| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การอ่านเป็นวาระแห่งชาติและเป็นภาระแห่งชาติ
สลักธรรม 1การอ่านที่จะเป็นวาระแห่งชาตินั้น ถ้าไม่มีการกระตุ้นด้วยการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจนครู นักเรียนผู้ปกครอง วางใจว่าจะพัฒนาแข่งขันโดยไม่มีการล้มเลิก พวกเขาก็จะพัฒนาการอ่าน การสอนได้ดียิ่งขึ้น ดีจนขนาดนักเรียนที่แข่งภาษาไทยเพชรยอดมงกุฎปีแรกกำลังเรียนเป็นดอกเตอร์แล้วและเมื่อมีการแข่งขันพวกเขาก็ไปร่วมงาน อีกทั้งในการจัดงานก็มีกิจกรรมต่อครู และผู้ปกครองเรื่องภาษาไทยกับเพลง มีเกม โจ๊กเมืองชล คือการทายปริศนาภาษาไทยที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพง เพราะทุกคนรู้ว่า ทำเพื่อชาติ และการอ่านเป็นภาระแห่งชาติที่ทุกคนต้องร่วมกันทำ
ได้ติดตามวิธีการกระตุ้นของรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องเรื่องการอ่านเป็นวาระแห่งชาติแล้วเห็นว่าผู้รับผิดชอบยังไม่เข้าใจ เคล็ดลับ ที่จะวางรากฐานและกระตุ้นให้เกิดความรักในการอ่าน เมื่อผู้ผลักดันขาดความเข้าใจ ก็เห็นแต่พูดๆๆๆ กันอย่างเลื่อนลอยขาดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์ก็ทำอย่างเกียจคร้านใช้วิธีโฆษณาด้วยป้ายข้อความเดียวออกโทรทัศน์ด้วยภาพยนตร์โฆษณาตอนเดียว แต่เสียเงินเป็นร้อยๆ ล้าน ถ้าเอาเงินนั้นมาทำกิจกรรมแข่งขันต่อยอดแบบที่พระทำ เด็กเขาก็อ่านกันเอง อะไรที่มีการแข่งขันชิงรางวัล นั่นคือจุดสำเร็จของกิจกรรม
คราวนี้ลองมาดูซิว่าการจะกระตุ้นการอ่านนั้นควรจะทำอย่างไรรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องมุ่งตรงไปที่ห้องสมุดโรงเรียนก่อนทุ่มงบประมาณในการพัฒนาหนังสือที่ไม่ใช่ตำราเรียน แล้วก็อยากจะขอร้องว่าการจัดกิจกรรม หนังสือมือสองให้น้องหนู นั้น เลิกเสียทีเถอะ เอาหนังสือที่เด็กกรุงทิ้งแล้วไปให้เด็กต่างจังหวัดอ่าน แล้วเด็กต่างจังหวัดมันจะก้าวทันเด็กกรุงได้อย่างไรโดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [4 ก.ย. 2552 , 21:25:27 น.] ( IP = 58.8.51.204 : : )
สลักธรรม 2อยากจะบอกรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องว่า... เมื่อไหร่หนอพวกท่านจะเลิกเห็นว่าเด็กต่างจังหวัดเป็นเด็กบ้านนอกเสียที ขอจงคิดเสียใหม่ว่าเด็กต่างจังหวัดชายแดนนั้นเป็นเด็กติดกับเมืองนอกไม่ใช่คิดว่าพวกเขาเป็นบ้านนอก ...หนองคาย นครพนม ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ตาก ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเด็กที่มีจังหวัดติดกับต่างประเทศ ถ้าไม่ส่งเสริมให้การอ่านการศึกษาเข้มแข็ง เด็กเหล่านั้นก็เป็นกำแพงของประเทศที่ต่ำเตี้ยและเป็นแค่กำแพงผุๆ ของประเทศไทย
ลองไปดูประเทศที่เขาเจริญแล้วบ้าง เขาทำนโยบายอะไรที่เกี่ยวกับเด็กที่อยู่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีแต่เขาจะสร้างโรงเรียนที่ดี มีห้องสมุดที่มีหนังสือน่าอ่านอย่างรื่นรมย์ ไปดูนิวซีแลนด์ที่เคยเป็นแดนคนป่า เขามีโรงเรียน มีห้องสมุดที่น่ารื่นรมย์ มีการบริหารการจัดการอย่างสนุกกับการอ่านการค้นคว้ามีร้านกาแฟขนมปังราคาถูกให้บริการแก่นักเรียน ซึ่งนักเรียนก็คงไม่ค่อยมีเงิน แต่เวลาพวกเขาหิวพวกเขาจะรวมเศษเงินหุ้นกันแบ่งกันกินยาไส้ ยิ่งโรงเรียนประจำของเขา เขาจะจัดห้องสมุดสุดสวย หนังสือที่ดีกว่าหนังจอ เด็กของประเทศเขาก็รักการอ่านจนเป็น อุปนิสัยส่วนตัว และถ่ายทอดอุปนิสัยผ่านไปยังรุ่นน้อง จนเป็นอุปนิสัยของประเทศชาติ
รัฐบาลไทยนี้แปลกว่ะ (เสียงคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิชาการสบถในลำคอ) ห่าอะไรๆ ก็คิดแต่จะทำถนน แจกคอมพ์ ทำแต่ถนนให้คนไม่มีความรู้แต่เป็นโจรเที่ยวปล้นชาวบ้าน แจกคอมพ์เพื่อกินค่าคอมฯ เด็กบ้านเราไม่มีห้องสมุดที่น่ารื่นรมย์ มันก็เครียดมันจึงไปหมกตัวอยู่ร้านเกมกลางคืนก็เที่ยวราตรีแบบผู้ใหญ่...ทุเรศฉิบโดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [4 ก.ย. 2552 , 21:39:31 น.] ( IP = 58.8.51.204 : : )
สลักธรรม 3มีคนถามว่า...คนไทยไม่อ่านหนังสือแล้วรวยจนเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร...ก็อยากจะตอบว่า ดี เพราะโชคช่วย รวยเพราะร่วมกันสัมปทานรัฐ และเพราะมีอุปนิสัยไม่รักการอ่านฟังนี่แหละ เวลาประชุมสภาจึงไม่มีใครนั่งฟัง ไปนั่งคุยกันนอกห้องประชุมเสียหมด หรือไปนั่งคุยเรื่องที่จะสัมปทานรัฐ จึงเอาสถานที่อันทรงเกียรติไปนั่งทำมาหากินกัน
ครั้นเวลาจะลงมติจึงวิ่งเข้าห้องประชุมจนชนกันที่ประตูเข้าห้องประชุม แล้วก็ต้องเช็กรายชื่อกันวุ่นไปหมด พฤติกรรมที่ขี้เกียจอย่างนี้ ก็เป็นสันดานมาแต่เด็กที่ไม่ค่อยเข้าห้องเรียนนั่นแหละ โตขึ้นมาก็ไม่เข้าห้องประชุมแต่ไปจับกลุ่มนินทา แล้วมันจะดีได้อย่างไร ถ้านิสัยอย่างนี้ไม่ต้องไปสร้างสภาให้มันเสียเงินมากมายมหาศาล สภาเพียงเท่านี้ยังนั่งไม่เต็ม ไปสร้างให้เสียเงินมากมายก็เพราะเหตุผลว่าที่จอดรถไม่พอ มันก็เท่านั้นแหละ นี่ก็เกิดจากนิสัยไม่รักการอ่านการเรียน แล้วจะคิดมาสร้างเสริมให้เด็กไทยรักการอ่านได้อย่างไร
เอ้า...ในเมื่อพูดว่ากระทรวงไม่เข้าที รัฐมนตรีไม่เข้าท่า ในเรื่องกระตุ้นการอ่านให้เป็นวาระและภาระแห่งชาติแล้ว พระจะมีแนวกระตุ้นอย่างไร (ถ้าพวกเขาอ่านเขาคงถามในใจด้วยความเคืองแค้น) ก็จะขอเขียนแนวการกระตุ้นรักการอ่านฉบับหน้า เก็บความโมโหเอาไว้ก่อนและทางที่ดีที่จะดับโมโหได้ก็ไม่ยาก...ไปซื้อหนังสือ พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต มาอ่าน รับรองหายโมโหแน่ นี่คือประโยชน์ของการรักการอ่าน (นี่เพียงน้ำจิ้มเท่านั้นนะ)
โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [4 ก.ย. 2552 , 21:44:43 น.] ( IP = 58.8.51.204 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |