| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ชีวิตที่เตรียมพร้อม
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องทรมานเพราะการหายใจ ไม่ต้องพูดถึงผู้ที่ป่วยตาย ซึ่งต้องทรมานแน่นอนเพราะหายใจไม่ออก หายใจกันแบบฮืดๆ ครบสามฮืดแล้วมันก็จบเพราะหายใจเข้าไปไม่ได้ แต่ทุกคนก็จะพยายามหายใจ
ท่านบอกว่า ก็ไม่ต่างจากคนที่กำลังจะจมน้ำ ที่จะพยายามทะลึ่งตัวขึ้นมา ท่านจึงบอกว่า ถ้าก่อนที่จะจมน้ำนั้นเราว่ายน้ำเป็นน้ำแล้ว แม้จะมีคลื่นมากระแทกมากมาย เราก็กระทุ่มน้ำเป็นทำให้ไม่สำลักน้ำ หรือพอรู้ว่าคลื่นมาเราก็ลอยตัวขึ้นได้ไม่จมน้ำหรือสำลักน้ำไปตลอดทาง และเมื่อกำลังจะจมก็จะดำน้ำเป็น คือเมื่อจะดำน้ำก็จะต้องฝึกหายใจเข้าลึกๆ ไว้จึงดำลงไป แล้วค่อยผ่อนลมหายใจโดยไม่ได้อ้าปาก คือหายใจทางจมูกแต่เบามากเพื่อจะได้ดำน้ำได้นาน ซึ่งต่างจากคนที่ดำใหม่ๆ กับคนที่ดำไม่เป็นเลย พอจมน้ำปุ๊บก็สำลัก ...
ท่านบอกว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังว่ายไปจนใกล้ตาย และกำลังจะตาย เราก็ต้องหายใจเหมือนกัน แต่ถ้าเราดำน้ำเป็นเคยฝึกสติไว้ เราก็จะเฮือกหายใจเป็นแล้วก็ดำลงไปเหมือนจมน้ำ ซึ่งเราก็ยังไม่ทุรนทุรายและก็ตาย สภาพที่ไม่ทุรนทุรายนี้เป็นการที่มีความเตรียมพร้อมมาได้ฝึกมาสุคติจึงย่อมเป็นที่หวังได้ ..นี่ไม่ต้องพูดถึงบุญเลยนะเพราะบุญเป็นเรื่องใหญ่
แต่ถ้าเราไม่หัดว่ายเลย ไม่หัดทำใจ ไม่หัดฝึกชีวิตไว้ก็เหมือนกับเราว่ายน้ำไม่เป็น พออยู่ในน้ำปุ๊บก็สำลักไปแล้ว เมื่อลืมตาขึ้นมาในขณะที่กำลังสำลักน้ำและจะจมน้ำ.. น้ำก็เข้าตา ตาเหลือกแล้วก็สำลักน้ำ แล้วก็ต้องตาย ..คนสำลักน้ำตายนี้ก็มีทุคติเป็นที่หวัง
เมื่อเปรียบเทียบอาการใกล้ตายของทั้งสองแบบนี้โดยไม่ต้องพูดถึงบาปเลยนะ เราก็จะเห็นว่ามีที่ไปที่ต่างกันมาก ฉะนั้น เราจึงต้องหัดเป็นนักว่ายน้ำ และอย่าว่ายอยู่ในแม่น้ำตัณหากันต่อไปเลย เราจึงต้องเตรียมพร้อมเอาไว้ ถ้าหากเราไปรอหัดว่ายน้ำตอนที่ใกล้ตาย ก็ไม่มีที่จะว่ายเป็น
ยกตัวอย่างคุณแม่ของลูกศิษย์คนหนึ่งแม้จะถูกรถชนตายก็จริง แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นได้ไปวัดบ่อยๆ เคยสวดมนต์ เคยทำบุญมากมาย นั่นคือเขาได้มีการเตรียมตัวไว้แล้ว ฉะนั้น เขาอาจจะไปดีก็ได้ถึงเขาจะถูกรถชนตายก็ตาม หรืออย่างาคนที่ไม่ได้มาฟังธรรมะแต่เขามีการทำสมาธิ มีการสวดโพชฌงค์เป็นประจำพอกำลังจะตายมีคนมาสวดโพชฌงค์ให้ฟังเขาต่อติดนึกคำสวดได้ ฉะนั้น การสวดมนต์ตอนเช้าก็จะทำให้เราคล่องแคล่ว เมื่ออีกคนหนึ่งหยุดสวดปุ๊บก็สวดท่อนต่อไปได้ทันที แต่ถ้าไม่เคยสวดมนต์เลยเราก็สวดต่อไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:46:05 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 2
ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตของเราที่เราจะต่อเนื่องกับกุศลก็ด้วยเหตุที่เราต้องทำ และทำจนคล่อง ทำจนเป็นอาชีพชอบเราถึงจะได้ดี เพราะไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าเผื่อเราไม่ช่วยตัวเอง หลวงพ่อท่านก็เคยบอกไว้ในอดีตว่า เวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้ทำใจเหมือนดูละคร แต่สำหรับลูกศิษย์รุ่นนี้ท่านพัฒนาแล้ว ท่านไม่พาลูกๆ ดูละคร แต่ท่านพาเข้าสนามกีฬาไปดูแข่งฟุตบอล
ท่านบอกว่าท่านซื้อตั๋วให้แล้ว ให้ลูกๆ ทุกคนมีที่นั่งบนอัฒจันทร์ชีวิตเพื่อดูฟุตบอลกัน นักฟุตบอลมีข้างละ ๑๑ คน เมื่อรวมทั้งหมดและกรรมการแล้วก็มี ๒๓ คน เมื่อเราต้องเป็นผู้ดูบอล เราจะเห็นว่านักฟุตบอลนั้นวิ่งกันทุกคน แต่ในขณะเดียวกันเราจะเห็นการวิ่งของทุกคนไม่ได้เลย ก็เหมือนกับชีวิตรูป ชีวิตนามของเรานี้ ไม่ได้อยู่กับที่..มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา เราก็ต้องคอยสังเกตว่ามันเคลื่อนไปไหน เมื่อลูกบอลมาทางด้านนี้คนก็เฮไปทางนี้ แต่ถ้าลูกบอลมาทางนี้แล้วเรามองไปอีกทางหนึ่งเราก็มองไม่เห็นว่าเขาเตะกันอย่างไร
ฉะนั้น ก็ต้องหัดดูให้เป็น รูปนามก็เหมือนกับนักฟุตบอลและกรรมการที่วิ่งกันอยู่นี่แหละ แต่ผู้ดูคือเราที่อยู่บนอัฒจันทร์คือสติ สัมปชัญญะที่จะคอยเฝ้าสังเกต และถ้าเราไปดูบ่อยๆ เราก็สามารถจะจำหน้าหรือหมายเลขของนักฟุตบอลคนนั้นได้ และเมื่อเห็นหมายเลขที่เราชอบอยู่แล้ววิ่งเข้ามาเราก็จะเห็นชัดในจำนวน ๒๓ คน การที่เราเห็นชัดคนหนึ่งนั่นก็คืออารมณ์ที่เด่นชัด เราก็สามารถรู้ได้ว่าคนนั้นชื่อนั้นชื่อนี้ .. ก็กำหนดลงไปได้
การกำหนดใหม่ ๆ ก็คือการไปดูฟุตบอลที่สามารถเห็นการวิ่งเคลื่อนไหว เมื่อเราหัดดูบ่อยๆ ก็จะทำได้คือกำหนดเป็น ทุกอย่างนั้นต้องหัดทำ ทุกวันนี้เรารู้หมดเลยในเรื่องทฤษฎีเพราะเราได้อ่าน บางคนก็อ่านมาหลายจบ บางคนก็อ่านแล้วจำแม่น ..นี่คือการอ่าน ส่วนในการฟังนั้น เราก็ไม่ได้ฟังเฉยๆ แต่เป็นการฟังที่ร่วมไปกับการคิด ถ้าการฟังโดยปราศจากความคิดก็จะไม่รู้เรื่อง เช่น ฟังแล้วฟุ้ง ฟังแล้วเหม่อ เป็นต้น
เราจะเห็นได้ว่า ลักษณะของชีวิตนี้ต้องอาศัยการทำงาน การฟังอย่างเดียวอาจไม่รู้ก็ได้ เพราะเสียงที่เราฟังก็คือคลื่นเสียง เช่นเสียงของคนอินเดียพูด เราก็ฟังได้แต่เราไม่รู้เพราะเราคิดไม่ออก ฉะนั้น เราถึงต้องฟังและคิดด้วย เมื่อได้ฟัง ได้คิด ก็จะเกิดปัญญาคือสุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟังรู้แล้วว่านี่เป็นโลภะมูลจิต โทสะมูลจิต โมหะมูลจิต นี่เป็นกุศลจิต นี่เป็นวิบากจิต พอชี้ลงไปเราก็เรียกชื่อได้อ่านออก แต่ในการปฏิบัติไม่ได้ให้ไปอ่านสิ่งนี้ แต่ให้ไปอ่านชีวิตของเรา
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:46:24 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 3
เพราะปริยัติสอนให้เราเข้าใจเท่านั้นเองว่าชีวิตไม่ใช่ตัวเรา ซึ่งเราเก่งสารพัดที่จะทำความเข้าใจ เก่งกาจสามารถมากที่รู้ว่าชีวิตในอารมณ์ที่เป็นกุศลนั้น นอกจากจะมีอาเสวนปัจจัย วิปากปัจจัยแล้วก็ จะมีปัจจัยใหญ่อีกห้าปัจจัย ..นี่คือเราสามารถรู้ได้หมดเลย แต่ในการปฏิบัติจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เข้ามา เพราะเราต้องเข้าไปดูชีวิตของเราเหมือนเราไปนั่งบนอัฒจันทร์แล้วดู พิจารณาหรือสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นตรงไหน นักบอลวิ่งไปตรงนี้เราก็รู้
แล้วเมื่อเราเห็นว่าลูกบอลที่มันเข้าไปในประตูได้ ถ้าเผื่อเราสังเกตเห็นมาก ก็จะเห็นได้ชัดว่า มันมีการส่งต่อของลูกบอลที่จะเข้าประตู เช่น คนนี่เตะไปให้คนนี้ คนนี้รับ คนนี้เขี่ย คนนี้ตั้งใจเตะไปที่ประตู คนนี้รับส่งให้คนนี้ปุ๊บเล็งเป้าแล้วยิง ใครชนะมันก็อยู่ตรงนั้นคือลูกบอลเข้าประตูไปได้ซึ่งต้องอาศัยหลายๆ อย่าง แต่ก็คือความสำเร็จอย่างเดียว
เรื่องของการอาศัยกันโดยปัจจัยหลายๆ อย่างนี้ก็ คือการแสดงโดยอภินิหารของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงเรื่องปัจจัย ซึ่งในทีมนักฟุตบอลเหล่านั้นเขาก็ไม่รู้จักเรื่องปัจจัย แต่เขาก็อาศัยปัจจัย ฉะนั้น เราพิเศษกว่าเขา โชคดีกว่าเขาที่ว่า พออะไรเกิดขึ้นเรารู้เหตุด้วยเรารู้ปัจจัยด้วย แต่ไม่ใช่ให้เราไปติดตรงนั้นแล้วก็ภาคภูมิใจเหลือเกินว่าฉันรู้ แต่ให้เรามาอ่านชีวิตให้ออกว่า ขณะนี้มีอะไรเล่นอยู่
และในการแข่งฟุตบอลนี้เราก็ได้แค่ลุ้นเท่านั้นเองซึ่งแตกต่างจากคนเชียร์มวย นักเชียร์มวยส่วนมากจะเล่นมวยคือเล่นด้วยเงินด้วย และเล่นด้วยใจด้วย ซึ่งเราจะเห็นอาการที่เหมือนกับว่า.. ไม่ได้ดั่งใจ.. ส่งเสียงต่อยสิๆ เอาเลยๆ กันดังลั่น ตรงนี้ก็จะทำให้เห็นว่าต่างกับตรงที่หลวงพ่อท่านพาไปที่อัฒจันทร์ฟุตบอล ที่จะต้องคอยนั่งและมองเท่านั้น
เราต้องหัดเพียรสังเกตชีวิต เพราะชีวิตนั้นเหลือน้อยแล้ว และในความเพียรสังเกตของเราทุกวันนี้ท่านบอกว่า ดูเหมือนว่าเราคิดว่าเรามีสติ แต่จริงๆ สติที่เป็นสัมมาสตินี้เกิดขึ้นได้ยากมาก สติที่เรามีทุกวันนี้ก็แค่กันเรียกชื่อผิดกันชนนั่นชนนี่ ..เป็นสติอ่อนๆ เป็นสติที่ไม่ค่อยมีกำลังที่จะไปสู้กับกิเลสได้ หรือเรียกว่าไม่ได้เป็นสติที่เป็นจอมทัพฝ่ายกุศล ฉะนั้น ที่เราไปปฏิบัติแล้วบอกว่า เรามีสติ เรามีความรู้สึกในอาการเดิน นั่นเราเรียกว่า สติมาหา .. เหมือนเราเรียกสติมา คือตั้งใจเลยว่าเราจะไปเจริญสติ เราจะไปเจริญวิปัสสนา แล้วเราก็เชื้อเชิญด้วยการ ขอเหล่าเทพเทวาทั้งหลาย จงช่วยอุดหนุนและส่งเสริมให้ลูกมีสติ .. เราเชิญหมดเลย เชิญแม้กระทั่งสติให้มาหาเรา
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:46:42 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 4
แต่สติที่เป็นสัมมาสติจริงๆ จะเกิดขึ้นเอง โดยเกิดขึ้นจากพัฒนาการของศรัทธา วิริยะ สมาธิ และปัญญา ด้วยการพัฒนาของธรรมะสี่ประการนี้ สติจึงมีความโดดเด่นขึ้นมาคือเกิดขึ้นมาเองได้ เช่นมีการเข้ากรรมฐานต่อเนื่องอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่ว่าปีหนึ่งพักร้อนปฏิบัติหนึ่งหน ปีต่อมาก็มาเข้าใหม่ ..อย่างนี้มันต่อไม่ติด เหมือนเราเตะบอลวันนี้ พอเตะปุ๊บก็หยุดแล้วปีหน้าค่อยมาเตะต่อให้เข้าประตู ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ต้องมีความต่อเนื่องถึงจะเข้าได้
ตรงนี้จึงเหมือนผู้ที่เคยปฏิบัติแล้วทำอยู่ต่อเนื่อง สังเกตอยู่บ่อยๆ ทำอยู่บ่อยๆ แม้ไม่ได้กำหนดอยู่ ออกมาจากกรรมฐานแล้ว ตอนที่ออกมาใหม่ๆ เมื่อกำลังจะเดินกลับบ้านไปขึ้นรถเมล์ หรือกำลังจะเดินกลับบ้านทั้งที่หิ้วกระเป๋าสัมภาระด้วย แต่ในขณะเดิน..ความรู้สึกตัวที่ตามมา ก็จะมีลักษณะรู้ในอาการเดินอยู่ นี่แหละ สติมา ไม่ใช่มา..สติ แต่ทุกวันนี้เรา มา...สติ
ฉะนั้น สติเกิดขึ้นได้ยากจึงจะต้องมีศรัทธา ขอให้ปฏิบัติกันเถอะ มีวิริยะเท่านั้นสติถึงจะมาตั้งมั่นในอารมณ์ และมีปัญญาเท่านั้นสติถึงจะมา ..ถ้าเราไม่มีศรัทธา วิริยะ สมาธิและปัญญา เราก็จะได้มาแต่สติมาเป็นพักๆ เราจึงต้องทำและต้องดูแลชีวิตของเราเอง
วันนี้เขียนขึ้นบนกระดานว่า
สองคนยลตามช่อง
คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
คนหนึ่งตาแหลมคม
มองเห็นดาวอยู่พราวพราย
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:46:59 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 5
บทกวีภาษิตที่กล่าวถึงนี้ ..ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราเห็นว่าดีในเบื้องต้น อาจจะกลายเป็นเรื่องร้ายในบั้นปลายก็ได้ หรือในทางตรงกันข้าม สิ่งที่เราเห็นว่าร้ายอาจจะกลายเป็นเรื่องดีก็ได้ .. ก็เหมือนกับการมองของคนสองคนในเรื่องเดียวกัน
ถ้าเราคิดว่า ดีแล้วโดยไม่ได้มีสติสัมปชัญญะหรือไม่มีการพิจารณาให้รอบคอบอาจจะกลายเป็นเรื่องร้ายในบั้นปลายก็ได้ หรือบ้างครั้งเราคิดว่าร้ายเหลือเกิน เรื่องนี้ร้ายแรงสำหรับเราในตอนนี้ แต่ในที่สุดอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเราก็ได้ ฉะนั้น ไม่มีอะไรแน่ ท่านจึงบอกว่า ให้เราพยายามใช้วิธีที่จะทำให้เราไม่พลาดในอารมณ์ไม่ตรมในหทัย และไม่เสียใจในภายหลังก็คือ ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด ไม่จำเป็นไม่ต้องถาม ไม่จำเป็นไม่ต้องออกความคิด เรื่องราวจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน
เพราะว่าบางครั้งคนเราย่อมมีเหตุผลส่วนตัวที่บอกใครไม่ได้ การกระทำอะไรลงไปก็ยากที่จะบอกให้ใครรู้ได้ว่าทำไม บางครั้งเรามองพฤติกรรมของเขา หรือเรามองพฤติกรรมของใคร เราก็คิดว่าทำไมนะเขาจึงทำอย่างนั้น หรือถ้าเป็นเรา เราไม่ทำอย่างนี้ .. เพราะการกระทำในบางครั้งเป็นเรื่องของเหตุผล หรือไม่ก็เป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งเป็นการยากที่จะอธิบายให้ใครฟังได้ และในบางครั้งแห่งความรู้สึกนั้น ก็สามารถก่อความวุ่นวายใจให้กับคนที่เข้าใจอะไรได้ยากด้วย
ฉะนั้น หลวงพ่อถึงเตือนนักหนาว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน ต้องคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ และค่อยตัดสินว่า ทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ... ท่านให้คิด พิจารณา แล้วนำไปใคร่ครวญให้ดี เพราะว่าบางครั้งการกระทำของเราอาจจะขัดความรู้สึกของผู้อื่น หรือฝืนตาฝืนหูของผู้อื่น
แต่ถ้าเผื่อเราคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา หรือเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านเหล่านั้น เราจึงต้องพยายามใช้ชีวิตให้เป็น
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:47:18 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 6
จริงๆ แล้วความสงบความร่มเย็น ความไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยเป็นเรื่องที่ดีที่สุด หลวงพ่อจึงฝากบอกว่า พระอริยะเจ้าทั้งหลายท่านมีดวงตาเห็นธรรม ลูกของพ่อก็มีดวงตาเหมือนกัน แต่มีดวงตาเห็นอธรรม ซึ่งต่างจากพระอริยะเจ้าที่ท่านเห็นธรรมจึงไม่วุ่นวาย ท่านจึงตัดได้หมด เห็นอะไรเป็นธรรมหมด
การเห็นเป็นธรรม คือเห็นตามความเป็นจริง แต่ไม่ใช่มีดวงตาเห็นธรรมะที่เราเรียน แต่เห็นเข้าไปถึงลักษณะความเป็นไปของความจริงในธรรมก็คือ ธรรมชาติทั้งหลายนั้นเกิดและดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นทุกอย่างปรากฏขึ้นและดับไปเป็นของธรรมดา ทุกวันนี้เราไม่พ้นไปจากทุกข์ได้ เพราะเราไม่สามารถข้ามเครื่องกีดขวางไตรลักษณ์ไปได้ คือ สันสติ อิริยาบถ และฆนสัญญา ซึ่งเป็นเครื่องปิดบังไตรลักษณ์ แต่เมื่อใดเห็นไตรลักษณ์แล้วยานพาหนะพิเศษจะพาข้ามโคตรจากปุถุชนไปสู่อริยะชนได้
ฉะนั้น ที่พึ่งที่สำคัญ ก็คือพระธรรม พึ่งอื่นหมื่นแสนพึ่งไม่ได้ พระสามองค์ที่จะพาท่านไปสู่ความเป็นพระอริยะเจ้า คือพระอนิจจัง พระทุกขัง พระอนัตตา ซึ่งก็คือพระไตรลักษณ์นั่นเอง ที่จะพาเราออกไปจากวังวน
เรามีดวงตาเห็นอธรรม เพราะเราไม่ได้เห็นความจริง ตราบใดเรายังเห็นเป็นบัญญัติกันอยู่ และบัญญัตินั้นก็ทำให้เกิดความชอบและความไม่ชอบ ซึ่งเรามีเหมือนกันทุกคนคือ มีดวงตาเห็นอธรรม เห็นผิดเป็นชอบ เห็นไม่จริงเป็นเรื่องจริง เห็นของไม่มีว่ามี
ณ วันนี้เราก็เดินทางมารู้หลายๆ อย่างแล้ว หวังว่าเราด้วยกันจะสามารถนำอ.อ่าง (อธรรม)ตัวนี้ ออกไปจากชีวิตเราให้ได้ ด้วยการปฏิบัติธรรม เป็นนักดูบอลที่ดี หลวงพ่อท่านบอกว่า ทีวีช่องสาม ช่องห้า ช่องเจ็ด ช่องเก้า ช่องสิบเอ็ด ช่องไอทีวี มีเป็นธรรมดาอยู่ทุกบ้าน ท่านจึงบอกให้ติดดาวเทียมแล้วเปิดช่องพิเศษทุกวัน ที่มีแต่รายการฟุตบอล ก็คือให้เรานั่งอัฒจันทร์ชีวิตทุกวัน
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:48:10 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 7
ก็ขอเล่านิทานให้ฟังหนึ่งเรื่อง มีเด็กคนหนึ่งเดินเล่นเข้าไปในป่า ไปหาผลไม้เผอิญก็ไปเจอ เสือตัวหนึ่งถูกขังอยู่ในกรง เมื่อเสือเห็นเด็กมันก็เอามือกวักร้องให้ช่วย และสัญญาว่าจะไม่เนรคุณ จะไม่กินเด็ก เด็กก็ชะล่าใจจัดแจงปล่อยเสือออกมาจากกรง เมื่อเสือออกมาได้แล้วและด้วยความหิว มันก็คำรามจะตะปบเด็ก
เด็กก็หลบได้ทันแล้วพูดกับเสือว่า .. ท่านให้สัจจะกับเราแล้วว่าท่านจะไม่กินเรา
เสือก็หัวเราะใหญ่แล้วพูดว่า ..ไอ้เด็กโง่เอ๊ย สัญชาติญาณความเป็นเสือไม่ทิ้งลายหรอก และก็ความหิวของเรานี่อะไรอยู่ข้างหน้าเรากินหมด
เด็กก็บอกว่า .. อย่าเพิ่งกินเรา เราจะยอมให้กินก็ได้ ถ้าหากมีคนเห็นด้วยสามชีวิต ว่าท่านสมควรกินเรา
เสือก็ตอบตกลงว่า ..ได้ จากนั้นเสือกับเด็กก็เดินมาพบกบ แล้วก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้กบฟัง เสือก็ถามกบว่า ..อย่างนี้สมควรกินหรือไม่
กบก็ตอบว่า .. สมควร สมควร อย่าไปไว้ใจมนุษย์ เราช่วยกินวัชพืชในนากินแมลงให้ พวกมนุษย์ยังไม่วายแทงกบเลย
เด็กและเสือก็เดินทางกันต่อจนไปพบต้นไม้ใหญ่ที่มีโอปปาติกะอาศัยอยู่ ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง เมื่อฟังจบแล้ว เสือก็ถามต้นไม้ว่า ..อย่างนี้สมควรกินหรือไม่
ต้นไม้ก็ตอบว่า ..สมควรกิน สมควรที่สุด เพราะมนุษย์นั้นเลวมาก เราเจริญเติบโตขึ้นมา ให้ร่มเงา วันดีคืนดี ก็ตัดแขนเราไป มันไว้ใจยาก ช่วยมันแล้วมันก็ตัดเรา
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:48:28 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 8
เด็กและเสือก็เดินต่อไปจนไปพบกับลิง ก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟังจนจบ เสือก็ถามลิงว่า ..อย่างนี้สมควรกินหรือไม่
เจ้าลิงก็อยู่บนต้นไม้ก็ตอบไปว่า ..จะกินก็กินไป
เด็กก็บอกว่า .. นี่ลิงพูดให้มันชัดๆ หน่อย
ลิงก็ตอบ ..กินก็กินไป
ในขณะที่เสือกำลังจะกินเด็ก เสือก็ตกใจหยุด เพราะลิงได้ร้องขึ้น เสือจึงถามลิงว่า ..ทำไมอีกล่ะ
ลิงก็ถามว่า ..ท่านกินเด็กคนนี้แล้วจะอิ่มเหรอ
เสือก็ตอบว่า ..ก็พอจะหายอิ่ม
ลิงก็นึกในใจว่าเราต้องโดนกินด้วยแน่เลยถ้าเสือยังไม่อิ่ม
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:48:44 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 9
ลิงจึงถามเสือว่า ..เอาอย่างนี้ก่อนที่จะกินเด็กคนนี้ บอกได้หรือไม่ว่า เด็กคนนี้ไปปล่อยท่านอยู่ที่ไหน เราอยู่ในป่ามาไม่เห็นมีกรงที่ไหนเลย
เสือก็ตอบว่า ..เราถูกมนุษย์จับขังไว้ที่ป่าตรงโน้น
ลิงก็พูดว่า ..จริงเหรอท่านอย่าโกหกนะ
เสือตอบว่า ..จริง
ลิงก็พูดว่า ..ถ้าอย่างนั้นพาเราไปดูหน่อยได้ไหม
พอไปถึงที่แล้วเสือก็พูดว่า ..นี่ไงกรงนี้
ลิงก็พูดว่า ..เขาจับท่านขังแบบไหน
เสือก็เข้าไปในกรงแล้วบอกว่า ..เราอยู่ในนี้
เมื่อเสือเข้ากรงไปแล้วลิงก็ปิดประตูกรงแล้วล็อกเลย
ลิงตัวนั้นเป็นพระโพธิสัตว์ในอดีต ฉะนั้น ก็จะเห็นว่าอย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง ขอความสุข ความเจริญความมีสติ ความมีปัญญา จงบังเกิดแก่ทุกท่าน ขอให้ทุกคนมีดวงตาเห็นธรรมได้โดยไว สามารถเขี่ยฝุ่นในตาและฝุ่นในใจออกจากชีวิตได้โดยไวทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2552 , 16:49:03 น.] ( IP = 125.27.170.213 : : )
สลักธรรม 10โชคดีที่ได้เกิดเป็นคน ได้เห็นได้พบ ทุกข์และสุข และได้เรียนรู้ธรรม ได้เรียนรู้ความมหัสศจรรย์ในการใช้ชีวิตจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายที่หมดไป
ขอให้ทุกท่านโชคดีในการใช้ชีวิตในโลกนี้โดย สมทรง [1 ต.ค. 2552 , 20:18:06 น.] ( IP = 125.27.86.185 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |