| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความรู้เรื่อง..กฐิน
สลักธรรม 1๒. ความหมายของคำว่า กฐิน
คำว่า กฐิน นั้น ในความหมายทางพระวินัย ท่านหมายถึงเป็นชื่อของไม้สะดึง ที่เขาทำเป็นวง ๆ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เพื่อเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการเย็บผ้าจีวรหรือชุนจีวร เพราะเรื่องการตัดผ้า สางผ้า เนาผ้า ด้นผ้า และเย็บผ้าให้เป็นจีวรเป็นต้นนั้น ความจริงเป็นกิจของสงฆ์จะช่วยกันทำโดยตรง และเมื่อได้ผ้ามาจากคฤหบดีแล้วจะต้องช่วยกันทำให้เสร็จในวันนั้นเมื่อเสร็จแล้วก็จะต้องกรานกฐินในวันนั้นทีเดียว จะปล่อยให้ค้างคืนไม่ได้ ผ้านั้นจะต้องกลายเป็นนิสสัคคีย์ที่จะต้องเสียสละต่อไปฯ
๓. กำหนดกาลของกฐิน
กาลเวลาที่จะทอดกฐินนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ทอดได้ในเวลาอันจำกัด คือจะทอดได้ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ เป็นต้นไป จนถึงวันเพ็ญกลางเดือน ๑๒ เท่านั้น ถ้าเลยกว่ากาลนั้นไป แม้จะมีผู้ตั้งใจถวายให้เป็นผ้ากฐิน ก็หาจัดว่าเป็นกฐินไม่ ดังนั้น กฐินจึงได้จัดเป็นจีวรกาล คือเป็นกาลทานไป ฯ
๔. ใครเป็นคนทองกฐินคนแรกและใครเป็นผู้ที่มีสิทธิในการทอด
สำหรับผ้ากฐินทานนั้น พอพระผู้มีพระภาคได้ทรางอนุญาตให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรเป็นกฐินทานได้ ก็มีผู้ศรัทธาถวาย แต่ไม่มีชื่อปรากฏในบาลีหรืออรรถกถา ต่อ ๆ มาจึงถือการปฎิบัติอย่างนั้น ถวายกันตลอดมาจนบัดนี้ สำหรับบุคคลผู้ที่มีสิทธิจะถวายกฐินทานนั้น ท่านได้แสดงไว้ในพระวินัยว่า ถ้ามีความเลื่อมใส ตั้งใจจะถวายผ้าให้เป็นกฐินทานในกาลเช่นนั้น จะเป็นใครก็ได้ โดยที่สุดแม้เป็นพระภิกษุสามเณรด้วยกันก็สามารถจะถวายผ้ากฐินได้ทั้งนั้น โดย พี่เณร....นำมาฝาก [9 ต.ค. 2552 , 18:38:01 น.] ( IP = 58.9.147.14 : : )
สลักธรรม 2๕. ใครเป็นคนมีสิทธิครองผ้ากฐินและมีสิทธิกรานกฐิน
ภิกษุผู้ที่มีคุณสมบัติ ๘ ประการและมีจีวรอันเก่า จึงสมควรเป็นผู้รับผ้ากฐินได้ โดยพระสงค์เป็นผู้มอบถวายด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา สำหรับผู้ที่มีสิทธิกรานกฐินนั้นก็ได้แก่ภิกษุผู้ที่อยู่จำพรรษากาลครบไตรมาสในอาวาสนั้นแล้วทุกรูปฯ
๖. การกรานกฐินคือทำอย่างไรและทำพิธีทอดกันในวันไหน
ตามความหมายที่ท่านแสดงไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพิมพ์ พ.ศ.๒๕๑๓ หน้า ๗๙ ได้แสดงไว้ว่า เป็นกิริยาที่ขึงไม้สะดึง คือเอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรเข้าขึงไว้ที่ไม้สะดึง เย็บเสร็จแล้วก็บอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ร่วมใจกันยกผ้าให้ในนามของสงฆ์เพื่ออนุโมทนา ภิกษุผู้เย็บจีวรเช่นนั้นเรียกว่า ผู้กราน พิธีทำบัดนี้ คือสงฆ์ยกผ้าอันไม่พอแจกกันให้ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นทำตั้งแต่ซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จในวันนั้น ทำพินทุกัปปะ อธิษฐานเป็นจีวร ครองเป็นจีวรกฐินเรียกว่า กรานกฐิน และต้องทอดกันในวันและเวลาเท่าที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ภายใน ๑ เดือน
๗. กฐินมีกี่อย่างเรียกว่าอย่างไร และทำพิธีทอดกันในวันไหน
กฐินทานนั้นมีอยู่ ๒ อย่างโดยทั่วไปคือ
๑. มหากฐิน เป็นกฐินที่ต้องตระเตรียมกันเรื่อยมาจนกว่าจะถึงวันทอดมหากฐินนี้มีเวลาเตรียมตัวได้นานนับตั้งแต่วันแรม ๑ คำเดือน ๑๑ เป็นต้นไปจนถึงเดือน ๑๒ กลางเดือนทีเดียว
๒. จุลกฐิน เป็นกฐินที่มีเวลาน้อย คือมีเวลาเพียงวันเดียว ต้องรีบจัดของที่เป็นอุปกรณ์ที่เป็นทั้งองค์กฐินและบริวารกฐินกันอย่างรีบด่วน หากไม่ทันก็เป็นอันว่าหมดเขตกฐิน มีเวลาทอดได้เพียงในวันกลางเดือน ๑๒ อันเป็นวันสิ้นเขตกฐินพอดี ส่วนมากมักเกิดมีแก่วัดที่กฐินตกค้างคือไม่มีใครมาทอด ทายกเกรงว่าภิกษุที่อยู่จำพรรษาจะเดาะกฐิน ก็เลยรีบจัดการทอดกันขึ้นเท่านั้นฯโดย พี่เณร....นำมาฝาก [9 ต.ค. 2552 , 18:39:19 น.] ( IP = 58.9.147.14 : : )
สลักธรรม 3๘. การทำผ้ากฐินเป็นหน้าที่ของใคร
ความจริง เรื่องกฐินนี้เป็นกิจของสงฆ์ที่จะต้องร่วมกันทำ เพื่อความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน และมีจำกัดเวลาไว้ด้วยว่า เมื่อได้ผ้ามาแล้ว ก็จำเป็นจะต้องช่วยกันทำให้เสร็จแล้วกรานเสียในวันนั้นเลย ถ้าขืนทำค้างไว้ จะเป็นสันนิธิ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่โบราณกาล เมื่อภิกษุได้ผ้ามาแล้ว และพอที่จะทำให้เป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง ใน ๓ ผืนนั้น คือจะเป็นผ้าสังฆาฎิ หรือเป็นผ้าอุตตราสงค์ หรือผ้าอันตรวาสก คือผ้าสำหรับนุ่งที่เราเรียกกันติดปากอยู่ในเวลานี้ว่า ผ้าสบง ก็คืออันตรวาสกตามภาษาพระวินัยนั้นเอง จะต้องทำให้มีขันธ์แบบนาของชาวมคธอย่างนั้น ภาระในการทำผ้ากฐินจึงเป็นภาระหน้าที่ของสงฆ์จะพึงร่วมกันทำโดยตรง ส่วนทายกผู้ถวายนั้น เป็นเพียงทอดภารธุระให้ที่เรียกว่า ทอด กับคำว่า กฐิน ซึ่งเป็นชื่อของไม้ สะดึง คือไม้สำหรับใช้ขึงเพื่อให้เกิดความสะดวกในการเย็บผ้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น ปัญหาในข้อที่ว่า การทำผ้ากฐินเป็นหน้าที่ของใครนั้น จึงควรทราบตามที่ได้กล่าวมานี้
๙.ความหมายของคำว่า ทอด เป็นมาอย่างไร ท่านจัดกฐินเป็นทานชนิดไหน
คำว่า ทอด คำนี้ในพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ.๒๕๓๐ หน้า ๒๔๙ ได้ให้ความหมายไว้หลายอย่าง แต่ถ้าจะพูดกันเกี่ยวกับเรื่องของกฐินแล้ว ท่านก็ว่า คำว่า ทอด คำนี้เป็น กิริยา คือ เป็นอาการที่ทายกทอดภารธุระให้กับสงฆ์เป็นผู้ร่วมกันทำผ้าให้เสร็จตามหลักของพระวินัยนั่นเอง เพราะเรื่องการที่จะทำผ้าให้สำเร็จถูกต้องตามพระวินัยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องมีความเข้าใจและจะต้องร่วมกันทำด้วย มิฉะนั้นแล้ว ผ้าก็จะสำเร็จไม่ทันกับการกรานในวันนั้นแน่ ๆ แต่ข้อที่น่าสังเกตในปัจจุบันนี้ การทำผ้าอันตรวาสกคือผ้าสบงที่เราใช้นุ่งกันทุกวันนี้ ไม่มีขันธ์ใช้กันแล้ว จึงไม่ถูกต้องตามหลักของพระวินัย โดย พี่เณร....นำมาฝาก [9 ต.ค. 2552 , 18:41:04 น.] ( IP = 58.9.147.14 : : )
สลักธรรม 4
อนึ่ง กฐินทานนี้ ท่านจัดเป็นสังฆานคือทานเพื่อสงฆ์ มิได้เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพราะฉะนั้น ในคำถวาย ท่านผู้ถวายจึงใช้คำถวายว่า สงฆสส ในอุปริปัณณาสก์ ทรางแสดงสังฆทานไว้มากถึง ๗ ชนิดคือ
๑. พุทธปมุขภิกขุภิกขุณีสังฆทาน คือทานเพื่อภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
๒. อุภโตสังฆทาน คือทานถวายเพื่อสงฆ์ทั้งสองฝ่าย
๓. ภิกขุสังฆทาน คือทานเพื่อพระภิกษุสงฆ์
๔.. ภิกขุณีสังฆทาน คือทานเพื่อภิกษุณีสงฆ์
๕. อุภโตนิททิฎฐสังฆทาน คือทานเพื่อสงฆ์ ที่สงฆ์ ทั้งสองฝ่ายช่วยจัดการให้
๖. ภิกขุนิททิฎฐสังฆทาน คือทานเพื่อสงฆ์ ที่ภิกษุช่วยจัดการให้
๗. ภิกขุณีนิททิฎฐสังฆทาน คือทานเพื่อสงฆ์ ที่ภิกษุณีช่วยจัดการให้
หมายเหตุ ทานเพื่อสงฆ์ ทั้ง ๗ ชนิด นี้ มาบัดนี้ได้สูญไปแล้ว ๕ วิธี ทั้งนี้เพราะไม่มีพระพุทธเจ้าและภิกษุณีที่จะทำบุญด้วยแล้ว ที่ยังเหลืออยู่ก็เพียง ๒ วิธีเท่านั้น คือข้อ ๓ ความว่า ภิกษุสังฆทาน คือทานเพื่อภิกษุสงฆ์ กับข้อที่ ๖ คือทานเพื่อสงฆ์ที่ภิกษุช่วยจัดการให้เท่านั้น ภิกษุจะไปช่วยทายกจัดการอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะผ้ากฐินต้องเป็นผ้าที่บริสุทธิ์ดุจตกลงมาจากนภากาศ แล้วมาตกลงในท่ามกลางสงฆ์ ฉะนั้น ต่อเมื่อใด ทากยเขาถวายเป็นของสงฆ์แล้ว นั่นแหละ สงฆ์จึงจะปฎิบัติให้เป็นไปตามหลักของพระวินัยได้ ดังนั้น กฐินทาน จึงเป็นทานเพื่อสงฆ์ มิได้เจาะจงเป็นส่วนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ฯ
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [9 ต.ค. 2552 , 18:44:07 น.] ( IP = 58.9.147.14 : : )
สลักธรรม 5เมื่อกฐินผ้าป่ามาถามทัก
ต้องพร้อมพรักเต็มใจไร้ปัญหา
ประกอบบุญให้งามด้วยปัญญา
เงินทุกบาทมีค่าอย่าร้อนรน
สงบนิ่งทิ้งเรื่องเปลืองเวลา
ตั้งจิตตาสำรวมสวมกุศล
พิจารณาเรื่องราวที่รอบตน
ด้วยเหตุผลบุญกรรมน้อมนำใจ
เชื่อมั่นในความดีได้ผลดี
ขอหลีกหนีอกุศลผลบาปไข
มุ่งชำระกิเลสให้ลุไป
เพื่อทรงไว้นิรทุกข์สุขเนาว์นาน
เงินมากน้อยหาใช่ด้อยหรือเด่นทรัพย์
เพราะได้รับโดยสุจริตไม่ผิดฐาน
การสละความหวงจากดวงมาน
ร่วมทำทานด้วยรู้ถูกปลูกความดี
ย่อมสำเร็จเจตนาเป็นกุศล
ที่เปี่ยมล้นปัญญาพาสุขี
ไม่ต้องขอให้รวยล้นปฐพี
หรืองดงามเหลือที่พรรณนา
เพราะกุศลที่ประณีตจะขีดทาง
นำผลสู่ผู้สร้างไร้กังขา
การให้ทานย่อมได้ทรัพย์เป็นที่มา
ขึ้นอยู่กับเวลาให้ผลบุญ
การร้องขอคือกิเลสขาดเหตุผล
เป็นจิตโลภของตนเข้ามาหนุน
กลายเป็นบาปฉาบไล้ให้ขาดทุน
เหมือนผ้าขาวเปื้อนฝุ่นกิเลสดำ
ทำกุศลอย่าโลภผลสุขโลกีย์
เพราะผลนั้นย่อมมีอย่างอิ่มหนำ
ไม่ต้องขอก็ต้องได้ในเรื่องกรรม
แต่จงทำเพื่อสละและละคลาย
หากจะขอก็ให้ตั้งปรารถนา
ขอกุศลนำพาบุญสืบสาย
เป็นอารมณ์สุคติในเบื้องปลาย
และทำลายอนุสัยได้โดยเร็ว
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [9 ต.ค. 2552 , 18:55:24 น.] ( IP = 58.9.147.14 : : )
สลักธรรม 6กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่นำความรู้มาฝาก
รวมทั้งบทกลอนของพี่ดอกแก้วค่ะ ในเรื่องของวิธีการทำกุศลที่ให้ประกอบด้วยปัญญาโดย เซิ่น [9 ต.ค. 2552 , 20:48:07 น.] ( IP = 58.8.51.49 : : )
สลักธรรม 7โดย น้องกิ๊ฟ [13 ต.ค. 2552 , 08:35:39 น.] ( IP = 125.27.177.90 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |