มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การอ่านเป็นวาระแห่งชาติและเป็นภาระแห่งชาติ




ธรรมะปฏิสันถาร
พระราชวิจิตรปฏิภาณ


ได้ติดตามการจัดสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและข่าวการผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติซึ่งก็ได้รับข่าวสารที่น้อยมาก เห็นจะมีหนังสือพิมพ์ไทยรัฐคอลัมน์ “เหะหะพาที โดย ซูม” ที่ทั้งลงข่าวหนังสือดีๆ และเขียนถึงการผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไม“ซูม” จึงเขียนหนังสือได้ทุกวันและทุกเรื่องก็เพราะท่านเป็นนักอ่าน ดังนั้น ท่านจึงไม่ทวงพื้นที่บทความของท่านที่จะเขียนแนะนำหนังสือดีๆ แก่ผู้อ่านซึ่งบางทีเราเป็นผู้อ่าน อยากอ่านอะไรที่มันเผ็ดร้อน แต่ก็ต้องอ่านการแนะนำหนังสือของท่าน ก็ค่อยๆ เข้าใจในความปรารถนาดีที่ท่านสรุปสาระหนังสือแต่ละเล่มแนะนำพวกเรา รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องควรที่จะมอบรางวัลสนับสนุนการอ่านและสร้างอุปนิสัยการอ่านแก่ “ซูม”

อาตมาได้รับการขอร้องจากท่านเจ้าคุณพระเทพภาวนาวิกรม “เจ้าคุณธงชัย” วัดไตรมิตรฯ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ให้เป็นประธานจัดหาทุนแข่งขัน “ภาษาไทย เพชรยอดมงกุฎ และภาษาอังกฤษเพชรยอดมงกุฎ” จัดแข่งขันเพชรละ 1 ครั้ง ต่อปี ได้รับความอุปถัมภ์เงินทุนจัดงานจากคุณโยมศรวรรณ ศิริสุนทรินท์ “ซูเปอร์เช็ง” เป็นเงิน 3 ล้านบาท ต่อปี ถามตนเองในเบื้องต้นว่า “ทำแล้วเราจะได้อะไร?” แต่ก็ต้องเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า “เด็กและประเทศชาติจะได้อะไร?” เมื่อเปลี่ยนคำถามได้ก็สามารถจัดการและหาเงินดำเนินการแข่งขันได้เป็นเวลา 7 ปีมาแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการกระตุ้นให้เด็กรักการอ่าน ถ้าเด็กระดับประถมรักการอ่านก็ต้องมีพื้นฐานจากผู้ปกครองที่รักการอ่าน ครูที่รักการอ่าน

รางวัลที่จัดมอบและค่าจัดงานนั้น ถ้าเทียบกับจำนวนเด็กที่สมัครเข้าแข่งขันจากทั่วประเทศครั้งละ 5 พันคน ค่าใช้จ่ายของเด็กที่เดินทางไปแข่งขันรวมแล้วนับเป็นสิบล้านบาท นักเรียนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จากทั่วประเทศ ลองดูเถอะมาจากเชียงราย สงขลา สุไหงโกลก ฯลฯ ค่ารถตู้ที่เหมามาพร้อมค่าที่พักค่ากินก็ปาเข้าไป 3 หมื่นบาท ต่อโรงเรียนที่อยู่ไกลๆ แต่ครูและผู้ปกครองก็ยินดีที่จะส่งนักเรียนเข้าแข่งขัน โรงเรียนใดได้เหรียญทองคำพร้อมเงิน 1 หมื่นบาท กลับไปแล้วก็เฉลิมฉลอง บางโรงเรียนแห่รอบจังหวัดก็มี เด็กบางคนแข่งขันรอบแรกไม่ผ่าน รอบสุดท้ายแพ้บ้าง ร้องไห้กันใหญ่ อาตมาเองก็มีหน้าที่เดินปลอบใจให้ของขวัญปลอบใจ แต่ก็บอกพวกเขาว่า... “ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าพวกเราทำข้อสอบที่ออกข้อสอบโดยดอกเตอร์ทางภาษาไทย ภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ได้ ได้รับเกียรติบัตร ก็ควรดีใจว่าบรรดาดอกเตอร์และศาสตรจารย์ทางภาษาให้แก่เราเก็บข้อสอบเก่าๆ และประสบการณ์ไปพัฒนาใหม่” ...ทุกคนก็เข้าใจ

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [4 ก.ย. 2552 , 21:22:33 น.] ( IP = 58.8.51.204 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

การอ่านที่จะเป็นวาระแห่งชาตินั้น ถ้าไม่มีการกระตุ้นด้วยการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจนครู นักเรียนผู้ปกครอง วางใจว่าจะพัฒนาแข่งขันโดยไม่มีการล้มเลิก พวกเขาก็จะพัฒนาการอ่าน การสอนได้ดียิ่งขึ้น ดีจนขนาดนักเรียนที่แข่งภาษาไทยเพชรยอดมงกุฎปีแรกกำลังเรียนเป็นดอกเตอร์แล้วและเมื่อมีการแข่งขันพวกเขาก็ไปร่วมงาน อีกทั้งในการจัดงานก็มีกิจกรรมต่อครู และผู้ปกครองเรื่องภาษาไทยกับเพลง มีเกม “โจ๊กเมืองชล” คือการทายปริศนาภาษาไทยที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพง เพราะทุกคนรู้ว่า “ทำเพื่อชาติ และการอ่านเป็นภาระแห่งชาติที่ทุกคนต้องร่วมกันทำ”

ได้ติดตามวิธีการกระตุ้นของรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องเรื่องการอ่านเป็นวาระแห่งชาติแล้วเห็นว่าผู้รับผิดชอบยังไม่เข้าใจ “เคล็ดลับ” ที่จะวางรากฐานและกระตุ้นให้เกิดความรักในการอ่าน เมื่อผู้ผลักดันขาดความเข้าใจ ก็เห็นแต่พูดๆๆๆ กันอย่างเลื่อนลอยขาดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์ก็ทำอย่างเกียจคร้านใช้วิธีโฆษณาด้วยป้ายข้อความเดียวออกโทรทัศน์ด้วยภาพยนตร์โฆษณาตอนเดียว แต่เสียเงินเป็นร้อยๆ ล้าน ถ้าเอาเงินนั้นมาทำกิจกรรมแข่งขันต่อยอดแบบที่พระทำ เด็กเขาก็อ่านกันเอง อะไรที่มีการแข่งขันชิงรางวัล นั่นคือจุดสำเร็จของกิจกรรม

คราวนี้ลองมาดูซิว่าการจะกระตุ้นการอ่านนั้นควรจะทำอย่างไรรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องมุ่งตรงไปที่ห้องสมุดโรงเรียนก่อนทุ่มงบประมาณในการพัฒนาหนังสือที่ไม่ใช่ตำราเรียน แล้วก็อยากจะขอร้องว่าการจัดกิจกรรม “หนังสือมือสองให้น้องหนู” นั้น เลิกเสียทีเถอะ เอาหนังสือที่เด็กกรุงทิ้งแล้วไปให้เด็กต่างจังหวัดอ่าน แล้วเด็กต่างจังหวัดมันจะก้าวทันเด็กกรุงได้อย่างไร

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [4 ก.ย. 2552 , 21:25:27 น.] ( IP = 58.8.51.204 : : )


  สลักธรรม 2

อยากจะบอกรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องว่า... “เมื่อไหร่หนอพวกท่านจะเลิกเห็นว่าเด็กต่างจังหวัดเป็นเด็กบ้านนอกเสียที ขอจงคิดเสียใหม่ว่าเด็กต่างจังหวัดชายแดนนั้นเป็นเด็กติดกับเมืองนอกไม่ใช่คิดว่าพวกเขาเป็นบ้านนอก” ...หนองคาย นครพนม ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ตาก ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเด็กที่มีจังหวัดติดกับต่างประเทศ ถ้าไม่ส่งเสริมให้การอ่านการศึกษาเข้มแข็ง เด็กเหล่านั้นก็เป็นกำแพงของประเทศที่ต่ำเตี้ยและเป็นแค่กำแพงผุๆ ของประเทศไทย

ลองไปดูประเทศที่เขาเจริญแล้วบ้าง เขาทำนโยบายอะไรที่เกี่ยวกับเด็กที่อยู่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีแต่เขาจะสร้างโรงเรียนที่ดี มีห้องสมุดที่มีหนังสือน่าอ่านอย่างรื่นรมย์ ไปดูนิวซีแลนด์ที่เคยเป็นแดนคนป่า เขามีโรงเรียน มีห้องสมุดที่น่ารื่นรมย์ มีการบริหารการจัดการอย่างสนุกกับการอ่านการค้นคว้ามีร้านกาแฟขนมปังราคาถูกให้บริการแก่นักเรียน ซึ่งนักเรียนก็คงไม่ค่อยมีเงิน แต่เวลาพวกเขาหิวพวกเขาจะรวมเศษเงินหุ้นกันแบ่งกันกินยาไส้ ยิ่งโรงเรียนประจำของเขา เขาจะจัดห้องสมุดสุดสวย หนังสือที่ดีกว่าหนังจอ เด็กของประเทศเขาก็รักการอ่านจนเป็น อุปนิสัยส่วนตัว และถ่ายทอดอุปนิสัยผ่านไปยังรุ่นน้อง จนเป็นอุปนิสัยของประเทศชาติ

รัฐบาลไทยนี้แปลกว่ะ (เสียงคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิชาการสบถในลำคอ) ห่าอะไรๆ ก็คิดแต่จะทำถนน แจกคอมพ์ ทำแต่ถนนให้คนไม่มีความรู้แต่เป็นโจรเที่ยวปล้นชาวบ้าน แจกคอมพ์เพื่อกินค่าคอมฯ เด็กบ้านเราไม่มีห้องสมุดที่น่ารื่นรมย์ มันก็เครียดมันจึงไปหมกตัวอยู่ร้านเกมกลางคืนก็เที่ยวราตรีแบบผู้ใหญ่...ทุเรศฉิบ

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [4 ก.ย. 2552 , 21:39:31 น.] ( IP = 58.8.51.204 : : )


  สลักธรรม 3

มีคนถามว่า...คนไทยไม่อ่านหนังสือแล้วรวยจนเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร...ก็อยากจะตอบว่า “ดี เพราะโชคช่วย รวยเพราะร่วมกันสัมปทานรัฐ” และเพราะมีอุปนิสัยไม่รักการอ่านฟังนี่แหละ เวลาประชุมสภาจึงไม่มีใครนั่งฟัง ไปนั่งคุยกันนอกห้องประชุมเสียหมด หรือไปนั่งคุยเรื่องที่จะสัมปทานรัฐ จึงเอาสถานที่อันทรงเกียรติไปนั่งทำมาหากินกัน

ครั้นเวลาจะลงมติจึงวิ่งเข้าห้องประชุมจนชนกันที่ประตูเข้าห้องประชุม แล้วก็ต้องเช็กรายชื่อกันวุ่นไปหมด พฤติกรรมที่ขี้เกียจอย่างนี้ ก็เป็นสันดานมาแต่เด็กที่ไม่ค่อยเข้าห้องเรียนนั่นแหละ โตขึ้นมาก็ไม่เข้าห้องประชุมแต่ไปจับกลุ่มนินทา แล้วมันจะดีได้อย่างไร ถ้านิสัยอย่างนี้ไม่ต้องไปสร้างสภาให้มันเสียเงินมากมายมหาศาล สภาเพียงเท่านี้ยังนั่งไม่เต็ม ไปสร้างให้เสียเงินมากมายก็เพราะเหตุผลว่าที่จอดรถไม่พอ มันก็เท่านั้นแหละ นี่ก็เกิดจากนิสัยไม่รักการอ่านการเรียน แล้วจะคิดมาสร้างเสริมให้เด็กไทยรักการอ่านได้อย่างไร

เอ้า...ในเมื่อพูดว่ากระทรวงไม่เข้าที รัฐมนตรีไม่เข้าท่า ในเรื่องกระตุ้นการอ่านให้เป็นวาระและภาระแห่งชาติแล้ว พระจะมีแนวกระตุ้นอย่างไร (ถ้าพวกเขาอ่านเขาคงถามในใจด้วยความเคืองแค้น) ก็จะขอเขียนแนวการกระตุ้นรักการอ่านฉบับหน้า เก็บความโมโหเอาไว้ก่อนและทางที่ดีที่จะดับโมโหได้ก็ไม่ยาก...ไปซื้อหนังสือ พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต มาอ่าน รับรองหายโมโหแน่ นี่คือประโยชน์ของการรักการอ่าน (นี่เพียงน้ำจิ้มเท่านั้นนะ)


โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [4 ก.ย. 2552 , 21:44:43 น.] ( IP = 58.8.51.204 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org