ่งมั่นที่จะทำความดีให้เกิดขึ้นในชีวิต ด้วยการมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า มาศึกษาพระอภิธรรมปิฎก และมาหยิบยกเอากิเลสออกไป ซึ่งถ้าอยู่ที่บ้านของเราย่อมมีกิเลสเกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งมีความโลภ ความโกรธ และความหลง

การที่เราเดินทางมาตรงนี้แล้วก็เท่ากับว่า เราได้พยายามสละและสลัดสิ่งที่ชีวิตเคยยึดติดเอาไว้ด้วยความเห็นผิด มาสร้างพลานุภาพแห่งปัญญา ที่พระพุทธองค์ทรงมีพระกรุณาธิคุณกับเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้ได้ล่วงรู้พระสัจธรรม

แม้บรรยากาศในขณะนี้จะยังครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่ แต่การมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าและแผ่เมตตาก็ได้ทำให้จิตใจของเรามีความเบิกบาน มีกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต เหมือนกับว่าเช้าวันนี้ได้เราทุกคน ได้เอื้อมไปเก็บตะวันที่จะสาดส่องให้ชีวิตของเรามีความสว่างเกิดขึ้นในชีวิต ฉะนั้น ควรอาศัยแสงแห่งตะวันนี้ ทำความดี หนีความชั่ว กลับตัวกลับใจ สร้างความเป็นไป ในหนทางอันจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์

องค์พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าของท่านทั้งหลาย ก็เป็นเสมือนตะวันของชีวิต เพราะ... จันทร์ว่างามยามเพ็ญเห็นกระจ่าง ยังดำด่างกลางเด่นเป็นรอยฝ้า แต่พระธรรมคำสอนพระศาสดา ยังงามเลิศเจิดจ้ายิ่งกว่าจันทร์ ...เมื่อท่านมาที่นี่สิ่งที่ท่านได้รับไป ก็คือการศึกษาพระอภิธรรม ให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเรื่องราวของชีวิต เพราะชีวิตนั้นก็แค่นี้เอง ที่กระทบนั้นคือวิบากที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม

เราเกิดมาอาศัยชีวิตช่วงสั้นๆ อยู่กันอย่างมากก็ไม่เกินร้อยปี มากกว่านั้นก็มีไม่กี่คน แล้ววันนี้ล่ะ เรามีชีวิตกันอายุเท่าไหร่แล้ว สี่สิบเศษ ห้าสิบเศษ หกสิบแล้ว เจ็ดสิบกว่า.. ก็เหลือเวลาไม่มาก จากวันหนึ่งไปวันหนึ่ง เราทำอะไรไป โลกนี้ย่อมไม่แจ่มใสนักสำหรับผู้ที่มีปัญญา แต่โลกจะอับเฉานักจากผู้ไม่มีปัญญา ก็เพราะว่าเราจะเศร้าไปไยกับชีวิตและเรื่องราวที่ผ่านมา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [2 ก.ย. 2552 , 14:35:30 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างกระทบร้อนกระทบหนาวกระทบเรื่องราวสารพัดที่มีทั้งชอบและชัง และส่วนมากก็คือ ชัง เพราะเสียงที่มากระทบเราเลือกไม่ได้ รูปที่มากระทบเราเลือกไม่ได้ อารมณ์ที่มากระทบเราเลือกไม่ได้ เพราะธรรมชาติแห่งธรรมะเหล่านั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร ฉะนั้น วิบากต่างๆ ที่วิ่งมาสู่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราจึงมีดีบ้างไม่ดีบ้าง เราจึงต้องรู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้ คือรู้เท่าทัน เราก็จะได้ไม่เสียอารมณ์ และทำให้อารมณ์ของเราเสียไป

การที่อารมณ์ของเราเสียก็ทำให้เราเกิดความเศร้าหมองของจิต เมื่อวานนี้เราอาจจะกระทบเรื่องราวไม่ดีสารพัด แต่วันนี้ล่ะ ในห้องนี้ล่ะมีอะไรไม่ดีบ้าง ตอนนี้ไม่มีใครพูดกับใคร มีแต่หน้าที่การงานที่เรามีวจีสุจริต เรามีใจที่สงบ และเสียงที่กำลังพูดก็คือเสียงที่พยายามกล่อมเกลาจิตใจของท่านให้มองถูก ไม่มีเรื่องที่น่าระคายเคืองเลย แต่บางคนก็ยังมีเรื่องเศร้าหมองเกิดขึ้นเพราะเก็บเอาเรื่องเมื่อวานมาคิด เก็บเอานิมิตเก่ามาจำ ฉะนั้น นี่ก็คือเรื่องที่ความจำที่ไม่ดีทั้งสิ้น จึงต้องเก็บดีมาใช้เก็บชั่วมาละ

ชีวิตเราเหลือเวลาน้อย เราจึงจะต้องไม่ทำตนเองให้น้อยเนื้อต่ำใจไปกับวิบาก.. ต้องสู้ เพราะว่าวันนี้ ตะวันขึ้นแล้ว..ไม่มืด เราก็จะต้องทำใจของเราให้สว่างเหมือนตะวัน เวลาเราเศร้าหมองก็เหมือนกับโลกด้านที่มืด แต่มืดแล้วก็ต้องมีสว่าง เพราะโลกนี้มันกลมจะมัวขื่นขมทำไม ความขมขื่นที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่เราได้รับมาไม่พอใจนี้เป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ เพราะเราทำกรรมแบบนั้นมาเอง เราจึงได้รับวิบากกรรมแบบนั้นเอง

ใครเล่าจะต้องการเรื่องไม่ดี แล้วใครเล่าจะปฏิเสธเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นกับตนให้หมดไปได้ แต่ต้องรอให้อำนาจของกรรมให้ผลจนหมดอายุไป แต่เราใจร้อน.. เราจึงเดือดร้อน อยากให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไปเร็วๆ เหมือนฝนเหมือนกัน พอตกขึ้นมาก็คิดว่าเมื่อไหร่จะหยุด แต่มันยังไม่หมดอำนาจ เมื่อใดที่มันหมดอำนาจแล้วมันก็หยุดเองเมื่อถึงเวลา ฉะนั้น ในขณะที่เรารอโอกาสเราต้องทำใจเย็นๆ คิดให้ดี คิดให้ถูก เราไม่ผูกชีวิตไว้กับเรื่องอดีต และอนาคต เราก็จะสามารถปรากฏชีวิตของเราให้ดีได้ในวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2552 , 14:35:58 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 2




เช่นเดียวกัน วันนี้ก็มีข้อเตือนใจมาฝากท่านเพราะว่า ทุกวันนี้เรื่องราวในประเทศไทยของเรามีมากมาย โชคดีที่พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ และพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีพลังอำนาจมากจึงทำให้ประเทศยังสงบอยู่

อย่างที่ท่านทราบกันว่า คำพูดจะเป็นพิษถ้าไม่คิดก่อนพูด พูดมากผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย วันนี้จึงเอาความรู้สึกที่มีในตลอดสัปดาห์ที่หวั่นใจกับเรื่องคำพูดมาเขียนไว้บนกระดาน เพราะเรื่องราวของคำพูดเรื่องปากต่อปาก เป็นคำพูดที่คนฟังเอาไปคิดแล้วก็พูดต่อ แล้วก็ตีความกันไปสารพัด เราจึงต้องระวังการพูดจา โดยเฉพาะที่มูลนิธิฯ ของเรานี้ เราอยู่กันเหมือนพี่ ดีกันเหมือนน้อง ที่ประคองกันเดินทางไปในวัฏสงสาร จึงได้เขียนขึ้นบนกระดานว่า …

การพูดจา.. ต้องอาศัยความพอดี

เพราะพูดน้อยเกินไป ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการ

แต่ถ้าพูดมากเกินไป ก็เป็นที่รำคาญของคนทั้งหลาย

จึงต้องมีความพอดี คือพูดเมื่อจำเป็นต้องพูด และพูดแต่พองาม และพูดเพื่อสานสามัคคี

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2552 , 14:36:27 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 3




ตรงนี้ก็จะขอยกตัวอย่างเช่น แหหรือตาข่ายที่ชาวประมงเขาเหวี่ยงลงไปในน้ำเพื่อจะจับปลา ไม่ว่าจะเป็นแหก็ดี หรือตาข่าย หรือสวิง เขาก็เอาเชือกแต่ละเส้นมาสานต่อกันเป็นตา แล้วก็ถักให้ต่อเนื่องกันจนเกิดเป็นแห ความสำเร็จในการจับปลาจึงเกิดขึ้นจากการสานต่อ

ฉะนั้น การสานสามัคคี จะนำความสำเร็จให้เกิดขึ้นในชีวิตในครอบครัว ถ้าเรามีความสามัคคี พูดดีต่อกัน ก็จะทำทุกอย่างได้สำเร็จ จึงต้องทำชีวิตให้เหมือนแห แต่ละคนก็เอื้อมมือต่อกัน เหมือนกับจับมือกันไว้ให้มั่นคงเพื่อความยืนยงสามัคคี รักกันปรองดองเหมือนน้องพี่ เพื่อความสามัคคีดีต่อกัน

นอกจากในบ้านแล้ว ในที่ทำงาน หรือในองค์กรต่างๆ ถ้าหากทุกคนต่างเอื้อมมือสมานสามัคคีกันเหมือนแห งานใหญ่ที่จะทำก็สำเร็จ เช่นเดียวกันมูลนิธิฯ ของเรา ถ้าเรามีความสามัคคีกันอย่างนี้ แล้วเราก็ทำงานของเราไปได้สำเร็จ

เรื่องของคำพูดก็เช่นเดียวกันเมื่อพูดก็ต้องพูดเพื่อสานสามัคคี และพูดน้อยเกินไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการ ซึ่งจะขอเล่านิทานเรื่องหนึ่ง คือ มีชายอยู่สองคนจะเดินทางเข้ากรุงเทพโดยรถไฟด้วยกัน ซึ่งรถไฟจะออกจากสถานีในเวลาบ่ายโมง ชายสองคนนี้ก็ไปนั่งอยู่ที่ชานชาลา

คนหนึ่งก็บอกอีกคนว่า “ไปดูซิบ่ายโมงหรือยัง จะได้เตรียมตัวรอรถจะเข้าชานชาลา”

ชายคนที่วิ่งไปดูนาฬิกาก็กลับมาบอกว่า “เพิ่งเที่ยง ยังไม่บ่าย”

เมื่อรอต่อไปสักพักใหญ่ๆ เพื่อนก็บอกอีกว่า “ไปดูซิบ่ายโมงหรือยัง”

ชายคนที่วิ่งไปดูนาฬิกาก็กลับมาบอกว่า “เพิ่งเที่ยง ยังไม่บ่าย”

เขาก็นั่งรอไปอีกจนกระทั่งตะวันคล้อยแล้วก็บอกให้เพื่อนไปดูนาฬิกาอีกครั้ง เพื่อนก็กลับมาบอกว่า “เพิ่งเที่ยง ยังไม่บ่าย”

เพื่อนคนที่รออยู่ก็เอะใจ เพราะนั่งอยู่ตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่บ่ายเสียที จึงให้พาไปดูนาฬิกาด้วยกัน พอเพื่อนพาไปชี้นาฬิกาเรือนที่ใช้ดูแล้วก็หัวเราะไม่ออก เพราะมันเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก ที่เข็มชั่งน้ำหนักจะชี้อยู่ตรงกลางซึ่งตรงกับตำแหน่งของเลขสิบสองถ้าเทียบกับนาฬิกา ฉะนั้น ไม่ว่าจะไปดูกี่ครั้งเข็มก็ยังชี้อยู่ตรงกลางนั่นเอง เขาจึงบอกว่า “เพิ่งเที่ยง ยังไม่บ่าย”

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2552 , 14:36:58 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 4




การที่เราจะใช้ใครหรือว่าพูดอะไรหรือจะทำอะไรที่น้อยเกินไป หรือใช้คนที่ไม่เป็น มันย่อมไม่เกิดประโยชน์ เหมือนคำพูดที่บางครั้งพูดนิดเดียวก็ฟังไม่รู้เรื่อง จึงต้องบอกว่า ถ้าเผื่อพูดน้อยเกินไป ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการ ส่วนการพูดมากเกินไปเป็นที่รำคาญของท่านทั้งหลาย และก็พูดมากผิดมาก

ในเรื่องคำพูดเราจะดูได้จากเรื่องศีล (ศีลคือข้อวิรัติ) พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงห้ามเพราะไม่นำประโยชน์มาให้เลย และการพูดเพ้อเจ้อนี้เป็นที่น่ารำคาญโดยไม่รู้ตัวหรอก เราคิดแค่สนุกและคึกคะนอง และเราก็คิดว่าเราไม่ได้พูดให้เดือดร้อนใคร แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้พูดกันแค่สองคน

ถ้าหากเรามีอัธยาศัยต้องกันสองคนและอยู่ในมุมนึงซึ่งไม่มีใครอยู่ด้วยก็พูดกันไป แต่ถ้าอยู่ในชนหมู่มากแล้วเราจะคิดว่าเราคุยกันแค่สองคนไม่ได้ เพราะว่าหูผู้อื่นเขาก็มีและเสียงของเราก็ดัง เราอาจจะทำตัวเราเองเป็นที่รำคาญของคนทั้งหลายก็ได้ ด้วยการพูดมากเกินไป

และบางครั้งเราก็ต้องชั่งใจว่า สิ่งที่เราจะพูดออกไปนี่ มันเป็นที่ยินดีของเขาหรือไม่ เขาพอใจจะฟังหรือไม่ เราจะต้องชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่ถึงเวลาเราพูดแล้วเราทำเหมือนเปิดน้ำก๊อกพูดตลอดเลย จึงต้องมีความยับยั้งชั่งใจ ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด ไม่ใช่พอบอกว่า ถึงเวลาเล่าก็เล่าเสียสารพัดอย่าง จะทำอย่างนั้นไม่ได้แต่ต้องคิดด้วยว่า ต้องมีความพอดี

คำว่าพอดี คือ พูดเมื่อจำเป็นต้องพูด และพูดแต่พองาม คำว่าพองามคือสุภาพ ในคำพูดนั้นประกอบไปด้วยไมตรี และความหวังดี และอะไรที่ไม่ควรพูดก็ไม่ต้องพูด คือเรื่องส่วนตัวบางเรื่อง และเรื่องความลับส่วนตัวในที่ลับก็ไม่ต้องเล่า ควรเล่าแต่พองาม เพราะอะไรที่เกินงามนั้นมันไม่ดีทั้งนั้นเลย

และการพูดประสานสามัคคีดังที่ยกตัวอย่าง “แห” นั้น ถ้าเผื่อคนเราทุกคนต่างรักกันเหมือนพี่ดีกันเหมือนน้อง และประคองกันไป ต่างคนต่างเอื้อมมือประคองกัน แม้กระทั่งมือเราจะหยิบอะไรไม่ไหว เราประคองกันไปช่วยกันสองมือ มันก็เกิดกำลัง ความสามัคคีทำให้เกิดความสำเร็จทุกๆ อย่าง และนี่คือสิ่งที่ยกมาในเช้าวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2552 , 14:37:22 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 5



และเช้าวันนี้นักศึกษาก็ยังมากันไม่ครบ ก็จะชวนท่านมาสร้างอปรเจตนาว่า ครั้งหนึ่งเมื่อต้นปียังจำกันได้ไหมว่าเรามีกิจกรรมตรงนี้อะไรกัน นั่นคือการอนุโมนาเงินก้อนหนึ่งประมาณห้าแสนเศษ เพื่อนำไปซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม การที่เราจำได้นึกได้นี้ก็เป็นกุศลอปรเจตนา และเรื่องอปรเจตนาเป็นตัวสำคัญมาก

เจตนาในการทำกุศลนั้นมีสามกาล เจตนาก่อนกระทำ เรียกว่า ปุพพเจตนา เจตนาที่สองเรียกว่า ขณะกระทำ เรียกว่า มุญจเจตนา เจตนาที่สามเรียกว่า อปรเจตนา เจตนาที่เกิดขึ้นภายหลังการกระทำ ซึ่งเมื่อแบ่งชีวิตออกเป็นสามส่วนจากขัยอายุ ๗๕ ปี เจตนาทั้งสามกาลก็จะมาให้ผลในช่วงอายุทั้งสามส่วน

ตั้งแต่อายุขวบหนึ่งจนถึงยี่สิบห้า ..เราจะเห็นได้ว่า บางคนลำบาก บางคนสบาย เพราะถ้าเราพยายามทำความดี คิดทำดี มีความราบเรียบเสมอไป เช่นพรุ่งนี้จะใส่บาตร พรุ่งนี้จะไปทำดี คิดดีและมีความรู้สึกอยู่ในความรู้สึกนั้นที่ดี ประคองอารมณ์นั้นได้ เวลาจะให้ผล มันจะให้ผลตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงอายุยี่สิบห้า ฉะนั้นเราจะเห็นเด็กบางคนเกิดมาที่เราบอกว่า คาบช้อนเงินช้อนทอง เพราะว่า เจตนาเขาดี ก็คือบุญที่เขาทำมาก่อน เขาทำดี คือคิดดีเหมือนว่าจะไปใส่บาตร จะไปสร้างวัดนี้ วาดวิมานในอากาศ ด้วยการทำคิดดีไว้นั่นเอง แต่ก็ตรงข้ามกับเด็กบางคน พอเกิดมาก็ลำบากยากจนมาตั้งแต่เกิดเลย

ทุกวันนี้ยังสงสารเด็กที่ออกมา ที่ขาติดกันที่ตอนนี้เขาผ่าตัดไม่ได้ เห็นแล้วมันทารุณหัวใจมาก ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เห็นไหมว่า พอเริ่มต้นออกมาจากครรภ์มารดา ก็มีความพิการมีขาเป็นแบบนางเงือก และแพทย์ก็พยายามดูแลเป็นอย่างดีเพื่อเอาไว้เป็นกรณีศึกษาที่พิเศษที่ถือว่าเป็นของแปลก นี่คืออุปถัมภกกรรมฝ่ายอกุศลมาหล่อเลี้ยงอยู่ เพราะที่จริงแล้วเด็กต้องตายถ้าปล่อยเอาไว้อย่างนั้น แต่มีการพยายามดูแลมากมายเพื่อยื้อยุดให้อยู่กับความพิการหรือความทรมาน

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2552 , 14:37:44 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 6



หลังจากยี่สิบห้าไปแล้ว ..บางคนก็ลำบาก บางคนก็สบาย เช่นขณะกระทำบุญมีความตั้งใจ มีจิตแจ่มใสในการกระทำ ผลที่ให้ก็คือตั้งแต่ยี่สิบห้าถึงห้าสิบปี และบางคนพอทำกุศลหรือทำงานก็เกิดความสบายใจอิ่มเอิบได้ทำกุศลผลบุญ และได้นึกถึงกุศลเหล่านั้นอยู่บ่อยๆ แล้วก็อิ่มเอิบใจ นั่นก็คือจากห้าสิบถึงเจ็ดสิบห้า เรียกว่ากาลทั้งสามดีตลอด แต่ถามว่าจะมีใครบ้างที่จะดีมาตลอดตั้งแต่เลย โดยเฉพาะที่มูลนิธิฯ ของเราส่วนมากมีอปรเจตนาเสียเมื่อดูจากสมาชิกโดยเฉลี่ย

เพราะหลังจากอายุห้าสิบแล้วชีวิตค่อนข้างลำบาก บางคนพอเกษียณแล้วแทนที่จะสบายหมดภาระ กลับลำบากมาขึ้นจนมามูลนิธิไม่ได้ หรือบางคนก็มีความลำบากเพราะพี่น้องที่อายุมากกว่าก็พากันเจ็บป่วยให้ต้องดูแลแทบไม่ได้พัก หรืออย่างบางคนที่ใกล้จะห้าสิบแล้วจากคนเงินเดือนเจ็ดแปดหมื่นชีวิตผกผันต้องมารับเงินเดือนสองหมื่นห้า และเมื่อเดือนที่แล้วถูกออกจากงานแต่ก็ยังไม่แน่เพราะอาจยังมีโอกาสจะได้งานอีก หรืออย่างคนโสดบางคนที่ถูกวิบากยันติดข้างฝา ให้ต้องไปเป็นหนี้หกล้านเพื่อซื้อบ้านทั้งที่จริงแล้วตัวคนเดียวจะอยู่อย่างไรก็ได้

ฉะนั้น ตอนนี้เรามาย้อนระลึกกันว่า เมื่อต้นปีเราเคยทำบุญใหญ่กันมา เราได้ช่วยกันซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาลนาเชือก เมื่อเราพยายามนึกแต่เรื่องดี แม้จะมีเรื่องไม่ดีเข้ามากระทบก็อย่าไปใส่ใจ เพราะไม่เป็นไรเดี๋ยวมันก็จบ อย่างตัวเองก็มีเรื่องให้แก้มีเรื่องให้คิดตลอดสิบวันมานี่แต่ก็สู้ เพราะไม่เป็นไรเราทำมาเอง

เมื่อปลงได้บ้างจึงยังสดใสอยู่ ซึ่งก็ยังมีตะกอนหัวใจ เพราะเราไม่ใช่พระโสดาบัน แต่ก็พยายามไม่ไปกวนให้มันขุ่น โดยหางานใหม่ทำ จะมาอ่อนแอไม่ได้ ต้องสู้กับกรรมใหม่ สู้กับวิบากเก่าเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2552 , 14:38:06 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 7









กระทู้ อธิษฐาน..ทานกุศล

กระทู้ ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่น่าเชือก

ขณะนี้เราได้ระลึกว่าการทำกุศลนั้นผ่านไป และในวันนี้พืชเชื้อหรือประกายแห่งกุศล ที่เราได้ทำกัน ก็ได้เดินทางมาเยี่ยมมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธินั่นคือนายแพทย์สถาพร คุณธรรม ท่านได้มาถึงที่นี่ คือ คุณหมอที่โรงพยาบาลนาเชือก ขอต้อนรับคุณหมออย่างเป็นทางการว่า




ลายกุศลงามพร่างกลางลานจิต
ได้พบมิตรไกลบ้านการคบหา
อยู่นาเชือกเลือกเป็นหมอพนา
จึงร่วมสร้างคุณค่ามหาทาน

โครงการใจกลายเป็นโครงการจริง
ได้ทำสิ่งมากประโยชน์มหาศาล
เครื่องมือแพทย์มอบให้โรงพยาบาล
นับเป็นทานบารมีที่งดงาม

จากวันนั้นถึงวันนี้ที่คบหา
คุณหมอมอบสุขมาอย่างล้นหลาม
มอบน้ำใจไมตรีทุกโมงยาม
มอบคำถามที่มากด้วยห่วงใย

ทั้งงานธรรมยังนำภาพและเสียง
มาร้อยเรียงเรื่องราวให้เคลื่อนไหว
ช่วยเติมเต็มข้อมูลสมบูรณ์นัย
เชื่อมสายใยธรรมทานสะพานบุญ

คือคุณหมอสถาพรผู้อ่อนน้อม
สุภาพพร้อมน้ำใจใฝ่อุดหนุน
ผู้กอปรกิจการงานอเนกคุณ
ทั้งทางโลกทางบุญด้วยเบิกบาน

ขอต้อนรับสู่เรือนสลักธรรม
ด้วยปิติล้นล้ำพร้อมขับขาน
ถึงชีวิตคู่ควรสาธุการ
เป็นแบบอย่างคนทำงานที่พร้อมบุญ

ขอให้มีสิริคุ้มครองขวัญ
ตลอดชีวันมากมิตรผู้อุดหนุน
ดำเนินทางปลอดภัยด้วยพุทธคุณ
พรั่งพร้อมทุนโลกธรรมนำนิพพาน


ขอต้อนรับคุณหมอสถาพรค่ะ คุณหมอมีอะไรจะพูดกับญาติธรรมเชิญเลยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2552 , 14:38:32 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 8



อภิเอย..อภิธรรม
มูลนิธิงามล้ำพระธรรมบท
ร่วมแรงสร้างกิจกรรมอันงามงด
ให้ปรากฎความบริสุทธิ์แห่งพุทธธรรม (ธันวันตรี)






คุณหมอสถาพร : "กราบสวัสดีคณะกรรมการมูลนิธิและสมาชิกของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิทุกท่าน ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้พบได้เจอกับอาจารย์บุษกร เมธางกูร ปกติก็เป็นคนที่ชอบเขียนกลอนก็คุยกับอาจารย์มาตั้งแต่เรียนในมหาวิทยาลัยมาแล้ว ได้คุยกับอาจารย์มาเรื่อยๆ

จนสุดท้ายอาจารย์ได้ตัดสินใจไปทำกุศลที่โรงพยาบาล ก็เป็นบุญของคนไข้ทุกคน เพราะว่าโรงพยาบาลนาเชือกก็เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในเขตทุรกันดารพอสมควร อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ค่อนข้างขาดแคลน เพราะฉะนั้นทางมูลนิธิฯ ได้ทำกิจกรรมตรงนี้ ได้ไปซื้อเครื่องมือแพทย์ให้คนไข้ก็เป็นการช่วยเหลือเติมอายุต่ออายุให้คนไข้ได้ดีพอสมควร

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องวัดความดันโลหิตสูง เป็นเครื่องวัดความดันก็จะเป็นการช่วยประเมินในเรื่องของความดันให้กับคนไข้ได้ และก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดเกลือแร่ตัวหนึ่งก็จะเป็นการเช็คระดับเกลือแร่ในคนไข้ว่าคนไข้มีเกลือแร่ที่ต่ำหรือมากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลก็จะเป็นคนไข้ที่อาจจะเป็นในเรื่องของการถ่ายอุจจาระเหลวพวกนี้นะครับ และวันนี้รู้สึกว่าอาจจะเป็นบุญหรือเปล่าที่ได้มาเยี่ยมชมมูลนิธิฯ เพราะว่าได้เห็นว่าสังคมของเรานี่ก็ยังมีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งยังสร้างสรรค์สังคมของเราให้มีความจรรโลงสังคมอยู่

และส่วนหนึ่งนั้นผมเองเมื่อได้รู้จักอาจารย์ก็ได้น้อมนำหลักการทางพุทธศาสนานำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน บางครั้งการที่เราจะทำความดีก็อาจจะมีอุปสรรคบ้างอย่างที่อาจารย์บอก เวลาเราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งเราก็จะนึกถึงพระพุทธองค์ว่า กว่าที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ได้ รู้แจ้งเห็นจริงได้ ต้องผ่านกับอุปสรรคนานัปการ พระองค์ก็ทรงไม่ย่อท้อ สุดท้ายก็สามารถที่จะตรัสรู้และค้นพบ

สัจธรรมทางที่รู้แจ้งเห็นจริง เป็นแสงสว่างให้กับมนุษย์ทุกคนได้พ้นทุกข์ ..นี่ก็จะเป็นหลักสำคัญในการคิดและรวมทั้งสิ่งที่ได้มาจากอาจารย์ด้วย ซึ่งอาจารย์ก็จะคอยที่จะให้หลักการให้แง่คิดต่างๆ

และวันนี้รู้สึกว่าอิ่มใจมากครับ ที่ได้มาพบปะกับทุกท่านให้วันนี้ ก็ต้องขอบคุณและขออนุโมทนาทุกท่านที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการซื้ออุปกรณ์การแพทย์ไปมอบให้กับทางโรงพยาบาลด้วยครับ ขอบคุณมากครับ"

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2552 , 14:39:07 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 9



อาจารย์บุษกร : วันนี้เราทุกคนก็ได้เจอคุณหมอตัวจริงเสียงจริงกันแล้ว จากที่ได้นำมาเล่าให้ท่านฟังว่า ตัวเองมีความรู้สึกอย่างไรที่ตัดสินใจไปทำบุญตั้งไกลถึงมหาสารคาม เพราะทุกครั้งท่านก็คงเห็นว่า ส่วนใหญ่จะไปโรงพยาบาลศิริราช แต่ปีนี้ไปถึงนาเชือก ก็เพราะจากการที่ได้คุยกับผู้ชายคนหนึ่งสัมผัสถึงอัธยาศัยที่นิ่มนวล ต้องบอกว่ารู้จักคนเยอะ และก็รู้จักหมอมากและก็เป็นคนที่สนิทกับหมอมาในชีวิตตลอดเพราะเป็นคนป่วย ตอนแรกที่พบก็ไม่รู้หรอกว่าอายุยี่สิบเจ็ด ยี่สิบแปด ก็มีความรู้สึกว่าคุณหมอน่ารักเป็นหมอที่มีอุดมการณ์มีเมตตา เพราะจากที่เคยบอกท่านว่า หลายๆ ครั้ง ในวันหยุดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะเจอคุณหมอก็อยู่โรงพยาบาลเข้าเวร อะไรอย่างนี้ ซึ่งตัวเองได้ รู้จักหมอมามาก แต่คุณหมอสถาพรไม่ได้เป็นแบบนั้น เป็นผู้ที่น่าอุดหนุน เป็นผู้ที่น่าคบ จัดได้ว่าเป็นกัลยาณมิตร และภาษาที่คุยกันนั้น ก็เป็นผู้ที่สุภาพอ่อนโยน... คำพูดฟ้องถึงปัญญา การเจรจาฟ้องได้ทุกอย่างว่าเขาคือใคร

ฉะนั้น คำพูดของคนหมอฟ้องได้ก็คือว่า บุคคลผู้นี้จะต้องมีอัธยาศัยที่ดีต่อคนไข้ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเมื่อเจอคุณหมอสถาพรแล้ว คุณหมอก็ช่วยเต็มที่ ยังเคยคุยเลยว่าเคยเจอที่ตายต่อหน้าต่อตา คุณหมอก็มีพระบ้างอะไรบ้างบอกแล้วยิ่งรู้จักว่าคุณหมอเป็นผู้ที่สนใจในพระพุทธศาสนา มีพระธรรมนำทางเราก็จะได้ชื่นใจว่า สิ่งที่เราได้ทำร่วมกับคุณหมอไป อุดหนุนทางโรงพยาบาลอุดหนุนคุณหมอ เป็นความสุขเป็นความปิติ ความอิ่มเอิบที่ไม่รู้จักคลาย และหลังจากนี้ไปก็จะขอป็นตัวแทนพวกทุกคนพาคุณหมอไปชมสถานที่ต่างๆ






โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [2 ก.ย. 2552 , 14:39:33 น.] ( IP = 125.27.172.95 : : )


  สลักธรรม 10












โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.ย. 2552 , 15:05:07 น.] ( IP = 58.9.138.233 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org