มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เตือนตน








เตือนตน



เช้าวันนี้เมื่อเรามากันพร้อมแล้วก็ขอเชิญทุกคนมาสร้างสรรค์ความดีให้เกิดขึ้นที่กายวาจาใจกับตั้งใจว่าจะใช้ในชีวิตวันทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และคำว่า “หน้าที่” นี้หลวงพ่อท่านบอกเสมอว่า คือ “ที่หน้า” ที่หน้าเรามีการงานอะไร มีกิจอะไรที่จะต้องทำ ต้องสะสาง เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด และคำว่า “ดีที่สุด” ในที่นี้ไม่ใช่ว่าจะต้องได้ผลเลอเลิศ แต่ดีที่สุดนั้นหมายถึง ดีด้วยความสุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ ฉะนั้น เราจะต้องเริ่มต้นด้วยการกระทำชีวิตให้ดีเพื่อหนทางเดินอันจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ในอนาคตกาล

ขอกราบอนุโมทนากับทุกท่านที่ได้มาร่วมกันสวดมนต์ทำสมาธิในเช้าวันนี้ ซึ่งต้องบอกว่า เช้าวันนี้ไม่พร้อมในการพูดนักเพราะว่าไม่สบาย อย่างที่เคยพูดกับหลายท่านแล้วว่า ตัวเองคงอายุไม่ยืนยาวนัก รู้ตัวว่าอยู่ไม่นาน เพราะรู้ตัวเองว่าเป็นอะไรบ้าง ซึ่งหลายคนก็ไม่เชื่อเพราะเห็นว่ายังแข็งแรง และที่เห็นกันอย่างนั้นได้ก็เพราะ “อาศัยความอดทน” มาทำหน้าที่ร่วมกับพวกท่าน

ในสองเดือนนี้มีภารกิจที่ต้องทำและรับผิดชอบอยู่มากมาย ซึ่งก็พยายามทำอย่างดีที่สุดในทุกเรื่อง และจนกระทั่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกท่านก็ได้พบกับคุณหมอสถาพร คุณธรรม ที่ได้เดินทางจากมหาสารคามมาทำธุระที่กรุงเทพและตั้งใจมาเยี่ยมพวกเราที่นี่ ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจไมตรีที่คุณหมอมีมอบมาให้จึงตั้งใจสั่งตัวเองว่า “ป่วยไม่ได้ ต้องไม่ล้ม” ต้องรับแขกให้เสร็จอย่างเรียบร้อย ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ดูแลคุณหมอมากนักเพราะรู้สึกเหนื่อย จึงมอบให้น้องๆ ช่วยดูแลแทน

และพอเช้าวันต่อมาเมื่อได้รับทราบว่าคุณหมอเดินทางถึงมหาสารคามเรียบร้อยแล้วก็เข้าห้องพระสวดมนต์ แล้วก็หมดแรงอยู่ในห้องพระเลย พิจารณาแล้วก็คงเป็นเพราะครบกำหนดเวลาที่เราอธิษฐานตั้งฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่จะทำงานให้เต็มที่ ความที่รู้สึกเหนื่อยง่ายมากในช่วงหลังจึงออกไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็พบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วเพิ่มเข้ามาอีก จากที่มีปัญหาเรื่องต่อมไร้ท่อ และเส้นเลือดฝอยแตกในสมองแตกมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว จึงคิดว่าสัปดาห์หน้าจะไปโรงพยาบาลธนบุรีเพื่อตรวจเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อและระบบสมองอีกครั้ง และถ้าหากจะต้องเข้ารับการรักษาโรคลิ้นหัวใจรั่วด้วยการผ่าตัดก็คงจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [9 ก.ย. 2552 , 00:22:54 น.] ( IP = 58.9.92.231 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


เมื่อได้ตรวจพบโรคลิ้นหัวใจรั่วแล้วจึงได้รู้สาเหตุว่าทำไมในระยะหลังนี้จึงเหนื่อยง่าย และเมื่อวานนี้ก็ได้ทราบเรื่องที่น่าตกใจจนทำให้หัวใจแกว่งมากอีกครั้ง นั่นก็คือ เรื่องที่คุณแม่ของลูกศิษย์คนหนึ่งได้เสียชีวิตอย่างกระทันด้วยอุบัติเหตุ ซึ่งลูกศิษย์คนนี้จะมีพิธีขึ้นบ้านใหม่ในวันที่ ๙ เดือน ๙ เวลา ๙.๐๙ น. และเขาได้เชิญให้ไปเป็นผู้ถือพระพุทธรูปเข้าบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล (เรื่องนี้ก็ได้พูดให้ท่านทราบแล้วเมื่อครั้งก่อนว่า ในวันที่ ๙ นี้เขานัดกันร้องเพลงสดุดีมหาราชากันทั้งประเทศ ) จึงได้นัดกับลูกศิษย์อีกสองคนเพื่อไปร่วมงานและสั่งตัวเองให้แข็งแรงพอที่จะไปช่วยงานนี้

ขอเล่าย้อนว่า เมื่อวานนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายจึงได้เข้าไปพักผ่อนในห้องพัก หลังจากที่พักไปได้สักครู่แล้วก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกศิษย์คนนี้ว่า “มีข่าวร้ายจะบอก แม่ถูกรถชนตาย ” ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าใจแกว่งมาก เพราะรู้ว่าเขาซื้อบ้านที่จะไปทำพิธีขึ้นบ้านใหม่กันในวันที่ ๙ นี้ให้แม่ พอเขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังแล้วก็บอกว่าเย็นนี้จะไปร่วมงาน ซึ่งเขาก็เกรงใจเพราะรู้ว่าไม่สบาย แต่ก็ได้เดินไปแจ้งข่าวให้ลูกศิษย์ที่กำลังเรียนกันอยู่ได้ทราบ และก็ชวนกันไปงาน

ซึ่งพอไปถึงแล้วก็ยิ่งรู้สึกสะท้อนใจ เพราะเขาได้เข้ามากอดแล้วบอกว่า “อาจารย์ แม่หายไปเลย” ตอนนั้นก็พยายามกัดฟันกลั้นความรู้สึกไว้แล้วบอกกับเขาไปว่า “แต่พี่ยังอยู่นี่ รุ่นแก่เขาก็ไปกันหมดแล้ว เหลือเราพี่น้องกันดูแลกันต่อไปนะ”

ลูกศิษย์คนนี้เล่าว่า เมื่อวันศุกร์ก่อนที่คุณแม่จะเสีย เขาได้รับแม่มาที่บ้าน เพราะแม่ยังไม่เคยเห็นบ้านใหม่เลย โดยให้แม่เลือกก่อนว่าจะนอนห้องไหน ระหว่างทางขามาเขาบอกว่าถนนที่เลี้ยวเข้าหมู่บ้านนั้นมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีคนตายอยู่ข้างทาง และตอนที่จะพาแม่กลับบ้านอยู่ๆ ประตูก็ปิดดัง ปัง! ระหว่างทางขากลับก็มีรถปอเต๊กตึ้งขับขนาบข้างรถเขามา ..เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไร เพราะรีบพาแม่กลับบ้านเพื่อจะไปจองทัวร์เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดียในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่พอรุ่งเช้าเขาก็ได้ทราบว่า แม่ตายแล้ว ถูกรถกระบะชนตาย

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ย. 2552 , 00:24:17 น.] ( IP = 58.9.92.231 : : )


  สลักธรรม 2





น่าเศร้านะ ..แต่ชีวิตของเขากับเราก็เหมือนกันที่ต้องมีความพลัดพรากจากกันเป็นของธรรมดา ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้ ซึ่งหลวงพ่อท่านก็ได้นำมาสอนเป็นประจำ และพี่ก็นำมาเตือนอยู่บ่อยๆ ว่า เรามีอนิมิต ๔ อย่าง (อนิมิต คือไม่มีเครื่องหมายปรากฏ)

อนิมิตที่หนึ่ง ไม่รู้จะตายเมื่อไร
อนิมิตที่สอง ไม่รู้จะตายที่ไหน
อนิมิตที่สาม ไม่รู้จะตายด้วยโรคอะไร
อนิมิตที่สี่ ไม่รู้ว่าภายหลังความตายจะไปเกิดเป็นอะไร

ด้วยอนิมิตสี่อย่างนี้ พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า จงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด หลวงพ่อท่านก็สอนอยู่บ่อยๆ ให้เราระวังชีวิต ให้ใช้ชีวิตให้ถูก ใช้ชีวิตให้ดี และในห้องนี้ก็พูดอยู่เสมอว่า เราไม่มีความรู้เลยในเรื่องสี่อย่างนี้ และเราก็ใช้ชีวิตน่ากลัวและอันตราย เพราะเราไม่ได้เจริญชีวิตอยู่กับมรณานุสสติเลย เรามีความลิงโลดและร่าเริงไปกับโลกธรรมทั้ง ๘ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

ตอนนี้เรานั่งอยู่ในห้องสบายๆ เมื่อวานแม่เราไม่ได้ตายเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ถ้าจะถามว่าตอนนี้ใครมีทุกข์บ้าง (คนที่ถูกถามต่างก็ตอบว่าไม่มีทุกข์) คำตอบที่ตอบว่าไม่มีทุกข์นั้น ขอโทษนะคะที่ต้องบอกว่า ไปเรียนพระอภิธรรมกันใหม่ดีกว่า เพราะที่ผ่านมานั้นเรียนกันมาอย่างไม่เข้าใจ

หลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า อย่าเรียนจบ จดจบ อัดจบ ท่องจบ เพราะจบเหล่านี้หาได้มีประโยชน์จริงแท้ไม่ถ้าหากไม่เข้าใจ

ตอนนี้เราบอกว่าเราเป็นนักพระอภิธรรม เราเข้าใจจิตมี ๘๙ ดวงหรือ๑๒๑ ดวงโดยพิสดาร เรารู้ว่าจิตกลุ่มนี้คือ อกุศลจิต ๑๒ กลุ่มนี้คือมหากุศลจิต ๘ มหัคคตกุศล ๙ มรรคจิต ๔ อเหตุกจิต ๑๘ หรือกลุ่มนี้เป็นวิบากจิต กลุ่มนี้กิริยาจิต ส่วนผังนี้คือเจตสิก ผังนี้คือรูป ...ถ้าหากเรารู้อย่างนี้ นี่ก็แค่ท่องจบหรือจำจบ ถ้าหากเราไม่เข้าใจ ไม่เอามาดูแลชีวิตเรา เราจะไม่รู้เลยว่าเรากำลังประมาท

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ย. 2552 , 00:25:55 น.] ( IP = 58.9.92.231 : : )


  สลักธรรม 3



และโดยเฉพาะในหนังสือสวดมนต์ ถ้าหากเราเข้าใจมีความเข้าใจในความหมายก็จะทราบว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรเลยนอกจาก เช่น ชาติปิ ทุกขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ชราปิ ทุกขา แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ มะระณัมปิ ทุกขัง แม้ความตายก็เป็นทุกข์ โสกะปริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโคทุกโขฯ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แต่ท่านกลับตอบกันมาว่าท่านไม่ทุกข์ ..ทุกข์เป็นของมีอยู่แท้จริง แต่พระพุทธเจ้าให้เรามีหน้าที่กำหนดรู้ ฉะนั้น ทุกข์เบ็ดเตล็ด เช่น ไม่มีงานทำเป็นทุกข์ ปวดขาก็เป็นทุกข์ นี่เป็นปกิณณกทุกข์ และทุกข์ที่พระพุทธเจ้าให้รู้คือชีวิต

เราสวดมนต์กันทุกวัน และเราก็ยินดีกับการทำวัตรเช้า .. แต่เราไม่เข้าใจ นอกจากนี้เราลองกลับมาดูตัวเองสิว่า เราได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอกหรือไม่ว่า “ทุกข์เป็นของที่ให้กำหนดรู้” เพราะ เราไม่เคยกำหนดรู้เลย ชีวิตเราจึงไม่รู้จักทุกข์ เราจึงหลงอยู่กับสุขวิปลาส สุขที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แท้จริงแล้วความรู้สึกเหล่านั้นล้วนเป็นทุกข์

เราทุกคนมีความรู้สึกเหมือนกัน คือ ไม่ชอบทุกข์ ไม่ชอบความเจ็บป่วยไม่สบาย ไม่ชอบความเหนื่อย เราทุกคนเกลียดทุกข์ชอบสุข แต่เราทำตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ก็คือ ตัณหาและกิเลสต่างๆ แต่เราก็อยู่กับกิเลสตลอดเวลา ทั้งที่เราบอกว่าเราเกลียดทุกข์ แต่เรากำลังอยู่กับเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เช่น อยากกิน อยากเดิน อยากนอน อยากนั่ง และอยากอีกมากมาย ..นี่คือ สมุทัย เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

สมุทัย ..เรามีหน้าที่ต้องละ ซึ่งเราก็ไม่ได้ละตามที่ปากเราบอกว่า เกลียดทุกข์ชอบสุข แต่ทำตามใจเพราะใจไม่ได้เกลียดจริง ใจชอบอาหารอร่อยๆ เสื้อผ้าสวยๆ ไปเที่ยวเราก็ชอบ แดดร้อนเราก็ชอบ ทั้งไม่ชอบร้อนแต่ก็บอกว่าไปเถอะ ระหว่างการเดินทางก็เป็นทุกข์ มีความเหนื่อยมีการปวดปัสสาวะ อุจจาระ ..แต่เราก็ชอบ เพราะเราไม่รู้ และไม่ได้ละ เราจึงมีทุกข์อยู่เรื่อยไป

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ย. 2552 , 00:26:18 น.] ( IP = 58.9.92.231 : : )


  สลักธรรม 4



สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องพยายามนำมาใคร่ครวญเสียที เรื่องของทุกข์ ..เป็นเรื่องที่เราต้องกำหนดรู้ ในชีวิตประจำวันนั้นต้องกำหนดรู้ทุกข์อยู่เรื่อยๆ คอยเตือนตนเองอยู่เสมอ ไม่ใช่พอโอยทีก็ทุกข์ที เพราะทุกข์มีอยู่ตลอดเวลา และการที่เราจะต้องกำหนดรู้ทุกอย่างนี้ก็เหมือนกับการที่ฝึกจิตให้ได้รู้จัก เหมือนเราเคาะบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ผู้ร้ายนะ คนนี้ไม่ดีนะ อันนี้ไม่ดีนะ

การกำหนดรู้เป็นการเตือนสติอยู่เรื่อยๆ และเมื่อจิตรู้ว่าไม่ดี ก็จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยว แต่นี่เราไม่ได้เตือนตนเอง ไม่ได้ไปกำหนดรู้ทุกข์ ถึงเราจะเข้าไปปฏิบัติวิปัสสนาอยู่บ่อยๆ ก็ตาม แต่ชีวิตเราตามปกติในวันหนึ่งนั้นมีช่วงเวลามากที่เราไม่เคยรู้เลยว่า ที่เรากำลังนั่งอยู่คือทุกข์

พระพุทธองค์ทรงแยกให้เห็นทุกชนิดต่างๆ และก็สอนให้สาวกรู้ถึงไตรลักษณ์ว่า รูปัง อนิจจัง เวทนาอนิจจา สัญญาอนิจจา สังขาราอนิจจา วิญญาณังอนิจจัง รูปังอนัตตา ฯ ทรงนำพระไตรลักษณ์ในรูปเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มาสอนว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้

จากนั้นพระองค์ยังทรงแจงต่อไปว่า รูปก็ไม่ใช่ตัวตน เวทนาก็ไม่ใช่ตัวตน สัญญาก็ไม่ใช่ตัวตน สังขารก็ไม่ใช่ตัวตน วิญญาณก็ไม่ใช่ตัวตน และวิธีที่จะก้าวพ้นไปจากทุกข์เหล่านี้ ก็คือต้องกำหนดรู้ทุกข์ และต้องละเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ นี่ก็คือสิ่งที่นำมาบอกว่า ถ้าหากเราไม่เข้าใจแล้วก็ไม่เข้าถึง เราไม่รู้เลยว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ใครจะนึกว่าจะได้รับโทรศัพท์ว่า “แม่ถูกรถชนตาย” และก็ไม่ได้ขึ้นบ้านใหม่แล้วในวันที่ ๙ ...นี่เป็นเรื่องวัฏฏสงสาร กิเลสวัฏ กรรมวัฏ และวิบากวัฏ

เราอย่าทำชีวิตปกติของเรานี้ให้อย่ามีวิปลาสมากไปกว่าที่เป็นกันเลย สุขมีได้....สุขที่เกิดจากการที่ไม่ได้แย่งชิงคนอื่น ไม่ได้ปล้นไม่ได้ลักทรัพย์หรืออะไร เราหาความสุขใส่ตัวของเราได้ และเมื่อเรากำหนดได้วิบากทันแล้ว เราก็ดูว่าวิบากมันสุขจริงไหม วิบากคือผลที่มาจากเหตุ ถ้าหากไม่มีเหตุแล้ว ผลก็ไม่มี .. ให้ข้าวย่อมได้ข้าว ให้น้ำย่อมต้องได้น้ำ ให้กักขัง ย่อมได้กักขัง ทำให้ใครอึดอัดขัดข้องใจ ตัวเองก็อึดอัดขัดข้องใจ ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด

เมื่อเรากำหนดวิบากได้ เราก็สาวไปถึงเหตุ เราจะเห็นได้ว่า เหมือนเล่นบทบาทไปตามละคร บางครั้งก็ต้องสวมบทนี้ เมื่อวิบากมาให้บทนี้ เมื่อวิบากไม่ดีมา.. ทำให้เราต้องหัวใจรั่ว เราก็ต้องเหนื่อย ทำให้ต้องสวมบทนี้เป็นคนป่วย และจากป่วยก็ไปตาย หรือวิบากส่งมาให้เธอได้ทำงานแล้ว เธอก็สวมบทเป็นพนักงาน แล้วเธอก็ทำไป ถ้าเมื่อใดที่เราไปหลงไม่ทัน พอเราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เรามี เราก็จะเป็นทุกข์มากขึ้น

เราจึงต้องปรับแล้วต้องปรุงชีวิต และต้องทำให้คุ้นกับการกำหนดรู้เสียบ้างว่า ในวันหนึ่งๆ ชีวิตเราตื่นขึ้นมาอยู่กับทุกข์ แล้วพยายามที่จะไม่ทำเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์เท่าที่จะทำได้ แล้วชีวิตของเราก็จะดีขึ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ย. 2552 , 00:26:40 น.] ( IP = 58.9.92.231 : : )


  สลักธรรม 5



พระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งอันเอกของพวกเรา ที่พึ่งอื่นเราพึ่งได้เพียงชั่วคราว เรามาคนเดียว เราอยู่คนเดียวแล้วเราต้องตายคนเดียว เรามีอนิมิตสี่อย่าง ถ้าเราไม่มีความเข้าใจเรื่องชีวิต ชีวิตก็ท่องเที่ยวเรื่อยไปในสังสารวัฏฏ์ ไม่ว่าจะเป็นลูกเศรษฐีหรือลูกชาวบ้าน ลูกเศรษฐีนั้นมีเสบียง มีสมบัติก็จริง แต่ก็ต้องกิน ต้องเดิน ต้องยืน ต้องนอน ต้องขับถ่าย ต้องเมื่อย ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เหมือนกันกับลูกชาวบ้าน มีชีวิตที่ต้องแบกภาระ ภาราหะเว ปัณจะ ขันธา ภาราหาโร จะปุคคโล เป็นภาระที่ต้องแบกไปอย่างไม่มีใครมาช่วยได้เลย อย่างตัวเองนั้นถึงจะมีใครมารักขนาดไหนก็ไปปัสสาวะแทนไม่ได้

ชีวิตเป็นสิ่งที่จะต้องดูแลเอง แล้วทำไมเราจึงจะต้องมีชีวิตเล่า? ไม่มีชีวิตดีกว่าไหม? การที่ชีวิตเป็นทุกข์นี่แหละ จะทำให้ท่านต้องเตือนตัวเองมากๆ บอกตัวเองบ่อยๆ จะได้เกิดความเบื่อ เราดูความจริงว่า ทำไมต้องยืน... เพราะเราเมื่อย เมื่อยเป็นอะไร...เมื่อยเป็นทุกข์ ทำให้เราต้องหยุดการเดิน ทำไมเราต้องนั่ง .. เพราะเรายืนมาเมื่อย เมื่อยเป็นอะไร.. เมื่อยเป็นทุกข์ ทำให้เราต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ทำไมเราต้องไปปัสสาวะ ...เพราะมันปวด ปวดเป็นอะไร... ปวดเป็นทุกข์ ทุกข์ทำให้เราต้องแก้ไข ทำไมเราต้องกินน้ำกินข้าว ... เพราะกระหายและหิว กระหายและหิวเป็นอะไร..กระหายและหิวเป็นทุกข์ ทุกข์ผลักดันให้เราไปแก้ไข

ตั้งแต่เช้าถึงเย็น เราต้องบำบัดทุกข์ทั้งสิ้น แม้กระทั่งหลับ หลับไม่ตื่นก็แย่ ตื่นไม่หลับก็แย่ แต่ละคนที่นั่งอยู่วันนี้ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ แล้วเราอยู่เพื่ออะไร? อยู่เพื่อแก้ไขทุกข์ เพราะมีทุกข์มาให้เราแก้ไขตลอดเวลา แม้กระทั่งตายแล้วก็ต้องเกิด เกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เริ่มต้นใหม่อีก

พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่เกิดดีที่สุด แต่ที่เรายังเกิดอยู่เพราะมีกิเลสมีตัณหา และกิเลสนี้มีน้อยแต่มีฤทธิ์มากมายเลย ทั้งหมดมีเพียง ๑๐ หรือมีอกุศลจิตเพียง ๑๒ ดวงเท่านั้น กิเลสมีเพียงโหลเดียว แต่ทำให้ชีวิตเรามีหลายโกศ และหลายโกฏิ(ชาติ) เพราะเวลาเราตายเขาก็เอากระดูกใส่โกศ แล้วเราใส่มากี่ครั้งแล้วล่ะ ท่านอย่าไปห่วงว่าท่านไม่ใช่เศรษฐีร้อยล้านพันล้านเพราะท่านมีเป็นโกศโกฏิ มากกว่าล้านอีก

วันนี้ก็ขอยุติเพียงแค่นี้ ขอความสุขความสวัสดี ความมีสติมีปัญญาจงมีแก่ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านสามารถระลึกรู้ทุกข์ และเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ครองกายและใจ มีความประมาทน้อยลงกว่าเดิมได้ ขออนุโมทนา


โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ย. 2552 , 00:27:05 น.] ( IP = 58.9.92.231 : : )


  สลักธรรม 6



วันที่ไปเป็นเพื่อนอาจารย์ที่โรงพยาบาล ตอนที่อาจารย์เข้าไปพอเข้าไปตรวจคลื่นหัวใจ ก็รู้สึกผิดสังเกตว่า คนไข้ที่เข้าไปในห้องตรวจทีหลังอาจารย์ฯ ทำไมออกมาแล้ว ทำไมอาจารย์ไม่ออกมา ทำไมเข้าไปนานจังเลย

ในความรู้สึกก็กังวลเหมือนกันว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่านะ พอนั่งคอยอีกสักพักอาจารย์ก็ออกมาจากห้องตรวจ และก็ได้ทราบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นนี้เป็นลิ้นที่อยู่ที่เส้นเลือดใหญ่ ที่โคนหัวใจข้างใน และเป็นเลือดที่จะต้องออกไปเลี้ยงร่างกาย ฉะนั้น เวลาที่ลิ้นหัวใจตรงนี้รั่ว เลือดที่ออกไปก็คงน้อย ออกซิเจนก็ไม่พอ อาจารย์จึงบ่นเหนื่อยอยู่เรื่อยๆ แต่อาจารย์ก็จะผัดผ่อนเรื่องไปหาหมอ

ต้องบอกว่า ๒๓ – ๒๔ ปี ที่ได้รับการดูแลหรืออบรมจากอาจารย์มา ถ้านึกย้อนว่าเป็นเด็กที่พ่อแม่เลี้ยงมาก็บรรลุนิติภาวะแล้ว เรียนจบมีงานทำแล้ว แต่นี่ ๒๓ ปีที่ได้รับการอบรมจากอาจารย์มาอาจารย์ก็ยังอบรมต่อยังไม่จบหลักสูตรเสียที แล้วจู่ๆ ผู้ที่ให้การอบรมเราก็ป่วย ก็รู้สึกเครียดและรู้สึกว่าจะทำยังไงที่ให้อาจารย์เหนื่อยน้อยลงได้

เพราะต้องบอกว่ากว่าจะมาเป็นสถานที่อย่างนี้ได้ อาจารย์ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานเพื่อพวกเรามาตลอด การทำงานของอาจารย์หนักกว่าพวกเราหลายร้อยเท่า เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์มายี่สิบกว่าปี ได้เห็นการทำงานของอาจารย์จนกระทั่งที่นี่เจริญ และสิ่งที่อาจารย์ห่วงที่สุด คือ มูลนิธิ ฉะนั้น ถ้าเราอยากให้อาจารย์เบาภาระก็เป็นหน้าที่พวกเราที่ต้องมาช่วยกันดูแลมูลนิธิฯ

ทุกวันนี้เวลาที่จะเข้ามาสถานที่แห่งนี้ ก็จะไหว้ตั้งแต่เข้ามาเลย ..ขอบคุณสถานที่ ที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ได้ เมื่อก่อนไม่กลัวบาปแต่บุคคลผู้นี้ทำให้เรากลัวบาป แม้บางครั้งกิเลสยังมีแต่ก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนมาก มั่นใจในการตายมากกว่าแต่ก่อนเพราะอาจารย์พยายามสอนพวกเราให้มีสติ

อาจารย์พยายามเน้นให้เราปฏิบัติ เพราะปฏิบัติเมื่อไหร่ก็มีสติเมื่อนั้น ฉะนั้นอยากจะฝากทุกคนว่า เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือ ช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้

โดย วยุรี [9 ก.ย. 2552 , 00:27:32 น.] ( IP = 58.9.92.231 : : )


  สลักธรรม 7

จากคำถามที่ถามว่าตอนนี้ใครมีทุกข์บ้าง ทำให้รู้สึกว่า การใช้ชีวิตยังมีความประมาทมากๆ เพราะทุกข์เป็นของมีอยู่แท้จริงแต่ก็ไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ สมุทัย..มีหน้าที่ต้องละ แต่ก็ไม่ได้ละ

จึงต้องเตือนตนในการดำเนินชีวิต ให้มีสติในการกำหนดรู้ทุกข์ให้มากกว่านี้ค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ และขอให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงโดยไวด้วยค่ะ

อนุโมทนาในกุศลกรรมที่น้องกิ๊ฟได้กระทำด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [9 ก.ย. 2552 , 23:28:59 น.] ( IP = 58.8.54.175 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org