| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แนะแนวทางปฏิบัติวิปัสสนา (๕)
แนะแนวทางปฏิบัติวิปัสสนา
โดย อาจารย์แนบ มหานีรานนท์
ตอนที่ผ่านมา
ทบทวน และตอบปัญหาผู้ปฏิบัติ
อ. - อิริยาบถนี่ มีใครยังไม่เข้าใจบ้างคะว่า อิริยาบถคือ อะไร ?
น. - อิริยาบถ ก็คือ อาการนั่ง นอน ยืน เดิน
อ. - อาการนั่ง นอน ยืน เดิน ของใครคะ?
น. - คนไหนนั่ง นอน ยืน เดิน ก็เป็นของคนนั้น เคยได้ยินอาจารย์สอนมาว่า สุนัขใน สุนัขบ้าน มันรู้นั่ง นอน ยืน เดินได้
อ. - อาการนั่ง นอน ยืน เดิน นี่ไม่ใช่อาการของสัตว์ของบุคคล หรือของใครๆ นะคะ ไม่ใช่ของใคร และไม่มีใครเป็นเจ้าของ อิริยาบถนั่ง นอน ยืน เดิน นี่เป็นอาการของรูป ที่เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐานค่ะ คือ ต้องมีจิตและมีเจตนาที่จะนั่ง นอน ยืน เดิน คนตาย หรือ คนนอนหลับนี้ไม่มีอิริยาบถนะคะ
น. - ดูอิริยาบถทั้งหมดของร่างกาย ?
อ. - ดูที่อาการ ตั้งตัวอยู่ด้วยอาการอย่างไร ให้รู้ในอาการนั้นๆ ดูรูปนั่งต้องรู้สึกนะอย่า "นึก" ว่ารูปนั่งนะ นี่ต้องสังเกต อาศัยความสังเกต นี่สำคัญที่สุดแล้ว ใช้มากที่สุดด้วย สังเกตว่า เรานึกหรือเปล่า หรือเรารู้สึก รู้สึก กับ นึก ไม่เหมือนกัน ต้องไปสังเกตดู ประเดี๋ยวพอเวลาไปนั่ง เราจะไปนึกใจใจว่า รูปนั่ง รูปนอน อย่างนี้ไม่ได้ ต้องรู้สึก รู้สึกในท่าที่นั่ง ดูรูปนั่งน่ะ หมายถึงว่า รู้สึกอยู่ในท่าที่นั่ง ไม่ใช่นึกอยู่แต่ในใจ ต้องใช้ความสังเกตมาก มิฉะนั้น ก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเรากำหนดผิดไป หรือกำหนดถูกแล้ว ถ้าไม่มีความสังเกต แล้วไม่รู้
น. - เมื่อฟุ้งเกิดขึ้น แล้วเราจะปฏิบัติอย่างไร ?
อ. - ตามธรรมดาโคหนุ่ม หรือสัตว์ที่เราจะจับมาฝึกหัดให้ทำงาน ก็ต้องมีหลัก มีเชือกผูกกับหลัก แล้วก็ต้องมีปฏัก ปฏักนี่ก็เหมือน ปัญญา ที่จะคุกคามอะไรต่ออะไร โคนั้นเหมือน กิเลส กลัวการลงโทษ เพราะกิเลสน่ะ มันกลัวแต่ปัญญาอย่างเดียว อย่างอื่นอะไรต่ออะไร กิเลสไม่มีกลัวเลย ส่วนหลักก็เหมือนสติ แล้วเชือกที่ผูกก็เหมือน วิริยะ เราจะหัด จะให้มันทำอะไร ถ้ามันไม่ทำต้องลงปฏัก พอลงปฏักมันก็กลัว มันก็ต้องทำตาม อย่างนี้จึงจะหัดได้ ถ้าจับมันมาเฉยๆ จะหัดมัน พอถูกตีมันก็วิ่งเตลิดไป เราก็ไล่จับมันไม่ได้ ต้องมีวิธีเดียวอย่างนี้เท่านั้น จิตใจเราก็เหมือนกันถ้าหากว่า หลักเราดี หลักเรามั่นคง เชือกก็ผูกไว้กับหลักจิตก็วิ่งไปไหนไม่ได้ เพราะว่าหลักมั่นคงแล้ว เชือกก็เหนียวปัญญาก็มีพร้อมแล้วด้วย ก็มีโอกาสที่จะอบรมดูได้นาน ว่าง่ายจะสอนให้ดูอะไรให้เป็นไปอย่างไรก็เป็นไปตามใจได้
โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [21 ต.ค. 2552 , 07:55:56 น.] ( IP = 58.9.149.153 : : )
สลักธรรม 1ที่นี้ถ้าหลักของเราไม่แน่น ปักไม่แน่น คือ สติไม่มีกำลัง พอจิตมันดิ้นหรือโคมันดิ้น ถอนหลัก มันก็พาหลักวิ่งเตลิดไปด้วย
เอาละ คราวนี้ถ้าหลักก็แน่นมีสติก็ดี แต่เชือกที่ผูกมันเปื่อย หลักก็ไม่ถอนแต่เชือกขาด มันก็ไปไม่ได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่า จะมีปัญญาก็ตาม ใครจะวิ่งตามไปสั่งสอนมันได้ มันต้องอยู่กับ เชือก อยู่กับ หลัก ถึงจะสอนมันได้ นี่ท่านอุปมาถึงจิตใจเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่มันฟุ้งไปมันไม่อยู่กับหลัก พอมันอยู่เราก็ดู พอเวลามันไปเราถึงจะรู้ จะรู้ก่อนไป จะระวังไว้ก่อนจะไม่ให้มันฟุ้ง ไม่ได้ มันยังไม่ฟุ้ง เราจะไประวังอะไรได้ วัตถุสิ่งนั้นยังไม่มีอยู่ เราจะไปรู้ก่อนล่วงหน้าเขาไม่ได้ คือ จะรู้ก็ต่อเมื่อมันฟุ้งไปแล้ว ฟุ้งนั้นมีแล้วเราถึงจะรู้ ถ้าเรารู้ว่าฟุ้ง ก็เพียงแต่รู้ว่า อ้อ นี่มันหลุดไปจากอารมณ์ หรือหลุดไปจากหนทาง หลุดไปจากมัชฌิมาปฏิปทาแล้วเท่านั้น แล้วเราก็กลับมารู้รูปนั่งใหม่ รูปนั่ง หรือ รูปยืน รูปเดินก็ตาม ไม่ใช่จะฟุ้งแต่รูปนั่ง กำลังเดินก็ฟุ้งได้ มันไวเหลือเกิน ระหว่างที่พอก้าวไป สติรู้ก้าวนี้ยังไม่ได้ ก็อีกก้าวเดียวเท่านั้นแหละไปแล้ว
เพราะฉะนั้น เราก็ต้องคอยสังเกต ความสังเกตนี่ก็เป็นอุปการะอันหนึ่ง ที่จะให้เราทำถูกจุดหมาย ถ้าเราไม่สังเกต เราก็ไม่รู้ ฟุ้งไปตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้และไม่รู้ว่า มันฟุ้ง เพราะฟุ้งไปเสียตั้งนาน บางทีไปตั้ง ๑๐ นาที ๕ นาทีถึงจะรู้ กลับมามันก็เสียเวลาไปเปล่า โอกาสที่จะดูรูปนั่งก็น้อยมาก ก็จะไม่เห็นความจริงของรูปนั่ง
ถ้าจะถามว่า ทำไมดูฟุ้งไม่ได้หรือ เพราะฟุ้งก็เป็นนามเหมือนกัน แต่เวลา ฟุ้ง นั้นตัวฟุ้งนั้นเป็นนาม แต่ เรื่องที่ไปฟุ้งนั้นเป็นบัญญัติ เท่านั้น เป็นเรื่องเป็นราวอะไรต่ออะไร อดีตบ้าง อนาคตบ้าง มันก็เป็นบัญญัติอารมณ์นั้นไม่ใช่สภาวะ ก็ไม่เป็นปัจจัยแก่ปัญญาได้
ทีนี้ถ้าเราคอยสังเกตอย่างนี้ก็ไม่ไปนานไม่เสียเวลา พอรู้ว่า ฟุ้งแล้วก็กลับมา กลับมาดู รูปนั่ง ใหม่ ถ้าเดินอยู่ก็กลับมาดู รูปเดิน ใหม่ ถ้านอนก็กลับมาดู รูปนอน ใหม่ ยืนก็เหมือนกัน แล้วแต่ว่า ฟุ้งไปจากรูปไหนก็กลับมาดูใหม่จนกว่าจะได้ความจริง แล้วก็ไม่ต้องไปว่ามันฟุ้งนัก รำคาญจริง จะดูอะไรก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ไม่พอใจฟุ้ง พอไม่พอใจฟุ้ง บางคนก็ไปกำหนดฟุ้ง กำหนดทำไม กำหนดเพื่อจะให้มันหายๆ ไป
ถ้าทำความเข้าใจอย่างนี้ ทำความรู้สึกอย่างนี้ละก็ผิด เพราะว่าเวลาที่ฟุ้งเกิดขึ้นนั้น เราก็ไม่พอใจ ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นกับฟุ้งก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ซึ่งจะบังไม่ให้ปัญญาเกิดได้ จิตดวงไหนกิเลสเกิดอยู่ ปัญญาก็ไม่เกิด ทีนี้พอฟุ้งหายไปแล้ว กิเลสอะไรจะเข้า ก็ความพอใจ ก็เป็นกิเลสอีก กิเลสทั้งสองอย่างเลย ถ้าไม่หายโทมนัสเข้า ถ้าหายแล้วโสมนัสเข้า อภิชฌาเข้า โทมนัส ก็คือ ไม่พอใจ อภิชฌา ก็คือ พอใจ
ทีนี้ตามธรรมดาการปฏิบัติที่ถูกของสติปัฎฐาน ต้องทำลายความพอใจและไม่พอใจ แต่เราไม่เข้าใจ การปฏิบัติของเรา ก็เลยไปเป็นปัจจัยแก่ความพอใจ และไม่พอใจ เลยเป็นที่อาศัยของโลภะ โทสะกิเลสไป นี่อันนี้ก็เป็นความสำคัญอันหนึ่งที่เราจะต้องสังเกตโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [21 ต.ค. 2552 , 08:00:30 น.] ( IP = 58.9.149.153 : : )
สลักธรรม 2เพราะฉะนั้น เรื่องของวิปัสสนานี้ เป็นเรื่องขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความเพียร ที่เพียรแต่จะไปเอาอะไร ถ้าเพียรไม่ถูกก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่า วิปัสสนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมาธิที่สงบมากๆ ถ้าสงบมากๆ ก็นิ่งไปเท่านั้นเอง ไม่มีเหตุผลอะไร ไม่มีการพิจารณาเหตุผล ก็ไม่เป็นปัจจัยแก่ปัญญา ต้องขึ้นอยู่กับความเข้าใจ
ถ้ามีความเข้าใจแล้ว จะเพียรมากหรือเพียรน้อย ก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่ปัญญาเท่านั้น ถ้าไม่เข้าใจจะเพียรเท่าไรๆ ก็ไม่เข้าใจ ตัวอย่าง เช่น ฟุ้ง คือ อุทธัจจะนี้เป็นต้น ถ้าเราไม่เข้าใจ อุทธัจจะก็เกิดขึ้นเป็นปัจจัยทั้งความพอใจ และไม่พอใจ ที่จริงเราก็ไม่ได้อยากให้มันเกิด ไม่อยากให้มันเกิดเลย แต่มันก็เกิดตามอำนาจของเหตุปัจจัย
เพราะฉะนั้น เราจะพอใจหรือไม่พอใจก็เกิด ถ้าเขามีเหตุ มีปัจจัยพอที่จะต้องเกิดขึ้นก็เกิดเหมือนกัน ถ้าเขามีเหตุมีปัจจัยไม่พอที่จะให้เกิดขึ้น ก็ไม่เกิดเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น เราก็ใช้ความสังเกต คือ เราเข้าใจแล้วว่า เวลานั่งนี่ให้ดูรูปนั่ง ทีนี้เวลามันหลุดไป ถ้าเรามีความสังเกตว่องไวดี เราก็รู้ว่า อ้อ ฟุ้งไป เพียงรู้ว่า ฟุ้งไปเท่านั้น กลับมาดูรูปนั่งใหม่ ทีนี้ความพอใจและไม่พอใจที่จะอาศัยความฟุ้งเกิดขึ้นก็ไม่มี เมื่อความพอใจ ไม่พอใจไม่เกิดแล้วจิตที่เรามากำหนดพิจารณารูปนั่งนี่ ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิด ปัญญา เข้าไปรู้ความจริง จิตที่มันไม่เกิดปัญญา ก็เพราะเหตุว่า กิเลส มันคอยแทรกเข้าไปอยู่ พอกิเลสเข้าไปก็ปิดบังปัญญาเหมือนกับคนสายตาไม่ดี สายตาไม่ดีมองอะไรมันก็ไม่เห็น ถ้าคนสายตาดี ๆมองอะไรก็เห็น แต่ว่ามันเป็นธรรมชาติเรามองไม่เห็นก็ต้องเอาแว่นมาช่วย เหมือนกับปัญญาเหมือนกัน ปัญญาจักขุ จักษุ คือ ปัญญา ที่จะทำให้และเห็นอะไรต่ออะไร เอาแว่น คือ ปัญญามาส่องก็เห็นชัด ถึงแม้จะตัวเล็ก คือ ความสุขุมก็เห็นได้ ถ้าตาเปล่า คือ ไม่มีปัญญาแล้วไม่อาจจะเห็นได้โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [21 ต.ค. 2552 , 08:04:22 น.] ( IP = 58.9.149.153 : : )
สลักธรรม 3ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นประโยชน์ต่อปัญญาทั้งสิ้น
ทุกอย่างย่อมเป็นประโยชน์แก่ปัญญาทั้งนั้นในโลกนี้ ถ้าคนมีปัญญา แม้แต่เห็นผีที่ตายแล้วเน่าน้ำเหลืองไหล ย่อมเป็นประโยชน์แก่ปัญญา ปัญญาย่อมเป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง แต่ว่า เราจะเข้าใจโยนิโส ทำความรู้สึกให้เป็นปัจจัยแก่ปัญญา หรือ ทำความรู้สึกให้เป็นปัจจัยแก่กิเลส มันมี ๒ อย่าง
ความรู้สึกที่เป็นปัจจัยแก่กิเลส เช่น เราไปเห็นผีตายเน่า หมาเน่าลอยมา หรือ ศพลอยมาในน้ำ ถ้าเราทำความรู้สึกไปในทางเป็นปัจจัยของกิเลส กิเลสมันก็เกิดขึ้น เราก็ไม่พอใจที่จะเห็นอย่างนั้น เราก็เกลียด เราก็ไม่พอใจ
ทีนี้ถ้าคนมีปัญญา พอเข้าไปเห็นเข้าแล้วแทนที่เขาจะเกิดกิเลส คือ ความไม่พอใจ หรือสะอิดสะเอียนอะไรอย่างนี้ ไม่เป็นเพราะเขามีโยนิโสดี เขาก็ทำความเข้าใจให้เป็นปัจจัยแก่ปัญญาเขาก็รู้สึกว่า อ๋อ นี่สังขารทั้งหลาย มันไม่เที่ยงอย่างนี้ มันเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ มันไม่ใช่เป็นของสวยงามเลยอย่างนี้ มันไม่เป็นอารมณ์ที่น่ายินดีเลย ไม่น่ารักเลย แต่ว่า เพราะความไม่รู้ ความไม่เข้าใจก็หลงกันไป
ทีนี้เขาเห็นแล้วเขาก็น้อมถึงจิตใจร่างกายของเขา ก็จะต้องเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ทีนี้ความพอใจ ความรักในร่างกายที่เข้าใจว่าดี เข้าใจว่าสวยว่างามด้วยอำนาจของกิเลสก็หมดไป ปัญญาที่เข้าไปรู้ความจริงนั้นก็เกิดขึ้น อ้อ นี่สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่าง ทุกอย่างในร่างกายจะหาสาระอะไรที่เป็นที่พึ่ง ที่เป็นสรณะไม่มีเลย เขาก็เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้น
เพราะฉะนั้น กิเลสหรือความที่หลงไหลเข้าใจผิดอยู่ในร่างกาย ในรูป ในนาม ก็หมดไป กลับเกิดปัญญาขึ้นในอารมณ์อันเดียวกัน ในที่เดียว ถ้าหากไม่มีโยนิโสก็จะเกิดปัญญาไม่ได้
เพราะฉะนั้น ในเวลาที่เราปฏิบัติ จะมีอารมณ์อะไรก็ตาม ก็ต้องคอยสังเกตดู บางทีเรามีเหมือนกัน โยนิโสเราเข้าใจ แต่ขาดความสังเกตว่า อารมณ์นั้นเป็นอย่างไร ผิดไปด้วยเรื่องอะไรเกิดขึ้น อารมณ์นี้เป็นปัจจัยแก่กิเลส มันไม่ใช่เป็นปัจจัยของปัญญา แต่ว่า ก่อนที่จะได้เอาโยนิโสมาใช้นี้ก็จะต้องได้จากการฟังด้วย ฟังอธิบายแล้วก็เข้าใจเหตุผล เก็บความเข้าใจเหตุผลเอาไว้ในใจก่อน
เวลาไปปฏิบัติก็อาศัยความสังเกตว่า เวลานั้นเราทำความรู้สึกอย่างไร ตรงกันไหมที่อาจารย์บอกว่า เวลานั้นต้องทำความรู้สึกอย่างนั้นๆ อย่าทำความรู้สึกอย่างนั้นๆ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจในเวลาที่อธิบายให้ฟัง ผิดก็ไม่รู้ ถูกก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ว่าผิด แล้วจะเอาจิตมาตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ถูกก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่า ที่ถูกนั้นจะต้องทำความรู้สึกอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้เราก็ทำไม่ได้เหมือนกันโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [21 ต.ค. 2552 , 08:09:21 น.] ( IP = 58.9.149.153 : : )
สลักธรรม 4เพราะฉะนั้น โยนิโส เป็นสิ่งสำคัญมาก การฝึกการสังเกตก็สำคัญ ขั้นแรก จึงต้องมีความเข้าใจในเวลาที่อธิบายให้ฟังว่า เขาห้ามอะไร จำได้ไหม ถ้าเราเข้าใจถึงเหตุผลเราก็จำได้ เพราะว่า ความเข้าใจจะเป็นสิ่งที่ช่วยความจำของเรา
เช่น เขาห้ามไม่ให้ทำกรรมฐาน เวลานั่งอย่ารู้สึกว่า นั่งกรรมฐาน เวลาเดินก็อย่ารู้สึกว่า เดินเพื่อทำกรรมฐาน ทุกท่านเคยจับได้ไหมว่านั่งกรรมฐาน เวลามานั่งแล้วก็จะรู้สึกว่า นั่งกรรมฐานทุกที เพราะเราไม่ได้สังเกต ทีนี้ถ้าเราจำได้และเข้าใจแล้วว่า เขาสั่งไม่ให้ทำความรู้สึกว่า นั่งกรรมฐาน พอรู้สึกว่า นั่งกรรมฐานเกิดขึ้น ก็รู้ทันทีว่า ผิดแล้ว อันนี้ผิดแล้ว เพราะเขาห้ามไม่ให้ทำความรู้สึกอย่างนั้น
การที่จะผิดหรือถูกนั้นอยู่ที่ตรงความรู้สึก เพราะว่าปัญญาก็อยู่ที่ใจ อวิชชา ความโง่ก็อยู่ที่ใจ สติ ก็อยู่ที่ใจ วิริยะ ก็อยู่ที่ใจด้วย เพราะฉะนั้น ใจ มีความรู้สึกอย่างไร ความรู้สึกอย่างนั้นเป็นอารมณ์ของใคร เป็นอารมณ์ของ ปัญญา หรือ อวิชชา
เช่น ที่เขาห้ามไม่ให้รู้สึกว่า นั่งกรรมฐานนั้น เพราะอะไร เพราะว่า ถ้ารู้สึกว่า นั่งกรรมฐานแล้ว ในเวลาที่นั่งอยู่นั้นกิเลสจะต้องเข้าอาศัย คือว่า นั่งเพื่อจะเห็นอะไรสักอย่างหนึ่ง นั่งเพื่อธรรมะจะได้เกิดขึ้น เวลาเดินก็เดินกรรมฐาน เดินกรรมฐานก็เพื่อจะได้เห็นธรรม ถ้ารู้ว่าทำกรรมฐานแล้วจะต้องรู้สึกอย่างนี้ติดตามมา ความรู้สึกอย่างนี้เป็นกิเลส มันเป็นความต้องการที่จะได้อะไรสักอย่างหนึ่ง ความต้องการก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง มีชื่อมากมาย กิเลสตัวนี้ คือ เป็น "โลภะ" ก็เรียก หรือเป็น "ตัณหา" ก็เรียก
เมื่อกิเลสความต้องการเข้าไปอยู่ในจิตใจเสียแล้ว จิตดวงนั้นก็มีกิเลส แล้วปัญญาจะเกิดได้อย่างไร จิตที่เป็นอกุศลอยู่ ปัญญาจะเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงห้ามไม่ให้นั่งกรรมฐาน ไม่ให้เดินกรรมฐาน
เมื่อห้ามไม่ให้นั่งกรรมฐาน ไม่ให้เดินกรรมฐานแล้วให้นั่งทำไม ? ให้เดินทำไม ? เช่น เดินอยู่แล้วเวลาจะนั่งห้ามไม่ให้รู้สึกว่า จะนั่งกรรมฐาน แล้วจะให้รู้สึกว่าอย่างไร ?
ต้องรู้สึกอย่างนี้ ว่า พอปวดเมื่อยขึ้น ปวดขึ้นมา เมื่อยขึ้นมา แล้วความรู้สึกก็ว่า จะต้องเปลี่ยนไป เพราะทุกข์ปรากฏขึ้นมาแล้ว ทุกข์นี้เป็นตัวอริยสัจเป็นของจริง ทุกข์ปรากฏขึ้นมาก่อนเราก็จะต้องเปลี่ยนละ ทีนี้พอจะต้องเปลี่ยนเราจะมนสิการว่าอย่างไร จำได้ไหม ? ให้มนสิการว่าอย่างไร ? ให้ทำความรู้สึก ทำความเข้าใจว่าอย่างไร ? ในการที่จะต้องเปลี่ยน
ทุกข์นั้นรู้แล้วว่า มันเมื่อย แต่ถ้าเป็นคนไม่สังเกตก็จะรู้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะจิตมัวไปอื่น พอเมื่อยขึ้นมาก็พลิกไปเลย ความเมื่อยนี่ เราไม่ได้ต้องการเลย มีกิเลสของใครจะต้องการเมื่อยบ้าง ? ไม่มีเลย เขาเกิดขึ้นตามเหตุ ตามปัจจัยของเขา ไม่ใช่ว่าคนมีกิเลสเท่านั้นจึงจะเมื่อย คนไม่มีกิเลสก็่เมื่อย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ท่านก็เมื่อย ท่านก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเหมือนกันโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [21 ต.ค. 2552 , 08:14:51 น.] ( IP = 58.9.149.153 : : )
สลักธรรม 5ทุกข์นี่น่ะไม่ใช่กิเลส แต่เป็นวิบากของเบญจขันธ์ ที่จะต้องถูกบีบคั้นให้เกิดเปลี่ยนแปลง ให้กระสับกระส่ายอยู่เรื่อย เพราะท่านเห็นอย่างนี้ ท่านถึงได้เห็นว่า ตัวเบญจขันธ์นี้เป็นทุกข์เหลือเกิน เป็นภาระอันหนัก สังขิตเตน ปัญจุปาทา นักขันธา ทุกขา ทุกข์ทั้งหมด ตั้งแต่ชาติความเกิดขึ้นมาจนกระทั่งชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส ตามที่เราทำวัตร
นี่เพราะสังขิตเตน ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขาทุกข์ทั้งหมดที่เรามีอยู่นี่มาจากเบญจขันธ์ ถ้าเบญจขันธ์นี้ไม่มีแล้ว ทุกข์ทั้งหมดนี่ไม่มี เป็นอันว่า ไปถึงธรรมที่สิ้นทุกข์
เพราะฉะนั้นท่านจึงใช้คำว่า สิ้นทุกข์ พ้นจากทุกข์ทั้งปวงหรือ ที่สุดแห่งทุกข์ ทีนี้บางคนไม่เข้าใจก็ไปเข้าใจว่า คำว่า พ้นจากทุกข์หมายความว่า ต้องมี ความสุข ทุกข์ไม่มีแล้วต้องมีความสุข
เพราะฉะนั้น ขออย่าเข้าใจว่า พระนิพพานเป็นสุข บางทีก็เกิดความเข้าใจผิดในเวลาที่ปฏิบัติ พอจิตได้สมาธิเข้าพอสงบเข้าก็รู้สึกว่า เป็นสุขเยือกเย็นจริง นี่แหละจะต้องเป็นพระนิพพาน เพราะเราพ้นจากทุกข์แล้ว อันนี้ไม่ใช่ อันนี้ก็เป็นเพียง สุขเวทนา เท่านั้น แล้วก็ไม่เที่ยงด้วย สิ่งใดที่ ไม่เที่ยง นั่นแหละสิ่งนั้นเป็น ทุกข์ และสิ่งที่ ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ นั่นแหละสิ่งนั้นเป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
เพราะฉะนั้น ที่เราไปเห็นว่า มีความสุขจริง สบายจิตใจสงบเยือกเย็น นี่แหละคงจะเป็นพระนิพพาน อันนี้เข้าใจผิดแล้ว
เพราะอันที่จริง ความสุขนั้นเที่ยงไหม ? สุขอยู่อย่างนั้นตลอดไปหรือเปล่า เปล่า ไม่ตลอดเวลา หากแต่จิตมันไม่เพ่นพ่านไป คล้ายๆ กับว่ามันหลับ จิตน่ะมันหลับไป มันก็เลยไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหน
ถ้ามันฟุ้งซ่านไปมากๆ เราก็รำคาญ พอกิเลสมันเกิดขึ้นแล้วก็เร่าร้อน จิตใจเศร้าหมองเร่าร้อน ถึงแม้ว่า จะไม่ได้ไปฆ่าใคร ด่าใคร ตีใครก็ตาม พอกิเลสเกิดขึ้นแล้วใจนี่ไม่มีความเยือกเย็นเลย ถ้าเกิดมาก ก็ร้อนมาก เกิดน้อย ก็ร้อนน้อย แล้วความสุขที่เราเห็นว่า เป็นของดีมากนั้น จะเที่ยงอยู่ได้ไหม ไม่เที่ยง พักเดียว ประเดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว
ทีนี้หากว่าคนที่ยังไม่เข้าถึงความไม่เที่ยงก็อาจเห็นไปได้ว่า อันนี้แหละ ต้องเป็นพระนิพพาน อันนี้แหละ คือ เป็นความสุขที่ได้มา อาจจะเข้าใจอย่างนี้ แต่ความจริง ถ้าคนที่เขาเห็นแล้วว่า สัพเพ สังขารา ทุกขา ความสุขอันนั้นก็เป็นสังขารเกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ต้องอาศัยเราทำสมาธิ เราปฏิบัติ ความสุขอันนั้นจึงเกิดขึ้น สัพเพ สังขารา ทุกขา สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วจากเหตุ จากปัจจัย สิ่งนั้นต้องมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเรารู้แน่ รู้ตลอดไปหมดอย่างนี้ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วต้องดับ
ถ้าเข้าไปรู้จนถึงอย่างนี้แน่แล้ว เหตุไรเขาจะมานิยมชมชื่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เขารู้อยู่แล้วเขาจะไปนิยมอะไรว่า สิ่งนี้ดีจริง รูปร่างมันสวย แต่ว่าใช้ไม่ทน ประเดี๋ยวก็แตก เราจะชอบไหม ? สักหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะใช้ทนดีโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [21 ต.ค. 2552 , 08:21:17 น.] ( IP = 58.9.149.153 : : )
สลักธรรม 6เหมือนดังท่านปัญจวัคคีย์ พระพุทธเจ้าให้ดูรูปก็เห็นว่า รูปไม่เที่ยง ท่านให้ดูเวทนาก็เห็นว่าเวทนาไม่เที่ยง ให้ดูสัญญาก็เห็นว่า สัญญาไม่เที่ยงท่านก็ชี้ให้ดู ท่านเข้าใจภาษากัน ท่านกู้รู้ว่า ดูรูป นั้นดูอะไร ดู เวทนา นั้นดูอะไร ดู สัญญา นั้นดูอะไร เมื่อให้ดู สังขารขันธ์ ท่านก็ดู ท่านกู้รู้ว่า สังขารขันธ์นั้นลักษณะอย่างไร มีอาการปรากฏขึ้นในจิตใจอย่างไรท่านก็รู้ท่านก็ดู ท่านก็เห็นว่า ไม่เที่ยงให้ดูวิญญาณ วิญญาณขันธ์ท่านก็รู้ว่า ให้ดูอะไรท่านก็ดูในอดีต ท่านมีปัญญาบารมีมา ท่านมีตัวกิเลสที่จะมาบังน้อยแล้วไม่ใช่หนาเหมือนปุถุชน
คำว่า ปุถุชน แปลว่า กิเลสหนามากเหมือนแผ่นดิน เพราะว่า กิเลสหนาเหมือนแผ่นดิน จึงเรียกว่า ปุถุชน ถ้าคนกิเลสมากแล้วไปบวชอยู่อย่างนั้นไม่ได้
ทีนี้พอท่านพระปัญจวัคคีย์ พยายามดูครบหมดแล้วทั้ง ๕ ขันธ์ หมดแล้วในโลกนี้ก็มีแต่ขันธ์ ๕ เท่านั้น ท่านก็ประกาศขึ้นมาว่า "ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมัง" แปลความว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นต้องมีการดับไปเป็นธรรมดาทีเดียว เห็นอย่างนี้ ก็ย่อมจะเกิดความหน่ายไม่ยินดีในอัตภาพ แม้ว่า ความรักตัวจะมากที่สุดก็ตาม ใครจะรักมากเท่ารักตัวเราเป็นไม่มี เพราะว่าเรารักตัวเรา แล้วเราก็รักไปถึงคนอื่นที่มาเป็นประโยชน์แก่ตัวเรา เป็นอารมณ์ที่เป็นประโยชน์ให้ตัวเรามีความสุข
เมื่อเรารักใคร เราก็จะบำรุงคนนั้นให้มีความสุข ไม่อยากให้เขาเดือดร้อน ทีนี้ตัวของเรานี่เรารักมากที่สุด ทุกอย่างที่เอามาบำรุงบำเรอ เพื่อจะให้ร่างกายนี่มีความสุข อารมณ์อะไรที่จะมาเป็นประโยชน์ให้เรามีความสุข เราก็รักอารมณ์นั้นด้วย ทีนี้เมื่อแลเห็นแล้วว่า ตัวนี่ไม่มีของดี ชิวิตเป็นไป หรือเบญจขันธ์เป็นไปเพื่อความทุกข์ ต้องมีการปรุงแต่งแก้ไขธรรมดาเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ต้องดับ ต้องฉิบหายไปเป็นธรรมดา
เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว จะไปยินดีอะไร ความที่รักมั่นอยู่เป็นอุปาทานยึดมั่นอยู่ว่า เป็นตัวเรา เป็นของเราก็คลายออกอย่างนี้ ต้องอย่างนี้ถึงจะคลายออกได้
เพราะฉะนั้น ถ้าสมาธิแล้วไม่สามารถจะเห็นว่า มันไม่เที่ยงได้ ทำไมจึงไม่เห็นเพราะว่า ตามธรรมดา ถ้าจิตจ่ายไปในอารมณ์ที่หยาบๆ มันเปลี่ยนไปช้าๆ ก็อาจจะเห็นได้ ท่านกล่าวว่า ถ้าสันตตินี้สืบเนื่องอยู่อย่างไม่ขาด สัตว์ทั้งหลายก็ยังไม่สามารถเห็นอนิจจังได้
ทีนี้ก็เวลาที่จิตอยู่ในสมาธิ อยู่ในอารมณ์เดียว เกิดดับเร็วที่สุดอยู่ในอารมณ์นั้น จนไม่สามารถจะเห็นว่า อารมณ์นั้นมันไม่เที่ยงเหมือนพัดลมนี้ ถ้าหมุนเร็วๆ ก็จะไม่เห็น ไม่รู้ว่าใบพัดลมมีกี่อัน และรูปร่างเป็นอย่างไรก็ไม่เห็นเลย ถ้าหมุนช้าก็เห็นได้ว่า มี ๓ อัน เพราะว่า จังหวะที่ขาดว่างของมัน จะมาตัดให้เห็นได้ว่า เป็นคนละอัน หรือลูกข่างที่หมุนนอนวัน เวลาหมุนนอนวันแล้ว มันหมุนเร็วเหลือเกิน เราก็ไม่เห็นมันได้ เพราะมันนิ่งอยู่อย่างนั้นโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [21 ต.ค. 2552 , 08:25:57 น.] ( IP = 58.9.149.153 : : )
สลักธรรม 7เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นสมาธิจึงรู้ยากมาก คือ จะไปเห็นจิตที่เป็นสมาธิว่ามันเกิดแล้วมันดับ ไปนี่ ไม่มีหวังเลย ต้องเป็นคนที่มีปัญญาเฉียบแหลมสามารถได้ "ฌาน" และสามารถจะทำ "วสี" ในฌาน ให้คล่องแคล่วก็อาจจะยกองค์ฌานขึ้นเพ่ง เขาก็ไม่ได้เอาจิตขึ้นเพ่ง เขาเององค์ฌานขึ้นมาเพ่ง อย่างนี้ก็อาจสามารถที่จะเห็นได้
อย่างของเรานี่ เพียงแต่ทำสมาธิให้จิตเข้าถึงฌานก็ยังทำไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น เวลามีสมาธิเข้าก็ไม่รู้ว่าอะไรก็ดูจิตไปเฉย จิตจะเที่ยงหรือไม่เที่ยงก็ไม่มีรู้หรอก
เพราะฉะนั้น จึงห้ามว่า ถ้าสมาธิเข้ามากแล้ว ก็จะปิดความจริงอันเป็นอารมณ์ของปัญญา จะต้องให้ สมาธิเป็นไปร่วมกับอารมณ์ของปัญญา ที่ได้ปัจจุบัน ในที่นั้น มีศีล มีสมาธิ และปัญญาก็มีในที่เดียวกันจึงจะเกิดได้
ถ้าไปทำสมาธิเสียก่อน ก็จะนิ่งไปใช้ไม่ได้ ทีนี้พอจะยกขึ้นสู่ปัญญา นั่งประเดี๋ยวเดียวความนิ่งก็เข้า พอลุกขึ้นเดิน เดินไปหน่อยสมาธิก็เข้า เดินเรื่อยไม่เหน็ด ไม่เหนื่อย เวลาเดินใจก็นิ่ง ไม่ออกมาดูให้รู้ว่ารูปอะไร เวลานั้นก็ไม่รู้สึก ไม่มีรูป ไม่มีนาม นิ่งก็ไม่เป็นปัจจัยแก่ปัญญา
เพราะฉะนั้น จะต้องใช้ความสังเกตมากที่สุดเลย ใช้ความสังเกตมากแล้ว ก็ระวังความรู้สึกอย่าให้มันตกไปในอารมณ์ที่เป็นปัจจัยแก่กิเลส ถ้าเราตกไปในอารมณ์ที่เป็นปัจจัยแก่กิเลสแล้ว ปัญญาก็เกิดไม่ได้ เป็นโอกาสของกิเลส เกิดขึ้น คือ เป็นโอกาสของกิเลสเกิดขึ้น คือ เป็นโอกาสของอกุศลเกิด แต่กุศลไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น
เพราะอย่างนี้ จึงได้บอกว่า ต้องระวัง ขอให้ได้อารมณ์ปัจจุบัน แล้ว ความรู้สึกว่า เป็นรูป กับเป็นนาม ต้องมีอยู่เสมอ ถ้าจะรู้ไปนิ่งๆ อย่างนั้น แต่ว่าตัวดูอะไรเวลานั้นรู้ไหมว่า ดูรูปอะไร หรือดูนามอะไรไม่รู้ รู้แต่นิ่ง มันนิ่งไปเฉยๆ อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะอารมณ์นี้เป็นสมาธิ ไม่ใช่เป็นอารมณ์ของปัญญา แล้วก็ไม่มี นาม ไม่มี รูป นิ่งเฉยๆ ไม่รู้ว่าเป็นนามเป็นรูป
ขอให้สังเกตต้องคอยดูว่า อ้อ...อันนี้ไม่ใช่ ความรู้สึกอย่างนี้ไม่ใช่ ถ้าไม่สังเกตก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน ถ้าใช่แล้วจะต้องมีความรู้สึกอย่างนั้นทีเดียว จะต้องรู้สึกว่า เวลานี้ตัวกำลังทำอะไรอยู่ ตัวดูอะไรอยู่ ต้องรู้สึกอย่างนั้น ถ้าไม่รู้สึก ดูเฉยๆ สติสัมปชัญญะไม่มีกำลัง
พออารมณ์อะไรผ่านมานิดเดียว แพล็บเดียวจะตกใจ คล้ายๆ กับใจหายวาบไปเลย พอใจหายไปแล้วก็กลัว กลัวสิ่งที่หายไปนั่นแหละ กลัวเสียแล้ว พอว่าได้ยินเสียงอะไรแก๊กก็ยังไม่ทันรู้ว่า อะไรยังไม่รู้หรอก แต่พอเสียงมาปุ๊ป จิตมันก็ทิ้งอารมณ์นี้ไปแล้ว รู้สึกตกใจหายวาบไป แต่ก็ไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แล้วที่นี้ใจกลับเข้ามา พอความรู้สึกกลับเข้ามาใจก็เต้น ใจเต้นเพราะความกลัว แต่ยังไม่รู้ว่ากลัวอะไร อันนี้ใช้ไม่ได้ คือว่า ถ้าไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไรละก็ใช้ไม่ได้ เหมือนกับผู้ที่เป็นนักสืบ
ปัญญาน่ะเหมือนนักสืบ เพื่อทำจารกรรม เข้าไปในที่ไหนก็เพื่อจะไปสืบเหตุผลว่า นี่เขาทำอะไรกัน ไปเป็นสมาคมอะไร ส่งเข้าไปเป็นจารบุรุษ ต้องไม่ให้เขารู้เลยว่า เราเป็นจารบุรุษ มิฉะนั้นสืบไม่ได้เรื่อง ต้องรู้จัก ต้องแยบคาย ต้องมีอุบายต่างๆ
แต่ว่า อุบายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เทศนาไว้ สั่งสอนไว้แล้ว ก็จดจารึกไว้ในพระไตรปิฏก เพราะฉะนั้น บางทีมันยาก จนกระทั่งถึงว่าไม่เข้าใจ สอนไว้แล้ว จดแล้ว บันทึกไว้แล้วอยู่ในสมุด เราเอาสมุดนั้นมาอ่านก็ยังไม่รู้ว่าท่านสอนอะไร อย่างนี้ก็มี เราไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร อ่านแล้วก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้แล้วไปทำตามก็ไม่ถูก ยากมากไม่ใช่ของง่ายๆ
ขอให้ทุกท่านเข้าใจว่าไม่ใช่เป็นของสาธารณะไม่ใช่เป็นสาธารณะที่ทุกคนจะทำได้ มันเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ขึ้นมา ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าแล้ว ปัญญาบารมีไม่ถึงขนาดที่จะเป็นสัมมาสัมพุทโธ แล้วจะรู้เองไม่ได้เลย ยากถึงขนาดนั้น ยากมากทีเดียว
เราจะต้องมีความสังเกต ถ้าหากว่ามันเบา รู้สึกว่า ตัวเบา และความรู้สึกก็ไม่ค่อยจะชัด คือ เลือนๆไปอะไรอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ดีนะ ตามหลัก ถ้าสมาธิเข้ามาแล้วความรู้สึกตัวจะไม่ชัดเลือนๆ เพราะฉะนั้น อันนี้ต้องอาศัยความสังเกต
ถ้าขาดความสังเกตแล้ว ผิดก็ไม่รู้ ต้องสังเกตนับตั้งแต่ทีแรกที่ลงมือกำหนด ท่านเคยสังเกตไหมเมื่อแรกที่ลงมือกำหนด นั่งก็ดี เดินก็ดี นอน หรือยืนก็ตาม เวลาที่กำหนดครั้งแรกลงไปจะชัดเจน เพราะว่า ยังไม่มีสมาธิหรืออะไรๆ เข้ามา ท่านจะต้อง สังเกตความรู้สึกที่ชัดเจน อันนี้เอาไว้เป็นหลัก เอาไว้เป็นครู จะนั่งก็ตาม จะนอนก็ตาม ความรู้สึกที่กำหนดลงไปครั้งแรกจะชัด ถ้าพูดถึงว่า กำหนดถูก ท่านก็จะต้องจำไว้ จำท่าทาง จำลักษณะไว้ พอกำหนดไปสักประเดี๋ยวความรู้สึกจะเปลี่ยน คือว่า ความรู้สึกจะอ่อนลงไปหรือว่า เมื่อสมาธิเข้ามา ความรู้สึกจะอ่อนไป นี่พูดถึงว่า ไม่ฟุ้ง ถ้าฟุ้งก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง ความรู้สึกจะอ่อนลงไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [21 ต.ค. 2552 , 08:33:44 น.] ( IP = 58.9.149.153 : : )
สลักธรรม 8
กราบขอบพระคุณมากค่ะสำหรับแนะแนวทางปฏิบัติวิปัสสนาที่นำมาฝาก......อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [21 ต.ค. 2552 , 10:10:11 น.] ( IP = 124.121.179.250 : : )
สลักธรรม 9![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ต.ค. 2552 , 16:17:17 น.] ( IP = 125.27.179.225 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |