มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความประทับใจในห้องเสือพิทักษ์ (4)




ถ้ามีคนมาถามว่า การมาศึกษาพระปริยัติธรรม กับการไปปฏิบัติธรรมเลย ค่อนข้างจะไปด้วยกันได้ไหม คำสอนของพระพุทธเจ้า มี ๓ ระดับ คือ ปริยัติศาสนา ได้แก่ การศึกษาให้เข้าใจเรื่องของสภาวธรรมที่มีอยู่จริงก่อนเป็นขั้นแรก เพราะถ้าเผื่อไม่มีการฟังพระธรรมเลย จะไม่เข้าใจว่า ธรรมคืออะไร ไม่เข้าใจว่าธรรมะอยู่ที่ไหน และขณะนี้เราเป็นเราหรือเป็นธรรมะ ไม่เข้าใจเลย เมื่อมีความเข้าใจถูก ก็จะทำให้ถึงปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยให้ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ได้ ถ้าเผื่อไม่ศึกษาธรรมะมาเลย จะไม่รู้เลยว่าอะไรคือธรรมะ ธรรมะเกิดขึ้นที่ไหน เป็นเราหรือเป็นธรรมะที่นั่งอยู่นี่ แต่เมื่อมีการศึกษาคันธะธุระเกิดขึ้น คันธะธุระนี้ก็จะเป็นปัจจัยให้ระลึกรู้สภาพธรรมเดี๋ยวนี้ได้ ปฏิบัติวิปัสสนาซิ ความรู้สึก รู้อาการนั่งเป็นธรรมะ ไม่ใช่รู้นั่ง แต่รู้อาการนั่ง เป็นธรรมะ ไม่ใช่เพียงแต่ฟังเรื่องราวของสภาวธรรม ขณะนี้สภาวธรรมหรือสภาพธรรมเกิดดับอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ว่าขณะที่กำลังฟังให้เข้าใจ เรื่องราวของสภาวธรรมในขณะนี้เท่านั้น เราเข้าใจในขณะนี้เท่านั้น แต่อย่างอื่นก็มีการเกิดดับ

โดย ทวีพร พันธุ์พาณิชย์ [10 ก.ค. 2545 , 19:42:38 น.] ( IP = 202.183.178.152 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

…….ถามว่ารูปดับไหมขณะนี้ รูปก็มีดับ นามมีดับไหม มี นั่งมีดับไหม มี แต่ความเข้าใจนี้เป็นปัจจุบัน แต่มันก็ดับของมัน ต้องไปใส่ใจไหม ไม่ต้องใส่ใจรู้ การรู้ตรงนี้เป็นปัญญารู้ เป็นปัญญาเจตสิกที่ทำหน้าที่ปัจจุบัน เมื่อเข้าใจตรงนี้ มันก็สามารถเอาความเข้าใจนี้มาระลึกได้ ไปเข้าใจ ไม่ใช่ไประลึกรู้นะ ระลึกไปเข้าใจในสิ่งที่ผ่านมา ว่า อ๋อ! มันก็เกิดดับแบบนี้ที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะมีในอนาคตก็เป็นแบบนี้ ขอให้รู้ในปัจจุบัน อดีตก็รู้ อนาคตก็รู้ เมื่อมีปัจจัยมากขึ้นๆ คือความรู้มากขึ้นๆ ความรู้เหล่านี้ก็จะเป็นปัจจัย

โดย ทวีพร [10 ก.ค. 2545 , 19:45:28 น.] ( IP = 202.183.178.152 : : )


  สลักธรรม 2

[font color 0000ff]…….ปัจจัยในที่นี้คืออะไร คือสังขารขันธ์ ความรู้ที่มากขึ้นๆ เรียนธรรมะมากขึ้น ซักถามมากขึ้น ก็จะเป็นสังขารขันธ์ ทำให้มีการระลึกถึงสภาพธรรมที่ศึกษาได้ คือมาปรุงแต่ง(สังขาร) ปัญญาเจตสิกมาปรุงแต่งก็เรียกว่า สังขารขันธ์ พอฟังก็เข้าใจ แล้วค่อยๆ ระลึกในเรื่องการศึกษาเป็นลำดับๆ มา ก็คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา จนกว่าจะประจักษ์สภาพธรรมนั้นโดยตรง เพราะฉะนั้น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องตรงกัน แยกไม่ได้ ใครก็ตามที่ไม่มีปริยัติ ไม่มีการศึกษา ให้เข้าใจถูก เรียกสภาวธรรมว่าอะไรคือนาม อะไรคือรูป อะไรคือปัจจุบัน อะไรคือสภาพธรรมที่เกิดขึ้น อะไรคือสภาพธรรมที่ตั้งอยู่ อะไรคือสภาพธรรมที่ดับไป จะปฏิบัติผิดทุกราย ยืนยัน ปฏิบัติผิดจากมัชฌิมา ซึ่งเป็นทางไปพระนิพพาน แสดงว่าคนนั้นไม่ได้มีพระธรรมเป็นสรณะแล้ว เพราะคิดเอง ไม่ได้ศึกษาพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไม่ได้ศึกษาก็ไม่ได้ปัญญา ไม่ได้สัมมาทิฏฐิ (ปัญญาแปลว่า รู้ถูกอย่างเดียว) จึงรู้ผิด

……เพราะไม่มีใครที่จะรู้ หรือมีความสามารถ เข้าใจธรรมะ โดยไม่ศึกษาธรรมะเลย นอกจากพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า จะเห็นว่าปริยัติ ปฏิบัติ แทงอย่างไรก็ทะลุถึงกัน ฉะนั้นจะต้องพิจารณาให้เข้าใจ ความสมบูรณ์ของพระธรรม ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แสดงไว้ ขั้นปริยัติต้องเข้าใจ เรียนผ่านๆ ไม่ได้ ต้องเรียนให้เข้าใจ เรียนความสำเร็จอยู่ที่ความเข้าใจ ปฏิบัติคือต้องเข้าถึง เมื่อใดมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ความเข้าใจนั้นแหละเป็นปัจจัยให้เป็นสังขารขันธ์ ทำให้ระลึกถึงสภาพธรรมที่ศึกษาเข้าใจมา แล้วค่อยๆ ปรับระดับจิตใจขึ้นไป จากปริยัติไปสู่ขั้นปฏิบัติ จนถึงปฏิเวธ แต่ทั้ง ๓ ขั้นต้องตรงกันหมด แยกกันไม่ได้เลย[/font]

โดย ทวีพร [10 ก.ค. 2545 , 19:46:43 น.] ( IP = 202.183.178.152 : : )


  สลักธรรม 3

ฉะนั้น ใครก็ตาม ไม่ได้ศึกษาปริยัติ จะปฏิบัติก็ผิด ผิดจากเอกายนมัคโค ผิดจากมัชฌิมา แต่อาจไปถูกอย่างอื่นก็ได้ ไม่ใช่ผิดหมด ทำไม เพราะไม่มีใครสามารถเลย ในโลกนี้ที่จะรู้ธรรมะเอง นอกจากพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าขณะนี้เรากำลังเรียนอยู่นี่ กำลังไหลสู่กระบวนการของสติปัฏฐานแบบไหลรินเข้าไป ซึมซับเข้าไปเรื่อยๆ ต้องรู้ด้วยว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ทำให้พุทธบริษัท เกิดปัญญาเป็นที่พึ่งตน ตรงนี้แหละเป็นประโยชน์สูงสุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบให้ทุกคน

พระองค์ไม่ได้มอบทรัพย์สินเงินทอง เพราะอะไร ทรัพย์สินเงินทองต้องมีวันหมดไป แต่ปัญญาไม่มีวันหมด จึงเป็นทรัพย์ปลอดภัย ให้ออกไปมากเท่าใดก็ไม่หมด ยิ่งให้ยิ่งได้ พระองค์กว่าจะได้มายากแสนยาก สิ่งที่หาได้ยากที่สุดคือปัญญาซึ่งกว่าพระองค์จะได้ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขย จึงได้ตรัสรู้ อริยสัจจธรรม เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ลงทุน ๔ อสงไขย เพียงเพื่อแสดงธรรมะให้ผู้อื่นฟังได้ ให้ผู้อื่นตามมาศึกษา มาปฏิบัติธรรมอบรมให้เจริญ เจริญปัญญา จนมีความสามารถเหมือนพระองค์คือรู้แจ้งอริยสัจจธรรมที่พระองค์ทรงแสดงได้ ฉะนั้น นี่แหละปัญญาจึงประเสริฐสุด ตรงนี้พุทธศาสนิกชนต้องทราบ

โดย ทวีพร [10 ก.ค. 2545 , 19:48:33 น.] ( IP = 202.183.178.152 : : )


  สลักธรรม 4

การรู้ธรรมะจึงเท่ากับเป็นการเตือนสัญญาความทรงจำที่จะทำให้สติปัฏฐาน ระลึก
ลักษณะของสภาพธรรมได้ เพราะสติปัฏฐานเป็นสภาพธรรมที่ระลึกรู้สภาพธรรมในขณะปัจจุบันธรรม จึงเป็นธรรมทั้งหลายไหลมาตามเหตุ ที่ได้ปัจจุบันเพราะรู้ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรมจึงเห็นธรรม ธรรมทั้งหลายจึงไหลมาตามเหตุ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธธรรม สติปัฏฐานระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม ระลึกรู้ลักษณะของรูปธรรม แต่คำว่าระลึกก็ไม่ใช่เรา พอพูดแล้วก็จะระลึกได้ตามรู้ เช่น ขันธ์ ๕ มีอะไรบ้าง นึกได้ไหม ระลึกรู้ไประลึกได้ ในธรรมที่รู้จริง ก็เราเรียนมาก่อน แต่พอพูดถึงขันธ์ ๕ อ๋อ! เข้าใจ ความเข้าใจตรงนี้ คือ ปัญญา ที่เกิดขึ้น สติเกิดขึ้น ระลึกรู้ สภาพธรรมที่รู้มา รู้ถูกด้วย ไม่ผิดเลย แต่เมื่อใดไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะเป็นเราทำ เมื่อผู้ใดก็แล้วแต่เข้าใจก็จะสามารถระลึกทันได้ แต่ถ้าเมื่อใดผู้ใดไม่เข้าใจ ก็แสดงว่าไม่เข้าใจขันธ์ ๕ เมื่อไม่เข้าใจขันธ์ ๕ ก็เท่ากับไม่เข้าใจพระธรรม เมื่อไม่เข้าใจพระธรรม เรียกว่า ไม่ถึงพระปรมัตถธรรม และพระปรมัตถธรรมนั้น เมื่อไม่เข้าถึงแสดงว่า ผู้นั้นไม่เข้าใจอภิธรรม ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสตั้งแต่เริ่มตรัสรู้จนนิพพาน พระอภิธรรมล้วนๆ แต่ผู้ที่เข้าใจธรรมะ จะรู้เป็นปรมัตถ์ รู้เป็นพระอภิธรรม คือรู้เป็นขันธ์ รู้ว่าเป็นขันธ์ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป เป็นขันธ์หมด รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แต่ละขันธ์เป็นอย่างไร เช่น รูปขันธ์ เป็นกองหรือเป็นประเภทของรูป แล้วรูปขันธ์นี่ไม่สามารถรู้อะไรได้เลย ทั้งสิ้นในโลกนี้ รูปขันธ์ไม่สามารถรับอารัมมณะได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่ารูปในอดีต รูปในขณะนี้ หรือรูปในอนาคต รูปก็ไม่สามารถรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ดิน น้ำ ไฟ ก็เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย ฉะนั้น รูปขันธ์ก็คือ ธรรมะในส่วนรูป ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่ว่าใกล้ ไกล หยาบ ละเอียด ภายใน ภายนอก ฯลฯ หรือรูปที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ทั้งอดีต ขณะนี้ แล้วก็อนาคต ก็เป็นรูปขันธ์ทั้งสิ้น

โดย ทวีพร [10 ก.ค. 2545 , 19:53:19 น.] ( IP = 202.183.178.152 : : )


  สลักธรรม 5

เวทนาเจตสิก เป็นสภาพธรรมะที่รู้สึกดีใจ เฉยๆ เป็นสุขเป็นทุกข์ จัดเป็นเวทนาขันธ์ ไม่ว่าเวทนาใดๆ จะเกิดขึ้น ในอดีตก็ตาม ขณะนี้ก็ตาม จะเมื่อย จะปวด ในอนาคตก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาการเหล่านี้ก็โดยนัยเดียวกัน เหมือนรูปขันธ์ ต่างกันคือเป็นตัวสุขทุกข์

สัญญาเจตสิก เป็นสภาพจำ เป็นสัญญาขันธ์ ในอดีตก็จำเรื่องต่างๆ แม้ขณะนี้ก็กำลังจำอยู่ทุกๆ ขณะ สัญญาเจตสิกจะต้องเกิดกับจิตทุกดวง เช่นเดียวกับเวทนาเจตสิกจิตทุกดวงเป็นวิญญาณขันธ์ เวทนาขันธ์ ได้แก่ เวทนาเจตสิก ๑ ดวง สัญญาขันธ์ ได้แก่ สัญญาเจตสิก ๑ ดวง สังขารขันธ์ ได้แก่ เจตสิก ๕๐ ดวงที่เหลือ เรียนแล้วต้องแม่น แม่นนี้ไม่ใช่ท่องนะ เข้าใจ สติเป็นสังขารขันธ์ ปัญญาเป็นสังขารขันธ์ ความเพียรเป็นสังขารขันธ์ โลภะเป็นสังขารขันธ์ นามธรรมในชีวิตประจำวันทั้งหมด จึงไม่ใช่จิต ก็เป็นเจตสิก เจตสิกก็ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่สัญญา เป็นสังขารทั้งหมด ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรา ปัญญาก็เป็นสังขารขันธ์ ขณะที่ฟังเข้าใจก็เริ่มที่จะสะสม สะสมแล้วไปปรุงแต่ง ที่จะปรุงแต่งให้เกิดการระลึกได้ รู้ลักษณะสภาวธรรมที่กำลังปรากฏเป็นสติปัฏฐาน เฉพาะตัวๆ ไป

ฉะนั้น ความสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจถูก เมื่ออธิบายถึงตรงนี้ พระนิพพานเป็นสภาพธรรม
ที่พ้นจากการปรุงแต่ง คือสังขารขันธ์ คนเราไม่ศึกษา ไม่พิจารณาโดยแยบคาย ให้ละเอียดเข้าไปในธรรมะ ว่าเป็นธรรมชาติจริงๆ แล้ว แย่ หลงทาง แต่ถ้าเผื่อเข้าใจธรรมะจริงๆ ความเข้าใจธรรมะนี่ ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดสติ ระลึกลักษณะของนาม ระลึกลักษณะของรูป ก็คือสติปัฏฐาน คือ ระลึกรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งได้แก่ระลึกรู้ถึง
จิต เจตสิก รูป เท่านั้นเอง กลายเป็นรูป เวทนาเป็นเจตสิก จิตเป็นจิต ธรรมเป็นทั้งจิต
เจตสิก รูป

วันนี้ได้พูดถึงสติปัฏฐาน คำว่า สติ และ สัมปชัญญะ อย่างละเอียดมากที่สุดในระยะเวลาสั้นๆ แต่พูดโดยองค์ปรมัตถธรรม อย่างละเอียดลออที่สุดแล้ว แล้วแยกแยะอารมณ์ ให้เห็นว่าอารมณ์ทางโลก กับอารมณ์ทางธรรม แยกให้เห็นปัญญาทางโลกและปัญญาทางธรรม แยกให้เห็นสภาพรู้ กับสภาพจำ ซึ่งประมวลความต่างๆ เป็นสิ่งที่ผลักดัน ให้บุคคลผู้รู้นั้น ไปสู่พระนิพพานได้ ความรู้เหล่านี้ ต้องเกิดขึ้นจากการฝึกฝนศึกษาเล่าเรียน ส่วนการหลับตา การทำสมาธิภาวนา การต้องย่องๆ เหยียบๆ ย่างๆ เดินไม่จัดเป็นกระบวนการ ของสติปัฏฐานเลย กระบวนการของสติปัฏฐาน คือ รู้ เริ่มรู้สภาพธรรมที่เป็นจริง เข้าสู่เส้นทางมรรค จริงซะอย่างเดียวถึงแน่

โดย ทวีพร [10 ก.ค. 2545 , 19:56:18 น.] ( IP = 202.183.178.152 : : )


  สลักธรรม 6

ด้วยความปรารถนาดีแด่ทุกท่านค่ะ ...จบแล้วค่ะ

โดย ทวีพร [10 ก.ค. 2545 , 19:58:18 น.] ( IP = 202.183.178.152 : : )


  สลักธรรม 7


อนุโมทนาค่ะ แล้วส่งสิ่งดีๆมาอีกนะคะ

โดย พี่อุ๊ [10 ก.ค. 2545 , 20:59:57 น.] ( IP = 203.113.39.11 : : )


  สลักธรรม 8

มารับความรู้พร้อมกระแสแห่งความปราถนาดีที่รับรู้ได้ค่ะ อนุโมทนา และขอบคุณมากค่ะ

โดย กมลชนก [10 ก.ค. 2545 , 22:15:00 น.] ( IP = 202.28.179.1 : : unknown )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนาค่ะคุณทวีพร ที่มีความปรารถนาดีต่อพวกเราทุกคน โดยทุ่มเทและเสียสละเวลารวบรวมคำสอนอันมีค่านี้ให้มีประโยชน์กว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งแก่ผู้ที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้ค่ะ...สาธุ

โดย อาภา [10 ก.ค. 2545 , 23:35:54 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 10

อนุโมทนาครับพี่ทวีพร และขอขอบพระคุณในความปราถนาดีนี้ด้วยครับ

โดย เฉลิมศักดิ์ [11 ก.ค. 2545 , 04:24:28 น.] ( IP = 203.113.81.169 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org