| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เรือมนุษย์
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
จะเห็นว่า เรื่องเหล่านี้เราเรียนแล้วก็รู้ได้ทั้งหมด นอกจากเรื่องจิต เจตสิก รูป แล้วเราก็รู้มากไปกว่านั้นอีกว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นแบ่งการปฏิบัติออกเป็นสองอย่าง คือ สมาธิ กับ วิปัสสนา
สมาธิ คือ การกำกับอารมณ์ ให้จิตมั่นคงอยู่กับสิ่งที่เราต้องการ ด้วยการทำจิตให้สงบในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่น พุท-โธ หรือลมหายใจเข้า-ออก ที่จะสั้น-ยาวก็รู้อยู่กับลมหมายใจ ซึ่งกำกับอยู่กับคำภาวนา เพื่อให้จิตนั้นมีความตั้งมั่นเป็นเอกัคคตา เมื่อเอกัคคตาเจตสิกมีความเกิดมากขึ้นแล้วก็จะมีอำนาจทำให้เป็นอุปจารสมาธิ และเมื่อมีอำนาจของเอกัคคตามากขึ้นก็จะทำให้เกิดความแนบแน่นจนเป็นอัปปนาสมาธิ ซึ่งจะทำให้เกิดมีมหัคคตกุศลจิตที่ส่งผลเป็นมหัคคตวิบาก และเราก็รู้ว่า เมื่อตายไปก็มีภูมิที่รองรับคือรูปพรหมและอรูปพรหม
วิปัสสนา คือ การกำหนดอารมณ์ โดยการรู้ตามความเป็นจริงหรือเรียกว่ากำหนดรู้ ซึ่งเราก็รู้ว่าสมาธิกับวิปัสสนามีความต่างกันในการปฏิบัติ และที่นำเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่า ได้มีโอกาสชมรายการธรรมะทางสถานีโทรทัศน์ในช่วงเช้า ซึ่งเป็นเจตนาของตนเองที่ต้องการความเป็นมงคลในการเริ่มต้นแต่ละวันของชีวิตด้วยการมีโอกาส"เห็นสมณะ" พระภิกษุท่านที่แสดงธรรมะบรรยายอยู่ในขณะนั้นท่านพูดดีมาก โดยเฉพาะใจความที่ท่านบอกว่า "การที่จะถึงซึ่งมรรคผลนิพพานต้องปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้น ทางสายเอก..เอกายนมัคโคนี้ดำเนินไปเพียงผู้เดียว กำหนดรู้ผู้เดียว ส่วนผู้ที่ทำสมาธินั้นยังเข้าไปไม่ถึงและเข้าไปตัดกิเลสไม่ได้"
และเมื่อรายการนี้จบลงก็ได้เปลี่ยนสถานีไปที่ช่องอื่นก็มีโอกาสได้ฟังการบรรยายของฆราวาสที่ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามด้วยคำพูดที่พอสรุปได้ว่า "ทุกท่านที่มานั่งอยู่ที่นี่ ขอให้ท่านทำสมาธิกันเถอะ เพราะสมาธินี้ถึงพระนิพพานแน่ และคุณรู้กันไหมว่าทำไม่การทำสมาธิจึงให้นั่งตัวตรง? ได้พบด้วยตัวเอง รู้ตื่นเลยว่า การที่ตั้งตัวตรงเพราะเรามีก้นกบ ซึ่งตรงก้นกบนี้มีโพรงกระดูกที่เป็นช่องรูรับแสง และเชื่อมกับแกนกระดูกสันหลัง ซึ่งอยากจะให้ทุกท่านนึกถึงพระพุทธรูปที่มีหัวแหลมๆ แสงจากก้นกบนี้จะพุ่งตรงและทะลุหัวแหลมๆ นั้นจนสว่างกระจ่างใจเลย "
ซึ่งได้ฟังฆราวาสสตรีท่านนี้บรรยายแล้วก็รู้สึกตกใจ ที่การบรรยายธรรมะของทั้งสองสถานีนี้ตรงกันข้ามกันเลย
..เพราะช่องหนึ่งนั้นพระท่านพูดถึงเรื่องการปฏิบัติที่จะนำออกจากวัฏฏสงสารและก็เน้นเลยว่าต้องเป็นวิปัสสนากรรมฐาน และท่านก็ให้เหตุผลด้วยว่าทำไมการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงพ้นทุกข์ และท่านก็ให้เหตุผลว่าทำไมสมาธิจึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
..ส่วนทางสถานีโทรทัศน์อีกช่องหนึ่งกลับบอกว่าให้ทำสมาธิกันเถอะ ให้นั่งตัวตรงเพื่อการหายใจเข้าจะได้โปร่งโล่งพลังภายในจากก้นกบนี้จะพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ พลังสมาธิจะขึ้นมาๆ จนทะลุหัว ซึ่งจะมีรูอยู่ช่องหนึ่ง แต่หัวของเราไม่แหลม(พระเกศ)เหมือนพระพุทธองค์เท่านั้นเอง
ความรู้สึกในตอนนั้นก็เกิดความสงสารว่า ผู้ฟังที่ไม่รู้อะไรเลยแล้วมานั่งฟัง ก็มีโอกาสที่จะเชื่อในสิ่งที่ฟัง และก็บอกให้เชื่อเลยโดยไม่ต้องหัดคิด แต่พระอภิธรรมสอนให้เรารู้จักคิดโดยไม่ได้ฟังเฉยๆ และการศึกษาพระอภิธรรมจะทำให้เราคิดอย่างเข้าใจในเหตุและในผล
โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ย. 2552 , 22:45:19 น.] ( IP = 58.9.104.19 : : )
สลักธรรม 2
มีผู้คนมากมายที่รู้ว่าสมาธิทำอย่างไร และวิปัสสนาทำอย่างไร แต่มีจำนวนมากที่ "รู้...แล้ว..ไม่ตื่น" คือ รู้ว่ากิเลสไม่ดี แต่ก็ชอบกิเลส เราไม่ชอบความทุกข์..เกลียดทุกข์รักสุข แต่เราทำทุกอย่างด้วยการสร้างทุกข์ เพราะเราทำด้วยตัณหาคือความทะยานอยาก ..อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเห็น ฯลฯ ตัณหานี่แหละคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้แก่สมุทัย ...นี่คือที่เราเรียน แต่เราไม่ตื่น ยังหลับอยู่กับกิเลส นอนนิ่งสนิทให้กิเลสนั้นหล่อหลอมใจ ลากและพาชีวิตไป นี่ก็คือเราๆ ทั้งหลายที่ "รู้..แล้ว ..ไม่ตื่น"
และก็มีอีกพวกหนึ่งที่ "ตื่น...แล้ว...ไม่รู้" คือ ตื่นตัวตลอดเวลา ไปทุกที่ ชอบไปวัดวาฟังเทศน์ฟังธรรม ฟังอาจารย์ไหนก็รู้สึกดีไปหมด หรือเปรียบเทียบจากการบรรยายธรรมทางสถานีโทรทัศน์ที่ยกตัวอย่างไปแล้วว่า พอฟังพระรูปนี้ก็รู้สึกว่า "สุดยอดเลยพระองค์นี้" หรือ พอเปลี่ยนไปฟังอีกช่องหนึ่งก็รู้สึกว่า "ผู้หญิงคนนี้พูดได้สุดยอดเลย" คือฟังแล้วก็รู้สึกดีไปทั้งสองช่อง...เมื่อสุดยอดไปหมดจึงไม่รู้ว่ามีความแตกต่าง นี่ก็คือความตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาพูด สิ่งที่เขาสอน สิ่งที่เขาให้ หรือสิ่งที่เขาเป็น แต่เราไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นให้ประโยชน์อย่างไร
และคนทั้งสองประเภทนี้ก็จะมีอยู่เป็นอันมากซึ่งมีชีวิตที่น่ากลัวมาก แต่ก็ยังดีกว่าพวกที่ไม่รู้..แล้วก็ไม่ตื่น คือ ไม่ฟังธรรม ไม่รู้จักธรรมโอวาทของพระพุทธเจ้า แม้กระทั่งสวดมนต์ก็ไม่ชอบ ทำสมาธิก็ไม่ชอบ มีชีวิตอยู่ตามยถากรรมกับความรู้สึกของตนเอง ไม่มีสติตื่นตัวในการกระตุ้นเตือนให้ตนเองทำความดี ส่วนผู้ที่ตื่นแล้ว..รู้แล้ว คือพระอริยบุคคล
ที่นี่มีผู้ที่ตื่นแล้วรู้แล้วบ้างเช่น รู้แล้วและสอนเองว่า โสมมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกัง จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดีประกอบไปด้วยความเห็นผิดโดยไม่มีใครชักชวน ..และมีการถ่ายถอนที่ตนเองมีพี่ดาเป็นต้น หรือผู้ที่รู้ว่าโทสะนั้นไม่ดีนำไปอบายก็พยายามปลีกตัวไม่ค่อยพูดกับใครเพราะรู้ว่าพูดว่าจาไม่ดีจึงพยายามหลีก ..นี่คือ ตื่นแล้วและก็รู้แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ดี ซึ่งก็คือการตื่นในขั้นหนึ่งๆ ของเรา และเป็นโชคของชีวิตที่หลายๆ คนทำได้
นี่คือสิ่งที่ต้องการบอกว่า ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าหากเราไม่ช่วยตนเอง และชีวิตของคนเรานี้ถ้าหากเปรียบแล้วก็เหมือนน้ำที่ไหลขึ้นและไหลลงอยู่ตลอดเวลา เพราะเดี๋ยวก็ขึ้นไปตามอารมณ์ยินดี และอารมณ์นั้นก็หมดลงไป
และพระพุทธองค์ตรัสว่า ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดเลย แล้วเราก็เป็นมากันทุกเพศทุกวัย แต่ที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้บ้างก็เป็นอิตถีภาวรูป บ้างก็เป็นปุริสสภาวรูป วันนี้ก็มีเรื่องมาเล่าให้พวกท่านฟังอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับผู้ชายเจ้าชู้
โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ย. 2552 , 22:45:39 น.] ( IP = 58.9.104.19 : : )
สลักธรรม 3
ผู้ชายคนหนึ่งที่หล่อ รวย และเท่ระเบิดขับรถมัสแตงเปิดประทุนมีภรรยาอยู่สี่คน
ภรรยาคนที่ ๑ เขารักที่สุด.. พาไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอด อยากได้อะไร เขาหาให้ทุกอย่าง
ภรรยาคนที่ ๒ เขารักมาก.. เขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้ และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ
ภรรยาคนที่ ๓ เขารักรองลงมา.. ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบางเป็นครั้งคราว
ภรรยาคนที่ ๔ เขาไม่เคยสนใจ ..ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลยด้วยซ้ำ
ต่อมาชายคนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรงและถูกจับ และต้องถูกประหารชีวิต และก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับ บ้านเพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักสักครั้ง ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต
โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ย. 2552 , 22:46:00 น.] ( IP = 58.9.104.19 : : )
สลักธรรม 4
เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ ๑ เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง และถามภรรยาคนที่ ๑ ว่า " ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ ๑ จะทำอย่างไร? " ภรรยาคนที่ ๑ ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า " ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน " คำตอบที่ได้รับ เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมาที่เขาอย่างจัง เขารู้สึก เจ็บปวดและเสียใจเป็นอย่างยิ่งนึกเสียดาย ว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย
จากนั้นเขาก็ ไปหาภรรยาคนที่ ๒ ด้วยอาการเศร้าโศก เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังและถามคำถาม เดิมกับภรรยาคนที่ ๒ ว่า" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ ๒ จะทำอย่างไร? " ภรรยาคนที่ ๒ ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า " ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่ " คำตอบที่ได้รับ เหมือนสายฟ้าผ่าลงมาซ้ำที่เขาอย่างจัง เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมาเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน
เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ ๓ เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง และถามภรรยา คนที่ ๓ ว่า" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ ๓ จะทำอย่างไร? "ภรรยาคนที่ ๓ ตอบว่า " ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง " ทำให้เขา คลายความเศร้าโศกขึ้นมาได้บ้างอย่างน้อยก็ ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา
และก่อนกลับไปรับโทษ เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคนซึ่งไม่ค่อยได้ไปหาเลยจึงไปหาภรรยาคนที่ ๔ และถามว่า" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ ๔ จะทำอย่างไร? " ภรรยาคนที่ ๔ ตอบว่า " ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไปด้วย "
แทนที่เขาจะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก เพราะมันสายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคน นี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ ๔ ก็ตายตามไปด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ย. 2552 , 22:46:25 น.] ( IP = 58.9.104.19 : : )
สลักธรรม 5
เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนแห่งชีวิตว่า ความรักของเราที่มีกันอยู่ทุกคนในห้องนี้ก็เหมือนกับผู้ชายคนนี้แหละที่มีภรรยา ๔ คน
ภรรยาคนที่ ๑ คนที่เรารักมากที่สุด คือ ร่างกายของเรา เราหลงรักร่างกายรูปโฉมโนมพรรณของเราที่สุด เราจะบำรุงบำเรอด้วยข้าวของทุกสิ่งทุกอย่าง พออ้วนนิดก็ออกกายบริหารลดความอ้วน หรือทำโยคะ หรือทานยา วิตะมินต่างๆ มะรุม เพื่อสุขภาพเพื่อความสวย อากาศร้อนมากแต่เราก็ยังปล่อยผมยอมร้อนเพื่อความสวย แต่พอเราตายก็จบกันกับร่างกายนี้ ..สิ้นสุดกันทีไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน
ภรรยาคนที่ ๒ คนที่เรารักมาก คือ ทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทองต่างๆ เรามีความหวงและห่วงมีความมัจฉริยะ เช่น เสื้อผ้าก็ยังเก็บไว้เผื่อว่าจะผอมลงแล้วใส่ได้ใหม่ หรืออ้วนแล้วค่อยมาใส่ แต่เมื่อเราตายไปสิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปสู่เจ้าของใหม่ สมบัติผลัดกันชม
ภรรยาคนที่ ๓ คนที่เรารักรองลงมา คือ พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา ญาติ พี่ น้อง เพราะแม้แม่จะมีบุญคุณมากบางคนก็ให้ดอกมะลิแก่แม่เพียงพวงเดียวจากนั้นก็พาลูกตัวไปเองออกไปกินข้าว หรือมีเงินเดือนห้าหมื่นก็ให้แม่ห้าพันส่วนตัวเองเก็บไว้สี่หมื่นห้า ..ถามว่าใครจะให้พ่อแม่ได้มากกว่าให้ตัวเองได้บ้าง? ไม่มี ก็จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่เรารักรองลงมา แต่เมื่อเราตาย..พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะทำศพให้เราและตามไปส่งเราได้แค่บนเมรุ
ภรรยาคนที่ ๔ คนที่เราไม่เคยสนใจเลย คือ บุญกับบาปที่เราทำมาเอง เพราะเวลาเราทำบาปเราก็ไม่มีสติรู้เลยว่าเราทำบาป เวลาเราทำบุญเราก็ไม่มีความใส่ใจหรือตั้งใจแต่ทำตามความเคยชินหรือทำตามประเพณีกันไป เช่นการให้เงินลูกเราก็ไม่เคยคิดว่านี่เป็นบุญ หรือทำงานบ้านต่างๆ เราก็ไม่เคยได้สนใจเลยว่านี่เป็นบุญ ...แต่บุญบาปนี่แหละที่จะตามเราไปไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน
วันนี้ก็พาทุกคนเปิดละครชีวิตมาพบภรรยาของตนเองกันเสียทีหนึ่ง และก็พิจารณาว่าต่อไปนี้เราควรจะให้ความรักความใส่ใจแก่ภรรยาคนไหนของเรา หากเราไม่เคยสนใจเราก็ควรกลับมาสนใจภรรยาคนที่ ๔ นี้บ้าง กอดภรรยาคนนี้ให้นานๆ กอดกุศลให้นานๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ย. 2552 , 22:46:46 น.] ( IP = 58.9.104.19 : : )
สลักธรรม 6
สิ่งที่นำมาเล่าให้ท่านฟังวันนี้ก็คือเรือชีวิตของเรา เพราะเราเป็นผู้มีนาวาแล่นไปดังเนื้อเพลงที่ว่า ..
" ชีวิตมนุษย์นั้นสุดจะคิด แต่ละชีวิตไม่ผิดนาวา
จะลอยถอยหลังหรือเหินเดินหน้า ด้วยวาสนาสร้างมาแต่หลัง
เรือมนุษย์ สุดลำบากมากล้น ต่างคนดิ้นรนให้รอดพ้นถึงฝั่ง
บางเวลาพายุโหมโถมประดัง แทบสิ้นกำลังหมดหวังเกือบอาสัญ
ถึงคราวลมว่าว พัดผ่าวพราวใจ เรือโลดลิ่วไปคล้ายอยู่ในสวรรค์
ขึ้นเหนือลงใต้ ไปได้ดังฝัน พอลมหยุดพลันสวรรค์คืออเวจี
ชาติหนึ่งพึงรู้ใครจะอยู่ค้ำฟ้า มุ่งใจใฝ่หาศรัทธาแหละไมตรี
ทุกคนต้องตายร่างกลายเป็นผี สถิตย์แต่ชั่วดีไม่มีวันดับสูญ
ต้องเรียนกับทุกท่านว่า ตัวเองได้ตรวจพบโรคใหม่ก็เหมือนกับนาวาลำนี้ไม่รู้จะคว่ำลงไปเมื่อใด ไม่รู้ว่าเรือจะอัปปางวันไหน แต่เวลาที่เหลืออยู่นี้ก็จะขอทำเวลาให้มีค่าที่สุด และเวลาที่มีค่าของตนเองก็คือ เวลาในการแชร์ความสุขให้กับทุกคน แชร์ความจริงให้กับทุกท่าน จึงพยายามใช้กำลังทุกอย่างเพื่อเราทุกคนจริงๆ
แต่ก็ไม่ต้องห่วงกันมากนัก เพราะอาการยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมดูแลได้ ซึ่งแพทย์ก็นัดเป็นระยะๆ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ย. 2552 , 22:47:05 น.] ( IP = 58.9.104.19 : : )
สลักธรรม 7
การเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ดูสนุกสำหรับพวกที่อยู่ในห้องนี้ ทำให้ดูเหมือนอาจารย์ไม่ได้เป็นอะไรเลย ในวันธรรมดานั้นดูแล้วเหมือนอาจารย์จะไม่สบาย แต่พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์ได้กำลังมาจากที่ไหน จนหลายคนคิดว่าอาจารย์สบายดี
แต่เวลาที่ไปพบแพทย์และได้ฟังคำวินิจฉัยแล้วก็จะทราบเลยว่า ความไม่สบายของอาจารย์นี้เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้เลย
สิ่งที่อาจารย์นำมาเล่านี้ ครั้งแรกฟังแล้วเหมือนเรื่องสนุก แต่พอมาลงท้ายแล้วก็ย้อนกลับมาเข้าตัวเองทุกครั้ง ซึ่งเป็นธรรมะที่ทำให้ได้ข้อคิด และนำมาปรับปรุงตัวเองได้
ทุกอย่างนั้นเป็นอย่างที่อาจารย์เปรียบเทียบกับการมีภรรยา ๔ คน ซึ่งเรารักตัวเองมาก แต่เราใช้ตัวเองไม่ถูก และรู้สึกว่าเวลาของตัวเองนี้เหลือน้อย
การที่อาจารย์ไม่สบายและมาทุ่มเทให้กับพวกเราในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ จึงยิ่งต้องมาฟังอาจารย์และนำมาปฏิบัติที่ตัวเองให้ได้มากที่สุด
กราบขอบพระคุณอาจารย์ที่ทำสิ่งดีๆ มาให้ประโยชน์
![]()
โดย วยุรี [13 ก.ย. 2552 , 22:47:51 น.] ( IP = 58.9.104.19 : : )
สลักธรรม 9ในตัวเรามีคนอยู่ 3คน
คนแรก คือ คนที่เราอยากจะเป็น
คนที่สอง คือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
คนที่สาม คือ ตัวเราที่เป็นเราจริงๆ
คนแรก หมายถึง ว่าเราอยากจะเป็นคนนั้นคนนี้ที่เราชื่นชอบ ศรัทธา เช่นอยากจะเป็นดาราคนนั้นคนนี้
คนที่สอง หมายถึง ว่าคนอื่นๆรอบข้างตัวเราอยากจะให้เราเป็น เช่น นินทาว่าร้าย กล่าวอ้างโทษต่างๆทั้งที่เราไม่ใช่ เช่น เขาหาโทษเราว่าเราเป็นผู้ร้าย เป็นคนโกง คนขี้ขโมย ทั้งๆที่เรารู้ว่าเราไม่ได้เป็น ใช่ไหม
ส่วนคนสุดท้าย คือตัวเราจริงๆ ตัวเป็นๆแท้ๆที่เราเป็นอยู่ ดำเนินชีวิตอยู่ รู้ว่าผิดถูกเป็นอย่างไร ดำเนินชีวิตถูกทำนองคลองธรรม จิตเป็นกุศล หรืออกุศล ก็เราเท่านั้นที่เป็นคนรุ้ ใช่หรือไม่
ทั้งสามนี้เป็นคพูดของท่านพุทธทาสได้บอกไว้ ว่า "ตัวเรามีคนอยู่สามคน " แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าวิเคาะห์ความหมายไปนั้นข้าพเจ้าอาศัยความเข้าใจของข้าพเจ้าเอง ถูก ผิด หริอผิดพลาดประการใด ขออโหสิกรรมสาธุชนผู้ใจบุญโดย siwapol [14 ก.ย. 2552 , 00:32:53 น.] ( IP = 202.6.107.71 : : 172.16.180.198 )
สลักธรรม 10ขออนุโมทนาสาธูครับน้องกิ้ฟ..ที่รวดเร็วจริงๆในการนำเรื่องมาลงให้อ่านกันเพื่อเกิดประโยชน์ครับ
ขึ้นชื่อว่าชีวิตแล้ว มีเรื่องมากมายจริงๆที่ผ่านเข้ามา และเราต่างก็อุปาทานในสิ่งนั้นๆ โดยไม่ได้กำหนดรู้ได้เลยว่า..สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อเราจริงไหม..แค่ไหน..และด้วยกิเลสที่มีในจิตสันดานนั้น ทำให้เราหลง และหลงผิดๆไปได้อย่างมหันต์เลย
สาสมแล้วกับความไม่รู้และความลุ่มหลง ที่จะถูกเขาทิ้ง และไปมีใหม่ ปล่อยให้เราเคว้งอยู่เดียวดายด้วยอำนาจกรรม ทั้งดีและชั่ว ที่จะตามตนไปตลอด ได้ประโยชน์และข้อเตือนใจมากมายเลยครับ ขอบคุณครับผม.
![]()
โดย พี่เณร [14 ก.ย. 2552 , 09:31:52 น.] ( IP = 58.9.147.53 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |